ผู้บำเพ็ญเพียรภายในถ้ำ
email-icon

ฝากนิยายด้วยน้า

ตอนที่ 52 เจ็บจุงเบย

ชื่อตอน : ตอนที่ 52 เจ็บจุงเบย

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย แฟนตาซี

คนเข้าชมทั้งหมด : 3.6k

ความคิดเห็น : 40

ปรับปรุงล่าสุด : 22 ต.ค. 2562 20:02 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 52 เจ็บจุงเบย
แบบอักษร

การเข้าร่วมกับแสงอุษาในช่วงนี้อาจจะเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุด อีกไม่กี่ปีต่อจากนี้ยาฮิโกะต้องตายอย่างแน่นอน สงครามโลกนินจาจะเป็นช่วงที่แสงอุษาถูกมองเป็นสิ่งที่ไม่จำเป็นที่สุด 

 

 

 

บางทีเจ้ากระจอกฮันโซที่อ้างตัวเป็นครึ่งเทพน่าจะกลัวตำแหน่งหัวหน้าหมู่บ้านจะถูกสั่นคลอนโดยแสงอุษา มันต้องเลือกลงมือทำลายแสงอุษาโดยไม่จำเป็นต้องใช้คำยุยงจากดันโซหรือแผนตามต้นฉบับของมาดาระและโอบิโตะ

 

 

 

"เราต้องเข้าร่วมกลุ่มในช่วงนี้เพื่อสร้างความเชื่อใจ"

 

 

 

ร่างโคลนและร่างหลักของคาซึยะแสยะยิ้มพร้อมกันพริบตาเดียวเขาก็ส่งร่างโคลนไปด้วยลาดชันแดนมรณะข้ามจากโคโนฮะไปที่แถบชายแดนอาเมะงาคุเระ โดยเขาเลือกที่จะระงับแรงกดรอบตัวออกและแกล้งเดินกระโดดร้องเพลงไปมาอย่างร่าเริงเกินเหตุ

 

 

 

"ตื่นขึ้นมา แคะขี้ตาล้างหน้าแปรงฟัน

 

เธอก็ลอยเข้ามา ไม่พูดจาทำหน้ามึนๆ

 

 

พบเธอเมื่อวาน ซื้อผัดไทใกล้วินมอไซค์

 

เธอมากับใคร ต้องผิดหวังอีกแล้วหรือเรา

 

 

เจอแบบนี้มันเจ็บจุงเบย แอบรักข้างเดียวเหมือนเคย ก็เลยต้องเจ็บซ้ำๆ 

 

 

ไม่อยากผิดศีลเลยต้องผิดหวัง ยอมรับความจริงทั้งๆ ที่เจ็บจุงเบย

 

 

ฮึ่ย มันเจ็บจุงเบย ฮึ่ย มันเจ็บจุงเบย ฮึ่ย มันเจ็บจุงเบย

 

 

..

 

 

.

 

.

 

เจอแบบนี้มันเจ็บจุงเบย แอบรักข้างเดียวเหมือนเคย

 

 

ก็เลยต้องเจ็บซ้ำๆ ไม่อยากผิดศีลเลยต้องผิดหวัง

 

 

ยอมรับความจริงทั้งๆ ที่เจ็บจุงเบย

 

ที่เจ็บจุงเบย 

 

 

ฮึ่ย มันเจ็บจุงเบย ฮึ่ย มันเจ็บจุงเบย

 

 

 

ฮึ่ย มันเจ็บจุงเบย ฮึ่ยฮึ่ยฮึ่ยฮึ่ย มันเจ็บจุงเบย

 

ฮึ่ย มันเจ็บจุงเบย ฮึ่ยฮึ่ยฮึ่ยฮึ่ย มันเจ็บจุงเบย

 

ฮึ่ย มันเจ็บจุงเบย มันเจ็บจุงเบย

 

ฮึ่ย มันเจ็บจุงเบย มันเจ็บจุงเบย"

 

 

 

เสียงร้องที่ราวกับวัวถูกเฉือดดังไปทั่วบริเวณพอถึงฮึ่ยเขาก็เต้นไปด้วยร้องเพลงไปด้วยอย่างเมามันโดยไม่สนสายตากลุ่มนินจาที่กำลังแอบมองเขาเลยแม้แต่นิดเดียว

 

 

 

"ฮึ่ย มันเจ็บจุงเบย"

 

 

 

ร้องจนก็ร้องวนไปอีกรอบ จนนินจาภายในป่าเริ่มพากันเอามืออุดหู เสียงแหลมแปดหลอดที่แย่กว่ารอบที่แล้วเริ่มทำให้กลุ่มนินจาที่ซ่อนตัวอยู่เริ่มทนไม่ไหว พากันถืออาวุธและวิ่งมาที่คาซึยะเพื่อหวังจะสังหารเจ้านี่ให้ตาย

 

 

 

"จุงเบยเตี่ยแกสิเจ้าบ้าสวมหน้ากากเลิกร้องเพลงได้แล้วโว้ย!"

