บัวมาลัย
email-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

พิธีกรรมแห่งการเสียสละที่ยิ่งใหญ่

ชื่อตอน : พิธีกรรมแห่งการเสียสละที่ยิ่งใหญ่

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย ลึกลับ,สืบสวน สอบสวน

คนเข้าชมทั้งหมด : 59

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 14 ม.ค. 2563 10:12 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
พิธีกรรมแห่งการเสียสละที่ยิ่งใหญ่
แบบอักษร

พิธีกรรมแห่งการเสียสละที่ยิ่งใหญ่ 

        

               เสลี่ยงทั้งสามถูกวางลงที่เชิงทางขึ้นเขาที่ใช้ในการขึ้นลงตลอดเดือนมานี้ เจ้านางทรงคุกเข่าลงตรงด้านหน้าผู้ทรงศีลทั้งสอง  

                             “ท่านทั้งสองจะขึ้นไปกับข้าด้วยจริง ๆ เช่นนั้นหรือ”

                             “ข้าและท่านราชครูมีหน้าที่ต่อแผ่นดินใหม่นี้ไม่ต่างจากเจ้า ข้าต้องมาทำหน้าที่ของข้า”

                             “คำทำนายที่ข้าพเจ้าได้แจ้งแก่เจ้านางทรงทราบ เรื่องของการหาคนที่มีนักษัตรมะโรง และหญิงพรหมจรรย์นั้น ข้าพเจ้าต้องเป็นผู้นำในพิธีสักการะต่อผู้ที่ครอบครองเทือกเขานี้ทั้งหมด พิธีจึงจะเสร็จสมบูรณ์ ข้าพเจ้าจึงจำเป็นต้องมาด้วยพะยะค่ะ”

                             “หม่อมฉันเป็นห่วงความปลอดภัยของท่านทั้งสอง อีกทั้งความเป็นอยู่เบื้องบนก็มิได้สบายนัก เสี่ยงกับอันตรายทุกอย่างรอบ ๆ ตัว”

                             “เจ้าเป็นหญิงยังเป็นผู้นำการณ์ครั้งนี้ ข้าและราชครูจึงต้องสนับสนุนเจ้าให้ทำการณ์ครั้งนี้ได้ตลอดรอดฝั่ง เจ้ามิต้องห่วงอันใด สมณเพศที่ข้าครองอยู่ก็มิได้จำเป็นต้องมีความสะดวกสบายอันใดรองรับ ท่านราชครูก็เช่นกัน”

                             “เจ้านางทรงถอยออกมาและให้ข้ากับท่านมหาเถรสังฆราชเป็นผู้เดินนำขึ้นไปจะดีกว่า”

                             เจ้านางทรงก้มลงกราบ และขยับตัวถอยห่างออกมา ภาพของชายร่างสูงใหญ่ห่มคลุมทั้งตัวด้วยผ้าสีเหลือง เดินคู่ไปกับชายร่างท้ามมวยผมไว้บนศรีษะนุ่งห่มผ้าสีขาวเดินเคียงคู่ขึ้นสู่เชิงเขาตามเส้นทางที่เตียนราบกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา

                             เจ้านางทรงลุกขึ้นเดินตาม นางกำนัลที่ติดตามเป็นลำดับถัดมา บรรดาขุนทหารนับสิบคนเดินตามกันขึ้นไปอย่างเงียบเชียบ

                             ด้านพระเจ้าหรรษาชยวรมันต์ก็จัดเตรียมรถสำหรับลากของใหญ่ อันถูกประกอบไปด้วยแผ่นไม้ที่มีความหนา เพียงแผ่นเดียว นี่แสดงว่าไม้ที่ได้ต้องมาจากต้นที่มีขนาดใหญ่มากจริง ๆ ฉันจินตนาการไม่ออกว่าลำต้นที่ให้ไม้กระดานแผ่นใหญ่ได้ขนาดนี้จะเป็นต้นอะไร 

                             ล้อที่นำมาประกอบทำมาจากหินที่ขัดเจียรจนเป็นวงกลมทั้งหมดสามคู่ มีลักษณะเหมือนเกวียนที่ใช้วัวหรือควายลากด้านหน้า แต่ลักษณะที่มีไม้ยื่นมาทั้งสองข้างตรงล้อคู่กลาง แสดงว่าต้องใช้คนช่วยผลักดันทั้งจุดนี้และด้านหลังเพื่ดดันแรงเสริมให้กับวัว ควาย สี่คู่หน้าที่จะดึงน้ำหนักของรถขึ้นไปตามไหล่เขา

