บัวมาลัย
email-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

เมืองที่ถูกบดบังตลอดกาล

ชื่อตอน : เมืองที่ถูกบดบังตลอดกาล

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย ลึกลับ,สืบสวน สอบสวน

คนเข้าชมทั้งหมด : 67

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 01 พ.ย. 2562 10:44 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
เมืองที่ถูกบดบังตลอดกาล
แบบอักษร

เมืองที่ถูกบดบังตลอดกาล 

                             ฝนตกต่อเนื่องมาหลายวัน ไม่มีทีท่าว่าจะหยุดยกเว้นบางวันที่เพียงแต่มีฝนพรำ ๆ ในยามเช้าและมีแสงแดดออกมาบ้างพอให้หมู่คนได้ออกมาดูงานที่ค้างไว้ งานที่รุดหน้าไปได้มากที่สุดตอนนี้คืองานเพาะปลูกแหล่งทำกิน ทั้งข้าว พืชผักสวนครัวนานาชนิด ถั่วงา แม้แต่มะพร้าวที่นำมาพอฝังลงดินก็แตกต้นออกมา ตอนนี้วางใจได้แล้วว่าผู้คนบนนี้จะไม่อดอยากอย่างแน่นอน พื้นที่ที่ยังว่างพอจะสร้างเรือน อาราม วิหารต่าง ๆ ก็ยังมีอีกมาก 

                             พระมหาราชครูบอกกล่าวแก่ทุกคนที่ขึ้นมาบนศาลาแห่งนี้รวมทั้งพระเจ้าหรรษาชยวรมันต์และเจ้านางศศิพินทุเทวีว่า 

                             “ข้าปักไม้สักชุบปลายด้วยน้ำทอง ไว้ 2 จุดในหมู่บ้านของเรา จุดแรกคือจุดด้านหน้าของศาลาแห่งนี้ จะเป็นที่ปักเสาหลักเมือง ที่บรรดาพวกเจ้าช่วยกันเกลา ช่วยกันสลักตบแต่ง 

                             จุดที่สองคือจุดที่อยู่บริเวณพื้นที่ลาดจากภูเขาใกล้กลับบึงบัวที่เจ้านางได้ทำไว้ จุดนี้จะจำลองมหาวิหารของเจ้านางศศิพินทุเทวี เราอาจจะไม่ได้สร้างขนาดเป็นมหาวิหารเช่นเดิมได้ขอเจ้านางทรงอภัยให้หม่อมฉันด้วย” 

                             “ไม่เป็นเช่นใดเลยพระมหาราชครู เพียงเท่านี้ข้าก็ยินดีนักแล้ว” 

                             ทั้งพระเจ้าหรรษาชยวรมันต์และเจ้านางศศิพินทุเทวีทรงยิ้มออกมาด้วยความสุข ความโล่งใจ เป็นครั้งแรกนับจากเกิดวิบัติภัยถล่มเมืองในช่วงหลายเดือนมานี้ 

                             “เช้านี้ข้าจะต้องไปดูเครื่องลากต่าง ๆ ที่ติดอยู่ระหว่างทาง ฝนตกเช่นนี้ดินจะยิ่งลื่น การลากจูงมาที่นี่น่าจะยากขึ้น ขุนทหารที่อยู่ตรงนั้นอาจเปียกปอนมาหลายวัน หากฝนยังตกอยู่เช่นนี้คงต้องหาที่ผูกรั้งเครื่องลากเหล่านั้นไว้ก่อน แล้วเอานายเวร ขุนทหารที่เฝ้าอยู่กลับเข้ามาในเมือง” 

                             “หม่อมฉันก็ต้องไปดูการทดน้ำ ระบายน้ำ ทางบ่อบัวที่ขุดไว้เช่นกัน” 

                             แต่ในใจของเจ้านางกลับรู้สึกว่า หากหมดห่วงตรงนี้แล้วก็คงจะไม่ค่อยได้มาอีก เป็นเพราะสาเหตุอะไรไม่ทราบได้ พระองค์จึงทรงรู้สึกโหวงเหวงว่างเปล่าในใจ และอาลัยอาวรณ์มะลิมาศมากเช่นนี้ 

