บัวมาลัย
email-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

เมืองใหม่ที่สร้างขึ้นด้วยหัวใจและวิญญาณ

ชื่อตอน : เมืองใหม่ที่สร้างขึ้นด้วยหัวใจและวิญญาณ

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย ลึกลับ,สืบสวน สอบสวน

คนเข้าชมทั้งหมด : 71

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 20 ม.ค. 2563 14:43 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
เมืองใหม่ที่สร้างขึ้นด้วยหัวใจและวิญญาณ
แบบอักษร

เมืองใหม่ที่สร้างขึ้นด้วยหัวใจและวิญญาณ 

 

               การเดินตามทางที่แผ้วถางไว้ไม่ได้กว้างนัก แต่สามารถเดินไปได้ง่ายและไม่ลำบาก ถึงจุดที่ลำน้ำแยกออกเป็นสองสาย สายหนึ่งไปทางซ้าย และตกลงจากภูเขาเสียงน้ำตกกระทบพื้นดังแต่ฟังแล้วรู้สึกสดชื่นมาก ลำธารอีกสายหนึ่งไหลตรงไปยังพื้นที่ลุ่มตามนิมิตของเจ้านาง ความกว้างของลำธารตรงจุดนี้ กว้างเกินกว่าที่ฉันจะกระโดดข้ามได้เช่นในวันนั้น และน้ำตกสายใหญ่นี้ก็ดูทรงพลังมากกว่าวันนั้นเช่นกัน 

                             เจ้านางสั่งหยุดลงตรงบริเวณนี้ตามคำแนะนำของพระมหาราชครู แล้วสั่งให้ขุนทหารคนหนึ่งทำหน้าที่ขุดหลุมบริเวณจุดที่ลำน้ำเชื่อมกันให้ห่างขนาดทหาร 3 คนกางแขนชนกัน อีกห้าคนทำหน้าที่สร้างสะพาน ซึ่งจะต้องมีการโค่นต้นไม้ใหญ่ เพราะสะพานนี้ต้องรับน้ำหนักรถลากที่จะทยอยมาในภายหลัง จึงทรงทิ้งทหารไว้ 5 นาย เพื่อทำหน้าที่นี้ โดยก่อนจะตัด พระมหาราชครูได้นั่งสมาธิเป็นเวลานาน แล้วก้มลงกราบพื้นดินทั่วทั้งแปดทิศ วางตะเกียงคลอบแก้วลงกับพื้นพร้อมทั้งไข่ต้ม 1 ฟอง คู่กันไปทั้ง 8 ทิศ หลังจากเข้าสมาธิอีกครั้งก็ลืมตาบอกขุนทหารทั้ง 5 ให้ลงมือโค่น ตัด ต้นไม้ เพื่อสร้างสะพานให้แข็งแรงและมั่นคง ต่างจากวันที่ฉันมาซึ่งไม่มีสะพานแห่งนี้ 

                             ทหารที่เหลือตามเจ้านางเพื่อเดินไปยังจุดหมายที่ไม่ไกลจากจุดนี้นักเพียง 4 คน และมะลิมาศอีกคน รวมทั้งพระมหาราชครู ทั้ง 7 คน ลุยน้ำที่มีความลึกขนาดเอวข้ามไปยังอีกฝั่งหนึ่ง เดินไปได้ไม่นานนัก แค่เพียงต้มน้ำเดือด ก็ได้ยินเสียงโห่ร้องดีใจของผู้คนดังขึ้นมา เจ้านางจำได้ดีว่า 2 คนใน 11 คน นั้นคืออำมาตย์สุรกฤตชัยศรี และอำมาตย์กฤตนทีชัยชาญ ทั้งสองคนคุกเข่าลงตรงหน้าเจ้านางแล้วทำความเคารพสูงสุด 

                             “พวกเรารอเจ้านางและอำมาตย์รณกฤติสันตเดโชชัยทุกขณะหายใจ นับแต่ข้ามมาถึงท้องทุ่งแห่งนี้ เจ้านางลองมองไปรอบ ๆ สิพะยะค่ะ พื้นที่ราบแห่งนี้กว้างขวางยิ่งนัก พวกข้านำเมล็ดข้าวเปลือที่ติดตัวมาฝังใต้ผืนดิน ไม่นานนักก็ออกดอกออกรวงงดงาม” 

                              อำมาตย์สุรกฤตชัยศรีกล่าวรายงานด้วยความปลื้มปิติ 

                             “พวกเราไม่ต้องหักล้างถางพงในพื้นที่นี้มากนักพะยะค่ะ พื้นที่กว้างใหญ่นี้เหมือนรอให้เราขึ้นมาพบเจอและสร้างเมืองใหม่อย่างที่พระองค์และอำมาตย์รณกฤตสันตเดโชชัยว่าไว้ไม่ผิด” 

                             อำมาตย์กฤตนทีชัยชาญกล่าวแล้วมองหาใครสักคนในกลุ่มคนเบื้องหน้านี้ 

                             “เจ้าไม่ต้องมองหาดอกอำมาตย์กฤตนที อำมาตย์รณกฤติสันตเดโชชัยไม่ได้ขึ้นมาในครานี้ ขณะที่พวกท่านอยู่บนนี้ เมืองข้างล่างเกิดวิบัติขึ้นมากมาย ทั้งแผ่นดินสะเทือนจนบ้านช่องต้นไม้ล้ม มิหน้ำซ้ำน้ำทะเลยังซัดคลื่นสูงเทียมฟ้าสาดเข้าใส่หัวเมืองหลายแห่งและแห่งสุดท้ายคือตลาดหน้าพระมหาราชวัง  ตอนนี้คนในเมืองเรามีไม่มากนักแล้ว ข้ารีบขึ้นมาได้เพียงเท่านี้ เพื่อเปลี่ยนให้พวกเจ้าได้ลงไปตามหาครอบครัว” 

                             ทุกคนที่อยู่บนนี้ต่างมีสีหน้าแปลกกันไป แต่อย่างหนึ่งที่ฉันสัมผัสได้คือพวกเขาประหวั่นใจห่วงครอบครัวที่จากมา พระมหาราชครูคงอ่านความรู้สึกของพวกเขาได้ จึงเอ่ยว่า 

                             “พวกเจ้าพาเราไปยังพื้นที่ที่ใช้ปักค้างแรมของพวกเจ้า แล้วเก็บข้าวของลงไปเข้าเมืองเถิด” 

                             สิ้นเสียงของราชครู ทุกคนก็มีสีหน้าแตกตื่นขึ้นทันที จนเจ้านางทรงถามขึ้นว่า 

                             “พวกเจ้าเป็นอะไรกัน มีสิ่งใดน่าหวาดกลัวหรือไรจึงทำสีหน้าท่าทางเยี่ยงนี้” 

                             อำมาตย์สุรกฤตชัยศรีจึงเล่าเรื่องราวให้ฟังว่า เมื่อออกเดินทางจากจุดที่ลานหินมาตามแผนที่ของอำมาตย์รณกฤติสันตเดโชชัย จนถึงบริเวณพุน้ำ ทุกคนต่างก็ทำพิธีสวดบูชาตามที่ได้รับการถ่ายทอดมา แต่ก็มีงูใหญ่สีดำออกมา ฉกกัดและฟาดลำตัวเข้าใส่จนขุนทหารตายกันนับสิบ ก่อนที่งูตัวนั้นจะหายกลับเข้าไปในป่าก็ชูคอแผ่พังพานจ้องมายังกลุ่มที่เหลือ จนทุกคนยืนไม่อยู่ แข้งขาอ่อนทรุดลงกับพื้น แล้วงูตัวนั้นก็เลื้อยหายไป 

