Ex-SoulL

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : : Black Diamond : 8

คำค้น : Omegaverse,BlackDiamond,มังกรซ่อนเพชร

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 15.5k

ความคิดเห็น : 51

ปรับปรุงล่าสุด : 23 ต.ค. 2562 19:46 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
: Black Diamond : 8
แบบอักษร

 

8. 

 

ตามความเชื่อและประเพณีทั้งสองฝ่ายห้ามเจอกันหนึ่งสัปดาห์ก่อนงานหมั้น หลังจากที่เฟิงหลงรับลี่ชิงไปทานข้าวก็จะได้เจออีกทีในวันพิธี

คืนก่อนวันงานลี่ชิงข่มตานอนไม่หลับ ใจเอาแต่พะวักพะวงถึงวันพรุ่งนี้ ทั้งกังวล ตื่นเต้น และมีความสุข หลากหลายความรู้สึกที่ผสมปนเปทำให้ใจสั่นไหวจนไม่สามารถหลับลงได้

เมื่อเวลาที่ต้องตื่นมาถึงหน้าตาจึงค่อนข้างซีดเซียว ระหว่างที่เดินทางไปบ้านตระกูลจางสองมือบนตักก็บีบเข้าหากันแน่น แม้คนเป็นแม่จะพยายามหาเรื่องมาคุยก็ไม่อาจลดความตื่นเต้นที่มีลงได้

ลี่ชิงถูกพาไปอีกห้องโดยไม่ให้ได้เจอกันก่อนถึงเวลา ต่างฝ่ายต่างเตรียมตัวโดยเริ่มจากการแต่งหน้า

ขณะที่ช่างแต่งหน้าชื่อดังลงมือดวงตาเรียวรีก็เหลือบมองชุดที่ถูกแขวนไว้เป็นระยะ มือเอาแต่หยิกตัวเองเพื่อทดสอบว่านี่ไม่ใช่ความฝัน

ขนาดเป็นเพียงงานหมั้นงานยกน้ำชากันตามธรรมเนียมยังตื่นเต้นขนาดนี้ หากวันแต่งมาถึงคงพูดอะไรไม่ออก

การแต่งหน้าผู้ชายเหมือนจะไม่มีอะไรมากมาย ทว่าช่างก็ละเมียดละไมทุกขั้นตอนจนใช้เวลาเป็นชั่วโมง จากนั้นก็ได้เวลาทำผม วันนี้ผมที่ตรงยาวเกือบถึงกลางหลังถูกทำเป็นลอนเบาๆ ให้ดูมีอะไร ปิดท้ายด้วยการฉีดสเปรย์ล็อกทรง แล้วก็ได้เวลาเปลี่ยนชุด

ลี่ชิงยืนมองตัวเองในกระจก กวาดมองตั้งแต่หัวจรดเท้า ดวงตาเป็นประกายกว่าทุกวันโดยไม่รู้ตัว

ลมหายใจแห่งความตื่นเต้นถูกสูดเข้าปอดลึก ก่อนจะก้าวออกจากห้องน้ำ แล้วก็ได้เห็นแม่ที่ยืนยิ้มรออยู่

“ชิงชิงดูดีมาก ดูดีที่สุดเลย” คนถูกชมยิ้มรับ

“ตื่นเต้น” 

“ทุกอย่างจะผ่านไปด้วยดี” ลลิตาเอื้อมไปจับมือทั้งสองข้างแล้วบีบเบาๆ โดยที่ลี่ชิงก็พยักหน้ารับ

อีกประมาณครึ่งชั่วโมงใครบางคนก็ต้องมารับลงไปข้างล่าง ระหว่างนั้นก็เป็นเวลาทานข้าว โดยลิ้นแทบไม่รู้รส ทำเพียงแค่ทานเพื่อให้ท้องไม่ว่างเพราะต้องทานยา

เสียงจากหน้าห้องที่เล็ดลอดเข้ามาแผ่วเบาเป็นสัญญาณว่ามีคนมาถึง ไม่นานนักมันก็ถูกเคาะ แล้วถูกเปิดออก วินาทีที่ลี่ชิงเห็นอีกฝ่ายเต็มตาลมหายใจก็สะดุดกึก

ใบหน้าคร้ามคมถูกแต่งบางๆ ทรงผมถูกเซ็ตขึ้นเป็นทรง ขลับให้คุณเฟิงดูดีจนแทบไม่อยากละสายตา 

ด้านเฟิงหลงก็ขมวดคิ้วเพราะกลิ่นหอมอ่อนดูจะรุนแรงกว่าวันไหน รุนแรงจนดึงดูดให้สองขาก้าวตรงไปหา เสียงพูดของผู้เป็นย่าถูกตัดออกจากโสตประสาท

ช่อดอกไม้ในมือที่โดนบังคับให้ถือมาถูกยื่นไปให้คนที่นั่งอยู่โดยไม่รู้ตัว

ลี่ชิงรับมันมาด้วยใจที่เต้นโครมคราม มือที่ถือดอกไม้สั่นระริก เหตุการณ์หลังจากนั้นเกิดขึ้นอย่างล่องลอย คล้ายความฝัน รู้ตัวอีกทีก็นั่งอยู่หน้าผู้ใหญ่ของทั้งสองฝั่ง บทสนทนาของผู้ใหญ่แทบไม่เข้าหู สิ่งที่ดึงสติกลับมาคงเป็นตอนที่มือถูกรั้งไปเพื่อจะสวมแหวน

