Punmile09

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะคะ

ชื่อตอน : CHAPTER N I N E

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 7k

ความคิดเห็น : 19

ปรับปรุงล่าสุด : 26 ต.ค. 2562 20:37 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
CHAPTER N I N E
แบบอักษร

 

 

_________________________________ 

 

 

หลังจากที่ได้ข้อสรุปเมื่อสัปดาห์ก่อนว่าพีทจะได้เข้าร่วมถ่ายแบบกับทางสปอร์ตแบรนด์เป็นงานแรก การฝึกเทรนด์ทุกอย่างก็เพิ่มความเข้มงวดขึ้นเป็นอีกเท่าตัวเพราะพวกเขานั้นมีเวลาเหลืออยู่อีกเพียงแค่ไม่กี่วันเท่านั้นก่อนที่จะต้องไปถ่ายแบบที่ทะเลทางใต้แถบอันดามัน 

ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมาเรียกได้ว่าตารางชีวิตของฮานะและพีทวนเวียนอยู่แค่ห้องพักและบริษัท เด็กหนุ่มไม่ได้กลับไปนอนที่อพาร์ทเมนต์ของตัวเองเพราะเขาให้ขนเสื้อผ้ามานอนด้วยกันที่คอนโดจะได้ไม่เปลืองเวลาและค่ารถไปกลับให้เสียเที่ยว 

วันนี้ก็เป็นอีกหนึ่งวันที่พีทต้องเทรนด์ทั้งวัน เห็นคุณเจนนี่บอกว่าจะให้ลองเดินบนแคทวอร์คดูเพราะจะได้ไม่ต้องรู้สึกประหม่าเวลาที่เจอของจริง 

“หน้าเครียดเชียวมีเรื่องอะไรรึเปล่า” น้ำขวดหนึ่งถูกยื่นส่งไปให้หลังจากที่ได้เวลาพักเบรก ฝ่ายนั้นรับไปเปิดดื่มได้เพียงแค่นิดเดียวก็ลงมานั่งบนโซฟาตัวเดียวกันพร้อมกับโอบแขนลงบนเอวเขาอย่างแนบเนียน 

นับตั้งแต่วันนั้นพีทก็ดูจะแสดงความรู้สึกของตัวเองออกมาอย่างไม่คิดที่จะปิดบัง...แต่การกระทำทั้งหมดจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่ออยู่กันเพียงสองคนเท่านั้น หากบริเวณนั้นมีคนอื่นอยู่อีกฝ่ายก็จะไม่ทำอะไรเกินเลยให้เขาต้องหนักใจกับสายตาของคนอื่น 

“ฮานะ” 

“หืม” ฮานะขานรับ แต่สายตายังคงจดจ้องอยู่กับงานบนหน้าจอไอแพด “ว่าไง” 

“คือ...” เด็กหนุ่มเว้นจังหวะไปเล็กน้อยก่อนจะพูดต่อ “คืนนี้ผมขอไปเล่นดนตรีกับเพื่อนได้ไหมครับ” 

“ที่ไหนล่ะ” เขากดปิดหน้าจอเอาไว้เพื่อพักสายตาก่อนจะหันกลับมามองหน้าคู่สนทนาแทน 

จำได้ว่าพีทเคยบอกเอาไว้ก่อนที่จะเข้ามาทำงานในโมเดลลิ่งว่าเจ้าตัวเคยเล่นดนตรีที่ไนต์คลับกับเพื่อน เพราะอย่างนั้นจึงไม่นึกแปลกใจอะไรที่จู่ๆ อีกฝ่ายจะเอ่ยปากขอไป 

“ผับZครับ” แววตาคู่นั้นก้มลงมองต่ำในระดับที่พอดีกับริมฝีปากสีสดที่พักหลังมานี้เจ้าตัวได้ลิ้มรสไปแล้วหลายต่อหลายครั้ง 

ยิ่งได้มองลำคอกลับยิ่งแห้งผากขนาดที่ว่าน้ำที่เพิ่งจะดื่มเข้าไปยังช่วยดับความกระหายเอาไว้ไม่ได้ “พอดีคนในวงขาดไปคนนึงน่ะครับ เขาเลยอยากให้ผมไปช่วย” เด็กหนุ่มดึงสายตากลับขึ้นมาเมื่อเริ่มรับรู้ได้ถึงความต้องการที่เกินขีดจำกัดของตนเอง...ขืนมองนานกว่านี้มีหวังเขาคงได้เอาเปรียบฮานะอีกแน่นอน... 

“ก็ไม่ได้ว่าอะไรนี่” ฮานะยักไหล่ด้วยท่าทีผ่อนคลาย เพราะเข้าใจว่าพีทเองก็โหมงานหนักติดกันมาหลายวันจนเขากลัวว่าอีกฝ่ายจะเครียด...ให้หยุดพักผ่อนไปทำในสิ่งที่เจ้าตัวชอบก็ดีอยู่เหมือนกัน “แต่มีข้อแม้นะ” 

“...” 

“ฉันจะไปด้วย” จู่ๆ ก็รู้สึกว่าพักหลังมานี้ไม่ได้ออกไปเห็นแสงสีกับใครเขาสักที มองไปทางไหนก็งานอีกอย่างกว่าจะนัดรวมตัวเพื่อนให้ครบทีมได้ก็ยากเสียยิ่งว่าอะไรทั้งหมดเพราะต่างฝ่ายก็ต่างมีหน้าที่การงานและครอบครัวที่ต้องดูแล 

และช่วงที่ผ่านมา...เขาก็มัวแต่สนใจและตามติดคนอื่นมากเกินไปจนละเลยตัวเอง 

“จะดีเหรอครับ” พีทยังคงลังเล ไม่ใช่เพราะไม่อยากให้ฮานะไปด้วย...แค่รู้สึกว่าไม่อยากให้ฮานะไปอยู่ในสถานที่แบบนั้นตัวคนเดียวเพราะเขาเองก็ต้องขึ้นไปอยู่บนเวทีคงไม่ได้อยู่ใกล้ๆ ตลอดเวลา 

...ถ้าจะบอกว่าหวงก็คงไม่เกินจริงนัก.. 