                             “พวกข้าไม่กล้าออกไปจากท้องทุ่งและพื้นที่ราบแห่งนี้ แต่ระหว่างที่รอไม่รู้จะทำสิ่งใดที่จะติดต่อไปยังพวกท่านเพราะทุกคนล้วนแต่เกาะกลุ่มกันในนี้ ข้าเองก็ไม่กล้าเสี่ยงที่จะออกไปเช่นกัน งูนั้นช่างน่ากลัวยิ่งนัก” 

                             “พวกเราไม่กล้าตัดต้นไม้ในป่าด้านติดภูเขา จึงทำได้แต่เพียงเอากิ่งไม้ที่ขึ้นจากที่ราบนี้ปักเป็นกระโจมคลุมด้วยใบไม้พอเป็นที่พัก โชคดีที่ไม่มีฝนตกลงมาและแม้แต่แผ่นดินสะเทือน ข้างบนนี้ก็ไม่ได้รู้สึกอย่างใดเลย” 

                             อำมาตย์กฤตนทีชัยชาญแจ้งเพิ่มเติมจากคู่อำมาตย์ข้างตน 

                             “พวกเจ้าเก็บของออกเดินทางเถิด ไม่ต้องหวั่นกลัวสิ่งใดแล้ว ข้าได้ทำพิธีและได้รับอนุญาตจากผู้ที่พิทักษ์ขุนเขาแห่งนี้แล้ว เดินออกไปยังจุดที่มีพุน้ำ เจ้าก็จะเจอพวกเราปักซุ้มอยู่ที่นั่นอีกกลุ่มหนึ่ง พอให้เจ้าได้พักกายหายเหนื่อย และบอกพวกเขาว่าหากสะพานเสร็จให้ตามมาสมทบกับพวกข้าที่นี่ทันที เมื่อจะเดินทางต่อที่ลานผาหินก็มีท่านมหาเถรสังฆราชปฎิบัติธรรมอยู่ที่ผานั้น ไม่มีอะไรให้เจ้าต้องหวาดกลัวอีกแล้ว” 

                             พระมหาราชครูกล่าวด้วยน้ำเสียงเปี่ยมเมตตา และกล่าวต่อไปอีกว่า 

                             “ข้า เจ้านาง และขุนทหารที่มานี้จะรับผิดชอบต่อจากเจ้า” 

                             “เมื่อเจ้าลงไปถึงที่เมืองแล้ว จงเข้าเฝ้าพระเจ้าหรรษาชยวรมันต์ พระมเหษีเทวีนทีนาถ เพื่อให้ทั้งสองพระองค์รู้ว่าเราเจอสถานที่ตามที่นิมิตเห็นแล้ว และพร้อมที่จะสร้างเมืองใหม่บนนี้แล้ว ไปกันเถิดเดี๋ยวจะเย็นจะค่ำเสียก่อน ข้าไม่อยากรบกวนสิ่งใด ๆ ในป่านี้ยามวิกาล” 

                             อำมาตย์ทั้งสองและนายเวรขุนทหารทั้ง 11 คน ต่างเก็บของและเดินไปตามทางที่พระมหาราชครูบอก เจ้านางทรงเดินดูพื้นที่รอบ ๆ ด้วยรอยยิ้มที่สดใสจนมะลิมาศร้องไห้ออกมา 

                             “มะลิมาศ เจ้าเป็นอะไร” 

                             เจ้านางตกใจที่เห็นนางกำนัลคนสนิทร้องไห้เสียงดังเยี่ยงนั้น 

                             “หม่อมฉันไม่ได้เห็นเจ้านางยิ้มและร่าเริงเช่นนี้มานานเหลือเกินแล้วเพคะ” 

                             “โถ โถ มะลิมาศ เราไปดูกันเถิดว่าพวกทหารทั้ง 11 คนและ 2 อำมาตย์นั้นทำสิ่งใดไว้บ้างตลอดที่อยู่บนนี้” 

                             เจ้านางทรงจูงมือมะลิมาศเดินนำไปยังพื้นที่รอบ ๆ ก็พบแปลงพริก มะนาว ต้นกระทียม ต้นหอมแดง หอมใหญ่  เป็นแปลงขนาดใหญ่ ยกพื้นดินเป็นร่องสวนมีระเบียบสวยงาม ไม่ไกลนักก็มีกอกล้วยป่า กออ้อย ใบย่านาง พลู เลื้อยขึ้นตามธรรมชาติ สักครู่เสียงมะลิมาศก็ดังขึ้นอย่างดีใจ 

                             “เจ้านางมาตรงนี้สิเพคะ”  

                             เจ้านางจึงเดินไปยังจุดที่มะลิมาศนั่งแหวกต้นหญ้าขนอยู่ ซึ่งเป็นจุดที่มีลำธารสายเล็ก ๆ ตื้น ๆ ไหลผ่าน 

                             “อะไรหรือมะลิมาศ น้ำเสียงลิงโลดเยี่ยงนั้น” 

                             “ผักกูดเพคะเจ้านาง ผักกูดกอใหญ่เลย เย็นนี้เจ้านางจักได้กินผักกูดกับน้ำพริกแล้วเพคะ มีพริกสดมากพอที่จะทำน้ำพริกแทนน้ำพริกป่าที่กินกันมาหลายมื้อได้ ปลาแห้งเราก็ยังมีมากมากอยู่  คราวหน้าข้าจะเอามะพร้าวขึ้นมาปลูก เจ้านางจะได้มีกะทิสำหรับรากผักกูดดังที่ชอบ” 

                             พระพักตร์ของเจ้านางสลดลงทันที หยาดน้ำตาคลอ  

                             “เจ้านางไม่ชอบหรือเพคะ” 

                             “ชอบสิมะลิมาศ ข้าอยากกินมาก” 

                             ตรัสจบก็ทรงโอบกอดมะลิมาศไว้ นางกำนัลคนสนิทนี้ดูแลเจ้านางตั้งแต่วันแรกที่ทรงเติบใหญ่พอที่จะไปอยู่ในมหาวิหารเพียงลำพัง ดูแลเจ้านางมานับสิบปี ใกล้ชิดรู้ใจกันเสมือนพี่สาว 

                             “อย่าทรงเสียใจไปเลยเพคะ อะไรจะเกิดก็ต้องเกิด ทุกอย่างเป็นชะตาที่ถูกลิขิตเอาไว้แล้ว” 

                             มะลิมาศพูดเหมือนรู้ว่าจะมีสิ่งใดเกิดขึ้น เจ้านางยิ่งทรงร้องไห้นักขึ้น จนกระทั่งได้ยินเสียงของพระมหาราชครูดังที่เบื้องหลัง  

                             “พื้นที่ลุ่มนี้กว้างนัก เราคงต้องรีบทำอะไรตามที่ควรจะทำเสียก่อนเจ้านาง อย่าเพิ่งโศกเศร้าสิ่งใดกันไปเลย” 