“ลี่ชิงสวมแหวนให้เฟิงเกอสิลูก”

เพราะมัวแต่มองแหวนที่ประดับอยู่บนนิ้วจึงเผลอนิ่งงันจนแม่ต้องเอ่ยเรียก แหวนที่ถูกยื่นมาให้ถูกรับมาแบบงงๆ ช้อนสายตาขึ้นมองคนที่มีสีหน้าราบเรียบซึ่งยื่นมือมารอลี่ชิงก็สวมแหวนให้อีกฝ่ายอย่างเลื่อนลอย

ต่างฝ่ายต่างมีแหวนประดับอยู่บนนิ้ว แหวนที่เป็นสิ่งบอกว่าเรามีเจ้าของ

สิ่งสุดท้ายในพิธีการคือการกินบัวลอยไข่ไก่ ลี่ชิงทอดมองอีกคนที่กินด้วยท่าทีนิ่งเฉย ก่อนจะตามด้วยตัวเองที่ต้องอ้าปากจนสุดเพื่อกินไข่ไก่ทั้งฟองให้หมดเพียงครั้งเดียว

“เป็นคนของตระกูลจางแล้วนะ” จาง ผิง พูดขึ้นยามที่ลี่ชิงก้มลงกราบ ด้านคนฟังก็ยิ้มรับขณะที่ดวงตาไหวสั่นระริก 

พอจบสิ้นพิธีก็เป็นเวลาของมื้อเที่ยง โดยที่อาหารบนโต๊ะก็มีความหมายในแต่ละอย่าง โดยของลี่ชิงมีแม่คอยตักอาหารให้ทั้งหมด 

หลังจากนั้นก็เป็นอันว่าพิธียกน้ำชาเสร็จสิ้น

“เฮ้ นายกับลี่ชิงดูเหมาะกันดีนะ” จาง ชางหลงผู้ซึ่งเป็นพี่ชายของเฟิงหลงกล่าวชมอีกครั้ง

ตอนไหน่ไนบอกว่าเฟิงหลงจะหมั้นคนเป็นพี่ตกใจไม่น้อยแม้จะพอรู้เรื่องราวอยู่บ้าง เมื่อวันนี้ได้มาร่วมพิธีก็เข้าใจว่าทำไม

ทั้งสองดูมีบางอย่างที่เข้ากันทั้งที่แทบไม่ได้พูดคุยหรือแสดงท่าทีอะไรออกมา มันออกจะราบเรียบนิ่งเฉย แต่ในความราบเรียบนั้นกลับมีความพิเศษเจืออยู่

“เหมาะไม่เหมาะก็หมั้นไปแล้ว”

“พูดอะไรแบบนั้น”

เฟิงหลงไม่ตอบอะไร ทำเพียงแค่มองลี่ชิงที่อยู่กับแม่ของเจ้าตัวและไหน่ไนที่นั่งอยู่ตรงห้องนั่งเล่น

--

ข้อตกลงคือหลังจากงานหมั้นลี่ชิงจะยังคงอยู่ที่บ้านตัวเอง ไม่ย้ายไปอยู่บ้านตระกูลจางเพราะไม่สะดวกหลายอย่าง โดยที่จาง ผิงก็ไม่คิดขัด แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังมีแผนให้ทั้งสองได้ใช้เวลาร่วมกัน หวังกระชับความสัมพันธ์ให้ใกล้ชิด

ลี่ชิงยังคงทำงานของตัวเอง อีกคนก็เช่นเดียวกัน แหวนบนนิ้วจะถูกถอดเก็บเอาไว้เวลาทำงาน ไม่ใช่ด้วยเหตุผลว่ากลัวใครจะรู้ แต่เป็นเพราะกลัวมันหาย

“เดี๋ยว แหวนนี่ใส่เป็นเครื่องประดับหรืออะไร” เกรซซึ่งตาดีแอบเห็นแหวนบนนิ้วนางข้างซ้ายของลี่ชิงเอ่ยท้วงขึ้นทันทีโดยไม่สนใจสิ่งที่แกเรนพูดอยู่ ประโยคนั้นทำให้ทุกสายตาจับจ้องไปที่ร่างเพรียว ด้านคนถูกท้วงก็ลดมือลงวางบนตัก

“ไม่มีอะไร”

“แน่เหรอ แต่เพชรทั้งวงเลยนะ ปกติไม่เคยเห็นลี่ชิงใส่เครื่องประดับ”

“...คุยงานกันต่อเถอะ” 

ทุกคนลอบมองหน้ากันเงียบๆ เมื่อเจ้าตัวไม่อยากพูดอะไรก็ไม่เซ้าซี้ต่อ ทว่ากลับพยายามมองมือของลี่ชิงยามมีโอกาส แล้วก็ได้เห็นเต็มตาเพราะลี่ชิงไม่ได้คิดจะถอดออกหรือปกปิด เพชรน้ำงามเม็ดเล็กๆ ที่วางเรียงกันเป็นวงส่องประกายจนหลายคนอยากรู้มูลค่าของมัน

 

ตอนเย็นลี่ชิงต้องไปทำผม เปลี่ยนลุคภายนอกเพื่อเตรียมตัวถ่ายรูปสำหรับใช้เปิดตัวและใช้เป็นโปรไฟล์ ในส่วนของPR ได้มีการทยอยโปรโมทภาพชุดแรกจนหลายคนเริ่มพูดถึง อินสตาแกรมและทวิตเตอรออฟฟิเชียล ของ SCENT Modeling Agency มีคนติดตามแล้วหลายพันคน