“เผื่อเธอจะลืมอะไรไปนะ” ใบหน้าสวยจัดยิ้มกว้างราวกับมองออกว่าเขากำลังนึกคิดอะไรอยู่ “ฉันอายุสามสิบแล้ว...ที่แบบนั้นน่ะ สบายมาก” เพราะเห็นว่านัยน์ตาคมเข้มฉายแววเป็นห่วงออกมาชัดเจนจนปิดไม่มิดเลยต้องอธิบายให้ฝ่ายนั้นได้เข้าใจ “อีกอย่าง...ถือว่าไปคุมความประพฤติเธอด้วย จะได้ไม่ดื่มจนเมาหัวราน้ำ” ฮานะเอื้อมมือไปบีบแก้มของเจ้าเด็กตัวโตตนหน้ายู่เหมือนอย่างที่ชอบทำเป็นประจำเวลาที่นึกมันเขี้ยวขึ้นมา 

แถมเกาคางให้ด้วยเลยเอ้า 

“ผมไม่ดื่มอยู่แล้ว” 

“ว่าไงนะ?” ตากลมโตเบิกขึ้นอย่างไม่คิดจะเชื่อในสิ่งที่ได้ยิน...ก็เด็กสมัยนี้บางคนน่ะเริ่มดื่มเครื่องดื่มมึนเมากันตั้งแต่ชั้นมัธยมเสียด้วยซ้ำไป เป็นไปได้ยากมากที่เด็กหนุ่มวัยนี้จะไม่แตะต้องของพวกนี้...มิหนำซ้ำพีทยังต้องทำงานในสถานที่ซึ่งหลึกเลี่ยงได้ยากอีก 

เหลือเชื่อเลยจริงๆ … 

“ผมคออ่อนมาก” เด็กหนุ่มยิ้มบาง คว้ามือขาวขึ้นมากอบกุมเอาไว้พร้อมกับลูบข้อนิ้วเรียวไปมาเมื่อเห็นว่าฮานะนั่งมองจนบริเวณแก้มมีริ้วแดงพาดผ่านเจือจาง “ตอนมอปลายเคยดื่มจนเมาแอ๋ไม่ได้สติล้มพับอยู่สวนหน้าบ้านเลยโดนแม่ด่าหูชา หลังจากนั้นก็ไม่แตะมันอีกเลย” 

หลังจากที่สารภาพออกไปอีกฝ่ายก็หลุดขำและยิ้มกว้างจนตาปิดทำให้เขาต้องยิ้มตามไปด้วย 

“จริงเหรอเนี่ย...น่ารักจัง” ฮานะมองอย่างเอ็นดูก่อนจะถามต่อ “แล้ว...เธอสูบบุหรี่หรือเปล่า” เพราะเท่าที่จำได้ตั้งแต่อยู่ด้วยกันมาเขาไม่เคยได้กลิ่นอะไรออกมาจากตัวของอีกฝ่าเลยนอกจากกลิ่นของโคโลญจน์และน้ำหอมที่เจือจางจนกลืนหายเป็นกลิ่นกายเฉพาะตัวที่ให้ความรู้สึกอบอุ่นและสบายใจเวลาที่ได้อยู่ใกล้ 

“ตอนเด็กๆ ผมเป็นภูมิแพ้...ก็เลยไม่คิดจะลอง” พีทส่ายหน้าและยิ้มออกมา ก่อนจะถือวิสาสะยกเรียวนิ้วของอีกฝ่ายที่ยังคงมีกลิ่นนิโคลตินที่ยังหลงเหลือขึ้นมาจรดจูบ 

ถึงจะไม่เคยชอบกลิ่นของบุหรี่แต่พอมันเจือจางผสมรวมไปกับตัวฮานะแล้วเขากลับหลงใหลมันจนเรียกได้ว่าถึงขั้นเสพติด... 

ความอุ่นซ่านแล่นขึ้นมาถึงแกนสมองจนฮานะตาพร่าเบลอเฉียบพลันเพราะนึกขึ้นมาได้ว่าไม่ได้อยู่กันเพียงแค่สองต่อสอง แต่พอหันไปมองรอบห้องกลับพบแค่เพียงความว่างเปล่าจึงถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก 

“ถ้าอย่างนั้นก็แย่เลยสิ” รู้สึกผิดขึ้นมาไม่น้อยเพราะตัวเขาเองก็เรียกได้ว่าค่อนข้างสูบบุหรี่จัด แต่ที่ผ่านมาพีทไม่เคยออกปากเลยคิดเอาเองว่าฝ่ายนั้นก็คงไม่มีปัญหาอะไร “แล้วอย่างนี้ตอนไปเล่นดนตรีอาการไม่แย่เอาเหรอ” 

...เห็นทีคงจะต้องเริ่มงดจริงจังขึ้นมาซะแล้วสิ 

ถ้าขืนยังสูบจัดเหมือนเมื่อก่อนแล้วอาการภูมิแพ้ของเจ้าเด็กตัวโตกำเริบขึ้นมาล่ะแย่แน่เลย... 

“สบายมากครับ” เพราะตั้งแต่ขึ้นมัธยมต้นมาเขาก็เริ่มหันมาดูแลสุขภาพตัวเองโดยการออกกำลังกายและเป็นนักกีฬาบาสเกตบอลของโรงเรียนจึงทำให้ร่างกายแข็งแรงขึ้นมากไม่ป่วยบ่อยเหมือนตอนเด็กๆ 

“แน่ใจ?” ฮานะหรี่ตามองเจ้าโกลเดนท์ตัวโตอย่างจับผิดพร้อมกับชี้นิ้วคาดโทษเอาไว้ “ถ้ากลับมาแล้วป่วยล่ะคอยดู” 