                             เจ้านางทรงลุกขึ้นยืนปาดน้ำตาแล้วสั่งทหารทั้งสี่คนให้เดินตามพระองค์และท่านมหาราชครูไปยังสุดขอบของพื้นที่ลุ่ม ซึ่งติดกับหน้าผาหินที่มีความชัน พร้อมสั่งการให้ขุนทหารคนหนึ่งขุดหลุมลึกตรงบริเวณนี้ เมื่อเสร็จแล้วให้ไปรอที่กระโจมพัก  แล้วจึงเดินไปยังสุดขอบของพื้นที่ลุ่มอีกด้านตามทางที่จะเดินไปได้ ซึ่งไปสิ้นสุดยังรอยต่อของผู้เขาอีกลูกหนึ่งทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือเป็นเทือกเขาที่มีแนวยาวทอดไปตามทิศตะวันออกเฉียงใต้  จึงเป็นแนวปราการที่กันพื้นที่ราบลุ่มนี้ได้อย่างดี ณ ที่ตรงนี้เจ้านางได้ทิ้งทหารอีกนายหนึ่งให้ทำหน้าที่ขุดหลุมไว้เช่นเดียวกัน 

                             คนที่เหลือทั้งหมดเดินไล่ไปตามแนวเขา จนไปสุดที่เทือกเขาอีกด้านหนึ่งที่ทอดยาวขวางไปตลอดแนวทิศตะวันออกเฉียงใต้ ทหารคนที่ 3 ถูกทิ้งให้ทำหน้าที่เช่นเดียวกับ 2 คนที่ผ่านมา จำนวนคนที่เหลือน้อยลงเดินไล่ไปตามชายเขาแห่งนี้จนไปถึงเทือกเขาขนาดเล็กที่ทอดจากจุดสิ้นสุดนี้ไปทางตะวันตกแนวภูเขานี้ เป็นจุดที่น่าจะมองตรงไปยังมหาวิหารเทียมสุวรรณได้ เพียงแต่ความซับซ้อนหนาทึบและความสูงพื้นที่ยอดภูเขานี้ไม่สามารถมองลงไปเห็นอะไรได้นอกจากใบไม้ที่ปกคลุมอย่างหนาแน่น 

                             ขุนทหารคนที่ 4 รู้หน้าที่ของตนที่จะต้องทำอะไรในจุดนี้ เจ้านาง พระมหาราชครูและมะลิมาศจึงเดินกลับไปยังกระโจมที่พัก ซึ่งก็เป็นเพลาใกล้พระอาทิตย์จะตกดินแล้ว  ขุนทหารทั้ง 3 คนมารออยู่และจัดแจงที่พักไว้พร้อม พระมหาราชครูจึงแยกไปยังกระโจมที่เตรียมไว้ห่างจากกระโจมอื่น ๆ และแม้จะมีกระโจมเหลือพออีก 1 กระโจม ตามที่ขุนทหารสร้างเตรียมไว้ให้สำหรัแต่ละคน เจ้านางก็ทรงตรัสว่า 

                             “มะลิมาศ เจ้านอนด้วยกันกับข้านะ” 

               “เพคะเจ้านาง หม่อมฉันก็อยากดูแลเจ้านาง คืนนี้ข้าจะนวดจนกว่าเจ้านางจะหลับเลยนะเพคะ” 

                             “เจ้ารู้ใจข้านัก ข้าเมื่อย ปวดเท้าจนระบมแข่งกับมือแล้ว” 

                             “หม่อมฉันขอไปต้มน้ำเพื่อแช่ผ้าประคบให้เจ้านางก่อนนะเพคะ” 

                             รุ่งเช้าก่อนที่บรรดานายเวรขุนหทารและนางกำนัลจากเบื้องล่างจะขึ้นมาถึง พระมหาราชครูก็แจ้งแก่เจ้านางว่า 

                             “ข้าจะต้องเข้าไปในป่า เพื่อหาไม้สำหรับทำเสาเมือง คงต้องเอาขุนทหารทั้งสี่คนนี้ไปด้วยหากเจอจะได้ช่วยกันล้อมมาที่นี่” 

                             “ข้ากับมะลิมาศจะอยู่รอท่านและคณะที่จะตามมาสมทบอยู่ที่นี่” 

                             ........................................................................................... 

                             ขุนหลวงลาภวัตมนตรี ทุเลาจากอาการป่วยหนักที่เอาแต่นอนซมมาเกือบ 7 วัน เมื่อมีแรงออกมานั่งยังตั่งยกพื้นกลางลานบ้าน ก็บเจอกับแม่นางจารุศจีและลูกชายนั่งดูแลป้อนข้าวป้อนนมบุตรอันเกิดจากนางรำเพย จึงกล่าวขึ้นว่า 

                             “ข้าเจ็บป่วยครั้งนี้หนักนัก มิได้รับขวัญหลานปู่เลย ขอบน้ำใจเจ้านักจารุศจีที่เป็นแม่เรือนได้อย่างดีดูแลทุกคนในบ้านได้เป็นอย่างดี” 

                             แม่นางจารุศจี อุ้มทารกนั้นส่งให้กับขุนหลวงลาภวัตมนตรี 

                             “หลานชายท่านชื่อรุจิภาสแปลว่าแสงสว่าง พ่อเขาตั้งให้” 

                             “ทำไมตัวเล็กเยี่ยงนี้” 

                             “มันได้รับการกระทบกระเทือนจากแม่ของมันตั้งแต่ที่ริมน้ำจรเข้วันนั้น รำเพยมันก็สามวันดีสี่วันไข้ นี่ขนาดนางรำพึงไปขอน้ำมนต์จากมหาวิหารเทียมสุวรรณมาให้กินมิได้ขาด รุจิภาสรอดมาได้แต่ก็ต้องกำพร้าแม่” 

                             “เกิดอะไรขึ้นกับรำเพย” 

                             “มันสิ้นใจตอนคลอดลูกเจ้าค่ะท่านพี่” 

                             ขุนหลวงลาภวัตมนตรีเอานิ้วเกลี่ยที่กระหม่อมของหลาน 

                             “เทวดาคุ้มครองนะลูกนะ รุจิภาส” 

                             เสร็จแล้วก็ส่งหลานคืนให้กับผู้เป็นย่าที่ออกอาการเห่อหลานเป็นอย่างมาก 

                             “เหตุการณ์บ้านเมืองเป็นอย่างไรบ้างรณกฤต” 

                             “หม่อมฉันไม่ได้ข่าวคราวจากพระมหาราชวังเลย คนของข้าที่ส่งไปไม่มารายงานถึง 3 วันแล้ว”                         

  “คนของเจ้าไม่มารายงาน หมายความว่าเจ้าไม่ได้ไปเข้าเฝ้าที่ท้องพระโรงเลยหรือรณกฤต” 

                             “ใช่แล้วท่านพ่อ” 

                             น้ำเสียงของอำมาตย์รณกฤติสันตเดโชชัยฟังแล้วดูขมขื่นยิ่งนัก 

                             “ผีป่าสิงใจเจ้าหรือไรรณกฤตเจ้าจึงทำเยี่ยงนี้”  

                             ขุนหลวงลาภวัตมนตรีพูดด้วยน้ำเสียงเกรี้ยวกราดและลุกขึ้นคว้าดาบที่วางไว้ข้างลำตัวทันทีใช้มือดึงดาบออกจากฟักแต่ก็เซจนเกือบล้ม เมื่ออำมาตย์รณกฤติสันตเดโชชัยลุกขึ้นพยุงไว้ไม่ให้ล้มก็ถูกผลักจนกระเด็นตกจากตั่งไม้นั้นหล่นลงมาที่พื้น 