                             แพที่เตรียมไว้ทำจากลำต้นไผ่ผูกซ้อนกันหลายชั้นมัดต่อกันอย่างแน่นหนา มีไม้ยื่นออกมาเพื่อให้คนช่วยชักตรงด้านหน้า ด้านข้างและด้านหลัง

                             พระเจ้าหรรษาชยวรมันต์ทรงควบคุมการจัดทำเครื่องลากทั้งหมดด้วยพระองค์เองเพื่อให้มั่นใจว่าจะสามารถบรรทุกเอาของมีค่าของเมืองไปยังจุดที่พระธิดาต้องการได้อย่างปลอดภัย ไม่บุบสลายหรือเสียหายขึ้นได้

                             พระมเหษีเทวีนทีนาถ ก็รู้หน้าที่ของตนเองโดยอัติโนมัติว่าในเวลานี้ตนเองควรทำการณ์ใด เมื่อแยกจากพระธิดาและพระสวามีก็ทรงนำนางกำนัลที่สนิทเพียงสองคน เข้าไปในท้องพระคลังที่เก็บทรัพย์สมบัติของเมืองทั้งเหรียญที่มีค่าต่าง ๆ รวมทั้งของมีค่าที่ได้มาจากแต่ละแคว้น เครื่องทองของประดับต่าง ๆ นำจัดลงหีบไม้ขนาดใหญ่พอที่คนสองคนจะหิ้วที่หูไม้ด้านข้างของหีบได้

                             อำมาตยนายกเดินทางไปแจ้งข่าวกับเจ้าผู้ครองแคว้นทวารวาดี ทำให้ได้ทราบว่าตอนนี้อาณาจักรทวารวดีทั้งหมดกำลังได้รับการคุกคามจากชาวขแมร์ มาแย่งที่ดินทำกินในหลาย ๆ แคว้นของอาณาจักร คนพื้นเมืองต้องอพยพหลบหนี มีกรรมที่ต้องเผชิญแตกต่างกันไป

                             ข่าวการย้ายเมืองใหม่ของแคว้นรัฎฐณสุวรรณเป็นที่กล่าวขานไปทั่ว บ่าวไพล่ข้าไททั้งปวงที่ได้รับทุกข์เข็ญจากการไปอาศัยแคว้นอื่นอยู่ก็ทยอยกลับเข้ามาในเมืองเพื่อจะติดตามผู้ครองแคว้นของตนไปอยู่แผ่นดินใหม่  ส่วนคนที่หวาดกลัวจะตามไปเพราะเชื่อในคำกล่าวของผู้เฒ่า นักพรต ทั้งหลายว่า เทือกเขานั้นเป็นที่อยู่ของพญานาคราชและนาคบริวารทั้งหลาย ใครกล้ำกลายเข้าไปจะเท่ากับรบกวนและล่วงล้ำ ยากที่จะรอดชีวิตได้หากไม่มีบุญญาธิการคุ้มครองตัวเองพอ ประกอบกับข่าวที่นายเวร ขุนทหารที่ขึ้นในแต่ละรอบไม่เคยกลับลงมาครบแม้สักครั้ง ก็ยิ่งทำให้ญาติพี่น้องและผู้คนเศร้าโศกเสียใจจนไม่กล้าที่จะเสี่ยงจึงพากันอพยพไปยังเมืองอื่น ๆ ซึ่งส่วนใหญ่แล้วก็จะไปยังอาณาจักรสุพรรณภูมิที่กำลังเจริญรุ่งเรืองด้วยความอุดมสมบูรณ์ของแหล่งน้ำ ข้าวปลาอาหารมีมากมายให้อยู่ทำมาหากินกันได้

               …………………………………………………..

               ตลอดทางเมื่อย่างเท้าเข้าสู่เชิงเขา สมเด็จพระมหาเถรสังฆราชเจ้าก็ทรงสวดพระคาถาไปตลอดทาง เช่นเดียวกับพระมหาราชครูที่โปรยดอกไม้ไปตลอดเส้นทางทั้งซ้ายทั้งขวาด้วยเช่นกัน บทสวดนั้นเป็นบทสวดสำหรับดวงวิญญาณของปวงนายเวรขุนทหารที่สละชีพในการแผ้วถางเส้นทางมาตั้งแต่เริ่ม