                             อาจจะเป็นเพราะความรู้สึกนั้นคือลางสังหรณ์ก็ได้ เพราะฉันเองก็รู้สึกเช่นเดียวกันกับเจ้านาง ยงัจะต้องมีสิ่งใดเกิดขึ้นอีกเป็นแน่แท้ ทุกอย่างดูสะดวกราบรื่นและปราศจากอุปสรรคไปซะทั้งหมด 

               เมื่อเจ้านาง นางกำนัล และขุนทหารที่อารักขาทั้งหมด 5 คน เดินลุยฝนพรำไปยังบริเวณบ่อน้ำที่ขุดไว้ พร้อมกับนำเครื่องเซ่นมาให้มะลิมาศ ยังไม่ทันเข้าเขตลานลาดเชิงเขา ทุกคนก็ได้ยินเสียงน้ำไหลแรง เสมือนเสียงของน้ำตก จึงรีบรุดเข้าไปดู แล้วก็ต้องตกตลึงกับภาพที่เห็น 

                             เบื้องหน้านั้นมีน้ำที่ไหลลงมาจากภูผาหินที่รกทึบไปด้วยต้นไม้นานาพรรณแน่นขนัด ลำน้ำไหลลงมาตามโขดหินด้านล่าง แม้เสียงไม่ได้กึกก้องเช่นลำน้ำที่แยกจากพุน้ำบริเวณทางเข้าเมืองแยกไหลทิ้งตัวสู่ผาหินเบื้องล่าง แต่ก็เป็นเสียงที่ฟังดูแล้วเพลินใจไปได้ แถมบางช่วงที่ลำน้ำเลี้ยวลดจากผาหินก้และดูเหมือนลำธารจากภูเขา เป็นภาพที่น่ามองเหลือเกิน น้ำตกนี้ไหลตามความลาดชันของพื้นที่ลาดเชิงเขาลงมาที่บ่อบัวพอดี  ตอนนี้น้ำในบ่อบัวปริ่มขึ้นมาจนจะสุดขอบแล้ว  

                             “เราคงต้องเร่งขุดรางระบายน้ำจากบ่อนี้ให้ไหลเข้าไปในหมู่บ้าน ก่อนที่น้ำจะเอ่อท่วมโดยไม่ได้ใช้ประโยชน์ บัวหลวงของมะลิมาศคงแข็งแรงขึ้นแล้ว ใบที่เป็นสีเขียวแผ่วางลงบนแผ่นน้ำมีมากขึ้น” 

                             “ธารน้ำตกนี้หากจะมีตลอดไปก็คงดีสินะเพคะ น้ำท่าจะยิ่งบริบูรณ์” 

                             “นั่นสินะ ระหว่างที่ข้าขึ้นไปนำเครื่องเซ่นบูชานั้น พวกเจ้าก็ลองดูแนวเส้นทางที่จะขุดรางน้ำจากที่นี่เข้าไปในเมือง พรุ่งนี้จะได้เริ่มกันเลย” 

                             เจ้านางไม่ได้ทรงบอกใครว่าเครื่องเซ่นที่นำมาทุกวันนั้น นำมาเซ่นให้กับใคร หากแต่นางกำนัลทั้งหมดก็รู้ดีแก่ใจ เพราะนับจากวันที่มะลิมาศแต่งกายสวยงามตามเสด็จเจ้านางวันนั้นแล้ว นางก็ไม่ได้กลับมาอีกเลย 

                             “มะลิมาศ ข้านำเครื่องเซ่นนี้มาให้เจ้า วันนี้มีน้ำพริกและผักกูดราดกะทิด้วยนะ ข้าทำเองกับมือ เพราะเจ้าเคยบอกเมื่อแรกเข้ามาที่นี่ว่าเจ้าอยากทำให้ข้ากิน ข้ารู้สึกใจคอไม่ค่อยดีเลย หากข้าไม่ได้มาเยี่ยมเจ้าอีก เจ้าก็อย่าโกรธอย่าน้อยใจข้าเลยนะ ข้ายังมีกิจที่ต้องทำอีกมาก ข้าขอบน้ำใจเจ้ามากสำหรับแนวกำแพงเมืองที่สวยงาม ตอนนี้มันใกล้จะโอบล้อมทั้งหมู่บ้านแล้ว ตรงธารน้ำผุดที่มารวมกันหน้าปากทางเข้าเมือง เจ้ายังอุตส่าห์เว้นไว้ให้พวกของพ่อข้าได้ใช้ลากจูงเครื่องลากและสิ่งของขนาดใหญ่ เจ้าเป็นคนที่รู้ใจข้ามากที่สุดจริงๆ ข้าฝากหมู่บ้านนี้ไว้กับเจ้าด้วยนะ” 