“เป็นยังไงบ้างหืม” ลลิตาคอยถามไถ่ลูกเป็นระยะ ด้วยกลัวว่าลี่ชิงจะเหนื่อยจนหลับไปแบบวันที่เฟิงหลงต้องอุ้มมาส่งอีก

“ยังโอเค” ความเหนื่อยล้ามีบ้างเป็นปกติ แต่ยังไม่ถึงขั้นรู้สึกไม่ไหว อาจเพราะตารางการออกกำลังกายก็มีการปรับตามที่แจ้งไปจึงไม่เหนื่อยเท่าไหร่นัก

“ตื่นเต้นเหมือนกันนะ แม่ไม่เคยเห็นลูกทำสีผมเลย”

“ผมก็ตื่นเต้น รู้สึกแปลกๆ”

“แต่มันต้องออกมาดีแน่ๆ”

ลี่ชิงยิ้มรับบางๆ มือลูบไล้แหวนบนนิ้วตัวเองไปมาพลางนึกถึงคนที่สวมใส่มันให้

เขาได้เจอคุณเฟิงเมื่อวันอาทิตย์ก่อนเพราะต้องไปทานข้าวที่บ้านตระกูลจางทุกเย็นวันอาทิตย์ แล้วก็จะได้เจอกันอีกครั้งวันมะรืนนี้

ถึงอีกคนจะไม่ได้มีท่าทีที่ดูพิเศษ แต่การไม่พูดจาร้ายๆ ใส่กันก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ดีสำหรับลี่ชิงแล้ว

“ถึงแล้ว” ลี่ชิงก้าวลงจากรถตามคนเป็นแม่โดยที่แกเรนซึ่งขับรถนำมายืนรออยู่ จากนั้นก็ตรงขึ้นไปยงร้านทำผมในห้างใจกลางเมือง

“นี่ไง คนที่จะทำ”

แกเรนชี้มือไปทางลี่ชิง เมื่อช่างทำผมระดับประเทศหันไปเห็นก็เบิกตาขึ้น

“ดีมาก งานดีมาก หน้าแบบนี้ รูปร่างแบบนี้ทำสีเขียวยังปัง”

“ก็ไม่ต้องขนาดนั้น”

แกเรนโคลงหัวไปมา ก่อนจะบอกลี่ชิงให้เดินตามช่างทำผมไป ระหว่างนั้นก็นั่งคุยกับแม่ของลี่ชิงและคอยเข้าไปเช็กทุกขั้นตอนเป็นระยะ

ใช้เวลาอยู่สามสี่ชั่วโมงผมที่เคยเป็นสีน้ำตาลเข้มตามธรรมชาติก็กลายเป็นสีเทาไล่ระดับ ตรงปลายกลายเป็นสีเทาเข้ม ขลับให้ลี่ชิงดูน่ามองอย่างที่ช่างคาดการเอาไว้

“เป็นไง”

“ดี” แกเรนตอบสั้นๆ ใช้สายตาตอบคำถามแทนทั้งหมด

ลี่ชิงมองตัวเองในกระจกอย่างไม่คุ้นชิน หันไปมองหน้าแม่ที่พยักหน้ากลับมาให้แล้วก็มองคนตรงหน้าอีกครั้ง

แปลกตาแต่คงไม่ดูแย่เท่าไหร่

“งั้นเดี๋ยวเจอกันวันจันทร์นะ”

“อืม” ลี่ชิงพยักหน้ารับขณะยืนอยู่หน้าร้าน 

“สวัสดีครับคุณแม่”

“สวัสดีจ้ะ”

เมื่อแกเรนจากไปสองแม่ลูกก็ไปทานข้าวกันต่อ ถือโอกาสดินเนอร์นอกบ้านกันตามประสาแม่ลูกเป็นการผ่อนคลายจากการเตรียมตัวอย่างหนักหน่วงไปในตัว

“มันโอเคใช่ไหม” ลี่ชิงถามแม่ขึ้นอีกครั้ง

“โอเคมาก แม่พูดจริงๆ”

“ไม่ชินเลย”

“อีกหน่อยก็ชิน ลูกแม่ดูดีที่สุด” 

คนเป็นลูกยิ้มแบบเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง แต่สุดท้ายก็ปัดเป่าความไม่ชินออกจากหัวแล้วลงมือทานข้าวโดยไม่คิดเรื่องอื่นอีก

--

“ลี่ชิงทำสีผมใหม่หรือ” จาง ผิง ทักขึ้นทันที่เจอหน้า

“ครับ”

“เข้ากับหน้าดีนะ...เฟิงหลงว่ายังไง”

คนถูกถามที่นั่งอยู่ไม่ห่างปรายตามองคนที่ทำสี่ผมใหม่ ก่อนจะเอ่ยตอบเพียงสั้นๆ ด้วยน้ำเสียงราบเรียบ

“ก็ดี”

คำตอบกลางๆ ที่ดูไม่แย่หรือดีทำให้ลี่ชิงโล่งใจไปเล็กน้อยเนื่องจากกลัวว่าคำตอบจากริมฝีปากได้รูปจะเป็นอื่นที่ฟังแล้วยิ่งใจเสียมากกว่านี้

