บัวมาลัย
email-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

การสูญเสียที่เกิดใหม่ในฐานะหลักฐานสำคัญทางโบราณคดี

ชื่อตอน : การสูญเสียที่เกิดใหม่ในฐานะหลักฐานสำคัญทางโบราณคดี

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย ลึกลับ,สืบสวน สอบสวน

คนเข้าชมทั้งหมด : 48

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 24 ต.ค. 2562 15:43 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
การสูญเสียที่เกิดใหม่ในฐานะหลักฐานสำคัญทางโบราณคดี
แบบอักษร

การสูญเสียที่จะเกิดใหม่ในฐานะหลักฐานสำคัญทางโบราณคดี 

 

                             ตอนนี้บนพื้นที่ลุ่มอันกว้างขวางแห่งนี้ มีนายเวรขุนทหารอยู่นับยี่สิบคน เหล่านางกำนัลเพียง 5 คน ที่ต้องหุงหาอาหารเลี้ยงคนทั้งหมด เช้าตรู่ของวันนี้พระมหาราชครูให้จัดเครื่องเซ่นอันประกอบด้วยกล้วย 1 หวี มะพร้าว 1ลูก ไข่ต้ม 10 ฟอง และเลือดของเจ้านาง 1 ถ้วย 

                            มะลิมาศร้องห่มร้องไห้มากมายเมื่อเจ้านางเอามีดกรีดที่แขน ฉันสัมผัสห้วใจเจ้านางในขณะที่กรีดมีดลงไปที่แขนนวลขาวนั้น พระองค์ไม่ได้ทรงเจ็บแผลจากการกรีดนั้นหากแต่กลับเจ็บปวดที่ใจ เลือดทุกหยดออกมาจากจิตใจที่มีแต่ความแค้นและน้อยใจจากคนที่เชื่อมั่นมาตลอดว่าจะไม่มีวันทิ้งกัน ไม่ว่าจะอยู่ในสถานภาพไหน 

                             “เจ้าพี่ทรงทิ้งข้า ในวันนี้ข้าจะสร้างอาณาจักรขึ้นมาโดยไม่ต้องพึ่งพาเจ้าพี่ ขอสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่รักษาผืนป่า ขุนเขา และท้องทุ่งแห่งนี้ รับรู้ถึงหัวใจของข้าที่มุ่งมั่นหาที่อยู่ที่กินให้ข้าไทไพล่ฟ้า ขอโปรดทรงรับรู้หัวใจเจ็บปวดแห่งข้าที่หลั่งรินโลหิตนี้บูชาท่าน ของท่านทรงปกปักษ์รักษาเมืองใหม่นี้ให้กับข้า และผู้คนทั้งหมดที่ข้าอนุญาตให้เข้ามาอยู่ได้ ได้รับการปกป้องจากภยันอันตรายจากภายนอกทั้งปวง อย่าให้ผู้คนแคว้นอื่นเมืองอื่นพบเห็นและแย่งชิงไปได้” 

                             เลือดสด ๆ ไหลงลงภาชนะดินเผาทรงกลมขนาดถ้วยตะไล พระมหาราชครูให้คนทั้งหมดนำของทุกอย่างไปวางบนโต๊ะไม้ไผ่ที่ขุนทหารสร้างขึ้น แล้วนำไปวางในป่าซึ่งต้องเดินลึกเข้าไปอีก ณ ที่ตรงนั้นมีถ้ำใหญ่ที่พระมหาราชครูทรงสั่งไม่ให้ผู้ใดมารบกวนบริเวณนี้ ไม่ไกลจากบริเวณนี้นักที่ได้ทำการขุดหลุ่มเอาไว้ด้วยความยากลำบาก เพราะต้องหินขนาดใหญ่มีมากนัก กว่าจะยกกลิ้งดันออกไปเพื่อเจอพื้นดินให้ขุดได้ ในวันนั้นขุนทหารที่ทำหน้าที่เสร็จแล้วเป็นไข้เพ้อเจ็บปางตาย พระมหาราชครูต้องเอาหมากจากปากให้กินหลายมื้อหลายครากว่าจะกลับมาปกติ 

                             เมื่อกินเครื่องเช้ากันเสร็จ เจ้านางประกาศแจ้งให้นายเวร ขุนทหารที่มีอยู่ตัดต้นไม้เพื่อเตรียมสร้างบ้านแปลงเมืองเอาไว้ให้มากพอ เพราะจะมีเวลาอีกแค่ 3 วันเท่านั้นหลังจากการบวงสรวงในวันนี้ที่จะเข้าไปในเขตป่าและตัดไม้มาได้  