                             สิ้นเสียงที่พระนางพูดก็มีเสียงฟ้าร้องคำรามดังขึ้นมา ทั้งที่ก่อนหน้านี้แม้ฝนจะตกต่อเนื่องกันแต่ก็ไม่มีวี่แววที่ฟ้าจะร้องคำรามเช่นนี้ 

                             มะลิมาศนั่งพับเพียบบนหลุมที่มีร่างของตนเอง ก้มกราบเจ้านางพร้อมกับเอ่ยเสียงรับคำสั่งนั้นหากแต่ตรงนี้คนที่ได้ยินมีเพียงฉันคนเดียวเท่านั้น 

                             “ข้าน้อมรับคำสั่งเจ้านางเพคะ ข้าจะดูแลหมู่บ้านนี้เต็มกำลังความสามารถของข้า ข้ากราบลาเจ้านางเพคะ” 

                             ทำไมมะลิมาศจึงใช้คำว่า “กราบลา” นะ ในเมื่อเคยร่ำลากันมาก่อนแล้ว 

                             ข้าไท บ่าวไพร่ นายเวร ขุนทหาร คณะของอำมาตย์รณกฤติสันตเดโชชัย พยายามลากจูงเครื่องบรรทุกของตนไปตามแนวที่ถูกแหวกไว้จากคณะของพระเจ้าหรรษาชยวรมันต์ แต่ด้วยความที่ฝนตกต่อเนื่องมาหลายวันทำให้พื้นดินบริเวณนั้นลื่นจนล้อจมโคลนบ้างก็มี ผู้ที่ทำหน้าที่ลากจูงล้มลงไปก็มี เช่นเดียวกันกับของพระเจ้าหรรษาชยวรมันต์ที่เห็นสะพานข้ามลำน้ำแล้ว แต่ไปไม่ถึงสักที เครื่องลากคันแรกที่ไปถึงเชิงสะพานก็ไม่สามารถดันให้ข้ามสะพานไปได้ ไหลลงมาทุกทีจนผู้ที่ทำหน้าที่บาดเจ็บจากการลื่นล้มกันหลายคน ตอนนี้รถลากคันแรกของขบวนอำมาตย์รณกฤตสันตเดโชชัย มองเห็นรถลากคันสุดท้ายของพระเจ้าหรรษาชยวรมันต์แล้ว  

                             “เมื่อใดคณะของเสด็จแม่จะมาถึงเพคะเสด็จพ่อ” 

                             เจ้านางทรงถามพระเจ้าหรรษาชยวรมันต์ระหว่างที่กินอาหารเย็น ท่ามกลางสายฝนที่ตกอย่างหนักจนเกือบจะต้องตะโกนคุยกัน  

                             “ตอนนี้ขบวนที่ตามพ่อมาคือขบวนของท่านอำมาตยนายกที่ลากเอาบรรดาเครื่องเคารพสักการะตามมา ขบวนของแม่เจ้าจะเป็นบรรดาของมีค่าต่าง ๆ จะมาเป็นลำดับสุดท้าย อันที่จริงป่านนี้ทุกอย่างน่าจะมาถึงที่นี่แล้ว แต่ด้วยฝนที่ตกหนักเช่นนี้ทุกอย่างจึงต้องช้ากว่าที่กำหนดไว้ทั้งหมด” 

                             “ตอนนี้ผู้คนในหมู่บ้านเราเริ่มมากขึ้น หากยังไม่สามารถทำการลากจูงได้ คงต้องช่วยกันสร้างเรือนและสถานที่สำคัญ ๆ ของผู้ทรงศีลที่จะตามมาเอาไว้ก่อน” 

                             “พ่อเห็นด้วยกับเจ้า หากแต่การสร้างวิหาร สถูปต่าง ๆ เราเคยสร้างด้วยหินศิลาแลงและบรรดาเครื่องสอต่างๆ” 

                             “ที่นี่เราคงไม่สามารถสร้างสิ่งก่อสร้างขนาดใหญ่เช่นเดิมได้ เราจะอยู่กันแบบหมู่บ้านที่ปิดตาย ดังนั้นก่อนที่แนวกำแพงต้นไม้จะปิด ทั้งสองพระองค์รวมทั้งหม่อมฉันต้องเร่งนำสิ่งของสำคัญรวมทั้งอพยพผู้คนทั้งหมดให้เข้ามาภายในนี้ให้ทันเวลา” 