มืออาหารผ่านพ้นไปอย่างเรียบง่ายเช่นทุกครั้ง หลังจากทานข้าวเสร็จผู้ใหญ่ก็เปิดโอกาสให้คนทั้งสองได้อยู่ด้วยกัน เฟิงหลงขี้เกียจจะปฏิเสธจึงยกงานไปทำในสวน โดยมีลี่ชิงนั่งอ่านหนังสืออยู่ไม่ห่าง

เรือนกระจกถูกสร้างขึ้นเพื่อปลูกดอกไม้ที่ไม่เหมาะกับสภาพอากาศของเมืองไทย อากาศข้างในเย็นชื้นจนลี่ชิงเผลอลูบแขนตัวเองอยู่หลายครั้ง

กระทั่งเฟิงหลงทนไม่ไหว หยิบหมอนใบใหญ่ของตัวเองวางลงบนตักให้

ไม่ได้เป็นห่วง แต่การขยับกายบ่อยๆ ทำให้เขาเสียสมาธิในการทำงาน

“...ขอบคุณ” ลี่ชิงกล่าวเสียงเบาพลางกระชับหมอนเข้าหาตัว สอดแขนไว้ด้านใต้เพื่อให้หมอนรับความเย็นแทนแขนตัวเอง พยายามทำเป็นอ่านหนังสือทั้งที่สมาธิจดจ่ออยู่กับคนข้างกาย สายตาเผลอเหลือบมองบ่อยครั้งจนต้องเตือนตัวเองว่าอย่าแสดงท่าทีอะไรออกไปให้อีกคนรู้ตัว

ครืด ครืด

เสียงฟ้าร้องทำให้เฟิงหลงแหงนหน้าขึ้นมองท้องฟ้า ประกายแปลบปลาบที่เกิดขึ้นเรียกเสียงถอนหายใจ งานตรงหน้าที่ทำไปได้ไม่เท่าไหร่เป็นอันต้องหยุดลง

“ต้องกลับเข้าบ้าน ฝนกำลังจะตก”

แล็ปท็อปถูกพับปิด แฟ้มเอกสารถูกรวบเข้าหากัน ก่อนร่างสูงจะหยัดกายลุกขึ้น พยักหน้าให้ลูกน้องเข้ามาจัดการต่อ โดยที่ลี่ชิงก็รีบเดินตามออกจากเรือนกระจกนี้ไป

ทันทีที่เดินเข้าไปในบ้านฝนก็เทกระหน่ำลงมา

“ไหน่ไนกำลังจะให้คนไปตามพอดี” 

“ผมเห็นฟ้าร้องก็เลยรีบเข้าบ้าน”

“ถ้าอย่างนั้นลี่ชิงกับลินก็รอให้ฝนซาก่อนค่อยกลับนะ”

“ค่ะคุณยาย” 

คนทั้งสามนั่งดูโทรทัศน์และคุยกันอยู่ที่ห้องนั่งเล่น โดยที่เฟิงหลงนั้นขึ้นไปทำงานต่อบนห้องทำงาน

“ทำงานแบบนี้เฟิงหลงจะมักเรียกหาโกโก้เย็นกับบิสกิต ไหน่ไนว่าลี่ชิงเอาขึ้นไปให้พี่เขาหน่อยนะ” จาง ผิง หาช่องทางให้คนทั้งสองได้ใกล้ชิดกันอีกครั้ง

“จะไม่โดนว่าเหรอครับ” ลี่ชิงเอ่ยถามด้วยสีหน้าที่เจือความกังวล

“ไม่ว่าหรอก”

จาง ผิง ตอบอย่างมั่นใจ ก่อนจะหันไปสั่งแม่บ้านให้พาลี่ชิงไปยังห้องครัวและให้พาไปส่งที่ห้องทำงานของเฟิงหลง

แขนเรียวประคองถาดในมือเอาไว้ มีแม่บ้านยืนยิ้มให้กำลังใจอยู่ข้างๆ ความสั่นไหวถูกสูดเข้า ก่อนมือบางจะยกขึ้นเคาะแล้วค่อยๆ เปิดประตูเข้าไป

เฟิงหลงละสายตาจากคอมพิวเตอร์ขึ้นมองคนที่มารบกวนการทำงาน กำลังจะขยับปากต่อว่า แต่กลิ่นหอมอ่อนจากร่างเพรียวและกลิ่นของโกโก้กลับหยุดทุกคำพูดเอาไว้

“ไหน่ไนบอกว่าเวลาทำงานคุณชอบทานโกโก้เย็นกับบิสกิต” 

แก้วโกโก้เย็นทรงสูงและจานบิสกิตถูกวางลงบนโต๊ะทำงานอย่างระมัดระวัง ตั้งให้ห่างจากเอกสารทั้งหมด

“อืม” เฟิงหลงรับคำ เอื้อมมือไปหยิบเครื่องดื่มแก้วโปรดมาลิ้มรส รสชาติเข้มข้นของโกโก้อบอวลอยู่ในปาก หวานน้อยแบบที่ชอบ ทั้งยังมีกลิ่นหอมของกุหลาบจางๆ สร้างความแปลกใจให้จนต้องมองหน้าลี่ชิง

“ใครทำ?”

“ผมเอง” 

“ใส่กลิ่นกุหลาบลงไป?”