                             “ขุนทหารทั้งหมดให้ระดมทำหน้าที่นี้ใน 3 วันนับจากนี้ เตรียมข้าวเตรียมน้ำไปให้พอ เพราะเจ้าต้องตัดมาเพื่อสร้างเรือนของเจ้าเอง และเผื่อข้าไท ไพล่ฟ้าที่จะขึ้นมาด้วย ข้าขอเจอผู้ที่อำมาตยนายกพามาร่วมขบวนครั้งนี้กับเราด้วย ข้ารู้มาว่าที 3 คน จงตามข้าไปที่กระโจม” 

                             ชายทั้งสามที่เป็นเพียงข้าไพล่ฟ้าในเมือง ยังไม่เข้าใจว่าเหตุใดตนจึงต้องร่วมขบวนมากับนายเวรขุนทหารในครั้งนี้ คุกเข่าลงตรงหน้าเจ้านางและพระมหาราชครู 

                             “เจ้าทั้งสามคนชื่ออะไรกันบ้าง ข้าให้อำมาตยนายกนำพวกเจ้าขึ้นมาเสี่ยงภัยและมีส่วนในการสร้างเมืองใหม่ในครั้งนี้แล้วยังมีหน้าที่สำคัญที่เจ้า 3 คนต้องเสียสละปกปักษ์รักษาเมืองใหม่แห่งนี้ด้วย ข้าจึงอยากรู้จักพวกเจ้ามากขึ้น” 

                             “หม่อมฉันชื่อขวัญเมืองพะยะค่ะ” 

                             “หม่อมฉันชื่อถิรัตพระยะค่ะ” 

                             “ชื่อแปลกดีมีความหมายว่าอย่างไรเจ้าถิรัด” 

                             “แม่ข้าบอกว่าพราห์มที่ตั้งให้แจ้งให้เรียกชื่อนี้เพราะหมายถึงความมั่นคง วันข้างหน้าข้าจักได้มีโอกาสสร้างความมั่นคงให้กับแผ่นดินเกิดได้พะยะค่ะ” 

                             “ถ้าเช่นนั้นข้าก็จะให้เจ้าได้ทำหน้าที่ตามที่พราห์มผู้นั้นตั้งชื่อให้กับเจ้า เจ้าคนสุดท้ายนั่นล่ะเรียกว่าอย่างใด” 

                             “ข้าชื่อชุติเทพพะยะค่ะ มีความหมายถึงเทวดาผู้รุ่งเรือง แม่ข้าจักไม่ยอมให้ใช้ชื่อนี้เพราะเรียกยากและทำตนเสมออำมาตย์ทั้งหลาย แต่พ่อข้าเป็นอำมาตย์จึงปลงใจให้ใช้ชื่อนี้เพราะข้าจะได้มีวาสนาเป็นเทวดาผู้รุ่งเรืองในภายหน้าพะยะค่ะ” 

                             “ข้าก็ไม่รู้เหมือนกันนะชุติเทพ ว่าหน้าที่ที่ข้าจะมอบให้เจ้านี้เจ้าจักได้เป็นเทวดาผู้รุ่งเรืองหรือไม่ แต่อย่างน้อยเจ้าก็ไม่ได้ยิ่งหย่อนไปกว่าชื่อที่บิดาของเจ้าคาดหวังให้เจ้าได้เป็นตามที่เรียก” 

                             “เจ้าทั้งสามคนขยับมานั่งหน้าข้า” 

                             พระมหาราชครูสวดคาถาพึมพัมเป็นภาษาที่ฉันไม่เข้าใจ ก่อนจะเอามือกดไปที่ศรีษะของคนทั้ง 3 ทีละคนแล้วเป่ามนต์ 

                             “นับจากวันนี้เจ้าจะได้ทำหน้าที่ที่เจ้านางจะมอบหมายเป็นพิเศษ เป็นหน้าที่ที่มีความสำคัญต่อเมืองใหม่แห่งนี้  และไม่ใช่หน้าที่ที่คนอื่นจะทำแทนเจ้าได้ วีระภัทรเพื่อนของเจ้าได้ทำหน้าที่นี้แล้ว คือปกปักษ์รักษาดินแดนของเรายังทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งเป็นจุดที่ต้องใช้ผู้กล้าเป็นผู้ดูแลเนื่องจากทางทิศนั้นเป็นแนวที่ชนแคว้นอื่นจะขึ้นมาได้เพราะเป็นจุดที่ติดกับแคว้นข้างเคียงเรา ข้าจึงต้องให้เขาคอยดูแลไม่ให้ผู้ใดย่างกรายเข้ามายังเขตเมืองของเราได้" 