เด็กหนุ่มมองตามเรียวนิ้วขาวของอีกฝ่ายก่อนจะไล่ไปหาใบหน้าอ่อนเยาว์กว่าวัยที่กำลังทำหน้าดุได้อย่างน่ารัก ฮานะตาโตเมื่อเขาเคลื่อนตัวเข้าไปหาก่อนจะรีบยกมือมาดันแผ่นอกเอาไว้ คิ้วเรียวสวยขมวดมุ่นจนหน้ายุ่งพร้อมกับค้อนวงโตที่ถูกส่งมา 

“หยุดเลย...เอาหน้าออกไปเดี๋ยวนี้” ฮานะขู่ฟ่อด ดูไปดูมาก็คล้ายกับลูกแมวตัวน้อยๆ ที่กำลังพองขนใส่เวลาที่ตกใจหรือกำลังหวาดกลัว “พีท!” ไม่ทันขาดคำก็ถูกเจ้าเด็กตัวโตขโมยหอมแก้มเข้าอย่างจังพอดีกับที่บานประตูห้องสตูดิโอถูกเปิดเข้ามา โชคดีที่เจนนี่กำลังวุ่นอยู่กับการคุยโทรศัพท์จึงไม่ทันได้สังเกตว่าเขาถูกลูกรักของเธอฉวยโอกาสเข้าให้ 

พีทเดินออกไปเมื่อถึงเวลาเทรนด์ต่อ แต่ก่อนจะไปก็ยังไม่วายทิ้งระเบิดเอาไว้ลูกใหญ่โดยการคว้าเอาหลังมือเขาขึ้นไปจรดจูบด้วยความรวดเร็ว ทิ้งให้ต้องนั่งสงบจิตใจอยู่นานเมื่อรู้สึกว่าจังหวะชีพจรมันเต้นถี่ขึ้นจนแทบทะลุออกมาจากอก 

..เจ้าเด็กนิสัยไม่ดี... 

“แล้วเธอจะไปที่ผับตอนไหน” ในระหว่างที่กำลังยืนรอลิฟต์อยู่นั้นฮานะก็หันไปถามคนข้างกายเพราะอีกฝ่ายบอกว่าจะขอไปซ้อมที่สตูดิโอของเพื่อนก่อนจะขึ้นเล่นจริงในคืนนี้ 

“คงราวๆ สักสามสี่ทุ่มครับ” 

เด็กหนุ่มตัวสูงดูโดดเด่นจนทำให้ใครต่อใครที่เดินผ่านไปมาหันมองจนเหลียวหลัง...อดที่จะยอมรับไม่ได้เลยว่าเวลาที่ผ่านไปแค่เดือนกว่าๆ นั้นพีทดูเปลี่ยนไปมาก ลาดไหล่ที่กว้างผ่าเผยตั้งขึ้นรับกับแผ่นอกหนาตึงแน่นใต้เสื้อยืดสีเข้ม ให้ความรู้สึกมั่นคงแข็งแรง 

ไร้ซึ่งร่องรอยของเด็กที่ขาดความมั่นใจเมื่อตอนที่เจอกันครั้งแรกอย่างสิ้นเชิง... 

“ฉันไปด้วยสิ” ฮานะเอ่ยปากขอเพราะไม่อยากจะกลับไปอยู่ที่ห้องคนเดียว...เรียกได้ว่าตอนนี้เขาเสพติดการที่มีเจ้าโกลเดนท์ตัวใหญ่คอยวนเวียนอยู่รอบตัวไปซะแล้ว 

“เอาไว้เจอกันคืนนี้ดีกว่าครับ ห้องซ้อมมันไม่ค่อยสะดวกสบายเท่าไหร่...ผมกลัวว่าฮานะจะเบื่อ” เหตุผลที่อ้างไม่ขึ้นถูกหยิบยกมาใช้ แต่ความเป็นจริงแล้วห้องซ้อมของเพื่อนเขานั้นห่างไกลจากคำว่าไม่สะดวกสบายอยู่มาก แต่ที่ไม่อยากให้ฮานะไปก็เพราะรู้นิสัยของกลุ่มเพื่อนตัวเองดี 

ไม่มีทางที่พวกมันจะนั่งมองฮานะเฉยๆ โดยไม่ออกปากแซวแน่นอน... 

“ไม่เห็นจะเบื่อเลย” คนอายุมากกว่าเริ่มงอแง...พักหลังมานี้ฮานะรู้สึกว่าตัวเองแสดงอารมณ์แปลกๆ ออกมาอยู่บ่อยครั้ง และทุกๆ ครั้งมันก็มักจะเกิดขึ้นเฉพาะตอนที่อยู่กับพีทเท่านั้น เหมือนกับว่าสามารถเปิดเผยตัวตนที่แท้จริงออกมาได้อย่างสบายใจคล้ายกับตอนที่อยู่กับครอบครัว 

เป็นความสบายใจที่ไม่ได้สัมผัสมาเนิ่นนานตั้งแต่ที่ต้องใช้ชีวิตคนเดียวที่เมืองไทย หลังจากที่ทุกคนย้ายกลับไปอยู่ที่ญี่ปุ่นและเหลือแค่เขาเพียงคนเดียวที่ดื้อด้านจะอยู่ที่นี่เพียงเพราะต้องการแค่อยากอยู่ใกล้กับใครบางคน 

...งี่เง่าสิ้นดี.. 

“ถ้าฮานะไปด้วยผมคงไม่มีสมาธิซ้อม” ฝ่ามือใหญ่เลื่อนลงมากอบกุมอย่างถือวิสาสะเมื่อเห็นว่ารอบกายนั้นไร้ซึ่งผู้คน 

“ฉันไม่ป่วนหรอกน่า” 

ใบหน้าน่ารักอมยิ้มพร้อมโคลงหัวไปมา ปล่อยให้มือถูกกุมเอาไว้อย่างนั้นโดยที่ไม่คิดจะผลักไสออกไป ความอบอุ่นแผ่ซ่านผ่านผิวเนื้อมีผลต่ออัตราการเต้นของหัวใจที่นับวันก็เริ่มที่จะควบคุมมันยากขึ้นไปทุกทีคล้ายกับน้ำแข็งที่เริ่มถูกหลอมละลายจากแสงอบอุ่นของดวงอาทิตย์ไปทีละนิด 

...ไร้ซึ่งแรงที่จะต้านทาน 

ติ๊ง! 