                             “ท่านพี่เจ้าคะ เจ้าพี่ฟังข้าก่อน ข้าเองที่ไม่ให้ลูกไป บ้านเมืองเกิดวิบัติทุกข์เข็ญขนาดนี้ ขุนหลวงปวงอำมาตย์ล้มตายไปกับการถูกเรือนทับต้นไม้ทับ บ้างก็ถูกน้ำพัดหายไปในทะเล หลายคนก็อพยพย้ายเมือง เรือนเราเองก็เหลืออยู่เพียง 2 หลังที่ท่านเห็น บ่าวไพล่ล้มตายไปมาก ไหนนางรำเพยจะมาคลอดลูกในเวลานี้ จนสิ้นใจไปอีก ท่านก็ล้มเจ็บไม่ได้สติพูดเพ้อไม่รู้ความ ท่านคิดว่าข้าคนเดียวจะรับทุกสิ่งไหวเช่นนั้นหรือ ข้าทำหน้าที่แม่เรือนตามที่ท่านเพิ่งกล่าวยกย่อง เพราะข้าต้องรักษาทุกชีวิตในการปกครองเช่นกัน ข้าไม่อาจรู้ได้ว่าท่านจะพาพวกเราทั้งหมดเสี่ยงตายขึ้นเขาหรือพาพวกเราไปตั้งรกรากใหม่ที่อาณาจักรสุพรรณภูมิ ส่วนรกฤตเองก็ไม่ได้เข้าเฝ้าที่พระมหาราชวังเพียง 7 วัน แต่ก็คอยฟังการรายงานของคนที่ส่งไปดูแลเจ้านางอยู่ตลอดเวลา” 

                             “7 วัน เจ้าพูดมาได้เยี่ยงไรเพียง 7 วัน เจ้าต้องถูกผีร้ายสิงใจไปแล้วจารุศจี รวมทั้งความคิดเรื่องอพยพไปยังอาณาจักรสุพรรณภูมิ เจ้าช่างอกตัญญูยิ่งนัก” 

                             พูดจบขุนหลวงลาภวัตมนตรีก็เข้าเรือนเปลี่ยนเครื่องนุ่งห่มคว้าดาบเตรียมลงจากเรือน อำมาตย์รณกฤติสันตเดโชชัยก็วิ่งไปคว้าดาบเตรียมจะตามลงไป เสียงของแม่นางจารุศจีก็ดังขึ้นว่า 

                             “เจ้าไปไหนไม่ได้รณกฤต เจ้าต้องดูแลรุจิภาสจนกว่าจะผ่านวันที่ 4 ไม่เช่นนั้นเจ้าก็ไม่ต้องเรียกข้าว่าแม่อีก” 

                             สิ้นเสียงอันดังนั้น เป็นผลให้ทั้งขุนหลวงลาภวัตมนตรีและอำมาตย์รณกฤติสันตเดโชชัยหยุดชงักลง แล้วหันมามองที่ต้นเสียง แววตาของขุนหลวงลาภวัตมนตรีแข็งกร้าวพูดขึ้นด้วยเสียงเกรี้ยวกราดขึ้นว่า 

                             “เจ้าทำเยี่ยงนี้นี่เอง รณกฤตถึงไม่ได้เข้ารับรู้การณ์บ้านการณ์เมือง ทอดทิ้งผู้ที่ถวายสัตว์จะปกป้องด้วยชีวิต นอกเหนือจาที่พระมเหษีเทวีนทีนาถผู้เป็นพี่ของข้าเมตตารักและเอ็นดูเจ้านักหนา นับจากนี้ข้าก็จะไม่ถือว่าเจ้าเป็นเมียเป็นแม่เรือนของข้าเช่นกัน” 

                             กล่าวจบขุนหลวงลาภวัตมนตรีก็รีบเดินลงจากบันไดเรือนกึ่งเดินกึ่งวิ่งไปยัพระบรมมหาราชวังโดยมิได้มีอาการของคนเพิ่งฟื้นจากไข้เลย นายเวรขุนทหารที่ต้องติดตามต้องวิ่งตามไปจึงจะก้าวเท้าได้ทัน 

                             “เจ้าได้ยินเยี่ยงนี้แล้ว ยังจะทิ้งข้าไปอีกคนในยามนี้ก็ได้นะรณกฤต” 

                             อำมาตย์รณกฤติสันตเดโชชัยได้แต่เพียงทรุดลงตรงบันไดหน้าเรือนก้มหน้าลง ที่พื้นไม้กระดานตรงนั้นมีน้ำที่หยดลงมาจากดวงตาของอำมาตย์ผู้ยิ่งใหญ่แห่งแคว้นรัฎฐณสุวรรณ 

                             พระมเหษีเทวีนทีนาถทราบจากนางกำนัลที่กำลังช่วยกันเก็บของในท้องพระคลังว่าขุนหลวงลาภวัตมนตรีมาเข้าเฝ้าอยู่ในท้องพระโรง จึงตรัสกับนางกำนัลว่า 

                             “ปล่อยให้เขานั่งรอไปเถิด เรามีงานต้องทำอีกเยอะ” 

                             พระอาทิตย์ใกล้ตกจากฟ้าแล้ว ร่างของผู้ชายที่นุ่งห่มด้วยเครื่องแต่งกายของชนชั้นสูงนั่งไหล่งองุ้มอยู่เบื้องหน้าพระราชบัลลังก์โดยไม่กระดิกตัวไปไหน 

                             รุ่งเช้า...บนภูเขา เหล่านายเวรขุนทหารสร้างสะพานไม้เสร็จแข็งแรงดีแล้ว ส่งเสียงชัยโยโห่ร้อง จนเจ้านางซึ่งรออีกฟากหนึ่งต้องใช้นิ้วยกมือห้ามไม่ให้เสียงดัง แต่ใบหน้าที่เปี่ยมไปด้วยรอยยิ้ม รอรับนายทหารและนางกำนัลทุกคนอยู่บนแผ่นดินใหม่ที่กำลังจะกลายเป็นเมืองใหม่ 

                             รุ่งเช้า....อำมาตย์สุรกฤตชัยศรี อำมาตย์กฤตนทีชัยชาญ กำลังประเคนถวายกล้วยป่าและน้ำดื่มในกระบอกไม้ไผ่ แด่ท่านมหาเถรสังฆราชเจ้าบนลานหิน 

                             รุ่งเช้า.....ขบวนของพระเจ้าหรรษาชยวรมันต์ก็ขนของขึ้นเครื่องลากครบจำนวน 10 คัน หลังจากที่ทั้งคืนไม่มีใครได้หลับได้นอนรวมทั้งพระเจ้าหรรษาชยวรมันต์เอง 

                             รุ่งเช้า.....เครื่องผูก เรือแพ ก็ถูกบรรทุกด้วยข้าวของที่ห่อด้วยผ้าเนื้อหนากถูกนำลงแพจนครบ 5 แพ เช่นเดียวกับกับคณะเครื่องลากทางบกนั่นคือไม่มีใครได้นอนตลอดทั้งคืน แม้แต่อำมาตยนายก 

                             รุ่งเช้า....พระมเหษีเทวีนทีนาถออกมาจากท้องพระคลังเพื่อกลับขึ้นไปนอนพักยังชั้นบนของพระมหาราชวัง 

                             รุ่งเช้า....ชายชราที่คุกเข่าอยู่หน้าพระราชบัลลังก์ในท้องพระโรงยังคงอยู่ที่เดิมเหมือนไม่ได้ขยับลำตัวแม้สักนิด  

                             รุ่งเช้า...แม่นางจารุศจีได้พาบุตรชาย หลานชาย และบ่าวไพล่ติดตัวไป 3 คน เดินทางไปยังมหาวิหารเทียมสุวรรณเพื่อทำขวัญหลังจากเกิดมาครบ 4 วัน  ให้กับหลานชายที่เพิ่งเกิดมาในช่วงเหตุการณ์สำคัญของบ้านเมือง 

.......................................................... 

