บัวมาลัย
email-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

กำแพงเมืองที่ทำหน้าที่มา 2,500 ปี แต่ไม่มีใครค้นพบ

ชื่อตอน : กำแพงเมืองที่ทำหน้าที่มา 2,500 ปี แต่ไม่มีใครค้นพบ

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย ลึกลับ,สืบสวน สอบสวน

คนเข้าชมทั้งหมด : 53

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 23 ต.ค. 2562 19:25 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
กำแพงเมืองที่ทำหน้าที่มา 2,500 ปี แต่ไม่มีใครค้นพบ
แบบอักษร

กำแพงเมืองที่ทำหน้าที่มา 2,500 ปี แต่ไม่มีใครค้นพบ 

                              

                             “ข้าพเจ้าพอมีอาหารสดติดมามากอยู่ ขอถวายมื้อเพลงนี้ต่อท่านมหาสังฆราชเจ้า” 

                             “ตามใจเจ้าเถิด” 

                             “ถ้าเช่นนั้นพวกเจ้าไปจัดเตรียมอาหารสำหรับทุกคนบนที่นี้แลละเตรียมถวายมื้อเพลท่านมหาเถรสังฆราชเจ้าเพื่อเป็นสิริมงคลกับพวกเราเถิด” 

                             สิ้นคำของพระเจ้าหรรษชยวรมันต์ ภูเขาทั้งลูกเหมือนถูกจับเขย่าอย่างแรง กิ่งไม้ใบไม้ไหวจนสรรพเสียงดังไปทั่ว นายเวรขุนทหารต้องรีบหาที่ยึดเกาะ เสียงพระมหาเถรสังฆราชเจ้าสวดมนต์ด้วยบทที่ฉันก็ไม่เคยได้ยินดังไปทั่วบริเวณแห่งนั้น สักครู่ทุกอย่างจึงหยุดลง แต่ผู้คนกลับขวัญเสียขึ้นมา 

                             “พวกเจ้าไม่ต้องกลัวไปดอก บนนี้ทุกอย่างจะปลอดภัย หากเจ้าไม่กระทำสิ่งใดลบหลู่ผู้ที่เขาปกปีกษ์รักษาสถานที่นี้ไว้” 

                             “ฟืนไฟเสบียงอาหารที่หกหล่น พวกเจ้ารีบจัดการเดี๋ยวจะไม่ทันมื้อเพลของท่านมหาเภรสังฆราชเจ้า” 

                             เมื่ออาหารมื้อเพลผ่านไป ทุกคนเข้าพักตามซุ้มที่กลุ่มต่าง ๆ มาถึงก่อนหน้านี้ทยอยสร้างขึ้นไว้เรื่อย ๆ เตาที่ทำจากหินสามเส้นยังอยู่ ไม้ไผ่สำหรับปักเทียนยังอยู่ หากแต่คลอบแก้วล่วงหล่นแตกกระจาย คืนนี้คงต้องใช้ลำต้นไผ่ขนาดใหญ่ เพื่อปักคบ ปักใต้แทนการใช้เทียน 

                             เบื้องล่างนั้นอำมาตยนายกที่เศร้าเสียใจกับการจากไปของพระมเหษีเทวีนทีนาถ ได้ถอดเครื่องยศแห่งตำแหน่งของตนโรยข้าวตอกดอกไม้อันเป็นเครื่องมลคลที่เขาได้รับจากพระมหาราชครู นำลงใส่แพไม้ไผ่ขนาดเล็กที่มีขอบกั้นสูงทั้งสี่ด้าน ถวายแด่ดวงวิญญาณของผู้ที่ตนเคารพรัก ถาดไม้ไผ่นี้จะล่อยลอยไปตามลำธารแห่งนี้ไปจนสุดมหาวิหารเทียมสุวรรณ และอาจจะจมลงไปที่ก้นน้ำบริเวณนั้น เพราะพื้นที่ตรงจุดนี้ เป็นอีกจุดหนึ่งที่ค้นพบซากโครงกระดูกและของมีค่าทั้งหลาย นี่ก็เป็นอีกจุดหนึ่งที่มีความซับซ้อนทางประวัติศาสตร์ต่อการค้นพบฐานรากของมหาวิหารขนาดใหญ่และข้าวของที่มีค่ามากมายแต่ไม่สามารถเข้าใจได้ว่าเครื่องประดับสูงค่าเหล่านั้นเหตุใดมาอยู่ในพื้นที่ของมหาวิหาร 

                             แสงสว่างจากบนหน้าผาหินถูกจุดเมื่อพระอาทิตย์ตกดินไปแล้ว เป็นสัญญาณให้คนข้างล่างรู้ว่าวันพรุ่งนี้กลุ่มที่สามซึ่งมีขนาดใหญ่ขึ้นกว่าเดิมเพราะมีผู้ทรงศีลทั้งหมดจากมหาวิหารเทียมสุวรรณเตรียมพร้อมที่จะขึ้นไปด้วย อำมาตย์รณกฤติสันตเดโชชัย จึงแจ้งให้ทุกคนรีบผักผ่อนและหลับนอน วันรุ่งจะต้องเดินทางกันแต่เช้าเพื่อข้ามไปยังฝั่งที่อำมาตยนายกรออยู่แล้วเดินทางขึ้นไปยังลานผาหินแห่งนั้นแทนคณะของพระเจ้าหรรษาชยวรมันต์ที่จะเดทางไปยังจุดหมายถัดไปคือบริเวณน้ำผุด 