ใบหน้าเรียวกดลงรับช้าๆ

“หอมดี” 

ลี่ชิงก้มหน้าลงเพื่อกลั้นรอยยิ้ม เมื่อไม่ถูกติให้ยกกลับจึงหมุนตัวก้าวออกจากห้อง

“เดี๋ยว” 

คนถูกเรียกเอาไว้หันกลับไปหาคนเรียก เห็นใบหน้าคร้ามคมหน้านิ่วคิ้วขมวดแล้วก็ขมวดคิ้วตาม

“มาดูตัวเลขตรงนี้ให้หน่อย” เฟิงหลงเม้มปากเข้าหากันเมื่อพูดจบ ข้ออ้างที่ไม่ทันได้คิดหลุดถูกเอ่ยขึ้นเพราะกลิ่นหอมอ่อนที่เคลื่อนห่างออกไป พาให้ความรู้สึกหนักอึ้งจากงานถูกซัดกลับมาจนต้องรั้งเจ้าของกลิ่นเอาไว้

เขาทำเพื่องาน ไม่ใช่เพื่ออย่างอื่น

ขณะที่ลี่ชิงก็เลิกคิ้วด้วยความแปลกใจ แต่ถึงอย่างนั้นก็เอาถาดวางลงบนโต๊ะนั่งเล่นแล้วเดินตรงไปหาคนที่จะให้ช่วยทำงาน

“ตรวจดูตัวเลขว่ามันตรงไหม...แค่คิดเลข คงจะทำได้นะ” 

แม้คำพูดท้ายๆ จะไม่ค่อยน่าฟังนักแต่ลี่ชิงก็พยายามไม่ถือสา เอกสารที่มีตัวเลขมากมากถูกขยับมาตรงหน้าพร้อมทั้งเครื่องคิดเลข ดินสอ และกระดาษ พอได้เริ่มทำก็กลายเป็นจมจ่อจนแทบไม่ได้สนใจร่างสูงที่นั่งอยู่ตรงข้ามกัน

“คุณใช้ทศนิยมสามตำแหน่งแบบไม่ปัดใช่ไหม” แม้แต่ตอนเอ่ยถามยังไม่เงยหน้าขึ้นมอง สายตาสาละวนอยู่กับเอกสาร

“อืม”

กลับกลายเป็นเฟิงหลงที่ลอบมองลี่ชิง สีหน้าอีกคนดูเคร่งเครียดตั้งใจ มือที่กดเครื่องคิดเลขขยับว่องไวราวกับเคยทำงานบัญชี เป็นภาพที่ดูแปลกตาจนสายตาคมเลื่อนมองหลายครั้ง

โกโก้ในแก้วถูกดื่มจนหมดตั้งแต่ห้านาทีแรก กว่าลี่ชิงจะละสายตาขึ้นมองก็เป็นตอนที่น้ำแข็งในแก้วละลายไปกว่าครึ่ง

“คุณ...จะรับโกโก้อีกหรือเปล่า”

“ไม่เป็นไร” เฟิงหลงปฏิเสธทั้งที่ใจยังอยากดื่มอีกเพราะไม่อยากให้คนทำเหลิงว่าตัวเองชอบ

ขณะที่ลี่ชิงก็วางมือจากงานที่ได้รับมอบหมายชั่วคราวแล้วหยิบแก้วไปวางไว้บนถาดกันอย่างไม่ให้เกะกะบนโต๊ะ จากนั้นก็เดินกลับมานั่งทำงานเช่นเดิม

ต่างฝ่ายต่างทำงานไปเงียบๆ กระทั่งลี่ชิงตรวจดูตัวเลขจนเสร็จพร้อมกับที่เฟิงหลงเสร็จงานของตัวเอง ฝนด้านนอกก็ยังไม่หยุดตก

“แน่ใจว่าไม่มีอะไรผิดพลาด”

“แน่ใจ คุณจะตรวจดูอีกรอบก็ได้” ลี่ชิงยืนยันพลางรวบกระดาษทดเข้าหากันเพื่อเอาไปทิ้ง “ถ้าไม่มีอะไรแล้วงั้นผมขอตัว”

“อืม” เฟิงหลงรับคำขณะที่ยกมือขึ้นนวดขมับเพื่อคลายความเมื่อยล้า 

ลี่ชิงเห็นภาพนั้นก็เกิดความลังเล คิดว่าจะพูดหรือไม่พูดออกไปจนคนที่นั่งอยู่มองหน้าเป็นเชิงถามว่าทำไมยังไม่ไป

“ให้ผมนวดไหล่ให้หรือเปล่า”

“นวดเป็น?”

“ก็พอได้”

“คงไม่ใช่แผนที่อยากใกล้ชิดฉันหรอกนะ” 

ประโยคกึ่งคำถามทำให้คนฟังหน้าตึง มองคนถามอย่างหมั่นไส้เพราะความมั่นใจในตัวเองนั้น ก่อนจะตอบออกไปด้วยสีหน้าราบเรียบ

“ถ้าคุณคิดแบบนั้นผมก็ขอตัว” 

“เดี๋ยว...ถ้าทำเป็นก็ทำ” 

คนที่กำลังจะเปิดประตูออกไปถูกรั้งเอาไว้ โดยที่ลี่ชิงอยากหันไปตอบว่าไม่ทำแล้ว แต่สุดท้ายก็พ่ายแพ้ให้กับใบหน้าคร้ามคมที่มีร่องรอยของความเหนื่อยล้าอย่างปิดไม่มิด