                             “ข้าดีใจนักที่ทุกคนมารวมกันที่นี่ พวกเจ้าปักกระโจมสำหรับพักและกินข้าวกินปลาที่มะลิมาศเตรียมต้อนรับเจ้ากันก่อนเถิดหนา เมื่อเสร็จแล้วจงช่วยพระมหาราชครูแต่งเกลาไม้พะยุงที่จะใช้ปักหลักเมืองให้สวยงามทันเวลาที่พ่อข้าจะขึ้นมาถึงในอีกไม่กี่เพลานี้” 

                             เมื่ออาหารเริ่มหมดไป หลายคนที่เหนื่อยล้าจึงออกอาการที่จะพัก เจ้านางจึงเอ่ยขึ้นว่า 

                             “พี่น้องแห่งข้าทั้งหลาย งานของเราเหลืออีกเยอะ เพลาก็มีไม่มากแล้ว ข้าขอร้องพวกเจ้าให้อดทนต่อความเหน็ดเหนื่อยอีกสักหน่อยเถิด งานวันนี้นอกจากงานไม้จะต้องมีการขุดหลุมอีก 2 หลุม ตรงตำแหน่งที่ท่านมหาราชครูกำหนด 

                             ตอนนี้ข้าต้องการพบหัวหน้าขุนทหารที่อำมาตย์รณกฤติสันตเดโชชัยส่งให้มาคอยดูแลข้า ข้ามีภารกิจให้เจ้าทำเป็นพิเศษ” 

                             ชายฉกรรจ์ร่างกายกำยำจึงเดินออกมาจากกลุ่มนายเวร ขุนทหารที่รวมกันอยู่มุมหนึ่งของทุ่งโล่งแห่งนี้มาคุกเข่าอยู่เบื้องหน้าของเจ้านางและพระมหาราชครู 

                             “เจ้าได้รับหน้าที่คอยดูแลข้าตั้งแต่เมื่อใด” 

                             “ตั้งแต่วันที่ท่านอำมาตย์รณกฤติสันตเดโชชัยถูกแม่นางจารุศจีห้ามลงจากเรือนพะยะค่ะ” 

                             “เป็นเรื่องใหม่ที่ข้าเพิ่งรู้” 

                             เจ้านางกล่าวด้วยหัวใจที่เจ็บแค้น แต่ต้องปล่อยผ่านไปเกินกว่าจะมานั่งคิดแค้นหรือเสียใจต่อผู้ใดในยามนี้ เวลาเหลืออีกไม่มากนักหากทุกสิ่งเป็นไปตามที่นิมิต เป็นไปตามคำทัก คำทำนายของผู้ทรงศีลทั่วไป แคว้นรัฎฐณสุวรรณจะต้องเกิดการสั่นไหวของแผ่นดินครั้งใหญ่อีกครา และในครานี้จึงจะเรียกว่าล่มสลายจริงๆ  

                             “ข้าขอบน้ำใจเจ้ามาก และต้องขอโทษที่ข้าใช้แต่โทษะทำให้เจ้าและลูกน้องต้องถูกจองจำในคุก” 

                             “ไม่เป็นไรพะยะค่ะ แค่เจ้านางให้โอกาสพวกกระหม่อมฉันได้ออกมาและทำหน้าที่ที่ยิ่งใหญ่นี้ หม่อมฉันก็ดีใจจนสุดจะกล่าวแล้ว” 

                             เสียงของผู้ชายกำยำล่ำสันตัวใหญ่นี้ยังสั่นเครือด้วยความปิติที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของงานที่ยิ่งใหญ่ ต่างกับนายของเขาที่ยามนี้ยังคงหมกมุ่นอยู่แต่กับเรื่องส่วนตัว 

                             “ข้าไม่เคยถามเจ้ามาก่อนเลยว่าเจ้าชื่อเรียงเสียงใด” 

                             “วีรภัทรพะยะค่ะ” 

                             “วีรภัทร เป็นชื่อที่ไพเราะมาก มีความหมายว่าอย่างไร” 

                             “มีความหมายว่าผู้กล้า ผู้เจริญพะยะค่ะ” 

                             “เจ้าเกิดวันใด ปีใด วีระภัทร” 

                             “ข้าเกิดวันเสาร์ปีมะโรงพะยะค่ะ” 

                             เจ้านางทรงหันไปสบตากับพระมหาราชครู ก่อนที่จะเอ่ยปากว่า 

                             “ดีแล้ววีรภัทร เจ้าเป็นทหารที่เข้มแข็งแกร่งกล้าสมกับชื่อของเจ้า ข้าจะมอบหมายให้เจ้าได้ทำหน้าที่ที่ผู้กล้าอย่างเจ้าจะต้องทำ เจ้าตามข้ากับพระมหาราชครูไปทำหน้าที่ของเจ้ากันเถิด” 

                             น้ำเสียงของเจ้านางเยียบเย็น น่ากลัวมาก ทรงลุกขึ้นยืนกลับเข้าไปในกระโจม เปลี่ยนเครื่องทรงเป็นสีทองทั้งองค์ แต่งเครื่องประดับยศของเจ้านางครบทุกอย่าง แล้วนำกล่องไม้ขนาดยาวออกมาถือแล้วบอกกับพระมหาราชครูและวีรภัทรว่า 

                             “เราไปกันเถิด เดี๋ยวจะไม่ทันเวลาพระอาทิตย์ขึ้นอยู่กลางฟ้า” 

                             “หม่อมฉันขอตามไปด้วยเพคะเจ้านาง” 

                             มะลิมาศกล่าวด้วยเสียงที่แฝงไปด้วยความห่วงใย  การณ์ที่จะไปทำครั้งนี้นางรู้สึกได้ว่าเป็นเรื่องยิ่งใหญ่มาก นางไม่อยากให้เจ้านางต้องทรงอยู่ลำพังแม้จะมีพระมหาราชครูอยู่ด้วยก็ตาม 

                             “ไม่ต้องหรอกมะลิมาศ ข้ากับพระมหาราชครูต้องมอบหน้าที่ให้กับเขาด้วยตัวเอง ด้วยตำแหน่งเจ้านางแห่งแคว้น” 

                             เจ้านางทรงลุกขึ้นยืนอย่างสง่าพระเศียรเชิดขึ้น เดินนำพระมหาราชครูและขุนทหารวีรภัทรไปยังสุดขอบของพื้นที่ลุ่ม ซึ่งติดกับหน้าผาหินที่มีความชัน ที่ซึ่งได้มีการขุดหลุมลึกเอาไว้ 

                             เมื่อมาถึงจุดนี้ทรงยืนชิดขอบหลุม ขุนทหารวีรภัทรคุกเข่าอยู่ด้านข้าง ฉันสัมผัสได้ถึงความหวั่นไหวในใจของเขา ลางสังหรณ์บางอย่างที่น่าหวาดกลัวเกิดขึ้นในจิต 