                             เสร็จจากการเก็บสัมภาระของทุกคน พระเจ้าหรรษาชยวรมันต์พาทุกคนก้มกราบลาท่านมหาเถรสังฆราชเจ้า ทุกคนได้รับการพรมน้ำมนต์ที่ย็นชุ่มชื่นใจท้วนทั่วทุกคน ก่อนที่ท่านจะหยิบภาชนะที่เป็นอ่างแต่มีฐานยกสูงเป็นด้ามสำหรับถือ ให้กับพระเจ้าหรรษาชยวรมันต์ 

                             “ทางข้างหน้าเมื่อพ้นจากข้าไปแล้ว พวกเจ้าทุกคนจะลุกล้ำเขตป่าด้วยเครื่องลากของพวกเจ้าที่มีขนาดใหญ่ ป่าสองข้างทางจะเหี้ยนเตียน เจ้าจงเดินนำขบวนทั้งปวง สวดบทบูชานาคราชและบูชาเทวดาสลับกันไป พรมน้ำมนต์จากอ่างนี้ไปตลอดสองข้างทาง พวกเจ้าจึงจะปลอดภัยไปยังจุดน้ำผุดได้” 

                             พระเจ้าหรรษาชยวรมันต์รับอ่างน้ำนั้นแล้วกล่าวว่า  

                             “พวกข้าทั้งหมดกราบลาท่าน หากเมืองใหม่สำเร็จข้าจะมานิมนต์ท่านขึ้นไปเป็นขวัญเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของพวกข้า” 

                             “อย่ายึดมั่นถือมั่นอะไรเลย จงรีบไปกันเถอะ ทางช่วงนี้คดเคี้ยว เดี๋ยวจะไปถึงไม่ทันพระอาทิตย์ตก” 

                             วันนี้เจ้านางไม่กินมื้อเช้า แต่สั่งให้มะลิมาศไปนำตัวข้าไทที่ชื่อถิรัตมาพบ 

                             “ถิรัต วันนี้จะเป็นหน้าที่ของเจ้า ซึ่งจะต้องเดินทางไปยังทิศตะวันออกเฉียงใต้ จุดนี้เป็นปราการด้านข้างของหน้าเมืองทางทิศขวา ข้าต้องการผู้ที่จะสร้างความมั่นคงคอยปกปักษ์ดูแลผู้คนที่ล่างล้ำมาทางด้านนี้ เจ้ากินมื้อเช้าเรียบร้อยแล้วหรือ” 

                             “หม่อมฉันยังไม่รู้สึกหิว จึงนำติดตัวไปด้วยพะยะค่ะ” 

                             ฉันสัมผัสได้ว่าแท้จริงแล้วถิระไม่สามารถกินอะไรเข้าไปในท้องได้ ด้วยเขาพอจะเดาได้แล้วว่าหน้าที่ที่จะต้องทำคืออะไร  

                             “เจ้ากลัวที่จะทำหน้าที่นี้หรือไม่ถิระ” 

                             พระมหาราชครูทรงกล่าวต่อถิระ เมื่อเห็นว่าเขาหน้าซีดและเครียด 

                             “หมือนฉันเต็มใจพะยะค่ะ เพราะจะได้ช่วยทุกคนที่เมืองข้างล่างให้พ้นจากการย่ำยีของแคว้นอื่น อาณาจักรอื่น มีอยู่มีกินเช่นเดิมบนแผ่นดินใหม่นี้” 

                             ถิระพูดแล้วหันไปหาเจ้านาง 

                             “หม่อมฉันฝากกบิดา มาดาและน้องของข้าให้เจ้านางดุูแลด้วยได้มั้ยพะยะค่ะ” 

                             “ได้สิถิระ ข้าจะสั่งให้นายเวร ขุนทหาร สร้างเรือนเอาไว้รอครอบครัวของเจ้าทางทิศที่เจ้าต้องดุูแล” 

                             มะลิมาศนำกล่องไม้ยาวมาส่งให้เจ้านางอย่างรู้พระทัย เจ้านางรับมาแต่ก็อดที่จะแปลกใจไม่ได้ว่าเหตุใดมะลิมาศจึงรู้ว่าพระองค์ต้องนำสิ่งใดไปด้วย 

                             แล้วขั้นตอนก็เฉกเช่นเดียวกับผู้พิทักษ์ 2 คนที่ผ่านมา 

                             เช้าตรู่วันรุ่งขึ้นข้าไทที่ชื่อขวัญเมืองก็มารออยู่ที่หน้ากระโจมของเจ้านาง เมื่อเจ้านางและพระมหาราชครูออกมาจากซุ้มเขาก้กล่าวว่า 

                             “หม่อมฉันพร้อมแล้วพะยะค่ะ แต่ก่อนไปทำหน้าที่ในครั้งนี้ หม่อมฉันขอรูปสลักองค์พระที่แคว้นเรานับถือไปด้วยได้มั้ยพะยะค่ะ” 

                             “ข้ามิได้เตรียมมาในครั้งนี้ แต่ข้ามีองค์ที่ข้าใช้บูชาทุกค่ำคืน ข้าจะมอบให้เจ้า” 