แต่แล้วเสียงสัญญาณลิฟต์ที่ดังขึ้นก็บ่งบอกได้ว่าห้องโดยสารลงมาจอดยังชั้นที่พวกเขายืนรออยู่และทันทีที่บานประตูเปิดออกภาพที่ได้เห็นก็ทำให้ฮานะต้องลมหายใจสะดุดไปชั่วขณะหนึ่ง ก่อนอุณหภูมิในร่างกายจะเย็นเฉียบกะทันหันผิดกับบริเวณฝ่ามือที่มีเหงื่อผุดซึมจนชื้น 

ภายในห้องโดยสารนั้นมีร่างของคนสองคนที่กำลังยืนกอดรัดและตระโบมจูบใส่กันอย่างถึงพริกถึงขิงโดยไม่สนใจเลยว่าในลิฟต์นั้นจะมีกล้องวงจรปิดหรือไม่ แม้ขนาดที่ว่าในตอนที่ประตูเปิดออกทั้งสองคนนั้นก็ยังไม่มีท่าทีว่าจะผละห่างออกจากกันเลยแม้แต่วินาทีเดียว 

แผ่นหลังกว้างใต้เสื้อแจ็กเกตหนังนั้นเขาจำได้ขึ้นใจและจำได้ดีเสียยิ่งกว่าใคร เรือนผมสีบลอนด์ที่ดูจะยาวขึ้นกว่าเดิมปรกลงมาปิดบนเสี้ยวหน้าหล่อเหลาที่กำลังก้มซุกไซ้ลงไปบนซอกคอของนาวแบบสาวสวยที่ฮานะเพิ่งจะได้เห็นหน้าค่าตาเพียงไม่กี่ครั้ง ถ้าจำไม่ผิดคงเป็นนางแบบคนใหม่ที่ตอนนี้กำลังเป็นที่พูดถึงในวงการกันอย่างกว้างขวาง 

ฮานะเผลอออกแรงที่ฝ่ามือแน่นจนคนที่อยู่ข้างกันต้องก้มลงมามองอย่างนึกเป็นห่วง เด็กหนุ่มมองภาพในห้องโดยสารลิฟต์ด้วยแววตาที่เฉยชา ทันทีที่ฝ่ายนั้นเงยหน้าขึ้นมามองทางพวกเขาฮานะก็ตั้งท่าจะเดินหนีแต่กลับเป็นเขาเองที่ประสานเรียวนิ้วให้แน่นขึ้นยิ่งกว่าเดิมแล้วเดินนำเข้าไปในลิฟต์โดยที่อีกฝ่ายนั้นทำได้แค่เพียงเดินตามเข้ามาด้วยสีหน้าที่อึดอัดเพราะมีสายตาของผู้ชายคนนั้นมองตามมาอย่างไม่ลดละ 

พีทดันตัวอีกคนมายืนซ้อนที่ด้านหน้าโดยเอาตัวของตัวเองกั้นระหว่างฮานะและผู้ชายคนนั้นไว้ ทันทีที่บานประตูลิฟต์ปิดลงบรรยากาศภายในก็เงียบได้เพียงแค่ครู่หนึ่งก่อนที่ทั้งสองคนด้านหลังจะเริ่มนัวเนียกันอีกรอบ และคราวนี้ดูท่าว่าจะดุเดือดเสียยิ่งกว่าเดิมเพราะฝ่ายหญิงนั้นหลุดเสียงออกมาอย่างไม่นึกอาย 

เด็กหนุ่มก้มลงมองคนตัวเล็กที่เอาแต่ยืนก้มหน้าอยู่ที่พื้น ฮานะดูตัวเล็กลงมากกว่าเดิมเมื่ออยู่ในสถานการณ์แบบนี้ ฝ่ามือใหญ่ที่คอยกอบกุมกันเอาไว้เลื่อนขึ้นมาปิดที่ใบหูทั้งสองข้างทำให้อีกฝ่ายต้องเงยหน้าขึ้นมามองอย่างนึกสงสัย แต่ยังไม่ทันที่ฮานะจะได้มองเลยผ่านไปทางด้านหลังมือคู่นั้นก็เลื่อนลงมาปิดที่ตาจนมืดสนิทก่อนเสียงทุ้มนุ่มจะก้มลงมากระซิบที่ข้างใบหู 

ฮานะ...สนใจแค่ผมก็พอ 

พีทยืดตัวกลับขึ้นมายืนเต็มความสูงก่อนรอยยิ้มจะถูกจุดขึ้นมาที่มุมปากเมื่อเห็นว่าคนตรงหน้านั้นให้ความร่วมมือเป็นอย่างดีเพราะฮานะขยับถอยหลังเข้ามาใกล้จึงทำให้แผ่นหลังแนบชิดอยู่กับอกของเขา ก่อนที่เจ้าตัวจะพิงศีรษะลงมา

เสียงจูบก่อนหน้าเงียบหายไปและทันทีที่เงยหน้าขึ้นมองผ่านทางภาพสะท้อนของผนังลิฟต์ก็ได้เห็นว่านัยน์ตาสีฟ้าคู่นั้นกำลังมองมาทางพวกเขาอยู่ก่อนแล้ว ฝ่ายนั้นจ้องเขม็งอย่างไม่ลดละและเด็กหนุ่มเองก็จ้องตอบกลับไปอย่างเอื่อยเฉื่อยราวกับว่าคนคนนั้นของฮานะเป็นเพียงแค่ธาตุอากาศไม่มีตัวตน

ทันทีที่บานประตูลิฟต์เปิดออกที่ชั้นลานจอดรถพีทก็ดึงให้ผู้จัดการส่วนตัวเดินตามออกมาจากห้องโดยสารอย่างรวดเร็ว ระหว่างทางเดินไปที่รถฮานะต้องเร่งฝีเท้าตามช่วงขาที่ยาวกว่าจนหวิดจะสะดุดล้มอยู่หลายหน

