Mamymind

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

พี่ชายเพื่อน 18 100%

ชื่อตอน : พี่ชายเพื่อน 18 100%

คำค้น : พี่ชายเพื่อน

หมวดหมู่ : นิยาย รักวัยรุ่น

คนเข้าชมทั้งหมด : 21.9k

ความคิดเห็น : 136

ปรับปรุงล่าสุด : 09 พ.ย. 2562 19:31 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
พี่ชายเพื่อน 18 100%
แบบอักษร

 

 

พี่ชายเพื่อน 18 

 

 

 

 

วันนี้คงเป็นวันที่ท้องฟ้าแปรปรวนเป็นแน่ เมื่อพนักงานเห็นท่านประธานสุดเคร่งขรึมและจอมเนี้ยบเดินถือหมอนใบใหญ่พร้อมกับจูงมือลูกชายที่ตอนนี้คุ้นหน้าคุ้นตาเป็นอย่างดี เนื่องจากระยะหลังมานี้ท่านประธานพามาด้วยเกือบทุกวัน 

 

“มองอะไรกัน ไม่มีงานทำกันรึไง” ชัชวาลพูดออกมาด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง แต่สายตาค่อนข้างจริงจัง คนพวกนี้ไม่กลัวตกงานกันรึไงถึงมองท่านประธานและยืนซุบซิบกันแบบนี้ โชคดีที่คุณหนูโมเดลเดินจูงมือท่านเข้าลิฟต์ไปก่อน ไม่งั้นพวกที่ยืนมองอยู่ตรงนี้คงได้ทำงานเป็นวันสุดท้าย 

 

“คุณพ่อเอาหมอนมาทำไมครับ เดี๋ยวคุณแม่ก็ไม่มีหนุนหรอก” โมเดลถามอย่างสงสัย เพราะโมเดลเห็นตั้งแต่ในห้องนอนของคุณพ่อแล้วว่าคุณพ่อแอบหยิบหมอนของคุณแม่มาด้วย 

 

คุณพ่อนี่ไม่รู้จักโตเลยจริงๆ 

 

“เดี๋ยวพ่อก็เอาไปคืน” 

 

“คุณพ่อนี่เด็กจังเลย โมเดลยังไม่ติดหมอนเลยนะครับ” เตชิตมองลูกชายที่พูดตาใสก็แอบคิ้วกระตุกอยู่หน่อยๆ ใครสอนโมเดลพูดจาแบบนี้กัน ชักจะแก่แดดขึ้นทุกวัน เฮ้อ… 

 

“พ่อไม่ได้ติดหมอน” 

 

“แต่คุณพ่อกอดหมอนคุณแม่อยู่นะครับ” 

 

“พ่อไม่คุยกับโมเดลล่ะ” 

 

“โมเดลก็ไม่อยากคุยกับคุณพ่อแล้วเหมือนกัน” โมเดลทำหน้างอใส่คุณพ่อก่อนจะเชิดหน้าหนีเดินไปที่ประจำของตัวเองแล้วก็ค้นสมุดมาวาดรูประบายสีแก้เบื่อ วันนี้โมเดลวาดคุณพ่อกอดหมอนคุณแม่ไม่ปล่อยแล้วจะเอาไปอวดคุณแม่ตอนเย็นด้วยว่าคุณพ่อไม่ยอมโต!  

 

สำหรับเขมินท์เองวันนี้ก็เป็นวันที่สดใสเป็นอย่างมากเพราะไม่มีอาการแพ้ท้องแม้แต่นิดเดียว กินอะไรก็ไม่รู้สึกเหม็นเลยทำให้วันนี้เขมินท์ยิ้มแย้มทั้งวันและทำงานเสร็จอย่างรวดเร็ว 

 

“พี่เขมคะ คุณวศินมาขอพบค่ะ” น้อยหน่าเลขาของเขมินท์เดินเข้ามาแจ้ง ก่อนเขมินท์จะพยักหน้ารับรู้และสักพักวศินก็เดินมาพร้อมถุงของฝากแบรนด์ดังจากต่างประเทศที่เขมินท์เคยได้รับเข้ามาในห้อง 

 

“วันนี้คุณวศินว่างเหรอครับถึงแวะมาที่นี่ได้” 

 

“ครับ พอดีบินไปคุยงานที่ญี่ปุ่นมาเลยแวะเอาของฝากมาให้คุณเขม” 

 

“เกรงใจจังครับ ไปต่างประเทศทีไรก็มีของมาฝากตลอดเลย”  

 

“ไม่ต้องเกรงใจหรอกครับ ผมเต็มใจอีกอย่างคุณเขมก็ชอบด้วยถือว่าเป็นของฝากจากเพื่อนนะครับ” 