                             “วีรภัทรผู้กล้าแห่งแคว้นรัฎฐณสุวรรณ ข้าจะมอบหน้าที่ให้เจ้าเฝ้าดูแลเมืองใหม่แห่งนี้เจ้ายินดีหรือไม่” 

                             “ยินดีเป็นอย่างยิ่งพะยะค่ะ” 

                             น้ำเสียงที่ตอบหนักแน่นมั่นคง แต่ในใจนั้นเต้นระทึกโครมคราม 

                             “ข้าขอบน้ำใจเจ้ามาก ขอให้เจ้าทำหน้าที่นี้ให้ดีที่สุด ข้าฝากเมืองนี้กับเจ้าด้วยวีรภัทร” 

                             เจ้านางขยับตัวเยื้องมาด้านหลังของขุนทหารผู้นี้ ตัวเขาเองเริ่มคาดเดาได้ว่าหน้าที่ของเขาคืออะไร เขาจึงไม่หันตามเจ้านาง หากแต่ขยับกายให้ชิดกับหลุมนั้น และมองลงไปอย่างแน่แน่ว 

                             “หม่อมฉันพร้อมรับหน้าที่นี้แล้วพะยะค่ะ” 

                             เจ้านางทรงเปิดกล่องแล้วนำสิ่งที่ออกมาเงื้อมสุดแขน แสงสะท้อนจากดวงอาทิตย์ที่ขึ้นตรงหัวของทุกคนจนไม่มีเงาทอดจากกายของผู้ใดทั้งสิ้น นอกจากเงาของดาบเล่มยาวที่เงื้อขึ้นกระทบกับแสงเป็นประกายเงาวับแล้วฟันสุดแรงจนผู้ที่ฟาดดาบเล่มนี้ลงไปเองยังถึงกับเซถลาหมุนตัวตามแรงเหวี่ยงไปด้วย เลือดที่สาดกระเซ็นจากร่างที่ไร้ศรีษะจึงเปื้อนด้านข้างพระวรกายจนแดงฉานตัดกับสีทองของเครื่องแต่งกายอย่างเด่นชัด 

                             เมื่อทรงหันลำตัวกลับก็เป็นเพลาเดียวกันกับที่ร่างกำยำนั้นร่วงหล่นตามศรีษะของเขาที่กระเด็นไปอยู่ในหลุมนั้นแล้ว ดวงตาที่เบิกโพลง ปากที่ยังขยับ ทำให้ภาพนั้นน่ากลัวจนฉันไม่สามารถคุมสมาธิจิตได้ กระทั่งได้ยินเสียงสวดมนต์หรือคาถาที่ไม่คุ้นชินจากพระมหาราชครูที่ดังขึ้นพร้อมกับรินน้ำจากคณโฑดินเผาที่นำออกจากย่าม นำห่วงสายสิญจน์วางลงตรงศรีษะของร่างที่อยู่ในหลุม เจิมแป้งสีขาวที่หน้าผากเช่นเดียวกับของเจ้านาง โปรยด้วยข้าวตอกดอกไม้ แล้วกำดินขึ้นมาพ่นคาถาหรือบทสวดนั้นเป่าลงไปแล้วนำไปวางที่ทรวงอกของขุนทหารที่ต้องมีหน้าที่บริเวณนี้ แล้วจึงนำดินจากขอบหลุมโปรยลงไปจนมองไม่เห็นสิ่งที่อยู่ก้นหลุม ราดน้ำจากคณโฑลงไปอีกครั้ง โปรยข้าวตอกดอกไม้ลงไปอีกครา แล้วลุกขึ้นยืน เจ้านางทรงนำไม้ที่ขุนทหารใช้ในการขุดหลุมนี้ทิ้งไว้ โกยดินทั้งหมดปกคลุมร่างนี้  

                             เป็นภาพที่น่ากลัวยิ่งนัก หัวใจฉันเต้นแรงแต่ก็ยังสัมผัสได้ถึงความเย็นจากร่างของเจ้านางและเสียงร้องไห้จากหัวใจที่ดังก้องออกมาจากร่างที่กำลังโกยดินนั้นอย่างแข็งแรง น้ำที่รินลงไปยังพื้นดินแห่งนี้อีกชั้นหนึ่งนั้น เป็นน้ำตาจากผู้หญิงรูปร่างอรชร สวมกระจังหน้าสีทองทรงสูงเสมอมวยผมที่เกล้าขึ้นและรัดไว้ด้วยแผ่นทองคำสลักตัวอักษรที่ฉันไม่เข้าใจ กำลังยกไม้โกยดินลงไปครั้งแล้วครั้งเล่าพร้อมกับน้ำตาที่รินรดไปไม่ขาดสาย 

                             ที่พระมหาราชวัง พระมเหษีเทวีนทีนาถเดินออกมาเบื้องหน้าขุนหลวงลาภวัตมนตรี 

                             “ใยเจ้ามาเพลานี้ลาภวัต” 

                             ทรงตรัสถามแต่ไม่มองมายังผู้ที่ถูกถามเลย 

                             “เมื่ออกจากท้องพระโรงในวันก่อนคลื่นใหญ่ซัดเข้ามานั้น หม่อมฉันถูกแผ่นดินสั่นจนทรงกายไม่อยู่รู้สึกเวียนหัว ทรงตัวไม่ให้ตรงไม่ได้นับแต่นั้นมา แต่ก็พยายามฝืนทนออกตรวจหมู่บ้านชุมชนต่าง ๆ จนรู้สึกว่าไม่สามารถจะฝืนยืนหรือเดินอีกต่อไปได้ แม้กระทั่งดวงตาก็มองอะไรได้ไม่ชัด จึงให้นายเวรช่วยนำตัวกลับเรือน 

                             เมื่อกลับขึ้นเรือนไปหม่อมฉันตั้งใจว่าจะล้างหน้าแล้วเข้านอนสักพัก แต่เมื่อน้ำเย็นไหลผ่านลงบนหน้า หม่อมฉันก็วูบดับด้วยแสงและเสียงไปทันที ไม่รับรู้อะไรอีกเลย 

                             จนเริ่มค่อยยังชั่วขึ้นเมื่อเช้ามานี้ และรู้เรื่องที่รณกฤตไม่ได้มาเข้าเฝ้าเลย หม่อมฉันจึงรีบมาที่นี่พะยะค่ะ” 

                             “เจ้ายังโชคดีนักนะลาภวัต ที่มาในวันที่ยังเจอข้าอยู่ เพราะอีกไม่กี่เพลาข้าก็ต้องทำหน้าที่ในการสร้างเมืองใหม่ในส่วนของข้า ไม่ว่านายเวร ขุนมหารอำมาตย์ชั้นไหน ตอนนี้ทุกคนทำงานหนักมากยกเว้นเพียงครอบครัวเจ้าเท่านั้น” 

                             “กระหม่อมขอถวายชีวิตให้พระองค์ตรงนี้ หากจะพิสูจน์ได้ว่าหม่อมฉันไม่ได้หลบหลีกราชกิจ ไม่ได้คิดเบี่ยงเบนไปเข้าฝ่ายอื่น และไม่เคยคิดที่จะอพยพครัวเรือนไปอาศัยแคว้นอื่นให้เสียศักดิ์ศรีของขุนหลวงแห่งแคว้นเป็นที่แน่นอน” 