“พีท...เธอเดินเร็วเกินไปแล้วนะ” เชื่อได้เลยว่าเขาน่ะไม่ได้ขาสั้นเตี้ยม่อต้อขนาดนั้น แต่เพราะอีกฝ่ายขายาวอย่างกับอะไรแค่หนึ่งก้าวของพีทเขาก็ต้องเร่งจ้ำเอาๆ จนปวดข้อเท้าไปหมด

“กุญแจรถล่ะครับ”

ฝ่ายนั้นหันกลับมาถามเมื่อมาถึงที่รถ ฮานะสังเกตเห็นว่าคนตรงหน้าดูร้อนรนจนผิดสังเกต แต่ยังไม่ทันที่จะได้หยิบกุญแจออกมาจากกระเป๋าทั้งตัวก็ถูกรวบเข้าไปกอดแน่นจนกระดิกแทบไม่ได้ ฮานะเบิกตาอย่างตื่นตกใจเพราะจู่ๆ ก็ถูกกักขังเอาไว้ในอ้อมแขนกว้างจนตัวแทบจะจมลงไปในแผ่นอกอุ่น

“พีท?” เอ่ยเรียกแผ่วเบาเมื่อสัมผัสได้ถึงแรงกอดรัดที่แน่นขึ้นและเสียงหายใจที่อยู่เหนือศีรษะ...ราวกับว่าอีกฝ่ายกำลังควบคุมอารมณ์อะไรบางอย่างที่มันปะทุขึ้นมา

“..ฮานะ” ผ่านไปสักพักจังหวะชีพจรของเด็กหนุ่มก็กลับมาคงที่ วงแขนแข็งแรงโอบกระชับร่างในอ้อมกอดเอาไว้ราวกับกลัวว่าฮานะจะหายไป

“หืม...ว่าไง” ฝ่ามือเล็กลูบลงบนแผ่นหลังกว้างเพื่อปลอบประโลม ยอมรับว่าเขาเองก็ตกใจไม่น้อยกับท่าทีแบบนี้ของพีท “เธอโอเคนะ” น้ำเสียงอ่อนโยนเอ่ยถามในตอนที่ถูกฝ่ายนั้นดันตัวให้พิงเข้ากับรถก่อนจะซุกใบหน้าลงมาซบที่บริเวณลาดไหล่ กลุ่มผมสีเข้มที่อยู่ใกล้ทำให้อดไม่ได้ที่จะเอื้อมมือขึ้นมาลูบอย่างนึกเอ็นดู

“...” เสียงถอนหายใจหนักดังขึ้นครั้งหนึ่งก่อนจะได้ยินเสียงทุ้มนุ่มพึมพำแผ่วเบาสารภาพออกมา “ผมไม่อยากให้คุณเสียใจ...ไม่อยากให้คุณร้องไห้...” ได้ยินดังนั้นฮานะก็เลิกคิ้วขึ้นอย่างสงสัยก่อนจะคลายยิ้มออกมาแล้วยกแขนขึ้นโอบกอดแผ่นหลังกว้างของเจ้าโกลเดนท์ขี้กังวล

...ทำไมเป็นเด็กที่น่ารักขนาดนี้นะ..

“โธ่~” ฮานะนวดคลึงที่ต้นคอฝ่ายนั้นไปมาเพื่อหวังจะให้ผ่อนคลายลง “พีท...ฉันไม่เป็นไร” ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าเจ้าตัวคงเป็นห่วงที่เขาต้องเจอภาพอเล็กซ์กับนางแบบคนนั้นกำลังพลอดรักกันอย่างดูดดื่ม...อดที่จะยอมรับไม่ได้ว่าในใจลึกๆ แล้วยังคงรู้สึก แต่ทว่ามันไม่ได้ร้อนรนจะเป็นจะตายเหมือนเมื่อก่อนอีกแล้ว อาการการก่อนหน้านี้ก็แค่รู้สึกตกใจเพราะไม่คิดว่าจะได้เจออเล็กซ์ในลิฟต์เสียมากกว่า

แต่ดูท่าเจ้าเด็กตัวโตคงคิดแทนเขาไปถึงไหนต่อไหนแล้ว...

“…” ใบหน้าคมเข้มถอนออกมามองกัน นัยน์ตาคู่นั้นยังคงทอประกายวูบไหวราวกับเปลวเทียนที่ถูกจุดอยู่ท่ามกลางลมพายุ

“ดูทำหน้าเข้า” ฮานะยิ้มกว้างจนตาหยีและยกมือขึ้นบีบข้างแก้มอีกฝ่าย “ฉันไม่เป็นอะไรจริงๆ นะเชื่อสิ ไม่ได้เสียใจด้วย”

“แต่ฮานะมองเขา” เจ้าเด็กตัวโตขมวดคิ้วมุ่นเล็กน้อยพร้อมกับกระชับวงแขนที่โอบอยู่รอบเอวให้แน่นขึ้น “ผมแค่กลัวว่าคุณจะรู้สึกแย่”

“ก็แค่มองน่า...ฉันไม่ได้รู้สึกอะไรเลย” ฮานะบอกไปตามความจริงให้อีกฝ่ายได้คลายกังวล “แค่เธออยู่ด้วยกันตอนนี้มันก็ดีมากแล้ว...ขอบใจนะ” รอยยิ้มกว้างถูกส่งมอบไปให้ก่อนจะเอียงใบหน้าแนบซบไปกับแผ่นอกอุ่นที่ทำให้รู้สึกปลอดภัยเสมอตอนที่ถูกอีกฝ่ายโอบกอดเอาไว้ทั้งตัวแบบนี้

“…มองแค่ผมได้ไหม” น้ำเสียงทุ้มนุ่มติดอ้อนเอ่ยขึ้นมาทำให้ต้องเบิกตาขึ้นอย่างแปลกใจเพราะไม่เคยจะได้ยินมาก่อน “ฮานะสนใจแค่ผม...ได้ไหมครับ”