 

“ก็ได้ครับ แต่คราวหน้าไม่ต้องนะครับ เกรงใจคุณวศินจริงๆ” 

 

“อย่าคิดมากเลยครับ วันนี้ช่วงบ่ายคุณเขมว่างรึเปล่าครับ ผมอยากให้คุณเขมไปพบหุ้นส่วนกับผมหน่อย พอดีเค้าชอบงานคุณเขมมากและอยากจะร่วมงานกับคุณเขมด้วย ไม่ทราบว่าคุณเขมสะดวกรึเปล่าครับ” 

 

“อ่า… บ่ายนี้เหรอครับ ไม่มีงานอะไรครับไปคุยได้ แต่ว่าคุยด้วยได้ถึงแค่บ่ายสามนะครับ พอดีว่าโมเดลกับคุณพ่อเค้าจะมารับกลับบ้านด้วยกันน่ะครับ” 

 

“ตามนั้นก็ได้ครับ ผมนัดไว้ใกล้ๆบริษัทคุณเขมเราจะได้ไม่ต้องเสียเวลาเดินทาง” 

 

“งั้นเดี๋ยวผมขอเคลียร์งานตรงนี้สักครู่นะครับคุณวศิน” เขมินท์บอกก่อนจะก้มหน้าเคลียร์งานต่อให้เสร็จ ทำให้ไม่เห็นแววตาเศร้าหมองของวศินที่แอบรู้สึกเศร้าไม่น้อยตอนคุณเขมพูดถึงคุณพ่อของโมเดล แม้จะบอกตัวเองว่าไม่เป็นอะไรแต่วศินก็ไม่ใช่จะแย่งคนรักของคนอื่นและวศินก็หวังว่าสักวันตนเองจะทำใจได้และไม่เจ็บแบบนี้ 

 

 

 

 

 

เตชิตขมวดคิ้วมองลูกชายกำลังคอลวิดีโอกับผู้เป็นแม่พร้อมกับน้ำเสียงหัวเราะคิกคักเมื่อเจอคุณลงวศินอยู่กับคุณแม่ด้วย เตชิตที่เห็นและได้ยินทุกอย่างก็เริ่มขัดอกขัดใจก่อนจะลุกขึ้นเดินไปหยิบไอแพดจากลูกชายมาคุยแทน 

 

/คุณเตชิต?/ 

 

“อยู่ไหน” 

 

/มาคุยงานกับลูกค้าครับ คุณเป็นยังไงบ้างดีขึ้นรึยัง/ เขมินท์ถามด้วยความเป็นห่วงเพราะตอนนี้เตชิตยังดูหน้าซีดๆอยู่เลย 

 

“ไม่ดี” ใช่… เพราะตอนนี้เตชิตรู้สึกหงุดหงิดมากๆ ทำไมเขมินท์จะต้องออกไปคุยงานกับหมอนี่อีกแล้ว ลูกค้าคนอื่นไม่มีรึไงกัน เหอะ! 

 

/เดี๋ยวผมก็กลับแล้วครับ/ 

 

“ฉันกับลูกจะไปรับเอง อยู่ไหนบอกมา” 

 

/อยู่ร้านใกล้ๆบริษัทครับ ร้านต้นไม้ถ้าคุณจะมาผมจะนั่งรอที่นี่แล้วกันนะครับ/  

 

“เดี๋ยวจะพาลูกไป” เตชิตกดวางสายก่อนจะหันไปอุ้มลูกชายแล้วเดินออกจากห้อง โดยไม่ลืมสั่งชัชวาลให้เอางานที่ยังค้างไว้ไปส่งที่บ้านด้วยในเย็นนี้แทน โมเดลที่ถูกคุณพ่อหอบหิ้วมาขึ้นรถก็ยังมีอาการงงๆ แต่ยังไม่ทันถามอะไรคุณพ่อก็จับโมเดลนั่งบนคาร์ซีทก่อนจะขับออกไปอย่างเร่งรีบ แต่ก็ไม่เร็วจนน่ากลัวผ่านไปสักพักใหญ่ๆ โมเดลก็ถูกคุณพ่อจับอุ้มลงจากรถแล้วเดินพาเข้าร้านที่เหมือนคุณแม่เคยพาโมเดลมา 

 

“คุณแม่!” โมเดลเห็นคุณแม่นั่งรออยู่ก็โบกมือให้พร้อมส่งเสียงเรียกเบาๆ เขมินท์เองที่พอเห็นลูกชายก็ส่งยิ้มหวานก่อนจะสังเกตเห็นหน้าพ่อของลูกชายที่ดูดบูดบึ้งจนไม่น่าเข้าใกล้ 