ถาดขนมถูกวางลงที่เดิม ก่อนจะก้าวไปทางด้านหลังคนตัวโต วางมือลงบนไหล่กว้างทั้งสองของแล้วออกแล้วบีบไล่ไปตามแต่ละจุด

เฟิงหลงพิงหลังกับพนักเก้าอี้ ปิดเปลือกตาลงรับความรู้สึกสบายตัว ความเกร็งบนบ่าถูกผ่อนลงด้วยน้ำหนักจากมือบาง ความรู้สึกที่เกินความคาดหมายมาพร้อมกลิ่นที่ชวนให้เคลิบเคลิ้ม

“ที่เป็นนายแบบ เพราะประชดฉันอย่างนั้นเหรอ” เรื่องที่แวบเข้ามาในหัวถูกเอ่ยออกไป เป็นความอยากรู้โดยแท้ ไร้ซึ่งน้ำเสียงค่อนขอด

“ไม่ใช่เพราะอยากประชด” แม้จะแปลกใจกับหัวข้อบทสนทนาแต่ลี่ชิงก็ตอบกลับ

“งั้นทำไม?”

“...ผมก็แค่อยากลองทำ”

คำตอบนั้น สั้นง่าย ไม่มีอะไรมากมาย ทว่าคนฟังกลับเข้าใจได้เพราะบางครั้งการตัดสินใจในหลายอย่างก็มาจากเพียงแค่คำว่าอยากลอง

“แบบนั้นก็ดี”

ลี่ชิงไม่ตอบอะไรกลับ ให้ความสำคัญเพียงเรื่องน้ำหนักมือ ทอดมองใบหน้าอีกคนจากด้านบน เผยความรู้สึกทางแววตาโดยไม่ปิดบัง ริมฝีปากคลี่ยิ้มน้อยๆ ให้กับความใกล้ชิดในเวลานี้

มันเป็นสัญญาณที่เริ่มดีขึ้นเรื่อยๆ

จ้องมองนานเข้าความโหยหาของใจก็พาให้ใบหน้าโน้มต่ำลง มือเริ่มเคลื่อนไหวเชื่องช้า ริมฝีปากห่างกันจนเหลือเพียงคืบ กว่าจะรู้ตัวว่ากำลังทำในสิ่งที่ไม่สมควรก็เป็นตอนที่ดวงตาคมลืมขึ้นพรึบ

เฮือก

ลี่ชิงสะดุ้งแล้วขยับหนีอย่างลนลาน ด้านเฟิงหลงก็ลุกขึ้นพรวด ยืนประจันหน้าอย่างเอาเรื่อง ย่างสามขุมเข้าหาคนที่กำลังจะลักหลับตัวเอง โดยที่อีกฝ่ายก็ขยับหนีไปจนแผ่นหลังชิดกำแพง

“เธอยั่วฉันเป็นครั้งที่สองแล้วนะ”

“...” ลี่ชิงกลืนน้ำลายก้อนเหนียวลงคอ ไม่อาจเถียงอะไรได้สักคำ

“ที่เข้ามาในห้องนี่ก็เพราะหวังเรื่องแบบนั้นรึไง”

ใบหน้าคร้ามคมและเสียงทุ้มนั้นไม่ถึงกับดูถูก เป็นความสงสัยใคร่รู้ที่เจือความค่อนขอดอยู่ไม่น้อย

“ไม่ใช่” คราวนี้ลี่ชิงปฏิเสธได้เต็มปากเต็มคำ

“ถ้าไม่ใช่แล้วเมื่อกี้จะทำอะไร” คิ้วเข้มเลิกขึ้นถาม คำตอบที่ได้รับมีเพียงความว่างเปล่า จึงโน้มหน้าลงไปแล้วถามย้ำ ใช้สายตากดดันลี่ชิงมากขึ้น “ว่ายังไง”

ทว่าการทำแบบนั้นกลับเป็นความผิดพลาด กลิ่นหอมอ่อนที่พัดผ่านจมูกส่งผลให้ริมฝีปากสีสดที่กำลังเพิ่งคลายออกจากการเม้มดูน่าบดขยี้ขึ้นมา ความรู้สึกจากครั้งที่แล้วฉายวาบในความทรงจำ

ดวงตาคมเข้มขึ้นเมื่อความอดทนเริ่มลดต่ำลง

เด็กนี่ใช้น้ำหอมกลิ่นอะไรกัน!

“ผมจะกลับแล้ว” ทางออกเดียวที่จะทำให้รอดคือการหนีไปจากตรงนี้ ลี่ชิงเบี่ยงตัวออกจากคนตัวใหญ่ แล้ววินาทีต่อมาก็ต้องส่งเสียงอุทานเพราะแรงกระชากตรงแขน แผ่นหลังรับรู้ได้ถึงแรงปะทะแข็งๆ จากผนัง

“ถ้าเธออยากได้ ฉันก็จะให้...แลกกับโกโก้แก้วนั้น” 

แล้วริมฝีปากได้รูปก็ฉกวูบลงมาบดเบียดแนบชิด ลี่ชิงยืนตัวแข็งค้าง หัวใจเต้นถี่ แทบแยกไม่ออกว่านี่เป็นความฝันหรือความจริง

แม้ประโยคก่อนหน้าจะเป็นคำพูดที่ใจร้ายอยู่ไม่น้อย ทว่าก็ถูกลืมเลือนไปด้วยสัมผัสวาบหวามตรงริมฝีปาก เปลือกตาสีอ่อนหลับลง สองแขนค่อยๆ ยกขึ้นคล้องลำคอแกร่งแล้วตอบสนองจูบนี้กลับ