                             เจ้านางกลับเข้าไปในกระโจมแล้วกลับออกมาพร้อมรูปปั้นคล้ายพระพุทธรูปขนาดไม่ใหญ่นักสร้างจากหินทราย ยื่นให้กับขวัญเมือง แล้วทั้งสามคนก็เดินไปยังหลุมที่ขุดขึ้นไว้เป็นแนวเส้นตรงจากพระมหาวิหารเทียมสุวรรณลากยาวมายังจุดนี้ 

                             “หม่อมฉันขอสวดบทสวดตามธรรมเนียมของเมืองข้าพเจ้าได้มั้ยพะยะค่ะ” 

                             “ยิ่งเป็นเรื่องที่ดีสิขวัญเมือง เจ้าจะได้มีพลังจิดที่แน่วแน่ข้าก็จะสวดนำให้เจ้า” 

                             พระมหาราชครูเป็นผู้ท่องบทสวดนั้นก่อน ขวัยเมืองก็สวดตาม ฉันรู้ว่าเขาพยายามจดจ่อกับบทสวดและน้ำหนักขององคืพระที่อุ้มอยู่เพื่อไม่ให้ความกลัวเข้าครอบงำ จนกระทั่งพระมหาราชครูสบตากับเจ้านาง พระองค์จึงเงื้อมดาบขึ้นสุดแขนฟันลงไปที่คอของขวัญเมืองแหล่งเหวี่ยงครั้งนี้ทำให้พระองค์เสียหลักล้มลงกับพื้นสะอื้นจนตัวโยน 

                             “ถึงหน้าที่ของเจ้านางแล้ว” 

                             เจ้านางทรงลุกขึ้นยืนใช้ไม้โกยดินลงยังหลุมนี้จนแน่น 

                             คณะของพระเจ้าหรรษาชยวรมันต์ต้องหักล้างถางป่าสองข้างทางมากจริง ๆ อย่างที่ท่านมหาราชครูว่า บางแห่งเป็นที่สยองพองขนเพราะมีงูต่าง ๆ มายมายเกี่ยวพันธ์กันอยู่ทั้งขนาดเล็กและใหญ่มากจนน่ากลัว นายเวรขุนทหารอกสั่นขวัญแขวนกันหมด พระเจ้าหรรษาชยวรมันต์จึงสั่งให้ทุกคนพูดตามพระองค์ พร้อมกับที่พรมน้ำจาก ไปสองข้างทาง เป็นผลให้งูต่าง ๆ เหล่านั้นเลื้อยหายเข้าไปในป่าลึก ด้วยความที่การเดินทางในช่วงนี้ไม่ได้ง่ายเหมือนช่วงที่ขึ้นมาจนถึงลานหิน กว่าทุกคนจะมาถึงยังบริเวณน้ำผุดก็เป็นเพลาพระอาทิตย์ตกดิน โดยที่ต้องทิ้งเครื่องลากเกือบครึ่งไว้ระหว่างทางเดิน เนื่องจากหากใช้เวลาลากให้มาถึงจุดนี้จะไม่ทันพลบค่ำ  

                             ขณะเดียวกันในเย็นวันนี้คณะของท่านอำมาตยนายกและอำมาตย์รณกฤติสันตเดโชชัยมาถึงยังลานหินพอดีเช่นกันเนื่องจากคณะนี้มีผู้ทรงศีลทั้งหมดจากมหาวิหารเทียมสุวรรณขึ้นมาด้วย จึงเป็นกลุ่มที่ใหญ่ที่สุด ผู้ทรงศีลทั้งหมดเข้าไปพักยังในโพลงถ้ำที่ฉันจำได้ว่าตอนที่เจ้านางกับอำมาตย์รณกฤติสันตเดโชชัยใช้ขึ้นลงหลายครั้งนั้นไม่ได้มีมาก่อน และวันแรกที่ท่านมหาเถรสังฆราชเจ้าแจ้งว่าจะปฎิบัติธรรมเข้าญาณสมาธิ ณ บริเวณนี้ก็ยังไม่มีมาก่อน แต่ยามนี้ผู้ถือศีลทั้งหมดเข้าไปอยู่ในถ้ำนั้นได้อย่างสบาย เพียงแต่ทุกคนไม่ได้ล้มตัวลงนอนแต่พิงผนังถ้ำสวดมนต์ อ่านคาถาตามความเชื่อของตนแต่เพียงในใจ 

                              

                             เช้าวันรุ่งขึ้นมะลิมาศแต่งตัวสวยงาม เกล้ามวยสูงเก็บดอกพุดที่บานอยู่ตรงบริเวณใกล้กับที่ลำธารแยกออกเป็นสองสาย ที่นี่มีต้นดอกพุดขึนมากมายกว่าตอนที่ฉันได้ขึ้นมาเห็นมากนัก บริเวณนี้จึงหอมอบอวลไปทั่ว มะลิมาศคล้องสไบใยบัวสีชมพูสวยงามที่เจ้านางทรงมอบให้ แล้วนำกล่องไม้ออกมาวางบนตักคุกเข่าอยู่หน้าเจ้านางและพระมหาราชครู 

                             “มะลิมาศ เจ้าคิดอะไรอยู่หรือ” 