 

สงสัยยังไม่หายป่วยจากอาการช่วงเช้า 

 

“สวัสดีคุณลุงวศินก่อนครับโมเดล” เขมินท์บอกลูกชายที่เข้ามานั่งใกล้ตนเองโดยมีเตชิตเบียดมาอีกคน 

 

“สวัสดีครับคุณลุงวศิน” 

 

“สวัสดีครับโมเดล ไม่เจอกันนานโตขึ้นอีกแล้วนะครับ” 

 

“กลับบ้านได้แล้ว” เตชิตขัดขึ้นเมื่อเห็นว่าวศินชวนโมเดลคุย เหอะ! จะคุยอะไรกับลูกเมียคนอื่นหนักหนา ไม่มีใครสั่งสอนรึไงว่าอย่ายุ่งกับคนมีผัวแล้ว 

 

“คุณเตชิตครับ อย่าเสียมารยาทสิครับ” 

 

“ฉันปวดหัว เวียนหัวด้วย ไม่อยากนั่งนาน” เขมินท์คิดไปเองรึเปล่านะว่าน้ำเสียงของเตชิตดูออดอ้อนเขมินท์ยังไงก็ไม่รู้ตอนพูด ทำให้เขมินท์เผลอใจอ่อนยอมกลับบ้านกับอีกคนแต่โดยดี 

 

“คุณวศิน งั้นผมขอตัวลาก่อนนะครับ ขอบคุณสำหรับของฝากและงานวันนี้นะครับ โมเดลครับไม่ให้คุณพ่ออุ้มนะครับคุณพ่อไม่สบายอยู่เดินจูงมือคุณพ่อแทนนะครับ” เขมินท์บอกลาวศินก่อนจะเดินจูงมือลูกชายที่จับมือทั้งเขมินท์และเตชิตเดินออกจากร้าน และเพราะมัวแต่พะวงกับอาการป่วยของเตชิตเลยไม่เห็นว่าพ่อของลูกหันไปแสยะยิ้มใส่วศินอย่างผู้ชนะ  

 

เหอะ! คนของใครให้มันรู้ซะบ้าง! 

 

 

...................................................40%........................................................ 

 

 

เขมินท์รู้สึกเหนื่อยใจเหลือเกินสำหรับอาการของเตชิตที่บอกว่าจะมารับเขมินท์กลับบ้านแต่สุดท้ายก็เป็นเขมินท์เองที่พาขับกลับ เพราะจู่ๆเตชิตก็มีอาการเวียนหัวจนต้องมานอนดมยาดมอยู่ที่ข้างคนขับอย่างหมดแรงพร้อมกับบ่นออกมาอย่างหงุดหงิดว่าลืมหยิบหมอนมาด้วย แถมยังโทรไปกำชับคุณชัชวาลอีกว่าให้หยิบหมอนมาส่งให้ที่บ้านด้วยไม่งั้นจะตัดเงินเดือนครึ่งปี พอเขมินท์ได้ยินแบบนั้นก็ชักจะรู้สึกสงสารคุณชัชวาลขึ้นมาหน่อยๆ แค่หมอนใบเดียวอาจจะทำให้โดนหักเงินเดือนแถมหมอนใบนั้นยังเป็นหมอนของเขมินท์อีก และคนขโมยก็ทำหน้าไม่รู้สึกผิดหรืออายทั้งนั้นที่จู่ๆก็มีอาการติดหมอนแบบนี้ 

 

หน้าไม่อายจริงๆเลย คนอะไรกัน 

 

“ไหวมั้ยครับคุณเตชิต” 

 

“ไม่ อยากกินอะไรเปรี้ยวๆแวะซื้อให้หน่อย” 

 

“ถ้าซื้อในห้างก็ต้องหาที่จอดรถ เอารถเข็นข้างทางก่อนได้มั้ยครับเดี๋ยวอีกครึ่งชั่วโมงก็ถึงบ้านแล้ว” 

 

“ไม่เอา”  

 

“กินๆไปเถอะครับมันไม่ทำให้ตายหรอก โมเดลครับกินมะม่วงมั้ยครับคุณแม่จะแวะซื้อให้” 

 

“โมเดลกินครับ” 

 

“เห็นมั้ยครับ ลูกยังกินได้เลยคุณเป็นพ่อนะครับจะยอมแพ้ลูกเหรอ” 

 