                             “แล้วเสาหลักที่ท่านปักไว้นั้นจะเริ่มก่อสร้างได้เมื่อใด” 

                             พระเจ้าหรรษชยวรมันตืถามพระมหาราชครูก่อนที่นางกำนัลจะมายกโตกอาหารออกไป 

                             “ตอนนี้ยังไม่ถึงเวลา 

                             เช้าวันรุ่งขึ้น พระเจ้าหรรษาชยวรมันต์ เจ้านางศศิพินทุเทวีและพระมหาราชครู ต้องลุกจากที่นอนด้วยเสียงโห่ฮาของผู้คนที่ดีใจกับอะไรบางอย่าง เมื่อเดินตามหมูคนเข้าไป ก็พบว่ามีลำธารไหลจากบ่อบัวที่พระนางขุดไว้แต่แรกนั้น น้ำล้นไหลออกมาตามทางที่ขุดไว้แม้จะขุดเพียงครึ่ง แต่แรงดันของน้ำก็เซาะจนเป็นทางไปเรื่อยแล้วไหลลงไปทางทิศที่วีระภัทรเป็นผู้ดูแลรักษา หากแต่เป็นการไหลรินอย่างช้า ๆ เซาะไปตามร่องหินของภูเขาแถบนั้น จึงไม่เป็นน้ำตกเช่นบริเวณจุดแยกของลำธารที่มารวมกันของพุน้ำและน้ำจากเขาที่ตกลงมาไหลเข้าบ่อบัว 

                             เข้าวันที่ 5 ฝนจึงหยุดตก แสงแดดแรงกล้ามาก จนบรรดาผู้ที่ต้องสร้างสิ่งปลูกสร้างทั้งหลายต้องหยุดเพื่อเอาน้ำลูบตัวกันอยู่บ่อย ๆ พระเจ้าหรรษาชยวรมันต์จึงลงไปดูยังจุดที่รถลากของพระองค์จอดออไว้จนเต็มพื้นที่ และลากรถคันแรกผ่านเข้าเมืองมาได้ ผู้คนทั้งในและนอกแนวกันของต้นไม้ที่อวบน้ำมากยิ่งขึ้นจนดูเป็นแนวปราการที่แน่นหนามากขึ้นกว่าเดิมนัก หนาแน่นเฉกเช่นเดียวกับที่ฉันขึ้นมาในวันนั้น 

                             “รถลากของข้าอันเป็เครื่องสักการะบูชาทั้งหลายของเมืองที่ไม่ได้พังหรือบุบสลยจากการสั่นสะเทือนครั้งใหญ่ของแผ่นดินเข้ามาในหมู่บ้านหมดแล้ว ท่านจะให้นำวางลงที่ใดพระมหาราชครู 

                             “ท่านเอารถลากทั้งหมดเข้าไปหลบร่มเงาตรงมุมหน้าเมืองนั้นไว้ก่อน รอให้สถานที่พร้อมค่อยลากอีกครั้งจะได้เสียแรงยกทีเดียว” 

                             “หม่อมฉันเห็นด้วยกับพระมหาราชครูเพคะเสด็จพ่อ” 

                             “คณะต่อไปที่จะมายังจุดพุน้ำก็จะเป็นของแม่เจ้าแล้วศศิพิน” 

                             “วันนี้ข้าจะทำกับข้าวสุดฝีมือสำหรับผู้คนในชุดนี้และเตรียมไว้ให้พระมเหษีเทวีนทีนาถเพคะ” 

                             แสงส่อง ผู้เป็นหัวหน้านางกำนัลแทนมะลิมาศกล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงยินดีและตื่นเต้นนักหนา 

                             “ลูกคงต้องเลือกเรือนใดเรือนหนึ่งที่สร้างไว้เพื่อใช้พักพิงของเสด็จแม่และนางกำนัลของพระองค์แล้วล่ะ” 

                             เจ้านางเองก็ทรงตื่นเต้นไปด้วย 

                             “แล้วเจ้าเองล่ะศศิพิน มานอนบนศาลากับพ่อเยี่ยงนี้ทุกวันมันจะไม่งาม” 