                             “วีระภัทรเองก็เป็นบุตรชายอำมาตย์ที่จงรักภักดีกับพระเจ้าหรรษาชยวรมันต์ ดังนั้นหน้าที่ในการดูแลทิศตะวันตกเฉียงใต้ซึ่งเป็นทิศที่อยู่สุดของของเทือกเขาด้านนี้ต่อไปวันข้างหน้าจะมีผู้คนอยู่เบื้องล่างทิสแห่งนี้มากมายชุติเทพ เจ้าเหมาะสมที่จะดูแลทิศด้านนี้ ปกปักษ์รักษาอย่าให้ผู้ใดมองเห็นเมืองของเราได้ รัศมีแห่งความเป็นเทพของเจ้าจักถูกนำมาใช้ในกาลนั้น เจ้ายินดีรับหน้าที่นี้หรือไม่” 

                             “หม่อมฉันยินดีทำหน้าที่ตามที่เจ้านางมีพระบัญชาพะยะค่ะ” 

                             “เช่นนั้น เจ้าจงตามข้ากับพระมหาราชครู เร่งเดินทางไปยังทิศเบื้องนั้นให้ทันเพลาพระอาทิตย์ส่องตรงหัว” 

                             “ไปจัดเตรียมของที่จำเป็นของเจ้าแล้วรีบมาสมทบกับพวกข้า” 

                             เจ้านาง พระมหาราชครู และชุติเทพเร่งเดินทางโดยมิหยุดพัก จนมาถึงหลุมที่ขุดไว้ทางทิศนี้ เมื่อมายืนตรงขอบหลุมวีระภัทรจึงคุกเข่าอยู่ด้านข้างของเจ้านาง 

                             “ข้าถามเจ้าอีกครั้งนะชุติเทพ ว่าเจ้าเต็มใจจะทำหน้าที่ที่ข้ามอบให้หรือไม่” 

                             “หม่อมฉันยินดีพะยะค่ะ หากจะสามารถทำคุณให้กับแผ่นดินใหม่ของเราได้” 

                             “หน้าที่ของเจ้าจะต้องทำไปยาวนานมาก ตราบจนผู้ที่มีหน้าที่จะแจ้งให้เจ้าได้ไปตามทางบาปบุญของเจ้า” 

                             ฉันสัมผัสได้ว่าชุติเทพมีความเย็นแผ่ออกจากตัว  ความเย็นที่มาจากลางสังหรณ์ว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับเขา เขาจะทำหน้าที่นี้ได้อย่างไร และหลุมเบื้องหน้านั้นคืออะไร 

                             “ตะวันใกล้ตรงหัวแล้ว ชุติเทพเจ้ามานั่งยังเบื้องหน้าข้านี้” 

                           เจ้านางทรงถอยออกมาจากหลุม ชุติเทพเองเริ่มเข้าใจแล้วว่าหน้าที่ของเขาคืออะไร ความกลัวเริ่มเข้าครอบงำ ขณะที่เขาจะหันมาหาเจ้านางเพื่อขอเวลาให้เขาทำใจ ก็เป็นเวลาที่พระอาทิตย์ตรงหัวพอดี คำถามนั้นจึงค้างอยู่ที่ปากของเขา คงจะเหมือนกับวีระภัทร ที่ขยับปากจากศรีษะที่กระเด็นออกจากร่างกระทันหัน และเช่นเดียวกันกับครานี้ที่โลหิตสาดเข้ามายังด้านหน้าของเครื่องทรงตำแหน่งเจ้านางแห่งแคว้น พระมหาราชครูทำตามขั้นตอนเช่นเดียวกันกับทิศที่วีระภัทรเป็นผู้ดูแล  มือของผู้เฒ่าเริ่มบวมเป่ง จากการกอบดินจำนวนไม่น้อยเพื่อให้กลบร่างของเขาและส่งต่อหน้าที่ในการโกยดินทั้งหมดกลบหลุมนั้นให้มิดชิด ในครั้งนี้เมื่อกลบหลุมเสร็จเจ้านางทรงงทรุดลงไปนั่งกับพื้น 