                             สำหรับเจ้านางเองก็ทรงรวบรวมสมาธิจิตแผ่ไปยังวิญญาณทั้งหลายเหล่านั้นที่ทำหน้าที่ปกปักษ์รักษาทางขึ้นเชิงเขานี้ เพื่อเป็นการช่วยเหลือเหล่าปวงข้าไททั้งหลายของแคว้นให้มีที่อยู่ที่กิน พระองค์หาทรงรับรู้ไม่ว่าเท่ากับเป็นการเอาหน้าที่ไปผูกไว้กับดวงวิญาณเหล่านั้น การผูกภาระหน้าที่ที่มาจากเจ้าเหนือหัวของพวกเขาและภารกิจที่พวกเขาทั้งหลายเองก็รับรู้ว่าต้องใช้ความเสียสละเป็นอย่างสูง หากแต่มันจะจองจำพวกเขาไว้ตรงนี้อีกนานเท่าไรเกินจะรู้ได้

                             ฉันไม่แน่ใจนักว่าฉันเป็นเพียงคนเดียวหรือไม่ที่เห็นร่างบางเบาโปร่งแสง ที่พยายามก่อรูปเป็นร่างของคน สวมเครื่องแบบนายเวรและขุนมหารพนมมือคุกเข่าอยู่สองข้างทางไปจนถึงลานหินด้านบน

                       ใช้เวลาเพียงแค่ช่วงสายถึงพระอาทิตย์ตกดิน ขบวนทั้งหมดก็ขึ้นมายังลานหินกว้างเรียบแห่งนี้ เนื่องจากทางที่ใช้ขึ้นลงบ่อยครั้งนั้นมีความโล่งเตียนมากขึ้น ความลาดชันจากการไหลของดินในยามฝนตกหนักบนเขา ช่วยลดระดับความลาดชันลงได้บ้าง จนสามารถเดินขึ้นลงได้ง่ายกว่าทุกครั้งที่ใช้เส้นทางนี้และน่าที่จะช่วยให้รถที่จะลากของมีค่าทั้งหลายขึ้นมาได้ไม่ยากนัก 

                        เจ้านางทรงยกซุ้มที่พักที่มีเพียงสามซุ้มคือซุ้มที่เป็นของเจ้านาง ซุ้มของอำมาตย์รณกฤติสันตเดโชชัย ให้กับท่านมหาเถรสังฆราชและพระมหาราชครู ส่วนตัวของเจ้านางเองทรงเข้าไปพักอยู่รวมกับบรรดานางกำนัลทั้ง 5 คน เป็นที่ปลื้มปิติกับนางเหล่านั้นที่พระองค์ไม่ทรงถือองค์ว่าเป็นถึงพระราชธิดาของเจ้าผู้ครองแคว้น คืนที่กำลังจะผ่านไปนี้ เจ้านางทรงนอนลงข้างมะลิมาศ นางกำนัลคนสนิทและจับมือนางไว้จนถึงรุ่งสาง 

                        ส่วนบรรดานายเวรขุนทหารทั้งหลายก็เข้าพักยังเพิงที่ทำขึ้นจากกิ่งไม้ไบไม้รอบ ๆ ลานผาหินนั้น มะลิมาศนำบรรดานางกำนัลแจกห่ออาหารที่ห่อด้วยไบไม้ขนาดใหญ่ให้กับทุกคนอย่างทั่วถึงยกเว้นเพียงพระมหาเถรสังฆราชเจ้าและพระมหาราชครูที่เตรียมเครื่องดื่มสำหรับเพลาเย็นของตัวเองติดตัวมาและขอเพียงน้ำร้อนที่ต้มจากภาชนะคล้ายหม้อสอดเข้ากับกิ่งไม้พาดข้ามกองไฟที่ถูกจุดขึ้นสำหรับเป็นแสงสว่าง ณ จุดศูนย์กลางของที่พักทั้งหมด นอกจากนั้นก็ยังมีการปักเทียนไว้รอบ ๆ เช่นที่เคยทำมาทุกครั้งเพื่อเป็นการป้องกันอันตรายจากสัตว์ในป่าบริเวณนี้ 