                             ฉันรับรู้ว่าครานี้หญิงสาวพรหมจรรย์ที่จะต้องทำหน้าที่คือมะลิมาศ ซึ่งเจ้านางเองยังทรงทำพระทัยไม่ได้ จึงตั้งใจว่าจะรั้งรออีกสัก 2-3 วัน ไม่คิดว่ามะลิมาศจะพอคาดเกาเรื่องราวได้เยี่ยงนี้ 

                             “เราต้องเร่งเวลาให้เร็วไม่ใช่หรือเพคะเจ้านาง พระมหาราชครู” 

                             “จิตใจเจ้าแข็งแกร่งดีมากมะลิมาศ”  

                             พระมหาราชครูเอ่ยชมจากใจจริง 

                             “เจ้ารู้ได้อย่างไรว่าเจ้าจะต้องไปกับข้าและทำหน้าที่อันใด” 

                             “ผ้านุ่ง ผ้าห่ม สไบที่เจ้านางทรงใส่ใน 4 วันที่ผ่านมานี้ มีคราบเลือดจนแทบจะไม่มีสีทองแล้ว ทุกครั้งที่เจ้านางพาข้าไท ไพล่ฟ้าติดตามไป พวกเขาไม่เคยได้กลับมา ทั้งนี้ข้ารู้แจ้งว่าพวกเขาเกิดนักษัตรมะโรงและมีวันเป็นตัวกำหนดตามคำทำนายของพระมหาราชครู  หลุมสุดท้ายตรงผาหินนั้นเป็นหลุมที่ขุดยากลำบากที่สุด คงเป็นหน้าที่ของหญิงพรหมจรรย์ที่ต้องทำหน้าที่อย่างใดอย่างหนึ่ง” 

                             “เจ้าเป็นคนสนิทของเจ้านาง เป็นคนที่รับรู้ความเป็นไปทั้งหมดจนแทบจะคิดแทนเจ้านางได้ หน้าที่ของหญิงพรหมจรรย์ตรงจุดนั้นคือเครื่องพลีกรรมแด่ผู้เป็นใหญ่ของเทือกเขานี้ทั้งหมด เจ้าจะเป็นผู้ดูแลทางเข้าและออกของเมืองนี้ ดินแดนนี้จะเป็นดินแดนลี้ลับ ซ่อนตัวจากผู้คนทั้งหลาย ผู้ใดจะเข้าจะออกต้องได้รับการอนุญาตจากเจ้า และเจ้าจักต้องทำหน้าที่นี้จนกว่าจะถึงเวลาที่มีผู้มาปลดปล่อย” 

                             มะลิมาศคลานมาหาเจ้านางแล้วซบลงกับข้อเท้า เจ้านางเองก็ทรงก้มตัวลงกอดนางเช่นกัน เมื่อได้สติดีแล้ว มะลิมาศจึงเอ่ยขึ้นว่า 

                             “ผ้านุ่ง ผ้าห่มชุดนี้เลอะเลือดมากมายจนไม่เหมาะสมกับเจ้านางศศิพินทุเทวี เจ้านางแห่งแคว้นรัฎฐณสุวรรณผู้ทรงสิริโฉมจนเป็นที่ล่ำลือ หม่อมฉันเตรียมเครื่องทรงชุดใหม่ไว้ในกระโจมมแล้ว และขอประทานอนุญาตให้ชุดนั้นแก่ข้าเพื่อนำไปใช้ในการปฎิบัติหน้าที่ในภายหน้าด้วยได้มั้ยเพคะ” 

                             เจ้านางทรงหันไปมองพระมหาราชครู เมื่อท่านพยักหน้า เจ้านางก็เดินกลับเข้าไปในกระโจมแล้วออกมาด้วยเครื่องทรงสีทองอร่ามตา ไม่มีร่อยรอยคราบโลหิตติดตัว 

                             “เราไปกันเถอะ เดี๋ยวจักไม่ทันเพลาพระอาทิตย์ตรงหัว พื้นที่ที่จะไปนี้นอกจากจะไกลเท่ากับทิศที่ 3 แล้ว เส้นทางที่เดินไปก็ไม่ได้ราบเรียบเต็มไปด้วยโขดหินมากมาย” 

                             กล่าวจบพระมหาราชครูก็เดินนำหน้าไป  เจ้านางศศิพินทุเทวีและมะลิมาศก็เดินตามไป เจ้านางทรงกรรแสงไปตลอดทางจนมะลิมาศต้องเดินขึ้นมาเคียงคู่แล้วจับมือพากันเดินไป 

                             เมื่อก้าวขึ้นเชิงผาหินที่เบื้องหน้าเลยจากหลุ่มที่ขุดไว้นั้นเป็นผ่ารกทึบ มะลิมาศก้กล่าวขึ้นมาว่า 

                             “เจ้านางเพคะ พระองค์ทรงลืมกล่องดาบไม้” 

                             “สำหรับเจ้า หน้าที่ตรงนี้ไม่ต้องใช้ดาบนั้นหรอก” 

                             เจ้านางกล่าวทั้งเสียงสะอื้น 

                             “เจ้าจะมัวอ่อนแออยู่เช่นนี้ไม่ได้นะเจ้านางศศิพินทุเทวี” 

                             เป็นเสียงดุ น้ำเสียงแข็งกร้าว อย่างที่พระมหาราชครูไม่เคยใช้กับเจ้านางมาก่อน 

                             พระองค์จึงต้องปาดน้ำตาและเงยหน้าขึ้นสู่ท้องฟ้าสักครู่จึงจับมือมะลิมาศแน่นขึ้นและเร่งเดินไปให้ทันพระมหาราชครู 

                             มะลิมาศมองไปยังหลุมที่ขุดเอาไว้แตกต่างจากหลุมอื่นอย่างไม่เข้าใจนัก หลุมอื่น ๆ จะขุดเอาไว้เป็นแนวยาว แต่หลุมนี้กลับขุดลึกลงไปเพียงอย่างเดียว 

               “หม่อมฉันต้องทำอย่างไรต่อไปคะ” 

                             น้ำเสียงของมะลิมาศข่มความสั่นในน้ำเสียงได้เกือบไม่มิด 

                             “เจ้าลงไปอยู่ในหลุมนั้น” 

                             “ฮ๊า..” 