 

 

 

ชายหนุ่มผมน้ำเงินมัดจุกแบบซามูไรในชุดคลุมสีดำลายเมฆสีแดงเดินมาชี้ปลายดาบไปที่คาซึยะ พอเห็นปลายดาบชี้มาที่เขา ตัวเขาก็เริ่มตัวสั่นราวกับคนกำลังหวาดกลัว แต่ไม่ใช่เลยเขากำลังตื่นเต้นต่างหาก

 

 

 

"โอ้ ทำไมหรอครับพี่ชายหัวจุกที่เกือบหัวล้าน หรือพี่จะมาขอลายเซ็น ? ไม่สิด้วยหัวของพี่คงจะมาติดต่อซื้อสินค้าใช่ไหม"

 

 

 

"ฉันไม่ได้..."

 

 

 

"ไม่ต้องเกรงใจพี่จุุกหัวเกือบล้าน ไม่สิพี่ใส่วิกใช่ไหม พี่ต้องล้านแล้วแน่ๆ เชื่อผม ผมมีผลิตภัณฑ์ชั้นดีที่ใช้แล้วเส้นผมงอกเงยราวกับป่าชาย นี่เลยพี่หัวล้านต้องขวดนี้เส้นผมขึ้นแน่นอน รอบนี้พี่ชายเอาไปทดลองใช้ก่อน ถ้าใช้ดีช่วยโฆษณาสิ้นค้าด้วย"

 

 

 

คาซึยะในคราบโทบินำกระปุกใส่ของเหลวสีดำออกมาและส่งไปที่มือของชายที่น่าจะมาจากกลุ่มแสงอุษาโดยไม่สนสีหน้างงงวยของเจ้าตัว เห็นแบบนั้นคาซึยะก็รีบพูดรบเร้าต่อทันที

 

 

 

"ลองใช้เลยพี่ชาย โอ้แล้วพี่ๆ ที่แอบดูอยู่ตรงนั้นก็มีคนหัวล้านกันใช่ไหม มาเลยพวกพี่ๆสินค้าชั้นดีกำลังรอพวกพี่ๆอยู่ ถ้าผมพวกพี่กลับมา สาวต้องติดตรึมแน่ๆ"

 

 

 

เมื่อพวกเขาถูกจับได้กลุ่มที่ซ้อนตัวกันอยู่ในป่าค่อยๆพากันออกมาจากที่ซ่อน โดยทุกคนยังถืออาวุธและจ้องมองคาซึยะอย่างระมัดระวัง ซึ่งในกลุ่มผู้ที่กำลังเดินนำคือชายผมส้มหน้าตาดูหล่อเล็กน้อย

 

 

 

"เฮ้ ในช่วงสงครามแบบนี้ทำไมนายถึงมาแถวนี้ละไม่กลัวตายหรือไง"

 

 

 

"เอ๋ กลัวตายหรอไม่เลย ผมเห็นว่าที่นี่มีองค์กรใหม่ระดับสุดยอดที่กำลังสู้เพื่อสันติภาพของโลกนินจา คนที่เป็นยอดชายชาตรีเช่นผมจึงอยู่เฉยไม่ได้ และอยากเข้าร่วมแสงอุษา เป็นยังไงบ้างพี่หัวล้านสิ้นค้าของผมยอดเลยใช่ไหม"

 

 

 

เห็นชายหัวจุกใช้เจลปลูกผมที่เขาสร้างไว้ให้ปู่โฮคาเงะรุ่นที่สามก็รีบประกบมือราวพ่อค้าและถามถึงผลลัพท์เพื่อแสดงท่าทีไม่มีพิษมีภัย จนกลุ่มแสงุษาจำนวนเกือบห้าสิบคนเริ่มพากันเก็บอาวุธใส่กระเป๋า

 

 

 

"โอ้ ลูกพ่อในที่สุดมันงอกขึ้นมาแล้ว สุดยอดมากน้องชายหน้ากาก!!"