                        เบื้องล่าง  พระเจ้าหรรษาชยวรมันต์ทรงประคองพระมเหษีเทวีนทีนาถยืนมองขึ้นไปที่แสงบนหน้าผาหินนั้น แสงสว่างมองเห็นได้ชัดจากด้านหลังพระมหาวิหารของเจ้านาง อย่างน้อยที่สุดก็ได้รู้แล้วว่าขณะนี้ทุกคนเดินทางมายังจุดหมายนี้แล้ว เพราะนับจากนี้คงไม่สามารถมองเห็นกันได้อีก ข้างกายมีอำมาตยนายกที่ดูแก่กว่าเดิมขึ้นอีกหลายปีคุกเข่ามองขึ้นไปยังจุดหมายเดียวกัน ริ้วรอยของความเคร่งเครียดตรากตรำทำงานหนัก รูปร่างที่ดูผ่ายผอมลง หนวดเคราที่ขึ้นจนดูรก บอกให้รู้ว่าเขาแทบไม่มีเวลาพักผ่อนดูแลตัวเองเลย ทั้งสามคนทรงคิดในสิ่งเดียวกันว่า ในยามนี้ครอบครัวของขุนหลวงลาภวัตมนตรีอาจเข้าพวกไปกับแคว้นขแมร์ที่เข้ามายังอาณาจักรทวารวดีเช่นเดียวกับขุนนางอีกหลายคนจากแคว้นต่าง ๆ ในอาณาจักรนี้ ต่างคนต่างคิดในสิ่งเดียวกันแต่ไม่มีใครพูดอออกกมา เพราะอาจจะทำให้เกิดความคั่งแค้นและเสียใจขึ้นมาในยามนี้ 

                             “เจ้านางขึ้นไปถึงจุดที่ส่องแสงสว่างอันเป็นที่พักลานหินดังที่นางบอกไว้แล้ว  พรุ่งนี้เราทั้งสามก็ต้องเตรียมที่จะขนของข้ามลำน้ำและขึ้นไปทางบกตามที่เตรียมไว้ เราคงต้องตื่นกันแต่พระอาทิตย์ยังไม่ขึ้น สั่งให้บรรดานายเวรขุนทหารเตรียมตัวให้พร้อม ทันที่ที่แสงแรกของพระอาทิตย์จับท้องฟ้า เราจะเดินทางพร้อมกัน” 

                             พระเจ้าหรรษาชยวรมันต์ทรงกล่าวเรียบ ๆ  

                             “เราใช้เวลาในการเดินทางมากกว่าคณะของเจ้านางเนื่องจากเราต้องลากจูงรถที่มีน้ำหนัก แต่อย่าให้มืดค่ำระหว่างทางเป็นอันขาด” 

                             “ถ้าเช่นนั้นหม่อมฉันขอแบ่งการลำเลียงสิ่งของออกไปคนละวันจะดีกว่านะพะยะค่ะ เพื่อที่จะได้ช่วยเหลือผลักดันกลุ่มที่ต้องเดินจากบริเวรพระมหาราชวังขึ้นเชิงเขา จะได้ไม่ต้องติดขัดรั้งรอกัน” 

                             อำมาตยนายกเสนอขึ้น 

                             “ถ้าเช่นนั้นเจ้าจงนำชุดแรกนี้ขึ้นไปในเช้ารุ่งวันพรุ่งนี้ เมื่อไปถึงแล้วให้จุดไฟเป็นสัญญาณบอกเช่นเดียวกับของเจ้านางในยามนี้ แล้วรุ่งแจ้งของอีกวันข้าจะพาคณะที่ต้องขนทางน้ำตามไป” 

                             พระเจ้าหรรษาชยวรมันต์ทรงกล่าวเสียงเรียบ 

                             “พระองค์อย่าทำเช่นนั้นเลยพะยะค่ะ” 

                             อำมาตยนายกร้องเสียงหลงขึ้นมา 

                             “เจ้าพี่ให้ขุนทหารหรือขุนหลวงหรือไม่ก็อำมาตมนตรีคนอื่นนำขึ้นไปไม่ได้หรือเพคะ” 

                             น้ำเสียงที่แสดงถึงความตกใจของพระมเหษีเทวีนทีนาถแย้งขึ้น เพราะไม่ได้คิดมาก่อนว่าพระเจ้าหรรษาวรมันต์ทรงวางแผนการณ์เช่นนี้ 

                             “เจ้าทั้งสองเห็นใครหรือว่าเป็นที่วางใจได้ในยามนี้ พร้อมเสียสละเพื่อผู้คนและเมืองของเราในยามนี้” 

                             ไม่มีใครตอบพระเจ้าหรรษาชยวรมันต์ 

                             “ถ้าเช่นนั้นก็ทำตามที่ข้าบอก นทีนาถ ในยามนี้เจ้าต้องดูแลผู้คนในเมืองนี้ให้อยู่ได้อย่างสุขสงบ ไม่แตกตื่น จัดเตรียมทั้งสิ่งของมีค่าที่จะต้องนำขึ้นไปเก็บข้างบนนั้น รวมทั้งอาหารแห้งที่จะเก็บกักตุนเท่าที่จะทำได้ จัดเตรียมผ้าห่มผ้านุ่งเอาไว้ให้มากพอสำหรับการจะขึ้นไปอยู่เบื้องบนนั้น เมื่อถึงเวลาเจ้าเองก็อาจจะต้องนำคนขึ้นไปบนนั้นด้วยตัวเจ้าเอง” 