“พูดเหมือนที่ผ่านมาฉันไม่สนใจเธองั้นสิ” ฮานะยังคงทีเล่นทีจริงเพราะไม่มั่นใจว่าที่อีกฝ่ายหมายถึงนั้นคืออะไร แต่เมื่อได้เห็นประกายบางอย่างในดวงตาคู่นั้นจังหวะชีพจรที่คงที่มาตลอดกลับเต้นถี่รัวขึ้นจนปวดแปลบ

“ผมหมายถึง...สนใจผมในฐานะผู้ชายคนหนึ่ง ที่ไม่ใช่คนที่คุณต้องดูแลเพียงเพราะหน้าที่ของผู้จัดการ” พีทมองต่ำก่อนจะยกแขนขึ้นมากั้นช่วงตัวคนที่ยืนพิงกระจกรถเอาไว้ “มองผมในฐานะที่เหมือนกับเขาคนนั้น...ได้ไหมครับ” น้ำเสียงเว้าวอนเอ่ยขอซ้ำไปมา

ฮานะเงยหน้าขึ้นมองด้วยความสับสนก่อนจะส่ายหน้าปฏิเสธออกมา ทำให้คนตรงหน้านั้นเผลอเม้มปากแน่น

“ไม่ได้หรอก...” ใบหน้าสวยเอียงซบลงบนแผ่นอกกว้าง ส่วนมือทั้งสองข้างก็ยกขึ้นกำชายเสื้อของอีกฝ่ายเอาไว้จนยับย่นในตอนที่เอ่ยบอกประโยคถัดมา “เธอกับอเล็กซ์ไม่เหมือนกัน...”

“…”

“…สำหรับฉันน่ะ” ฮานะหลับตาลงเพื่อฟังเสียงจังหวะการเต้นของหัวใจที่อยู่ในระยะประชิด “สำหรับฉัน...เธอมีค่ามากกว่านั้น 

“…”

“ส่วนเขาเป็นแค่อดีตไปแล้ว...เพราะฉะนั้นเธออย่าเอาตัวเองไปเปรียบเทียบกับใครเลยนะ” น้ำเสียงแผ่วเบาที่เอ่ยประชิดทำให้เด็กหนุ่มต้องก้มลงมอง แล้วก็ได้เห็นว่าใบหูขาวจัดนั้นกำลังขึ้นสีระเรื่อ “พีท...แค่เธอเป็นเธอ มันก็ดีมากแล้วจริงๆ ... 

“ฮานะ” พีทตั้งท่าจะดันตัวคนในอ้อมกอดออกด้วยหัวใจที่เต้นรัวเร็ว แต่ดูท่าแล้วอีกฝ่ายคงจะไม่ให้ความร่วมมือสักเท่าไหร่เพราะฮานะเอาแต่กอดและซุกหน้าลงกับอกเขาแน่น

“ไม่ต้องพูดอะไรเลยนะ” ฝ่ายนั้นเค้นเสียงออกมาห้ามปราม ผ่านไปสักพักก็ถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ “...ฉันขอเวลาอีกหน่อย”

“…ครับ”

กางเกงยีนสกินนี่สีซีดขาดช่วงต้นขาสวมลงบนเรียวขาสวยก่อนจะถูกทับด้วยเสื้อยืดสีขาวตัวใหญ่ของใครบางคนที่แขวนเอาไว้อยู่ในตู้เสื้อผ้าเดียวกัน ฮานะหมุนตัวเช็กความเรียบร้อยอีกครั้งก่อนจะเดินไปสวมถุงเท้าและสนีกเกอร์คู่โปรด เข็มสั้นบนหน้าปัดนาฬิกาที่อยู่ข้างฝาผนังกำลังเคลื่อนไปชี้ที่เลขเก้าแสดงให้เห็นว่าใกล้ถึงเวลาที่เขาจะต้องออกเดินทางได้แล้วเพราะหลังจากที่แยกย้ายกับพีทฝ่ายนั้นก็โทรมาบอกจะขึ้นแสดงตอนห้าทุ่ม

น้ำหอมกลิ่นประจำตัวถูกฉีดลงบนข้อมือและยกแตะข้างซอกคอ กลิ่นหอมอ่อนเฉพาะตัวโอบล้อมอยู่รอบกายเรียกความมั่นใจให้กลับมาหลังจากที่เขานั้นไม่ได้ไปเหยียบสถานที่เริงรมย์มาเป็นเวลาหลายปี

ฮานะใช้เวลาราวชั่วโมงกว่าก็เดินทางมาถึงที่หมาย ทันทีที่เดินผ่านเข้าไปความมืดสลัวและไฟแสงสีก็ทำให้ชีพจรในร่างกายนั้นเต้นเร่า เขาเดินเลยผ่านผู้คนไปนั่งยังบริเวณเคาน์เตอร์บาร์ที่อยู่เยื้องกับเวที เก้าอี้ทรงสูงทำให้เห็นบริเวณนั้นได้อย่างชัดเจน

รอเพียงไม่นานค็อกเทลที่สั่งไปก็ถูกวางเสิร์ฟไว้ตรงหน้า โมฮีโตในแก้วทรงสูงมีไอเย็นเกาะอยู่รอบแก้ว รสชาติอันเป็นเอกลักษณ์ของเหล้ารัมผสมกับความเปรี้ยวของมะนาวและโซดาทำให้รู้สึกสดชื่นขึ้นมา ความหวานของน้ำตาลทรายชั้นล่างช่วยตัดรสชาติให้กลมกล่อมดื่มง่ายขึ้น ฮานะใช้หลอดคนค็อกเทลในแก้วไปมาอย่างเอื่อยเฉื่อยแต่สายตากลับมองไปยังร่างสูงใหญ่ของใครบางคนที่เพิ่งจะเดินขึ้นมาบนเวที

วันนี้พีทดูแปลกตากว่าทุกวันเพราะอีกฝ่ายสวมเสื้อแขนกุดสีดำสกรีนลายกราฟิกแต่ความกว้างของแขนเสื้อนั้นลากยาวลงมาจนถึงบั้นเอว กางเกงยีนสีดำเข้ารูปขับเน้นให้เห็นช่วงขายาวสมส่วนรับกับสะโพกสอบ มัดกล้ามเนื้อตึงแน่นลงมาถึงท่อนแขนมีเส้นเลือดนูนขึ้นในตอนที่ฝ่ายนั้นควงไม้กลอง...และที่สำคัญเรือนผมที่ถูกเซ็ทเปิดใบหน้าคมเข้มทำให้คนที่มองอยู่ถึงกับร้อนวูบขึ้นมาจนต้องยกค็อกแทลขึ้นมาจิบเพื่อดับกระหาย

กลิ่นอายร้อนแรงแฝงเร้นความอันตราย ไร้คราบเจ้าโกลเดนท์ตัวโตที่เคยออดอ้อนเขาเมื่อตอนเย็นไปจนหมด...