                             “เจ้าไหวมั้ยมะลิมาศ ถ้าไม่ไหวข้าจะขอพระราชครูเพื่อเปลี่ยนเป็นหญิงคนอื่น” 

                             “จุดที่เป็นพิธีพลีกรรมนี้ หากไม่ใช่มะลิมาศก็ต้องเป็นพระองค์ เจ้านางศศิพินทุเทวี” 

                             “เยี่ยงนั้นเป็นหม่อมฉันก้ดีแล้วเพคะ หม่อมฉันรู้สึกปลื้มปิติเป็นอย่างยิ่ง” 

                             สิ้นเสียงมะลิมาศจะหย่อนตัวลงหลุมลึกนั้นทันที 

                             “มะลิมาศศศศศศ” 

                             เจ้านางกรีดร้อง แล้วยื่นมือลงไปไขว่คว้าร่างของมะลิมาศ 

                             “หม่อมฉันพร้อมยิ่งสำหรับหน้าที่นี้ เจ้านางทรงเข้มแข็งและทำหน้าที่อื่นให้สำเร็จลุล่วงนะเพคะ หม่อมฉันมีห่วงคือแม่ที่แก่และพี่สาวของหม่อมฉันเท่านั้น หม่อมฉันฝากเจ้านางด้วยนะเพคะ” 

                             “ข้าจะดูแลพวกเขาเป็นอย่างดี เสมือนญาตพี่น้องแห่งข้า และจะสร้างเรือนของครอบครัวเจ้าไว้เชิงเขานี้  เจ้ารับสิ่งนี้ไปจากข้าด้วยเถิด” 

                             เจ้านางทรงทอดทับทรวงที่สลักอักษรปัลลวะ ยื่นลงไปให้ 

                             “เจ้ารับไว้นะ” 

                             “หม่อมฉันลานะเพคะ ทรงดูแลตัวเองด้วย หม่อมฉันเองก็จะทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุด” 

                             “พนมมือแล้วก้มหน้าซะมะลิมาศ” 

                             พระมหาราชครูกำดินเสกคาถาแล้ววางลงบนหัวของมะลิมาศ ตามด้วยบ่วงสายสิญจ์ ข้าวตอกดอกไม้ รดด้วยน้ำจากคณโฑดินเผา แล้วช่วยกันกับเจ้านางโดยดินลงยังหลุมแห่งนี้ 

                             “พระมหาราชครู ข้าต้องการสร้างสระบัวบริเวณนี้ แล้วกั้นคันทดน้ำจากพุแห่งนั้นให้ไหลลงมายังบ่อนี้แล้วทำทางให้น้ำไหลเข้าออกไปยังเขตเมืองในวันข้างหน้า” 

                             “ก็แล้วแต่เจ้า ไม่มีอะไรที่เจ้าจะทำไม่ได้ในอาณาเขตนี้อีกต่อไปแล้ว” 

                             รุ่งเช้าคณะของพระเจ้าหรรษาชยวรมันต์อันประกอบด้วยข้าไท ไพล่ฟ้า ขุนนางอำมาตย์และผู้ทรงศีลทั้งหลายออกมากจากกระโจมที่เพิ่มมากขึ้นจากการก่อสร้างทิ้งไว้ให้ของคณะก่อนหน้านี้ ต้องกลับไปเอาเครื่องลากที่ทิ้งไว้ระหว่างทาง เนื่องจากไม่สามารถจะลากมายังพื้นที่นี้ได้หมดในคราเดียว พระองค์จึงให้ผู้ทรงศีลทั้งหมดปักหลักรออยู่ที่นี่ ส่วนคนที่เหลือต้องไปช่วยกันลากล้อเลื่อนบรรทุกของหนักนั้นอีกครา ซึ่งพระเจ้าหรรษาชยวรมันต์ต้องเป็นผู้นำในการดำเนินการ 

                             ที่ลานหินได้จัดพิธีบวงสรวงเจ้าป่าเจ้าเขาตามความเชื่อของผู้ทรงศีลทั้งหลาย ซึ่งทั้งหมดมีความเห็นตรงกันแล้วแจ้งให้ท่านอำมาตยนายกกับขุนมหารจำนวนหนึ่ง ลงไปเกณฑ์ผู้คนที่เหลือทั้งหมดขึ้นมายังที่นี่ โดยยังมิต้องเชิญผู้ทรงศีลทั้งหมดในพระมหาวิหารของเจ้านางเนื่องจากยังมีหน้าที่สุดท้ายที่ต้องทำก่อนที่เมืองจะร้างไร้ผู้คน 