                             “อย่าอ่อนแอและหวั่นไหวเลยเจ้านาง หน้าที่นี้มันเป็นชะตากรรมของเจ้าที่ถูกลิขิตมาในฐานะเจ้านางแห่งแคว้นที่กำลังจะสิ้นสุดชะตาบ้านเมือง หากเจ้าไม่ทำข้าไทไพล่ฟ้าของเจ้าก็จะทุกข์เข็ญจนตายไปในที่สุดเช่นกัน ตัวของเจ้า บิดาและมารดาของเจ้าก็จะสิ้นยศสิ้นเกียรติตากไปอยู่ใต้อำนาจของผู้อื่น เจ้าจะทนเห็นภาพในวันนั้นหรือวันนี้มากกว่ากัน” 

                             เจ้านางทรงกายขึ้นยืนแล้วเดินตามพระมหาราชครูกลับไปยังกระโจม เมื่อถึงที่พักก็ทรงเข้าไปอยู่ในนั้นทันทีไม่ออกไปไหน มะลิมาศเองก็รู้ว่าทรงต้องการอยู่ตามลำพัง ส่วนท่านราชครูก็ไปนั่งสวดคาถายังแท่นไม้ที่ใช้เป็นเครื่องเซ่นบูชาเมื่อเช้าตรู่ของวันนี้ 

                             ในช่วงสายแดดยังไม่ทันร้อนขบวนขนของจำนวน 10 รถที่ใช้ลากมาก็ขึ้นมาถึงลานหิน และใช้ซุ้มต่าง ๆ สำหรับผักผ่อน ก่อนที่จะมองเห็นท่านมหาเถรสังฆราชเจ้าที่นั่งอยู่เบื้องหน้าถ้ำที่เชิงผาแห่งนั้น พระเจ้าหรรษาชยวรมันต์รีบเข้าไปกราบขอขมา 

                             “ข้าขออภัยต่อท่านด้วยที่ไม่ทันสังเกตเห็นว่าท่านนั่งอยู่เบื้องนี้” 

                             “ไม่เป็นไรหรอก ข้าเองก็เพิ่งเห็นพวกเจ้าเช่นกัน” 

                             “หม่อมฉัรขนของอันเป็นสิ่งสำคัญและมีค่าต่อแคว้นขึ้นมาเก็บรักษาไว้ที่เมืองใหม่ข้างหน้านั้น แต่เนื่องจากนายเวร ขุนทหาร ข้าไท ไพล่ฟ้า หมดกำลัง อ่อนล้ากันมามาก วันนี้ข้าจึงขอพักอาศัยบริเวณนี้ คงจะรบกวนท่านอยู่มาก” 

                             “ดีแล้วล่ะ พักให้หายเหนื่อยกันเถิด แล้วค่อยพากันมาหาข้าเพื่อทำพิธีขอขมาและรักษาพวกเจ้าให้แคล้วคลาดต่อภยันอันตรายทั้งหลายทั้งปวง” 

                             พื้นที่ด้านล่างริมลำธารหลังพระมหาวิหาร แพเรือนสุดท้ายที่กำลังจะมาถึงกลางแม่น้ำ ก็บังเกิดแผ่นดินสั่นไหวอย่างรุนแรง รุนแรงขนาดที่ใบไม้ยอดไม้บนหน้าผาหินแกว่งไกวอย่างแรงด้วย กระแสน้ำในลำธารสาดซัดกระทบแพอย่างแรงรวมกับน้ำหนักที่บรรทุกไว้มาก ส่งผลให้แพแตก ลังข้าวของรวมทั้งนายเวรขุนทหารเสียหลักล้มลงไปในลำธารและสูญหายไปหลายนาย อำมาตย์รณกฤตสันตเดโชชัย อาศัยคว้าลำไม้ไผ่ขนาดใหญ่เป็นที่เกาะไว้ แต่ก็ถุูกพัดพาไปไกลจนเลยพระมหาราชวัง เมื่อทุกอย่างสงบลงแล้วจึงรีบวิ่งมายังพระมเหษีเทวีนทีนาถที่พระมหาวิหาร แต่กลับต้องพบกับร่างซีดเซียวที่ลอยขึ้นมาจากน้ำ  