“กินก็กินสิ กับของแค่นี้ใครจะแพ้เด็กกัน เหอะ!” เมื่อได้ยินอีกคนบอกแบบนั้นเขมินท์ก็ยกยิ้มบางๆกับอาการเด็กน้อยของเตชิตที่ช่วงนี้เห็นบ่อยเหลือเกิน กับแค่เรื่องผลไม้เขมินท์พูดกระตุ้นแค่นิดเดียวท่านประธานผู้ติดอันดับเรื่องร่ำรวยก็ตกหลุมพรางอย่างง่ายดายเสียแล้ว 

 

เขมินท์จอดแวะซื้อผลไม้จากรถเข็นข้างทางเสร็จก็จัดการแบ่งให้คุณพ่อคุณลูกเท่าๆกัน โดยของโมเดลเขมินท์ไม่ให้ใช้ไม้จิ้มเพราะกลัวจะเกิดอันตรายหากเขมินท์เผลอเหยียบเบรกกระทันหันไม้จิ้มผลไม้อาจจะเสียบปากหรือมือของโมเดลได้ เขมินท์เลยปลดตัวลูกชายจากสายคาดคาร์ซีทเพื่อให้ล้างมือด้วยน้ำเปล่าในรถที่เขมินท์เอาใส่ติดไว้ก่อนจะจับตัวลูกชายอุ้มกลับไปนั่งให้เรียบร้อยตามเดิม ส่วนคนเป็นพ่อก็ไม่ยอมใช้ไม้เหมือนลูกเขมินท์ก็เลยจัดการพาล้างมือเหมือนลูกชายอีกคน  

 

คิดไปคิดว่าตอนนี้เขมินท์เหมือนมีลูกสองคนไม่สิสามคนต่างหาก รวมเจ้าตัวน้อยในท้องอีกคนด้วย 

 

“เคี้ยวช้าๆนะครับโมเดล เดี๋ยวติดคอ” พอขับรถออกไปอีกครั้ง เขมินท์ก็บอกลูกชายที่มองดูจากกระจกแล้วกำลังกินอย่างมูมมามเชียว ต่างจากผู้เป็นพ่อที่กัดไปคำก็ทำหน้าเครียดไปคำ ไม่รู้ว่ากินเข้าไปแล้วคิดอะไรอยู่ 

 

“เปรี้ยว” เตชิตพูดออกมาหลังจากที่กินจนหมดไปแล้วหนึ่งชิ้น 

 

“ก็ต้องเปรี้ยวสิครับคุณไม่ได้จิ้มพริกเกลือนี่ครับ” 

 

“’งั้นจะจิ้ม แต่ต้องจิ้มอันไหน” 

 

“คุณไม่ค่อยทานเผ็ดจิ้มสีถุงที่สีอ่อนที่สุดครับ” 

 

“ยุ่งยากจริงๆเลย” คนไม่เคยต้องกินอะไรแบบนี้บ่นออกมา ปกติถ้าเตชิตจะกินมักจะไม่ต้องมาเลือกจิ้มอะไรที่มันยุ่งยากแบบนี้ด้วยซ้ำ กินผลไม้ก็ต้องกินสดๆสิ ทำไมจะต้องมาจิ้มนู้นจิ้มนี่ให้ยุ่งยากด้วย แต่ว่าพอจิ้มดูแล้วมันก็พอใช้ได้  ไม่ได้อร่อยมากหรอก แค่พอกินได้เท่านั้นแหละ 

 

 

 

 

เขมินท์ที่ฝ่าฟันรถติดและอาการขึ้นๆลงๆของเตชิตกับลูกชายที่ปวดท้องอึตอนใกล้จะถึงบ้านก็รีบเหยียบคันเร่งให้เร็วที่สุด พอถึงบ้านเท่านั้นแหละเขมินท์ก็บอกให้เตชิตพาลูกไปเข้าห้องน้ำก่อนที่โมเดลจะทนไม่ไหว 

 

เตชิตที่พอพาโมเดลมาเข้าห้องน้ำก็ถูกดึงตัวรั้งให้อยู่ในห้องน้ำด้วย และเพราะช่วงนี้ไม่ค่อยได้กินผักเท่าไรทำให้โมเดลมีอาการอึแข็งเบ่งไม่ออก เวลาเบ่งเลยต้องออกเสียงเหมือนที่คุณแม่ชอบทำ 

 

“ฮึบบบบบบบบ โมเดลปวดท้องครับคุณพ่อ ฮื่อออออ” เมื่อพยายามเบ่งมากเกินไปโมเดลก็เจ็บท้องขึ้นเรื่อยๆจนร้องไห้ออกมา เตชิตทำอะไรไม่ถูกจนต้องร้องเรียกหาเขมินท์เสียงดัง 

 

“เขมินท์!!!!!” 