                             “ข้าอยากอภัยให้เจ้านักลาภวัต แต่การณ์ครั้งนี้เจ้าและลูกทำให้พวกเราผิดหวัง เสียใจ เป็นอย่างมาก และไม่รู้สึกได้ว่ายามทุกข์เจ้าจะอยู่ร่วมต้านกับเรา เจ้ากลับไปยังเรือนของเจ้าเถิดข้ามีกิจธุระที่ข้าต้องทำ” 

                             กล่าวจบเจ้าพระมเหษีเทวีนทีนาถก็กลับเข้าไปในห้องท้องพระคลังเช่นเดิม 

                             ขุนหลวงลาภวัตออกมาจากพระมหาราชวัง ระหว่างทางได้พบรถลากสิ่งของที่มีขนาดใหญ่แต่มองไม่ออกว่าเป็นสิ่งใด ด้านหลังสุดของขบวนมีเสลี่ยงที่มองเห็นว่าผู้ที่อยู่บนนั้นคือพระเจ้าหรรษาชยวรมันต์ จึงรีบวิ่งไปคุกเข่าหมอบอยู่ตรงขาของผู้หามเสลี่ยงคู่หน้า ทำให้เสลี่ยงต้องหยุด 

                             “เจ้าไม่ถอยหลบไป ข้าจะสั่งให้ขบวนพลหามเสลี่ยงเหยียบข้ามเจ้าไปทันที” 

                             “ขอพระองค์ฟังข้าพเจ้าหน่อยเถิด ตลอดเวลาที่ผ่านมาข้าพเจ้าได้เคยแสดงให้พระองค์เห็นหรือว่าชีวิตข้าพเจ้าสำคัญน้อยกว่าแผ่นดิน สำคัญน้องกว่าพระองค์ พระมเหษี และเจ้านาง การณ์อันใดที่ข้าทำได้แม้ต้องแลกด้วยชีวิตข้าก็ยินดีทำมาโดยตลอด ขอได้โปรดฟังถ้อยคำของข้าพเจ้าในครั้งนี้ด้วยเถิด” 

                             “ลาภวัต ข้าไม่มีเวลาฟัง ไม่มีเวลาคิดเรื่องอื่น ตัวข้า นทีนาถและศศิพิน กำลังต้องทำหน้าที่ในการสร้างเมืองใหม่ให้สำเร็จโดยเร็วที่สุด ก่อนที่พวกขะแมร์จะมาลุกล้ำเอาดินแดนไป และก่อนที่ไพล่ฟ้าข้าไทจะไม่มีที่พึ่งพา ไม่มีที่ทำมาหากิน ในยามนี้หากเจ้าอยากทำอะไรก็ไปดูเอาเถิดว่าตรงไหนที่เจ้าจะเป็นประโยชน์ได้บ้าง เพราะทุกคนถูกกำหนดหน้าที่ไว้หมดแล้ว ยกเว้นคนในครอบครัวเจ้า เจ้าหลีกไปเถิด ไปใช้เวลาใคร่ครวญเอาเถิด” 

                             ขุนหลวงลาภวัตขยับตัวเพื่อให้เสลี่ยงสามารถเดินทางต่อไปได้ เขานั่งคุกเข่าก้มศรีษะแล้วร้องไห้ออกมาด้วยเสียงสะอื้นอันดัง 

                             เมื่อกลับถึงเรือน เขาสั่งให้บาวไพล่เก็บผ้าที่จำเป็นต้องใช้ อาหารแห้ง ลงไปในย่ามใบใหญ่ แล้วเข้าห้องที่เก็บพระและกระดูกของบรรพบุรุษ สักพักใหญ่จึงออกมากินข้าวที่ศาลายกพื้นกลางบ้านพร้อมหน้ากันกับเจ้านางจารุศจีและอำมาตย์รณกฤติสันตเดโชชัย โดยไม่มีการพูดคุยใด ๆ เลย เมื่อกินข้าวเสร็จ แม่นางจารุศจีจึงเอ่ยถามด้วยเสียงเบา ๆว่า 

                             “ท่านพี่เก็บของจะไปไหนคะท่าน” 

                             “ข้าจักต้องไปทำหน้าที่ของขุนหลวงแห่งเมืองนี้ ในยามนี้ไม่มีผู้ใดในเมืองว่างเว้นจากการช่วยเหลือพระเจ้าหรรษาชยวรมันต์และเจ้านางศศิพินทุเทวีสร้างเมืองใหม่ ทุกคนมีหน้าที่ที่ต้องทำแข่งกับเวลา ยกเว้นแต่คนในเรือนของเราเท่านั้น” 

                             ขุนหลวงลาภวัตมนตรีพูดจบฉันเห็นกรามที่กัดขบกันจนขึ้นสันนูน 

                             “เจ้าอย่าได้พูดอันใดออกมาอีกจารุศจี   เพราะข้าไม่มั่นใจว่าจะยั้งสติ ยั้งมือไม่บั่นเอาหัวของเจ้าออกจากตัว สำหรับการที่เจ้าเห็นแก่ตัว ห้ามลูกไม่ให้ไปช่วยราชการครั้งนี้ ต่อไปเจ้ากับข้าอย่าได้ต้องพบหน้ากันอีก” 

                             พูดจบขุนหลวงลาภวัตมนตรีก็สะพายย่ามและหยิบดาบคู่กายเดินลงจากเรือนทันที โดยไม่หันหน้ามองผู้ใดในเรือน 

                             แม่นางจารุศจีนั่งนิ่งอ้าปากหวอด้วยความตกใจและเสียใจ ใบหน้าซีดเผือด ไม่รู้ว่าอยู่ในท่านั่งนี้นานเท่าใด จนเมื่อเห็นบุตรชายสะพายย่ามและถือดาบมากราบลงตรงเบื้องหน้า น้ำตาเต็มสองตาของลูกทำให้นางตกใจไม่น้อย 

                             “วันนี้รุจิภาศก็อยู่มาเกินเวลา 4 วันแล้ว ลูกของข้าคงปลอดภัยและแข็งแรงดีขึ้นแล้ว ข้าขอฝากมันไว้กับท่านแม่ด้วย ข้าจำเป็นต้องตามท่านพ่อไป ครานี้ข้าขอร้องท่านอย่าห้ามอย่ายื่นคำขาดอันใดให้ข้าต้องกลายเป็นคนเนรคุณต่อท่านด้วยเลย ข้าขอลาท่านแม่" 

                             อำมาตย์รณกฤติสันตเดโชชัยก้มลงกราบแม่นางจารุศจีแล้วคลานไปดมที่แก้มของทารกน้อย 

                             “อยู่กับย่านะเจ้า หากเสร็จหน้าที่ของพ่อเมื่อใด พ่อจะรีบกลับมาหาเจ้า” 

                             จบคำเขาก็ลุกขึ้นยืนแล้วเดินลงจากเรือนทันที 

                             แม่นางจารุศจีได้แต่นั่งมองน้ำตารินไหล นี่นางเป็นคนเห็นแก่ตัวเยี่ยงนี้เชียวหรือ นางทำทุกอย่างก็เพื่อให้คนในครอบครัวอยู่รอดปลอดภัย ดูแลกันในยามวิกฤติ เมื่อหมดกังวลใด ๆ กับเรื่องในครอบครัวแล้ว ผัวและลูกจะได้ไปปฎิบัติหน้าที่ได้อย่างเต็มที่ คิดอ่านกันได้ว่าจะพากันอยู่รอดได้ออย่างไรต่อไป นางกอดผู้เป็นหลานไว้แนบอก สักครู่อำมาตย์กฤตธรรมฤทธิ์ก็คลานมายังเบื้องล่างของตั่งแล้วกล่าวว่า 