 

 

 

ครู่เดียวชายที่เคยชี้ดาบมาที่เขาก็ร้องไห้อย่างน่าสังเวช คนอื่นๆที่หัวล้านเมื่อเห็นว่าเพื่อนในกลุ่มใช้สินค้าแล้วได้ผลลัพท์ที่ดีก็พามาพูดคุยกับคาซึยะอย่างสนิทสนม

 

 

 

"น้องชายมีอีกไหม พี่ขอประปุกหนึ่ง"

 

 

 

"พี่เอาด้วย"

 

 

 

"พี่ก็ด้วย ส่งมาเลยไม่ว่าราคาเท่าไหร่พี่ก็จะจ่าย"

 

 

 

ชายผมแดงยาวที่เห็นว่าชายสวมหน้ากากไม่มีพิษมีภัยก็เริ่มเก็บอาวุธลง แน่นอนว่าการกระทำของทุกคนที่นี่ถูกคาซึยะสังเกตุเห็นทั้งหมด เมื่อเห็นแผนขั้นแรกไปได้ด้วยดีเขาก็แกล้งมองชุดของพวกเขา

 

 

 

"อะ เอ๋ ชุดแบบนี้มันนักรบรับจ้างในตำนานนี่นาพวกพี่ชาย พี่สาวคือกลุ่มแสงอุษาเองหรอกหรอ โอ้ถึงว่าทำไมพวกพี่ถึงเต็มไปด้วยออร่าของคนที่แข็งแกร่งแบบนี้!"

 

 

 

"ฮ่าๆ ไม่ขนาดนั้นหรอก จริงสินายบอกว่าอยากจะเข้ากลุ่มของพวกฉันใช่ไหม ?แล้วนายต่อสู้เป็นหรือเปล่า ?"

 

 

 

ชายผมส้มหรือยาฮิโกะกล่าวถามด้วยรอยยิ้ม เจ้าตัวดูผ่อนคลายกับคนแปลกหน้าเช่นเขามากเสียจนเขารู้สึกแปลกๆ แต่นั่นก็เพียงชั่วพริบตาเดียวเท่านั้น

 

 

 

"แน่นอน เห็นแบบนี้ผมก็เคยเป็นนินจาของตระกูลอุจิวะเลยนะ แต่ถูกขับไล่ออกมาเพราะเก่งเกินไป"

 

 

 

ตบอกกล่าวด้วยน้ำเสียงดูมั่นใจยาฮิโกะก็หัวเราะอย่างเบาๆ เขายอมรับการเข้าร่วมกลุ่มของคาซึยะอย่างง่ายดาย ซึ่งไม่มีใครในกลุ่มคัดค้านเขาเลยสักคนเขาจึงนำยาปลูกผมให้แกคนที่หัวล้านในกลุ่มแบบฟรีๆ

 

 

 

"จริงสิพวกเราพูดคุยมาตั้งนาน ยังไม่ได้ถามชื่อเลย นายชื่ออะไรน้องชาย ฉันชื่อยาฮิโกะเป็นหัวหน้ากลุ่มแสงอุษา ?"

 

 

 

"ว้าวพี่ชายคือตำนานวารีแห่งแสงอุษานี่เองผมชื่อโทบิผู้หล่อเหลาเอาการ งานดีย์ทาสีผนังตึกคนเดียวก็ยังได้"คาซึยะในคราบโทบิกล่าวยกยอปอปั้น จนยาฮิโกะตัวแทบลอยเคว้ง ดูเหมือนจะง่ายแฮะ

 

 

 

"โทบินี่เอง ว่าแต่ทำไมนายถึงสวมหน้ากากละช่วยถอดให้พวกเราเห็นได้หรือเปล่า ?"

 

 

 

เจอคำถามของชายผมแดงที่เงียบสงบอยู่นาน หลายคนก็พากันจ้องเขาอย่างช่วยไม่ได้ เพราะเห็นโทบิบอกตัวเองหล่อเหลา พวกเขาก็อยากจะรู้ว่าเจ้านี่จะหล่อจริงหรือเปล่า ผิดกับคาซึยะที่ลืมเตรียมการเรื่องนี้มาๆ

 

 

 

"ที่สวมก็เพราะตอนนี้หน้าตาของผมมันเละไปแล้วละ แต่ถ้าพวกพี่ต้องการเห็นผมก็จะโชว์ให้ดู"

 

 

 

ชั่วพริบตาใต้หน้ากากก็มีเพลิงสีดำเผาไหม้ใบหน้าของคาซึยะแม้จะเจ็บปวดจนอยากกรีดร้องผ่านการควบคุม แต่เขาก็ยังระงับไว้ พอหน้าไหม้เกรียมได้ที่เขาก็ค่อยๆถอดหน้ากากออกเผยให้เห็นใบหน้าที่แสนอัปลักษณ์ทุกคนก็พากันเงียบทันที

 

 

 