และทันทีที่นัยน์ตาคู่นั้นหันมามองกันท่ามกลางความมืดสลัวฮานะก็รับรู้ได้ถึงจังหวะการเต้นของหัวใจที่แรงและรัวเร็วขึ้นตอนที่ฝ่ายนั้นยกยิ้มมุมปาก

ในตอนที่โมฮีโตลดเหลือก้นแก้วและรอแก้วที่สองมาเสิร์ฟจากเพลงจังหวะดุดันกลับกลายเป็นเพียงเพลงอะคูสติค พอหันกลับไปมองบนเวทีอีกครั้งมือกลองก็หายไปซะแล้ว ฮานะขมวดคิ้วมุ่นเล็กน้อยแต่แล้วความสงสัยก็ถูกปัดหายไปเมื่อช่วงเอวถูกใครบางคนโอบกอดเอาไว้ กลิ่นน้ำหอมที่คุ้นจมูกทำให้ไม่ต้องหันไปมองก็รู้ว่าเป็นใคร

เก้าอี้ทรงสูงที่นั่งอยู่ถูกหมุนให้ไปเผชิญกับคนที่ยืนซ้อนอยู่ด้านหลัง ฝ่ายนั้นยังคงโอบเอวเขาเอาไว้แถมยังถือวิสาสะยื่นมือมาเช็ดคราบความชื้นที่เกาะอยู่บนริมฝีปากให้ ปลายนิ้วร้อนที่ลากผ่านทำเอาตาพร่าเบลอไปชั่วขณะ เด็กหนุ่มไม่ได้พูดอะไรออกมา เพียงแค่ก้มใบหน้าลงใกล้ก่อนจะเอียงปรับให้ได้องศาจนรับรู้ได้ถึงลมหายใจอุ่นร้อนที่ริดรดอยู่บนผิวแก้ม

“พีท...” ถ้อยคำถูกกลืนหายลงไปในลำคอเมื่อถูกฝ่ายนั้นแนบริมฝีปากลงมา พอตั้งท่าจะดันออกความรู้สึกบางอย่างก็ทำให้ต้องเปลี่ยนเป็นยกมือขึ้นโอบรอบลำคอของฝ่ายนั้นเอาไว้แทน เพราะบริเวณร้านนั้นมืดสลัวพอที่จะบดบังสายตาของผู้คน

ความอุ่นชื้นไล่ต้อนอย่างไม่รีบร้อน กลิ่นหอมเย็นของใบมิ้นต์จากค็อกเทลที่เพิ่งดื่มเข้าไปทำให้รสจูบนั้นนุ่มลิ้นกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา ความขมปร่าของเหล้ารัมเปลี่ยนเป็นหวานละมุนในตอนที่ถูกเรียวลิ้นร้อนไล่ต้อนลุกลามเข้ามาทีละนิด กลีบปากถูกดึงและขบเม้มเน้นไปมาจนรู้สึกร้อนผ่าว

“อืม” เสียงคราเครือดังขึ้นอยู่ในลำคอเมื่อชายเสื้อถูกเลิกขึ้นสูงจนถึงบั้นเอว ฮานะรู้สึกตัวก็ตอนที่จิวสะดือถูกปลายนิ้วร้อนจัดของอีกฝ่ายปัดผ่าน

มือไวเกินไปแล้วเจ้าเด็กนี่!

“พีท...พอแล้ว” เขาเอ่ยปากห้ามได้อย่างไม่เต็มเสียงตอนที่ถูกใบหน้าของอีกฝ่ายซุกไซ้ลงที่ข้างซอกคอ “พีทหยุด”

ดูท่าเจ้าเด็กตัวโตยังคงไม่ได้สติฮานะจึงจัดการดันบ่ากว้างออกห่างสุดแรง แล้วก็ได้ผลเพราะฝ่ายนั้นยอมทำตามอย่างว่าง่าย ใบหน้าคมเข้มขึ้นสีในตอนที่แสงไฟสลัวส่องกระทบเข้าที่ด้านข้าง

“ฮานะ” เด็กหนุ่มวางมือลงบนเอวคอดก่อนจะเกลี่ยนิ้วไปมาแผ่วเบาในจุดที่รอยสักหลบเร้นอยู่ใต้เนื้อผ้า “กลับเถอะนะครับ...” ถ้อยคำร้องขออย่างไร้เหตุผลทำให้อีกฝ่ายต้องขมวดคิ้วมุ่น

“ทำไมล่ะ เธอเลิกเล่นตอนตีหนึ่งนี่” ฮานะต่อรองอย่างไม่ยอมแพ้แต่พอได้เห็นสายตาที่อีกฝ่ายส่งมาก็ถึงกับต้องหลุดหัวเราะออกมาอย่างห้ามไม่อยู่

...เจ้าเด็กขี้หวงเอ๊ย..