 

เขมินท์ที่ได้ยินเสียงเรียกชื่อตนเองดังออกมาจากห้องน้ำเลยรีบเดินมาดู ก่อนจะเห็นว่าคนลูกกำลังเบะน้ำตาอยู่บนชักโครก ส่วนคนพ่อก็ดูลนลานทำอะไรไม่ถูกนอกจากจับมือลูกไว้  

 

เกิดอะไรขึ้นเนี่ย? 

 

“เป็นอะไรกันครับ โมเดลร้องไห้ทำไม” 

 

“โมเดลปวดท้อง แต่อึไม่ออกครับคุณแม่ ฮื่อออ” 

 

“เฮ้อ… เรื่องนี้เอง เดี๋ยวคุณแม่มานะครับขอไปหยิบยาก่อน บอกแล้วใช่มั้ยครับว่าให้กินผักเยอะๆ คุณเตชิตอยู่เป็นเพื่อนลูกก่อนนะครับเดี๋ยวผมไปหยิบยาสอดก่อน” หลังพูดจบเขมินท์ก็รีบเดินขึ้นห้องไปหยิบยาสวนก่อนจะลงมาที่ห้องน้ำเหมือนเดิมและให้เตชิตเป็นคนจับโมเดลนอนตะแคงในท่าทางที่ถูกต้องส่วนเขมินท์ก็เป็นคนสวนยาให้  

 

ประสบการณ์สวนยาแก้ท้องผูกของลูกชายทำให้เตชิตเปิดโลกมา เพราะหลังจากที่เขมินท์สวนยาเสร็จและให้โมเดลนอนอยู่แบบนั้นเกือบสิบห้านาทีจึงให้เตชิตอุ้มโมเดลกลับขึ้นไปบนชักโครกตามเดิมก่อนโมเดลจะค่อยๆถ่ายออกมาและมีสีหน้าที่ดีขึ้น 

 

เฮ้อ!! การเป็นพ่อคนนี่มันยากจริงๆเลยนะ 

 

หลังจากที่โมเดลขับถ่ายจนเสร็จเรียบร้อยแล้ว เขมินท์ก็จับลูกชายขึ้นไปอาบน้ำเลย โมเดลก็ดูเหมือนว่าจะมีไข้เล็กน้อยคงเพราะจากอาการท้องผูกในช่วงที่ผ่านมา เขมินท์เลยจัดสลัดผักเสริมกับอาหารมื้อหลักของช่วงเย็นเข้าไปด้วย คุณหญิงแม่พอรู้ว่าหลานชายท้องผูกก็สั่งให้แม่ครัวทำอาหารที่มีผักเพิ่มขึ้น ทำให้วันนี้เด็กชายโมเดลของเขมินท์ต้องนั่งกินผักเยอะกว่าทุกวัน โมเดลที่เห็นแบบนั้นก็อดพึมพำกับตัวเองไม่ได้ 

 

เกิดเป็นโมเดลนี่ลำบากจริงๆเลย โมเดลอยากโตแล้ว! 

 

 

 

.......................................................70%.................................................. 

 

 

“คุณเตชิตครับ เอาหมอนผมคืนมาได้แล้ว หมอนคุณก็มีนะครับ” หลังจากช่วงเวลาที่วุ่นวายได้จบลงและโมเดลที่เข้านอนแล้วเรียบร้อย แต่กลับมาติดปัญหาที่คนพ่อนี่แหละที่เอาหมอนของเขมินท์ที่คุณชัชวาลเอามาคืนแต่เตชิตก็ไม่ยอมปล่อยให้เขมินท์สักที เป็นเด็กแปดขวบรึไงกัน!

 

“นายก็หนุนใบอื่นสิ”

 

“คุณเตชิต นั่นมันหมอนของผมนะครับ”

 

“ฉันเป็นผัวนาย ของๆนายก็เป็นของๆฉัน”

 

“เดี๋ยวนะคุณเตชิต ใครเป็นผัวใคร” เขมินท์เมื่อได้ยินเตชิตพูดแบบนั้นก็อดที่จะเอ่ยถามขึ้นมาอีกครั้งไม่ได้ และยอมรับว่าตกใจไม่น้อยที่ได้ยินแบบนี้ ผัวบ้าอะไรกัน ใครเป็นผัวเขมินท์ พูดออกมาได้ เหอะ!

 

“ฉันไงผัวนาย ได้กันจนลูกโตฉันเป็นผัวเช่ามั้ง”

 

เพี๊ยะ! 