                             “หม่อมฉันอาศัยนอนกับเสด็จพ่อไม่นานดอกเพคะ เพราะต้องไปรวบรวมผู้คนรวมทั้งแยกวัว ควายที่ลากจูงมาในแต่ละครั้งให้อยู่ในคอกที่เหมาะสม ยังจะเมล็ดพันธ์พืชที่ลูกต้องให้นายเวร ขุนทหาร เอาลงดิน เสร็จเรียบร้อยแล้วลูกจะขอลงไปยังแคว้นด้านล่างของเราอีกครั้งนะเพคะเสด็จพ่อ” 

                             “ถ้าเช่นนั้นพ่อไปกับเจ้าด้วย” 

                             ตอนนี้หมู่บ้านของเจ้านางเกือบจะสมบูรณ์แล้ว บ้านเรือนหลายหลังตามรูปแบบของผู้สร้างถนัด มีทั้งเรือนไม้กระดานแผ่นใหญ่งดงามสำหรับผู้ที่ทุกคนนับถือ เรื่อนไม้กระดานแผ่นไม่ใหญ่นัก จนกระทั่งถึงเรื่อนผูกด้วยไม้ไผ่ ที่ฉันจำได้แม่นย้ำคือเรือนที่มีหลังลาดคุ้มลงมาคล้ายกระโจมดูไกล ๆ จะเหมือนไม่มีฝาบ้านเพราะหลังคาคลุมเอาไว้หมดหลังคามุมด้วยตับจากต้นกกที่ขึ้นอยู่แถวริมน้ำด้านหลังของเมือง  ผู้คนที่เข้ามาเพิ่มขึ้นต่างก็ช่วยงานกันมากขึ้น ทั้งงานก่อสร้าง งานกสิกรรม แม้แต่ศาลาใหญ่กลางหมู่บ้านที่พระเจ้าหรรษาชยวรมันต์ เจ้านางศศิพินทุเทวี และเหล่านางกำนัลพักอยู่นี้ ก็เสร็จสวยงาม 

                             “เจ้านางทรงปลื้มพระทัยเป็นอย่างมากใช่มั้ยพะยะค่ะ” 

                             “ใช่แล้วพระมหาราชครู ข้าพาผู้คนในแคว้นของข้ามาอยู่ในที่ที่ปลอดภัยและอุดมสมบูรณ์ พวกเขาไม่ต้องเสี่ยงภัยต่าง ๆ ทั้งจากฟ้าและดิน ไม่ต้องถูกเข่นฆ่าจากผู้ล่าดินแดน ไม่ต้องอดอยากกินไม่อิ่มท้อง และหมู่บ้านเรายังถูกบดบังจากทุกสิ่งทุกอย่างที่ไม่ได้อยู่ในขอบเขตนี้หรือคนที่ไม่มีความเกี่ยวพันธ์กับดินแดนแห่งนี้ตามที่ท่านเป็นผู้กำหนด” 

                             “พระองค์อย่าเพิ่งยินดีไปนักพะยะค่ะ อีกไม่นานเราจะต้องสร้างวิหารสำหรับผู้ทรงผู้ทรงศีลต่าง ๆ หลักที่ข้าปักไว้ทางด้านโน้น คือฝั่งทางทิศที่ชุติเทพเป็นผู้ดูแลยาวไปนถึงลำธารด้านข้างของมะลิมาศ วิหารเหล่านี้จะเป็นที่เอาไว้ซึ่งสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหมดของเมืองจึงต้องสร้างจากสิ่งที่มั่นคง แข็งแรง และยิ่งใหญ่เพื่อบูชาเทพเทวาบนชั้นฟ้า ไหนจะพิธีลงเสาหลักเมือง ซึ่งทั้งสองแห่งนั้นก็จะต้องมีผู้พิทักษ์ลักษณะเช่นมะลิมาศ” 

                             สิ้นคำของพระมหาราชครู เจ้านางก็ทรงเซเล็กน้อย พระพักตร์ซีดเผือด 

                             “นี่ยังต้องมีพิธีที่ทำให้ข้าเจ็บปวดใจอีกหรือนี่” 

                             “และพิธีนี้ต้องทำต่อหน้าผู้เป็นราชาแห่งแคว้นเป็นผู้บอกกล่าวหน้าที่ทั้งหมด และเป็นผู้ที่รู้พระทัยของผู้ครองแคว้นที่สุด มีความจงรักภักดีไม่มีด่างพร้อย” 