ถ้าดูจากโครงหน้าของเขาพวกผู้หญิงในกลุ่มแสงอุษาก็พอเดาได้ว่าชายที่เสียโฉมไปต้องเคยหล่ออย่างที่เจ้าตัวกล่าวไว้แน่นอน น่าเสียดายและพากันทำสีหน้าสงสารโดยไม่มีใครแสดงสีหน้ารังเกียจเลยแม้แต่คนเดียว

 

 

 

"นี่เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นหลังสงครามครั้งที่สองพ่อแม่ของผมที่ถูกโคโนฮะขับไล่และเดินทางไปอาศัยที่ชายแดนอาเมะงาคะเระและถูกสังหารโดยพวกหมู่บ้านคุโมะ ก่อนที่พวกมันจะพากันจากไปก็จุดไฟเผาผมทั้งเป็นแต่ยังดีที่มีคนมาช่วยไว้ได้ทัน"

 

 

 

น้ำเสียงของโทบิดูเศร้าโศก ก่อนจะรีบสวมหน้ากากกลับคืนเนื่องจากการฟื้นฟูของเซลล์กำลังจะเริ่มขึ้น ด้วยหน้ากากที่สร้างด้วยพลังเซียนหกวิถี ทำให้ไม่มีใครสามารถเห็นอะไรหลังจากเขาสวมหน้ากากได้อีก 

 

 

 

หน้ากากใบนี้ไม่ใช่ของธรรมดา แต่เป็นวัตถุระดับเซียนหกวิถี แม้พลังจะด้อยกว่าแต่ก็เพียงพอจะรอดพ้นจากการมองของเนตรสังสาระได้ ดังนั้นนางาโตะที่เฝ้ามองเขาตลอดจึงไม่รู้สึกอะไรตั้งแต่เขาเผาหน้าตัวเอง

 

 

 

"ขอโทษนะโทบิที่ทำให้..."

 

 

 

"ไม่เป็นอะไรพี่ชายผมแดง ยังไงผมก็หล่อภายใต้หน้ากากอยู่แล้วดังนั้นไม่ต้องกังวล"โทบิโบกมือไปมาอย่างเกรงใจ น้ำเสียงของเขาดูร่าเริงจนคนอื่นๆเริ่มกลับมาผ่อนคลายอีกครั้ง แม้แต่ตัวของชายผมแดงเองก็ด้วย

 

 

 

"ขอบใจ ฉันอุซึมากิ นางาโตะยินดีต้อนรับสู่แสงอุษาโทบิ"

 

 

 

"""""ยินดีต้อนรับสู่แสงอุษาโทบิ!!"""""

 

 

 

ทุกคนกล่าวต้อนรับเขาด้วยรอยยิ้มที่เป็นมิตรมากยิ่งขึ้น ยาฮิโกะเริ่มชักชวนเขาให้ไปที่ฐานลับของกลุ่มแบบไม่กังวล แน่นอนว่าเขาต้องไปอยู่แล้ว เพราะอยากชวดชมความงามของเทพธิดาประจำกลุ่มอยู่

 

 

 

เดินทางไม่นานพวกเขาก็มาถึงฐานลับชั้นใต้ดินที่เต็มไปด้วยเด็กเล็กที่กำลังเรียนรู้การเขียนอ่านกับครูสาวผมสีม่วงที่แสนงดงามเทียบเท่าได้กระทั่งฮินะแฟนสาวของเขาเลย

 

 

 

'สมชื่อเทพธิดา เธองดงามกว่าต้นฉบับมาก'

 

 

 

"เฮ้โคนันพวกเรากลับมาแล้ว"

 

 

 

"ยินดีต้อนรับกลับทุกคน แล้วชายคนนั้นใครหรอหน้าไม่คุ้นเลย"

 

 

 

ยาฮิโกะเล่าเรื่องราวอันแสนตอแหลของโทบิให้โคนันฟัง สักพักเธอก็บ่อน้ำตาแตกจนยาฮิโกะและนางาโตะต้องรีบเข้าไปปลอบ ตอนนี้โทบิที่ถูกพูดถึงรู้สึกแปลกเมื่อเห็นฐานซอมซ่อ แตกต่างจากเมื่อปีที่แล้วมาก ดูจำนวนกลุ่มแสงอุษาที่มีมากกว่าห้าร้อยก็ลดเหลือไม่ถึงร้อยคน

 

 

 

'มันเกิดอะไรขึ้น ทำไมแสงอุษากลายเป็นแบบนี้ ?'

 

 

ช่วงนี้กำลังอ่านนิยายอยู่เลยแอบอู้ไปตั้งเดือนแหนะแฮะ

 

 

 

 

 

 

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น