 

“คุณเตชิตหยาบคายนะครับ น่าเกลียดจริงๆเลยคำพูดคำจาเนี่ย” เขมินท์ฟาดฝ่ามือลงที่ต้นแขนของอีกคนด้วยความรู้สึกหงุดหงิดขึ้นมานิดๆ ใครเป็นเมียตัวเองกัน เขมินท์ไม่ได้แต่งงานกับเตชิตสักหน่อยที่จะเป็นสามีภรรยากันที่ถูกต้อง ทุกวันนี้เขมินท์ก็แค่คงสถานะแม่ของลูกก็เท่านั้นแหละ

 

เหอะ! คนโกหก!

 

“พูดเรื่องจริงก็รับไม่ได้”

 

“คุณเตชิตครับ คำพูดว่าผัวเมียเนี่ยเค้าใช้สำหรับคนที่แต่งงานกันแล้วอีกอย่างมันก็หยาบเกินไปสำหรับโมเดลด้วย อย่าได้ไปพูดให้โมเดลได้ยินนะครับ”

 

“งั้นเรามาแต่งงานกัน”

 

“ห๊ะ?”

 

“แต่งงานกัน”

 

“คุณเตชิตคุณพูดอะไร ฮะๆผมว่าช่วงนี้คุณไม่สบายเลยเลอะเลือนแบบนี้” เขมินท์เริ่มจะหัวเราะไม่ออกแล้วเมื่อเห็นเตชิตทำหน้าจริงจังตอนที่พูดประโยคนี้ออกมาและก็ทำเอาเขมินท์ทำตัวไม่ถูกเลย ซึ่งพอมองหน้าอีกคนก็ต้องหลบสายตาลงก่อนจะดึงหมอนของเตชิตเข้ามาฝั่งตัวเองแล้วล้มตัวห่มผ้านอนแทน ส่วนเตชิตเองที่เห็นเขมินท์มีท่าทีแบบนั้นก็ไม่พูดอะไรต่อนอกจากปิดไฟและล้มตัวนอนลงบ้างแต่ก็ไม่ได้หลับเหมือนเขมินท์ที่ล้มตัวลงนอนในไม่ถึงสิบหน้านาทีก็หลับสนิทไป ซึ่งพอเช็คดูว่าเขมินท์หลับสนิทแล้ว เตชิตเลยเดินขึ้นไปเปิดเซฟก่อนจะหยิบบางอย่างออกมาแล้วเดินกลับไปที่เตียงและจับมือของเขมินท์ข้างซ้ายขึ้นมาก่อนจะสวมลงบางอย่างลงไป ซึ่งรับรองได้เลยว่าตอนเขมินท์ตื่นมาและสังเกตเห็นคงตกใจและโวยวายเป็นแน่

 

ก็นะ… ไม่มีอะไรที่เตชิตอยากได้แล้วจะไม่ได้มันหรอก ไม่ว่าจะต้องเลือกวิธีอะไรก็ตาม!

 

 

และก็เป็นอย่างที่เตชิตเดาไว้ทุกอย่าง เพราะเมื่อเขมินท์ตื่นขึ้นมาก็พบว่าบนนิ้วมือของตนเองมีสิ่งแปลกปลอมเกิดขึ้นมาอย่างน่าสงสัย แหวนเพชรเรียบๆที่อยู่บนมือทำเอาเขมินท์เริ่มทำตัวไม่ถูกแต่เช้า และก็พยายามทำตัวเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นแต่พอเห็นแหวนอีกวงที่คล้ายๆกันอยู่บนนิ้วของเตชิตเช่นเดียวกันกับเขมินท์ก็รีบอาบน้ำและเก็บของก่อนจะเดินออกจากห้องไปหาลูกชายเพื่อที่จะพาลูกไปทำงานด้วยวันนี้

 

ไม่ได้ๆๆ เขมินท์อยู่มองหน้าเตชิตไม่ได้ เพราะแค่มองหน้าตอนนี้ก็เหมือนใจมันจะระเบิดออกมา บ้าจริงๆเลย!

 

“คุณแม่ครับ เราไม่รอคุณพ่อเหรอครับ” โมเดลที่ถูกคุณแม่อุ้มขึ้นรถก็เอ่ยถามขึ้นด้วยความสงสัย เพราะปกติคุณพ่อจะขับไปส่งคุณแม่พร้อมโมเดล แต่วันนี้โมเดลไม่เห็นคุณพ่อเลย

 

“ครับ วันนี้คุณพ่อจะไปทำงานเอง โมเดลไปกับคุณแม่นะครับ”

 

“ครับ แต่คุณพ่อคงเหงาแย่เลยไม่มีโมเดลไปด้วย”

 

“คุณพ่อคงทำงานดีขึ้นมากว่าคุณแม่ว่า”

 