                             “ข้าเองก็เนรคุณต่อแผ่นดิน ละทิ้งหน้าที่ของตนเห็นแก่ครอบครัวเป็นใหญ่ ข้าขอฝากหลานและเมียไว้กับท่าน หากข้ายังมีชีวิตอยู่ข้าจะกลับมาหาพวกเขา” 

                             อำมาตย์กฤตธรรมฤทธิ์ ก้มลงกราบแล้วลุกขึ้นเดินลงจากเรือนไป 

                             ขุนหลวงลาภวัตสรรเสริญรีบวิ่งกลับมายังพระมหาราชวัง และคุกเข่ารออยู่ที่เดิมเป็นเวลานานกว่าพระมเหษีเทวีนทีนาถจะออกมาพบ 

                             “ข้าขอคืนตำแหน่งขุนหลวงแด่องค์พระเจ้าหรรษาชยวรมันต์และพระมเหษีเทวีนทีนาถ” 

                             กล่าวจบก็ถอดเอาแผ่นทองคำที่จารึกอักษรสันสกฤตรัดที่มวยผมออก พร้อมทั้งเครื่องถนิมพิมพาภรณ์อันเป็นไปตามตำแหน่งของขุนหลวงวางลงยังเบื้องหน้าพระราชบัลลังก์ที่เคยเป็นที่ประทับของเจ้านางศศิพินทุเทวี เหลือเพียงผ้านุ่งธรรมดามิได้สวมเครื่องแต่งกายใด ๆ ท่อนบนแม้กระทั่งทับทรวงสีทองลงอักขระอักษรในวันที่ได้รับตำแหน่งขุนหลวงจากมือของพระเจ้าหรรษาชยวรมันต์ แล้วคลานออกมานั่งแทบพระบาทของพระมหเษีเทวีนทีนาถ 

                             “นับจากนี้ข้าขอเป็นเพียงลาภวัต ผู้เป็นน้องของเจ้าพี่ ที่ต้องทำหน้าที่ปกป้องพี่สาวแม้ต้องแลกด้วยชีวิต ไม่ว่าพระองค์จะทำอะไรโปรดบัญชาหม่อมฉันได้เลย ต่อให้ต้องบุกลุยดงอษรพิษข้าก็ยินดีทำ” 

                             “ข้ายังไม่รู้จะให้เจ้าทำอันใดหรอกลาภวัต ถ้าข้าคิดได้ข้าจะบอกเจ้าแล้วกัน” 

                             อำมาตย์รณกฤตสันตเดโชชัยเองก็รีบวิ่งออกจากเรือนตรงมาที่พระมหาวิหาร แล้วก็ต้องตกตลึงที่ผู้คนเข้าออกเดินกันกวักไกว่ไปทั่วทั้งพระมหาวิหาร แสดงว่าน้องหญิงของเขาไม่ได้อยู่ที่นี่แล้ว นางต้องขึ้นไปบนภูเขานั้นแล้ว และทำอะไรไปแค่ไหนแล้วบ้างก็เกินจะรู้  เขาเห็นอำมาตยนายกกำลังสั่งการให้นายเวร ขุนทหารและบ่าวไพล่ทั้งปวง ทยอยนำของที่ห่อหุ้มด้วยผ้าลงไปยังแพแล้วสั่งให้ค่อย ๆ ประคองแพไปยังพื้นดินฝั่งตรงข้ามซึ่งเป็นเชิงเขาเบื้องหน้า 

                             “ท่านอำมาตยานากยกท่านมีการณ์ใดจะใช้ข้าขอท่านโปรดสั่งลงมาเถิด”  

                             อำมาตยนายกหันมามองชายหนุ่มล่ำสันและมีใบหน้าที่หมองหม่นด้านข้างว่า 

                             “ข้ามิมีอันใดจักอาจเอื้อมใช้อำมาตย์มนตรีของแคว้นนี้ได้ดอก” 

                             อำมาตย์รณกฤตสันตเดโชชัย ก้มลงนั่งคุกเข่าด้านข้างของท่านอำมาตยนายก 

                             “ข้ามิคู่ควรกับตำแหน่งนี้อีกแล้ว ขอให้ท่านเห็นข้าเป็นไพล่ฟ้าข้าไทคนหนึ่งของเมืองนี้เถิด จะให้ข้าไปยกไปแบกหามสิ่งใดข้ายินดีทำทั้งสิ้น” 

                             สิ้นเสียงของอำมาตย์รณกฤตสันตเดโชชัย ก็มีเสียงของทหารคนหนึ่งร้องดังขึ้นมาว่า 

                             “หยุดก่อน ๆ อย่าเพิ่งลาก แพทับขุนทหารเทพนริสเบื้องหน้าไปใต้น้ำแล้ว” 

                             กระแสน้ำที่แรง แพที่บันทุกของหนัก ทำให้ยากที่จะบังคับทิศทาง อำมาตย์รณกฤตสันตเดโชชัยทิ้งของทั้งหมดของเขาไว้ตรงแทบเท้าของอำมาตยนายกแล้วโดดลงไปในลำธารว่ายไปด้านหน้าของแพแล้วมุดเข้าไปใช้เวลาเกือบชั่วอึดใจ จึงคว้าร่างของขุนทหารเทพนริศออกมาได้ แล้วพาว่ายข้ามมายังฝั่ง จึงเห็นว่าที่ศรีษะของขุนมหารเทพนริศมีแผลมาจากการกระแทกของแพไม้ไผ่นั้น และอาจทำให้เขาหน้ามืดจนเสียหลักล้มลงในขณะที่แพก็ทับร่างเขาเอาไว้ 

                             “รีบเอาขุนทหารเทพนริศไปหาหมอใส่ยารักษาเร็วเข้า” 

                             อำมาตยนายกสั่งการให้นายเวรที่อยู่บริเวณนั้นช่วยกันอุ้มร่างของขุนทหารเทพนริศเข้าไปในพระมหาวิหารทันที 

                             “ข้าขอเป็นผู้ลากแพนั้นแทนขุนทหารเทพนริศเอง ท่านอำมาตยนายกโปรดให้โอกาสข้าด้วย” 

                             อำมาตยนายกเพียงแต่พยักหน้า อำมาตย์รณกฤตสันตเดโชชัยก็รีบคว้าข้าวของที่ติดตัวมากระโดดลงน้ำไปทันที และควานหาเชือกที่ใช้สำหรับลากจูงแพทางด้านหน้า จับเชือกทั้งสองเส้นพาดไหล่ซ้ายขวาออกแรงลากแพข้ามลำธารไปยังฝั่งตรงข้ามทันที เสร็จจากแพหนึ่งก็จะทำอีกแพหนึ่งไม่พักหยุด จนตะวันคล้อยของทั้งหมดที่บรรทุกมาก็ถูกนำลงบนพื้นดินริมลำธารฝั่งภูเขาจนเสร็จสิ้น 

                             เนื้อตัวที่ยังเปียกปอนไม่ได้ทำให้เขาหยุดพักเช่นคนอื่น ยังมีอีกหน้าที่หนึ่งซึ่งสำคัยไม่แพ้กันคือการเอาของทั้งหมดขึ้นรถลากที่เตรียมไว้ทางด้านนั้นให้เรียบร้อยเพื่อที่จะใช้วัว ควาย ลากขึ้นไปบนภูเขาในตอนเช้าของวันพรุ่งนี้ 

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น