                             อำมาตย์รณกฤตสันตเดโชชัย พยายามยกร่างนั้นแบกไว้บนบ่าหลายครั้งกว่าพระมเหษีเทวีนทีนาถจะทรงได้สติ เขาจึงวางร่างที่เปียกชุ่มไปด้วยน้ำ มวยผมที่เกล้ารัดไว้อย่างดีหลุดลุ่ยเปียกปอน แต่ถึงกระนั้นก็ยังทรงกล่าวด้วยเสียงเบา ๆ จนเขาต้องก้มเอาหูไปใกล้กับริมฝีปาก 

                             “ข้าฝากศศิพินด้วย จงนำผู้คนกลุ่มนี้แทนข้า หีบสมบัติเหล่านั้นปล่อยมันไป เป็นเพียงเครื่องประดับและแต่งกายของเราสามคนพ่อแม่ลูก เจ้าอย่าเสียเวลางมหารีบเดินไปให้ทันตามแผน ข้าฝากด้วย” 

                             กล่าวจบก็ขาดใจในอ้อมแขนของอำมาตย์รณกฤติสันตเดโชชัยทันที ชายชาตรีเช่นเขาถึงกับต้องหลั่งน้ำตาต่อความสูญเสียนี้ ในยามนี้ไม่มีที่ใดที่จะฝังร่างนี้อย่างสมพระเกียรติ เขาจึงให้ขุนทหารไปรับบรรดาผู้ทรงศีลปฎิบัติธรรมทั้งหลายในมหาวิหารเทียมสุวรรณมาที่นี่ทั้งหมด และขุดหลุมเพื่อฝังร่างงดงามนี้ยังพื้นดินด้านหลังพระมหาวิหารแห่งนี้ จุดที่จะมองตรงขึ้นไปยังผาหินเบื้องบนนั้นได้ ตะวันยังไม่ลับขอบฟ้า อำมาตย์รณกฤตสันตเดโชชัย เกล้ามวยผมทรงสูงให้กับร่างของผู้เป็นมเหษีแห่งเมืองนี้แล้วถอดแถบทองคำที่รัดมวยผมของเขานำมารัดให้กับร่างที่กำลังจะถูกนำลงไปวางยังก้นหลุมแห่งนี้ด้วยตัวเขาเอง 

                             เหล่านางกำนัลบางคนร้องไห้จนสิ้นสติ พวกที่ยังทำงานอยู่ได้แม้จะมีน้ำตาไหลไม่ขาดสายแต่ก็ทำหน้าที่อันควรแก่สถานะของผู้เป็นนายสูงสุดของตน ต่างพากันนำของใช้ เครื่องประดับที่ทรงโปรดวางลงในหลุมและตกแต่งด้วยดอกไม้เท่าที่จะพอหาได้ในเพลานี้ ผู้ทรงศีลทั้งหลายทำพิธีตามประเพณของตน เสร็จสิ้นทุกอย่างตะวันก็ใกล้จะตกลงของฟ้าทางด้านหลัง อำมาตย์รณกฤตสันตเดโชชัย ขอให้เขาเป็นคนเดียวทำหน้าที่ในการกลบดินลงไปในครั้งนี้ หลายครั้งที่ต้องยกแขนขึ้นปาดน้ำตา หลายครั้งที่ทรุดลงไปแล้วก็ต้องยืนขึ้นใหม่  

                             อีก 2,500 ปี บริเวณนี้ทั้งหมดจะถูกขุดพบเครื่องประดับมากมาย เม็ดกำปัดที่มีค่าและราคาสูงยิ่ง เหรียญตรา พระเครื่อง และขุดพบโครงกระดูกที่บอกให้คนรุ่นหลังได้รู้ว่านี่คือหลุมศพของคนสำคัญเพราะพบว่าในหลุมเต็มไปด้วยสิ่งของมีค่าที่คาดว่าเป็นของผู้ตายที่จะนำติดตัวไป ไม่ว่าจะเป็นเครื่องปั้นดินเผาลายคลื่นสามเส้น เครื่องเคลือบสีต่าง ๆ สร้อยทอง ลูกปัดเม็ดงามทั้งหลาย ให้คนที่ได้ทำการศึกษารับรู้จากของมีค่าทั้งหลายนี้ว่า โครงกระดูกนี้เป็นโครงกระดูกของผู้มีความสำคัญต่ออาณาจักรที่ถูกค้นพบแห่งนี้  แต่ไม่มีใครรู้ว่าโครงกระดูกนี้ครั้งหนึ่งเคยเป็นร่างของพระมเหษีของแคว้นสำคัญในอาณาจักรที่ยิ่งใหญ่แห่งนี้ 

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น