                             “เจ้าคุมผู้คนอยู่ที่นี่ก่อนเถิดท่านอำมาตย์มนตรี วันพรุ่งนี้เช้าเจ้าค่อยเดินทางไปยังพุน้ำ หากเรารบกวนผู้ที่ดูแลสถานที่แห่งนี้ตลอดเวลาอาจจะไม่เหมาะ เว้นระยะให้เขาได้พักผ่อนกันบ้าง ส่วนเจ้าก็จัดซ่อมข้าวของที่นำมาให้เป็นระเบียบเรียบร้อยเตรียมพร้อมที่จะถูกลากเข็ญไปยังพื้นหินที่ต้องใช้เวลาและความแข็งแรงของพวกเจ้ามากที่สุด 

 

                             เจ้านางนำกำลังขุนทหารนับสิบนายทิ้งการก่อสร้างศาลากลางเมืองหลังใหญ่ มาขุดบ่อน้ำขนาดใหญ่ตรงทางลาดของภูเขาใต้หลุมของมะลิมาศ ทรงตั้งใจที่จะนำรากบัวที่มะลิมาศขุดมาจากในบ่อน้ำหน้าพระมหาวิหารมาปลูกในบ่อนี้ จึงทรงเดินสำรวจบริเวณแห่งนี้เพื่อจะทำคันดินระบายน้ำจากพุน้ำที่ผุดออกมาหลายแห่งนั้นให้ลงมายังบ่อนี้แล้วขุดทำทางระบายลงไปยังพื้นที่ลุ่มด้านล่าง ในระหว่างที่ทรงเดินสำรวจนัน ก้พบว่ามีต้นไม้ขึ้นจากบริเวณที่เป็นหลุมพิธีพลีกรรมของมะลิมาศ ดินที่พระนางโกยฝังร่างเมื่อวานนี้นั้นยังไม่มีไม้ใดขึ้นเป็นที่แน่นอน แต่ตอนนี้มีหน่อสีเขียวอวบใหญ่โผล่พ้นดินแห่งนี้ขึ้นมา เป็นพันธ์ไม้แปลกตาที่ไม่เคยเห็นมาก่อน  แต่ก็ทรงเก็บความแปลกใจนี้ไว้ กระทั่งเวลาใกล้พระอาทิตย์ตกดิน เจ้านางจึงพาขุนทหารทั้งหมดกลับยังพื้นที่ลุ่มที่น่าจะเรียกว่าหมู่บ้านได้แล้ว เพราะมีผู้คน มีสิ่งปลูกสร้างที่เป็นบ้านหลายแห่ง กลุ่มคนที่มีหน้าที่ตัดไม้ในป่าก็ยังคงทยอยส่งลงมาเรื่อย ๆ ทรงตั้งใจว่าพรุ่งนี้จะนำกำลังทหารกลุ่มนี้มาขุดทดทางระบายน้ำอย่างที่ทรงคิดการณ์เอาไว้และจะได้นำรากบัวลงปลูกเพื่อให้มะลิมาศเอาไว้บูชาเจ้าป่าเจ้าเขา 

                             แต่เมื่อพลบค่ำ อากาศนิ่งสนิท สักครู่ก็มีฝนห่าใหญ่ลงมา ผู้คนที่อยู่ในพื้นที่ลุ่มไม่ได้รับความกระทบกระเทือนเท่าไร เพราะมีบ้านเรือนที่สร้างเสร็จแล้วหลายแห่ง ศาลาขนาใดญ่กลางหมู่บ้านก็มุงหลังคาด้วยใบไม้ที่ทำเป็นตับเป็นแพเรียบร้อย อีกไม่นานจะมีการสร้างโพลงสำหรับเผาดิน เพื่อทำกระเบื้องดินเผาเอาไว้มุงหลังคาบ้านเรือน ที่พักต่าง ๆ  

                             ฝนตกตลอดทั้งวันและทั้งคืน ทำให้พระเจ้าหรรษาชยวรมันต์ต้องให้คนผูกรั้งเครื่องลากเอาไว้ให้แน่นหนา หากพรุ่งนี้ฝนยังไม่หยุดอาจต้องเอาคนฝ่าเข้าไปยังพื้นที่ที่กำลังจะกลายเป็นหมู่บ้านนั้นแล้วจึงค่อยกลับมาลากของทั้งหมดเมื่อฝนหยุดแล้ว 

                             เช่นเดียวกับหมู่คนที่มากับอำมาตย์รณกฤติสันตเดโชชัย ที่ต้องรวมกันอยู่ในซุ้มที่แน่นหนาสามารถหลบฝนได้ แต่เหล่าผู้ทรงศีลนั้นมิได้รับผลกระทบแต่อย่างใด 

                             รุ่งเช้าฝนซาลง หากแต่ก็ยังตกพรำ ๆ ไม่ขาดสาย เจ้านางทรงนำเครื่องเซ่นใส่ในกระทงใบไม้ประกอบด้วยอาหารคาวหวานและน้ำดื่ม ให้นางกำนัลเดินตามไปยังหลุมที่ฝังร่างของมะลิมาศ เมื่อมาถึงกลับยิ่งต้องรู้สึกมหัศจรรย์ใจ ที่บ่อน้ำนั้นมีน้ำไหลลงมาจากภูเขาจนมีความสูงขนาดเข่าของพระองค์ พระองค์จึงรีบนำเครื่องเซ่นไปทำพิธีบริเวณหลุมของมะลิมาศ แล้วก็ต้งพบความมหัศจรรย์เป็นครั้งที่สอง เมื่อเห็นหน่อของต้นไม้ประหลาดนั้นผุดขึ้มากจากดินเป็นแนวตามขอบภูเขาไล่ลงมาต้นแรกที่ขึ้นเติบโตขึ้นจนมองเห็นได้ว่าลำต้นเป็นปล้องอวบเขียวนั้นมีเกล็ดซ้อนขึ้นมาจากโคนต้นอีกด้วย 