“โมเดลไม่ดื้อสักหน่อยครับคุณแม่ก็” แก้มอูมๆของลูกชายพร้อมทำปากงอนๆใส่เขมินท์หลังจากพูดเถียงเสร็จเลยยิ่งดูน่าแกล้งไปใหญ่ ตั้งแต่ที่มาอยู่บ้านหลังนี้โมเดลก็แอบถูกตามใจตอนไปอยู่กับเตชิตในช่วงกลางวันเรื่องกินขนมและของที่ไม่มีประโยชน์เยอะจนทำให้เริ่มมีน้ำมีนวลยิ่งกว่าเดิม พุงน้อยๆนั่นก็แอบป่องขึ้นมาตั้งเยอะ เสื้อผ้าเปลี่ยนที่ซื้อให้ใหม่เรื่อยๆๆก็เริ่มคับขึ้น จนเดี๋ยวนี้ต้องซื้อใหม่เกือบทุกเดือน และเพราะชอบตามใจลูกนี่แหละโมเดลเลยท้องผูกจนร้องไห้ออกมาแบบเมื่อวาน

 

วันหลังนะจะให้กินผักท้องพ่อทั้งลูกสักกิโลเลย คอยดูเถอะ!

 

และพอเขมินท์มาถึงที่บริษัท โมเดลก็ถูกพี่ๆน้าๆรุมล้อมด้วยความคิดถึง แถมโมเดลที่ดูจ้ำหม่ำน่ารักน่าฟัดขึ้น ใครเห็นก็อดที่อยากจะเข้ามาหยอกไม่ได้ ยิ่งพี่บอสที่วันนี้อยู่ที่บริษัทพอดีเห็นหลานรักก็เดินเข้ามาอุ้มมาฟัดอย่างคิดถึง ตั้งแต่ที่ผู้เป็นพ่อปรากฏตัวขึ้นมาบอสก็ไม่ค่อยได้เห็นหลานรักมากับเขมเท่าไร บอสผู้รักหลานมากๆก็อดจะคิดถึงเจ้าเด็กอ้วนนี้ไม่ได้

 

“ฮื่ออออ ลุงบอสหนวดแข็ง โมเดลเจ็บครับ!”

 

“หนอยยยย เจ้าเด็กอ้วนเดี๋ยวนี้เล่นตัวจะจับฟัดเสียให้เข็ด”

 

“โมเดลไม่อ้วน โมเดลอวบๆกำลังน่ารักครับ”

 

“ใครบอก เด็กอ้วนก็คือเด็กอ้วน น่าจับย่างกินเพราะเนื้อเยอะ”

 

“ถ้าลุงบอสกินโมเดลนะ โมเดลจะฟ้องคุณพ่อ”

 

“ติดพ่อจังนะเราอ่ะ หมั่นเขี้ยวจริงๆเลย!” บอสจับเจ้าเด็กอ้วนฟัดให้หน่ำใจตนเองอยากจะลักกลับบ้านไปฟัดให้มากกว่านี้เพราะอยากมีลูกบ้าง แต่หน้าที่การงานไม่เคยเข้าใจ ทุกวันนี้มีเวลานอนก็ขอบคุณพระเจ้ามากแล้ว บ้างครั้งก็อยากจะลักพาตัวลูกของลูกน้องในบริษัทไปเลี้ยงแต่เจ้าโมเดลเด็กอ้วนคนนี้กลับมีพ่อที่น่าเกรงขามเหลือเกิน แค่คิดอะไรแบบนี้ขึ้นมาก็รู้สึกหุ้นในบริษัทอาจจะหายไปในพริบตา ไม่รู้ว่าเจ้าเขมไปแอบมีผัวไม่น่าคบนอกจากเรื่องงานคนนี้ตอนไหน ไม่เลือกเลยยยยยยย

 

เฮ้อ…. คิดแล้วเศร้าแทนลูกน้อง แต่โชคดีที่คุณเตชิตคนนั้นรวย เจ้าเขมและโมเดลคงไม่ลำบากอีก ซึ่งบอสก็ได้แต่คิดในใจเพราะไม่กล้าพูดออกมากลัวผัวน้องตามมาดักตี

 

 

 

 

คนที่กำลังโดนนินทาอย่างเตชิตที่มีอาการแพ้ท้องแทนเขมินท์ก็กำลังนั่งดมยาดมพร้อมกับพูดคุยกับคุณแม่ของตนเองเรื่องที่บอกกับเขมินท์เมื่อคืนนี้ และพอเตชิตพูดออกมาคุณแม่ถึงกลับทำน้ำส้มในมือหลุดจนหล่นลงพื้นจนแตกเลอะเทอะไปหมด คงจะตกใจมากจริงๆกับสิ่งที่เตชิตพูด