ลี่ชิงทำตามความรู้สึกของตัวเอง แล้วสุดท้ายก็ไปตามที่ถูกอีกคนชักนำ ลมหายใจที่แทบหลอมรวมเป็นหนึ่งเริ่มหอบกระชั้น แทบไม่รู้ตัวเลยว่าฝ่ามือหนากำลังลูบไล้ร่างกายอยู่

ขณะที่เฟิงหลงก็โทษว่าทุกอย่างเป็นเพราะธรรมชาติของอารมณ์ ไม่ใช่ความต้องการจากใจของตัวเอง

ทั้งจูบที่ดูดดึงขบเม้มอย่างร้อนแรง ฝ่ามือที่รูปไล้ไปตามร่างเพรียวอย่างเพลินเพลิน

ทั้งหมดเป็นธรรมชาติของอารมณ์ดิบเท่านั้น...

“อือ” เสียงครางในลำคอเป็นดั่งเชื่อเพลิงที่ทำให้ไฟร้อนโหมกระหน่ำ ร่างกายของลี่ชิงที่บิดเร่าน้อยๆ กลายเป็นขยับถูไถ ปลุกบางอย่างให้ค่อยๆ ตื่นขึ้น

เปรี้ยง!

เฮือก

ลี่ชิงสะดุ้งกับเสียงฟ้าร้องจนเผลอขยับหนีจากความใกล้ชิด ทุกอย่างชะงักกึก เมื่อช้อนสายตาขึ้นมองคนตรงหน้าก็ได้เห็นดวงตาคมที่เจอด้วยแรงอารมณ์

พอรู้ตัวว่าอยู่ในท่าทางใดลี่ชิงก็รีบขยับหนีโดยอัตโนมัติ

“ผมจะกลับ”

มืออยากคว้าร่างคนที่กำลังจะหนีไว้แต่ใจก็ทำให้ชะงักด้วยการถามว่าแล้วจะรั้งเอาไว้ทำไม ต้องการลี่ชิงถึงขนาดนั้นเลยหรือ

แกร๊ก

เฟิงหลงมองประตูที่ปิดลงแล้วยกมือขึ้นเสยผมอย่างหัวเสีย ลมหายใจร้อนกรุ่นขึ้นกว่าเดิมเพราะความหงุดหงิด อะไรที่ร่ำๆ จะแข็งขืนส่งผลให้รู้สึกอึดอัดเล็กน้อย

เด็กบ้า เป็นฝ่ายมายั่วแล้วจะหนีไปทำไม!

 

“ทำไมหน้าตาตื่นแบบนั้นหืม” ประโยคเอ่ยทักจากคนเป็นแม่ทำให้คนที่ร้อนรนอยู่แล้วยิ่งร้อนรนกว่าเดิม ทำเอาผู้ใหญ่ทั้งสองลอบมองหน้ากันแล้วอมยิ้ม

หายขึ้นไปนานขนาดนั้น แล้วลงมาในสภาพหากบอกว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้นคงเชื่อได้ยาก

“คุณเฟิงหลงแค่...ให้ช่วยทำงาน”

“งั้นหรือ” 

ลี่ชิงเม้มปากเข้าหากันเพราะคำพูดพร้อมรอยยิ้มของจางคุณยายผิง

“ผมเผ้าไม่เป็นทรงเชียว” ผมยาวสลวยถูกจัดทรงให้เรียบร้อยโดยคนเป็นแม่ ขณะที่ลี่ชิงก็ก้มหน้างุด ภาพเหตุการณ์เมื่อครู่ยังคงฉายชัดอยู่ในหัว เผลอจินตนาการไปว่าหากมันเลยเถิดไปจนสุดท้ายจะเป็นอย่างไร

--

“สีผมนี้เข้ามากจริงๆ” 

เมื่อเดินทางมาถึงสตูดิโอสำหรับการถ่ายแบบในวันนี้ลี่ชิงก็ได้ยินประโยคเทือกๆ นั้นนับครั้งไม่ถ้วนจนเริ่มทำหน้าไม่ถูก ถึงอย่างนั้นก็ยังรู้สึกยินดี ความไม่มั่นใจกับการเปลี่ยนแปลงถูกปัดตกจนไม่มีเหลือ

“เซตต่อไปต้องถอดเสื้อนะ” 

ลี่ชิงพยักหน้ารับสิ่งที่ฮานะพูดขณะกำลังนั่งนิ่งให้ทีมงานปรับการแต่งหน้าและจัดผม เสร็จเรียบร้อยจึงเดินไปหน้าฉาก เมื่อตากล้องส่งสัญญาณเสื้อคลุมก็ถูกถอดออกแล้วยื่นส่งให้ทีมงาน

ทุกคนในสตูดิโอจ้องมองไปที่ร่างเพรียวตาไม่กะพริบ บางคนถึงขั้นเผลอกลืนน้ำลาย

ลี่ชิงไม่มีท่าทีขัดเขินยามก้าวลงไปในอ่างอาบน้ำ สีหน้าและแววตาเปลี่ยนไปทันใด มีความเย้ายวนที่เด็ดขาด ลึกลับอย่างน่าค้นหา ดึงดูดให้คนมองอยากทำความรู้จักมากกว่านั้น