                             “หากท่านแจ้งว่าต้องทำ ข้ากับเสด็จพ่อก็จะทำ” 

                             กล่าวจบเจ้านางก็ทรงเดินไปยังแปลงนาข้าวที่ออกรวงสีทองอร่าม ทุ่งนาแห่งนี้คงจะพอเลี้ยงคนทั้งหมู่บ้าน 

                             เพลาเย็นของวัน คณะของอำมาตย์รณกฤตสันตเดโชชัย ก็มาถึงยังลานน้ำผุด แต่ยังไม่สามารถข้ามไปได้เนื่องจากอาจจะเสร็จไม่ทันเพลาพระอาทิตย์ตกดิน รุ่งเช้าขบวนทั้งหมดจึงข้ามสะพานมาได้ พระเจ้าหรรษาชยวรมันต์ เจ้านางศศิพินทุเทวี และพระมหาราชครู ที่รอรับอยู่ด้วยความดีใจ กลับต้องมีสีหน้างงงวยที่ผู้นำของกลุ่มสุดท้ายนี้กลายเป็นอำมาตย์รณกฤตสันตเดโชชัย ผู้ละทิ้งหน้าที่ในช่วงเหตุการณ์สำคัญไป 

                             “ท่านอำมาตยนายกไปไหน” 

                             เป็นการถามด้วยน้ำเสียงที่ไม่นุ่มนวลนัก 

                             “เมื่อขึ้นมาถึงลานหิน พระมหาเถรสังฆราชเจ้าแจ้งให้ข้านำคนทั้งหมดรวมทั้งผู้ทรงศีลในมหาวิหารเทียมสุวรรณทั้งหมดนำเครื่องลากของมีค่านี้มายังที่แห่งนี้แล้วให้ท่านอำมาตยนายกลงไปพาชาวบ้านที่ยินดีจะขึ้นมาอยู่บนนี้พะยะค่ะ” 

                             “แสดงว่ายังมีผู้ทรงศีลอีกหลายคนที่อยู่ในพระมหาวิหารของเจ้านางศศิพินทุเทวี” 

                             พระมหาราชครูกล่าวถามขึ้นมา 

                             “ใช่แล้วพระมหาราชครู ผู้ทรงศีลเหล่านั้นแจ้งว่าหากแผ่นดินไม่เหลือผู้ทรงศีลไว้เลย ผีป่า ผีทุ่ง ผีท่า จะเข้ามายึดเมือง จึงอยู่ที่นั่นและจะเป็นชุดสุดท้ายที่ทำหน้าที่สวดล้างเมืองพะยะค่ะ” 

                             “เจ้าขนของจากพระมเหษีเทวีนทีนาถมาได้หมดหรือไม่ ทำไมไม่เห็นนาง” 

                             พระเจ้าหรรษาชยวรมันต์กล่าวไปโดยที่ส่งสายตามองหาพระมเหษีเทวีนทีนาถในหมู่ผู้คนกลุ่มใหญ่นี้ 

                             “ข้าพเจ้าขนมาได้ไม่หมดพะยะค่ะ แพสุดท้ายอันเป็นเครื่องทรงพระยศของทุกพระองค์รวมทั้งหีบเหรียญทั้งหมดหล่นอยู่ใต้ลำธารเนื่องจากวันที่แผ่นดินสั่นอย่างแรงครั้งล่าสุด พวกข้าพระพุทธเจ้ากำลังลำเลียงแพนั้นมาถึงกลางลำน้ำ แผ่นดินสั่นไหวจนน้ำไหนลำธารเป็นคลื่นแรงไหลหลาก จนแพแตกหีบในแพนั้นจึงหล่นสู่ก้นลำน้ำ ผู้คนที่ลากจูงล้มจมน้ำหายไปหลายคน พระมเหษีเทวีนทีนาถจึงสั่งว่าไม่ต้องเสียเวลางมหีบนี้ให้รีบไปยังฝั่งตรงข้ามให้เร็วที่สุด” 

                             “แล้วเสด็จแม่อยู่ไหน” 

                             “ข้ากับพระมเหษีถูกน้ำซัดไปคนละทางกันเช่นเดียวกับคนอื่น ๆ ที่กระจัดกระจายไปตามแรงพัดของน้ำ เมื่อแผ่นดินสงบข้าจึงว่ายกลับมายังด้านหลังพระมหาวิหาร” 