                             “มะลิมาศ เจ้ากำลังสร้างเขตแดนให้ข้าใช่มั้ย ข้าคิดถึงเจ้ามากจึงเอาข้าว และของคาวหวานมาให้เจ้า เจ้ากินซะนะ ข้าจะรีบเอารากบัวที่เจ้าอุตส่าห์นำขึ้นมาไปปลูกยังกลางบ่อด้านล่างเพื่อให้เจ้ามองเห็น” 

                             กล่าวจบก็ทรงลุกขึ้นแล้วเดินลงไปในบ่อที่ขุดไว้ นำรากบัวก้มลงไปปักยังพื้นดินด้านล่างที่กลายเป็นโคนเนื่องจากน้ำฝนที่แช่ขังไว้ 

                             เมื่อพระองค์กลับมายังเรือนที่พัก ก้พบว่าพระเจ้าหรรษาชยวรมันต์ทรงรออยู่แล้ว ต่างฝ่ายต่างดีใจที่ได้เจอกัน จึงโผเข้ากอดกันนิ่งอยู่เช่นนั้น 

                             ฉันได้ยินเสียงร้องไห้ดังออกมาจากข้างในจิตใจของทั้งสองพระองค์ แต่นายเวร ขุนทหารและนางกำนัลบริเวณนั้นคงเห็นแค่เพียงร่างทั้งสองที่สั่นเบา ๆ เท่านั้นเอง 

                             “ลูกเก่งยิ่งนักศศิพิน สร้างเรือน สร้างเมืองได้เยี่ยงนี้ พ่อไม่นึกเลยว่าเจ้าจะสามารถปลูกป่าแปลงเมืองได้เยี่ยงนี้” 

                             “นายเวร ขุนทหาร ข้าไท บ่าวไพล่ที่นำมา ทำงานกันมิได้หยุดเลยเพคะท่านพ่อ ข้าจะพาท่านไปพบพระมหาราชครู ท่านสร้างเรือนห่างจากที่นี่ไปไม่มาก” 

                             “ไปสิลูก” 

                             พระมหาราชครูทำความเคารพต่อพระเจ้าหรรษาชยวรมันต์ เช่นเดียวกันกับที่พระเจ้าหรรษาชยวรมันต์ก็ทำความเคารพท่านราชครู 

                             “ข้ายินดียิ่งนักที่ได้พบท่าน พระมหาราชครู” 

                             “กิจของพวกเราใกล้สำเร็จแล้ว อีกไม่นานที่แห่งนี้จะเป็นหมู่บ้านขนาดใหญ่ที่มีความเจริญตามอัตภาพบุญกรรมของพวกเราที่เหลือ” 

                             “หมายความว่าจะมีคนที่ไม่ได้มาที่นี่หรือท่านมหาราชครู” 

                             “ก็อย่างที่ข้าบอกท่านนั่นล่ะว่าตามบุญกรรมที่แต่ละคนสร้างไว้ คนที่ขึ้นมาบนนี้จะไม่ต้องทุกข์ไม่ต้องอดอยากอีก จึงมิใช่ว่าใครก็ขึ้นมาได้ ท่านมหาเถรสังฆราชก็ทรงแผ่เมตตาให้สรรพสัตว์ทั้งหลายที่หลงขึ้นมาถึงบริเวณลานหิน เมืองทุกด้านมีผู้ดูแลตามขนมประเพณีที่ถ่ายทอดกันมา เมืองแห่งนี้จึงเป็นเมืงที่ถูกบังไว้จากเหล่าผู้คนที่มีบุญบารมีไม่พอ หรือคนที่ไม่ได้มีเวรกรรมผูกร่วมกันกับแผ่นดินนี้ และแม้จะได้เห็นแล้วก็ใช่ว่าจะเข้ามาได้ หากบุคคลที่เป็นตัวแทนแห่งเจ้านางจะไม่อนุญาตให้เข้า” 

                             “ข้าขออนุญาตลาท่านไปปพักกับลุกหยิงก่อนนะท่าน พรุ่งนี้หากฝนพอทิ้งช่วงข้าจักต้องไปเอาเครื่องลากขึ้นมา” 

                             เมื่อทั้งสองพระองค์กลับมายังศาลากลางเมือง นางกำนัลได้ปูผ้าบนแท่นไม้ที่เจ้านางใช้เป็นที่นอนนับจากสร้างที่แห่งนี้เสร็จให้กับพระเจ้าหรรษาชยวรมันต์ ส่วนเจ้านางเองทรงนอนกับพื้นข้างแท่นไม้ของพระบิดา กองไฟที่เหล่าทหารคอยจุดไว้ข้างนอก ไม่สามารถจุดได้เนื่องจากฝนที่เริ่มตกหนักอีกครั้ง จึงต้องจุดคบ จุดใต้ปักไว้ในชานเรือน ชานศาลา ดูแล้วทุกอย่างกำลังจะเป็นไปในทางที่ดี 