 

“อะไรนะคะพี่เต คุณแม่คิดว่าคุณแม่คงฟังผิด ที่พี่เตจะจัดงานแต่งกับหนูเขมเหรอคะ”

 

“ผมจะจัดงานแต่งกับเขมินท์ คุณแม่ได้ยินไม่ผิดหรอกครับ”

 

“สมองกระทบกระเทือนรึเปล่าคะพี่เต จะแต่งกับน้องรักน้องเหรอคะ”

 

“คุณแม่ครับ ผมมาบอกเพื่อจะให้คุณแม่ช่วยจัดงานนะครับไม่ได้มาให้คุณแม่สอบสวนสักหน่อย คุณแม่ก็จัดงานให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเร็วได้ก็พอ”

 

“ค่ะๆพ่อลูกชาย คุณแม่จะจัดให้นะคะ นี่ถ้าคุณแม่ไม่อยากได้หนูเขมเป็นลูกสะใภ้นะคุณแม่ไม่ช่วยหรอกบอกเลย หนูเขมน่ะดีเกินไปสำหรับผู้ชายอย่างพี่เตของของแม่ นี่คุณแม่ไม่ได้ว่านะคะแต่คุณแม่พูดเรื่องจริง”

 

“คุณแม่ครับ เขมินท์น่ะแต่งกับใครไม่ได้หรอกถ้าไม่ใช่ผม”

 

“จ้าๆ หมั่นใจให้ได้แบบนี้ตลอดแล้วกัน ทำน้องเจ็บตัวอีกเมื่อไรนะ แม่นี่แหละจะหาพ่อของลูกใหม่ให้หลานเอง” คุณหญิงรวีวรรณแซะลูกชายอย่างอดไม่ได้ ก็ไม่ได้อยากจะทำให้พ่อคนปากหนักหรอก แต่พ่อลูกชายตัวดีเอ่ยปากขอให้จัดเองแบบนี้แล้วไหนจะแหวนที่เธอแอบเห็นอยู่บนมือของทั้งคู่อีก ไม่จัดคงไม่ได้ เล่นดักหนูเขมไม่ให้รอดพ้นจากตนเองทุกทางแบบนั้น

 

เฮ้อ! ร้ายจริงๆเลยนะ

 

ปากบอกไม่รักอย่างนั้นอย่างงี้แต่ก็จับเค้าสวมแหวน สงสัยจะมีอะไรมากระตุ้นพ่อตัวดีเลยออกอาการหวงเมียแบบนี้ แต่จัดงานแต่งก็ดีเหมือนกัน เธอเบื่อพวกคุณหญิงคุณนายเอาลูกสาวลูกชายมาให้เธอเป็นแม่สื่อกับลูกชายตัวเองแล้วเหมือนกัน งานนี้เธอจะจัดประกาศให้ยิ่งใหญ่เลยทีเดียวว่าตอนนี้เธอมีลูกสะใภ้และหลานแล้ว คนอื่นจะได้เลิกถามเธอสักทีว่าทำไมลูกชายยังไม่แต่งงาน!

 

เตชิตเองที่หลังจากที่คุยกับคุณแม่เสร็จแล้วก็กลับขึ้นห้องไปนอนพักต่อเพราะวันนี้ไร้เรี่ยวแรงจนรู้สึกทำงานไม่ไหวและที่สำคัญเขมินท์แอบเอาหมอนไปซ่อนไว้ไหนไม่รู้ เตชิตที่ไม่มีหมอนคงได้เวียนหัวทั้งวันเป็นแน่ เลยได้แต่ฝากให้ชัชวาลจัดการเอาเอกสารมาให้เซ็นถ้าหากมีอะไรเร่งด่วน ส่วนตอนนี้เตชิตต้องนอนเก็บแรงไว้คิดบัญชีกับเขมินท์คืนนี้ที่บังอาจเอาหมอนไปซ่อนและยังแอบออกไปทำงานก่อนอีก เจอดีแน่ๆ คอยดูเถอะ!

 

 

.............................................100%...............................................................

หายไปเพราะใกล้สอบ งานเยอะ เปเปอร์เยอะ ไม่ได้นอนติดกันหลายคืน จนอาทิตย์นี้จะเป็นอาทิตย์สุดท้ายของเทอม เจอกันหลัง 15 นี้นะคะ ปิดเทอมเราจะเจอกันบ่อยขึ้นนนนนนนน เพราะจะเขียนตุนไว้อัพตอนเปิดเทอมเดือนธันวา!

ความคิดเห็น