“ไม่ต้องห่วงน่า ไม่มีใครเข้ามาวุ่นวายสักหน่อย” คนอายุมากกว่าวางมือลงบนท่อนแขนแข็งแรงที่โอบอยู่รอบเอวก่อนจะลากขึ้นไปตามช่วงแขนแล้วหยุดอยู่ที่บริเวณท้ายทอยพร้อมกับใช้นิ้วนวดคลึงไปมาให้อีกฝ่ายรู้สึกผ่อนคลายลง “ฉันรอได้”

“…” เมื่อหันไปมองยังเวลาดิจิทัลที่หลังเคาน์เตอร์ก็เห็นว่าอีกยี่สิบนาทีเขาจะต้องกลับขึ้นไปเล่นดนตรีอีกครั้ง

“นี่...ใกล้ถึงเวลาแล้ว ไปเตรียมตัวเร็ว” ฮานะวางมือลงบนกรอบหน้าก่อนจะบีบข้างแก้มแล้วส่ายไปมาเหมือนอย่างที่ชอบทำ

ฝ่ายนั้นถอนหายใจหนักออกมาด้วยใบหน้าที่ยุ่งเหยิงเล็กน้อยก่อนจะก้มลงมาแตะริมฝีปากลงบนหน้าผากเขาแล้วเดินกลับขึ้นไปบนเวทีด้วยสายที่อาลัยอาวรณ์จนเกือบที่จะกลั้นขำเอาไว้ไม่อยู่

...อยากจะให้คนอื่นได้มาเห็นมุมนี้ชะมัดเลย..

“ฮานะครับ” ระหว่างที่รถกำลังจอดติดไฟแดงอยู่นั้น คนที่อาสาขับรถตั้งแต่ออกมาจากร้านก็หันมาหา

“ว่าไง”

นัยน์ตาสีเข้มที่กำลังทอดมองไปยังท้องถนนไม่ได้หันกลับมามองกัน ฮานะซุกหน้าลงกับเสื้อแจ็กเกตของเขาก่อนจะหลับตาพริ้มลงอย่างสบายใจ คงเป็นเพราะฤทธิ์ของแอลกอฮอลล์ในค็อกเทลที่ดื่มไปหลายแก้ว

“หลังจากที่กลับมาจากใต้...ผมอยากขอลากลับไปเยี่ยมแม่กับยายที่ลำปางสักสามวันได้ไหมครับ” เพราะเมื่อช่วงหัวค่ำในระหว่างที่กำลังซ้อมดนตรีอยู่นั้นแม่ได้โทรมาหาและบอกว่าอาการของยายยังไม่ดีขึ้นสักเท่าไหร่ ใจหนึ่งก็นึกเป็นห่วงแต่เพราะยังมีหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบเลยไม่สามารถกลับไปหาทันทีได้

“ได้สิ...เดี๋ยวฉันเคลียร์ตารางให้ก็แล้วกัน” ฮานะรับปากก่อนจะลืมตาขึ้นมามองแล้วหันมาหาอย่างนึกเป็นห่วง “คุณยายอาการเป็นยังไงบ้าง” ที่ผ่านมาถ้าเขาไม่เอ่ยปากถามก็คงไม่รู้ว่ายายของพีทนั้นป่วยหนักจนถึงขั้นต้องนอนโรงพยาบาลเพราะไข้ขึ้นสูงกะทันหันบวกกับมีโรคประจำตัวรุมเร้ามาเป็นเวลานานจึงทำให้อาการทรุดหนัก

“ยังไม่ดีขึ้นเลยครับ เห็นแม่บอกว่าหมอจะขอเจาะเลือดไปตรวจเพราะยายไข้ขึ้นสูงมาเกือบอาทิตย์แล้ว กลัวว่าจะเป็นไข้เลือดออกไม่ก็ติดเชื้อในกระแสเลือด”

“ฉันจะไปด้วย” มือที่วางอยู่บนที่พักแขนถูกใครอีกคนกอบกุมเอาไว้จนความอบอุ่นถูกส่งผ่านมาจากอุ้งมือเล็ก

“จะดีเหรอครับ...ลำบากฮานะเปล่าๆ” พีทหันมามองคนที่นั่งอยู่ข้างกันก่อนความรู้สึกบางอย่างจะแล่นเข้ามาเมื่อเห็นรอยยิ้มบางเบา

“ไม่ลำบากหรอกน่า...ฉันอยากไปเยี่ยมท่านอยู่แล้ว อีกอย่างพวกท่านจะได้สบายใจเรื่องงานที่เธอทำอยู่ด้วย” ถือว่าไปฝากตัวเอาไว้ก็ไม่เสียหายอะไร

พีทกอบกุมฝ่ามือที่เล็กกว่าก่อนจะยกขึ้นมาจรดจูบในตอนที่รถจอดตรงแยกไฟแดง “จริงๆ ผมเคยพูดถึงฮานะให้แม่ฟังบ้างแล้ว” เขาเกลี่ยเรียวนิ้วของอีกฝ่ายไปมาอย่างเพลิดเพลิน อุณหภูมิของเครื่องปรับอากาศที่ถูกปรับให้พอดีกลับไม่ได้มีผลเมื่อความอบอุ่นแผ่ซ่านกระจายตัวอยู่บนผิวเนื้อ

“เธอแอบเม้าท์อะไรไปบ้างแล้วเนี่ย” ฮานะหรี่ตามองจ้ออย่างคาดโทษตอนที่เห็นรอยยิ้มกว้างของเจ้าเด็กตัวโต

“ผมบอกว่าฮานะใจดีแล้วก็...น่ารัก” นัยน์ตาคมเข้มหันมามองกันในขณะที่พูดคำนั้นเล่นเอารู้สึกร้อนวูบไปทั่วใบหน้าจนต้องหันหนีออกไปมองนอกหน้าต่าง “แม่บอกว่าถ้ามีโอกาสให้พากลับไปด้วยกัน...ท่านเองก็อยากเจอฮานะ”

“อืม...ก็จะไปด้วยอยู่แล้วนี่” กระแอมไอแก้เก้อเมื่อรู้สึกได้ถึงบรรยากาศบางอย่างที่กำลังอบอวลอยู่ในรถ

ทำไมรู้สึกเหมือนกับว่ากำลังถูกแฟนพาไปเปิดตัวกับพ่อแม่จังเลยล่ะเนี่ย...

_______________________________________________

 

ฝากเม้นต์เป็นกำลังใจให้เจ้าเด้นด้วยนะคะ

แวะมาพูดคุยกันได้ที่ #ดอกไม้ของพีท ในTwitter น้าา <3

ความคิดเห็น