                             รุ่งเช้าฝนก็จะคงพรำ ๆ เช่นวันวานพอให้ผู้คนได้ออกมาทำกิจการนอกชานเรือนได้บ้าง  

                             “พ่อจะข้ามไปดูขุนทหารที่อยู่ตรงพุน้ำ เจ้าให้นางกำนัลจัดเสบียงสดให้พ่อด้วย พวกมันไม่ได้กินอาหารดี ๆ อย่างเต็มที่มาหลายเพลาแล้ว” 

                             “ลูกเองก็จะไปดูบ่อน้ำที่ขุดไว้เช่นกันท่านพ่อ ลูกตั้งใจจะให้เป็นทางระบายน้ำจากพุแห่งนั้นผ่านเข้ามายังในหมู่บ้านแห่งนี้” 

                             สองพ่อลูกแยกย้ายกันไปทำกิจธุระของตัว เมื่อเจ้านางเสด็จไปเพียงแค่ทางลาดที่จะขึ้นไปยังหลุมของศศิมาศเพื่อเอาเครื่องเซ่นมาให้ ก็พบว่าต้นไม้ประหลาดนั้นไล่เรียงเป็นแถวผุดขึ้นมาจนเกือบจะถึงขอบโค้งของภูเขาที่ลาดลกหลั่นลงมา ภาพของเมืองจึงเหมือนภูเขาที่สูงเป็นชงุ้มขึ้นมาและไล่ลาดลงทั้งทางซ้ายและขวา มีแนวต้นไม้อวบเป็นปล้องสีเขียวต้นที่ขึ้นแรก ๆ นั้นลำต้นตั้งตรงสูงขึ้นขนาด 170 เซนติเมตร แล้วทิ้งตัวลงมา มีเกล็ดเป็นสีเขียวซ้อนมาตั้งแต่โคนต้นด้านบบนยาวตลอดลงมาตามปล้องที่ทิ้งตัวลงมาเกือบถึงพื้นดิน เมื่อจะถึงพื้นดินกลับยกตัวขึ้น   เกล็ดที่ขึ้นมาตั้งแต่โคนตลอดมาก็แยกออกมาเป็นใบเล็ก ๆ จนถึงใหญ่ขึ้น เหมือนส่วนหัวของพญานาคที่แผ่เศียรออก ส่วนลำธารที่ไหลมาจากภูเขารอดแนวต้นไม้มานั้นก็ไหลลงสู่บ่อที่จุดไว้ ซึ่งในวันนี้ระดับน้ำสูงขึ้นจากเมื่อวาน ใบบัวอ่อน ๆ เริ่มแผ่บนผิวน้ำ เจ้านางทรงพูดกับตัวเองว่า 

                             “พรุ่งนี้คงจะขุดแนวคันดินให้น้ำจากบ่อนี้ไหลเข้าสู่หมู่บ้านได้” 

                             เมื่อกลับเข้ามาในหมู่บ้านเจ้านางทรงตรงไปยังเรือนของพระมหาราชครูที่ในเวลานี้ลำต้นของมะม่วงที่ปลูกไว้เริ่มแข็งแรงมากขึ้น ลำต้นตั้งตรงอีกไม่นานคงแผ่ร่มเงาให้กับระเบียงเรือนแห่งนี้ 

                             เจ้านางทรงเล่าเรื่องแนวต้นไม้ที่ขึ้นนั้นให้พระมหาราชครูฟัง 

                             “นั่นคือแนวบดบังหมู่บ้านของเรา ต้นไม้นั้นจะช่วยกันหมู่บ้านของเราไม่ให้ใครเห็น อีกไม่นานต้นไม้นี่จะโอบรอบหมู่บ้านของเราทุกด้าน และจะเป็นเสมือนประตูเมือง ที่จะแหวกช่องให้บุคคลที่เกี่ยวพันกับสถานที่นี้เท่านั้นเข้ามาได้ มะลิมาศได้ทำหน้าที่นี้แล้วและจะทำไปอีกนานแสนนาน” 

                             นานแสนนานของพระมหาราชครูนั้นยาวนานมากกว่า 2,500 ปี เพราะวันที่ฉันขึ้นมานั้น ต้นไม้นี้ก็ยังคงอยู่ และแหวกทางให้ฉัน คุณลุงอำมาตย์ พี่สรรค์ เข้ามาได้ 

                             คงเป็นเช่นนั้น เพราะทั้ง 3 คนรวมฉันด้วยนั้นคือผู้ที่ผูกพันธ์และมีบุญกรรมกับแผ่นดินนี้ แต่สิ่งที่ฉันงงจนยืนตลึงไม่มีความรู้สึกใด ๆ ผ่านเข้ามาและเริ่มชาตั้งแต่ศรีษะยันปลายเท้า เพราะฉันจำได้แล้วว่าผู้หญิงที่ห่มสไบคล้ายกลีบบัวเกล้ามวยสูง คุกเข่าต้อนรับอยู่ด้านในของแนวลำต้นนี้ที่แหวกเป็นประตูให้เข้าไป พร้อมยกพานที่ร้อยด้วยดอกบัวห้อยอุบะด้วยดอกพุดนั้น คือใบหน้าของมะลิมาศ 

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น