                             อำมาตย์รณกฤตสันตเดโชชัยชงักที่จะกล่าวออกไป เพราะไม่ทราบว่าจะกระทบกระเทือนต่อผู้ฟังอย่างใดบ้าง 

                             “เจ้าพูดมารณกฤต รีบพูดมา” 

                             พระเจ้าหรรษาชยวรมันต์ทรงตื่นตระหนกอย่างเห็นได้ชัด 

                             “พระมเหษีเทวีนทีนาถ ไม่สามารถฝ่ากระแสน้ำได้ ร่างถูกซัดกลับมาที่ชายฝั่งของสวนด้านหลังพระมหาวิหาร” 

                             “แล้วใยเจ้าไม่ช่วยแม่ข้า” 

                             เสียงเกรี้ยวกราดและหวาดหวั่นของเจ้านางศศิพินทุเทวีแหวกขึ้นมาท่ามกลางความหยุดนิ่งของทุกคนบริเวณนั้น 

                             “ข้าได้ช่วยชีวิตพระมหเษีขึ้นมาได้เพียงพอที่จะสั่งความแก่ข้าพเจ้า แล้วก็ทรงสิ้นพระชนม์อยู่ในอ้อมแขนข้าพเจ้า” 

                             “ตอนนี้นางอยู่ที่ไหน” 

                             พระเจ้าหรรษาชยวรมันต์ทรงทรุดลงกับพื้นเช่นเดียวกับเจ้านางศศิพินทุเทวี คงมีแต่พระมหาราชครูเท่านั้นที่ยืนอยู่ 

                             “เจ้าทำพิธีสมพระเกียรติแห่งพระมเหษีเทวีนทีนาถหรือไม่” 

                             พระมหาราชครูถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบมิมีอารมณืใด ๆ แฝงอยู่ 

                             “ข้าให้พระมเหษีเทวีนทีนาถนอนลงยังพื้นดินด้านหลังพระมหาวิหารในแนวที่ตรงขึ้นมากับหน้าผาหินพะยะค่ะ เหล่าผู้ทรงศีลทั้งหมดก้ได้ทำตามพิธีของตน” 

                             “เจ้านำคนที่มากับเจ้าทั้งหมดและวัวควายลากจูงไปพักซะเถอะ ส่วนท่านผู้ทรงศีลทั้งหลายข้าพเจ้าขอให้ท่านไปพักยังที่ข้าพเจ้าเตรียมไว้ให้ เชิญตามมาเถิด” 

                             ผู้คนละแวกนั้นจึงแยกย้ายกันไปเหลือเพียงคนที่คุกเข่าอยู่ตรงนั้นอันประกอบด้วยพระเจ้าหรรษาชยวรมันต์ เจ้านางศศิพินทุเทวี อำมาตย์รณกฤตสันตเดโชชัย และเหล่านายเวรขุนทหาร นางกำนัลผู้ใกล้ชิด 

                             “ขอบใจเจ้ามากรณกฤตที่เจ้าทำภารกิจต่อพระมเหเษีของข้าจนสำเร็จ และส่งนางกลับคืนสู่แผ่นดินแทนข้า เจ้าเข้าไปพักผ่อนยังเรือนที่เจ้าต้องการเถิด” 

                             ทั้งสามคนลุกขึ้นแล้วเดินเข้าไปในเขตแนวต้นไม้ที่พันกันแน่นหนา จนเป็นที่ประหลาดตาของอำมาตย์รณกฤตสันตเดโชชัยยิ่งนัก 

                             ดวงจิตของเจ้านางทรงว่างเปล่า แต่ไม่ได้ว่างเปล่าด้วยวิปัสนาญาณใด ๆ แต่เป็นการว่างเปล่าของผู้ที่เสียขวัญอย่างแรง ทรงเดินตามพระเจ้าหรรษาชยวรมันต์ไปเหมือนไร้วิญญาณ มองไม่เห็นสิ่งใดรอบตัว ไม่รู้อารมณ์ใด ๆ แม้แต่อารมณ์หลากหลายที่มีต่อชายผู้เข้ามาใหม่แห่งเมืองนี้ ไม่มีวาจาใด ๆ หลุดออกมาจากพระโอษฐ์ดังที่ตั้งใจไว้ 

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น