แกเรนยืนมองภาพนั้นอย่างพึงพอใจ ร่างกายและอารมณ์ของลี่ชิงขลับให้ทุกอย่างสมบูรณ์แบบ ไร้ที่ติจนแทบจะใช้ได้ทุกรูป เห็นแล้วเผลอนึกย้อนไปถึงตัวเองในอดีต

“หุ่นลี่ชิงดีขึ้นมากเลยเนอะ เพรียวบางแต่ไม่มากเกิน เข้ารูปแล้วก็กระชับ” เกรซหันไปกระซิบกับแกเรน

“ความมีวินัยน่ะ”

“ให้ฉันทำแบบนั้นคงใจขาดตาย อยากกินหมูกระทะใจจะขาด”

“แน่สิ มีสามีแล้วจะกินแบบไหนก็ได้นี่” แกเรนหันไปเลิกคิ้วพลางยิ้มด้วยความหมั่นไส้ใส่คนข้างตัว ขณะที่เกรซก็หัวเราะคิกคักอย่างถูกใจ นึกถึงคนที่เพิ่งส่งไลน์มาบอกว่าคิดถึงเมื่อชั่วโมงก่อนแล้วบนใบหน้าก็ปรากฏรอยยิ้มกว้าง

“ก็ใช่น่ะสิ”

แล้วทั้งสองก็หันกลับไปสนใจที่ลี่ชิงและภาพบนจอเพราะช่างกล้องเริ่มถ่ายแบบโคลสอัปแต่ละส่วน เริ่มจากเสี้ยวหน้า และใบหู โฟกัสรอยสักรูปเพชรให้เด่นชัด

เมื่อเรื่อยลงมาถึงแผ่นอกบางทุกคนก็เม้มปากเข้าหากัน ความขาวอมชมพูของบางส่วนที่ชูชันไม่ได้ถูกกล้องถ่ายให้เห็นมากนักเพื่อความเหมาะสม ถึงอย่างนั้นก็ทำให้คนที่เห็นด้วยสายตาเผลอคิดไม่ดี 

นอกจากนั้นยังมีช่วงเอวบางและขาเรียวที่กว่าจะถ่ายเสร็จก็เล่นเอาบางคนเผลอคิดไปถึงไหนต่อไหน

 

หลังการถ่ายแบบเสร็จสิ้นลี่ชิงก็ถูกห่อด้วยเสื้อตัวใหญ่และผ้าห่มผืนหนา ฉากในวันนี้มีน้ำกอปรกับแอร์ในสตูดิโอเย็นฉ่ำ กว่างานจะผ่านพ้นไปปากก็ซีด ตัวก็เริ่มสั่น ร้อนถึงคนเป็นแม่ต้องรีบให้ความอบอุ่นกับลูก

เกรซที่เห็นภาพนั้นก็ขมวดคิ้วน้อยๆ 

“ลี่ชิงโอเคหรือเปล่า”

“อือ” เสียงตอบรับในลำคอสั่นพร่า ก่อนแกเรนจะเปิดประตูเข้ามาเพื่อเอานมอุ่นๆ มาให้

มือบางรับมาถือไว้เมื่อให้ความอบอุ่นกับร่างกาย สักพักแก้มก็เริ่มมีสีมากขึ้น

“ลี่ชิงเป็นคนเลือดน้อย ก็เลยทนกับอากาศเย็นๆ ได้ไม่ดีนักน่ะจ้ะ” ลลิตาหันไปเล่าให้คนทั้งสองฟัง

“โทษทีนะ วันนี้ก็ให้แช่น้ำนานเลย”

“ไม่เป็นไร มันเป็นงาน”

“แต่รูปออกมาดีมาก ขนาดเป็นรูปที่ยังไม่แต่งเลยนะ” เกรซพูดพร้อมทั้งเอามือประกบกันไว้ที่หน้าอก สีหน้าและแววตาเป็นประกายยามนึกถึงภาพที่ตัวเองได้เห็น

“ลี่ชิงมีวินัยมาก ทุกอย่างออกมาดีมากจริงๆ” แกเรนกล่าวชื่นชมเด็กตรงหน้าจากใจจริง ร่างกายและอารมณ์ในการสื่อสารของวันนี้เป็นผลพวงมาจากวินัยที่ลี่ชิงมี สิ่งที่ทุกคนเห็นมันบ่งบอกชัดว่าเจ้าตัวมีความพยายามและอดทนมากขนาดไหน

ด้านคนถูกชมก็ทำเพียงยิ้มรับบางๆ โดยมีคนเป็นแม่ระบายยิ้มกว้างรับคำชื่นชมนั้นแทน

 

 

TBC. 

 

มาแล้นนนน 

คุณเฟิงนี่ยังคงคอนเซปต์ปากแข็งจริงๆ 

ทำเป็นว่าเขาอยากจูบทั้งที่ตัวเองนั่นแหละอยากจูบเขา ฮึ่ย 

เขียนเองหมั่นไส้เองค่ะ5555555 

บอกเลยว่าบางสิ่งพอได้ลิ้มรสแล้วใจมันยิ่งอยากกินต่อ หึหึ 

ก็คือเขาหมั้นกันแล้วเนอะะะะ 

ความสัมพันธ์ก็ขยับเข้ามาอีกนิดดด 

เป็นกำลังให้ลี่ชิงกันต่อนะคะ~ 

ฝากเมนต์และฝากแท็ก #มังกรซ่อนเพชร ด้วยน้า 

ความคิดเห็น