                             “เพคะเสด็จพี่” 

                             ฉันยืนอยู่ตรงหน้าสุดของลานหินมองลงมายังบุคคลทั้งสามคนเบื้องล่างนั้น ณ จุดนี้เป็จุดที่ตรงกับพระมหาวิหารจริง ๆ อย่างที่เจ้านางบอก ลมที่พัดแรงไม่ได้กระทบกายหรือแม้แต่เส้นผมของฉัน และภาพของบุคคลทั้งสามเบื้องล่างนั้นก็สว่างด้วยแสงสะท้อนของพระจันทร์ที่กระทบกับแผ่นน้ำในลำธาร สวยและเศร้านัก  ไม่นึกมาก่อนเลยว่าอาณาจักรที่ยิ่งใหญ่จะต้องเจออชะตากรรมเช่นนี้ แคว้นที่เคยรุ่งเรืองที่สุดใกล้ถึงเวลาล่มสลายให้คนในช่วงเวลาของฉันได้ศึกษาจากร่องรอยต่าง ๆ และจินตนาการถึงสาเหตุแห่งความล่มสลายนี้  

                             รุ่งเช้า เจ้านางทรงออกจากซุ้มที่พักตั้งแต่แสงแรกที่แยงเข้ามาในเพิงที่พัก ทรงตั้งใจที่จะออกไปยืนมองแคว้นของพระองค์ตรงปลายสุดของหน้าผาหิน แต่ก็พบว่าท่านมหาเถรสังราชทรงยืนอยู่ก่อนแล้ว จึงทรงไปนั่งพับเพียบแล้วกราบลงที่พื้นดิน 

                       “เบื้องล่างยังไม่มีอะไรต้องห่วงหรอกนะเจ้านาง เบื้องบนนับจากนี้ไปต่างหากที่เจ้าจะต้องใช้ความมานะอดทนและแข็งแกร่งจากใจของเจ้า นับจากจุดนี้ไปจะเป็นวิบากกรรมต่อเจ้านับภพนับชาติ เจ้าพร้อมจะเผชิญชะตามกรรมนี้มั้ยเจ้านางศศิพินทุเทวี” 

                       “หม่อมฉันเป็นพระราชธิดาของเจ้าผู้ครองแคว้นหน้าที่ที่มีต่อแผ่นดินยากที่จะหลีกเลี่ยง หน้าที่ที่ผู้คนเคารพ ยกย่อง หมายพึ่งพิง ข้าต้องทำให้สำเร็จ แม้จะมีวิบากกรรมติดตัวอีกกี่ภพชาติ หม่อมฉันก็ต้องยอมรับมันให้ได้เพคะ” 

                       “งั้นเจ้าก็จงเตรียมตัวเดินทางต่อเถิด นับจากจุดนี้ของให้เจ้าเชื่อฟังคำทำนายของท่านมหาราชครู จะเป็นทางเดียวที่ช่วยเหลือข้าเจ้าบ่าวไพล่ของแคว้นเราไว้ได้ หน้าที่ของข้าที่มีต่อแผ่นดินจะสิ้นสุดที่ตรงนี้ ข้าจะเป็นผู้ปกปักรักษาทางเข้าเมืองให้และดูแลพวกที่อยู่ตามทางขึ้นสองฟากทางเท้านั้นเอง” 

                       “หมายความเยี่ยงไรเจ้าคะ หม่อมฉันไม่เข้าใจ” 

                       “แล้วเจ้าก็จะเข้าใจเองนั่นล่ะศศิพิน ไปเตรียมตัวกันเถิด” 

                        ท่านมหาเถรสังฆราชหมุนตัวกลับแล้วเดินไปยังแท่นหินซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นแท่นที่เจ้านางกับอำมาตย์รณกฤตติสันตเดโชชัย ใช้หารือภารกิจรวมทั้งกินอาหารในแต่ละมื้อยามต้องอยู่บนนี้ 

                        ท่านมหาเถรสังฆราชเดินไปนั่งบนแท่นหินตรงข้ามกับพระมหาราชครู นางกำนัลนำโตกมื้อเช้าที่จัดเรียงด้วยอาหารเพียงไม่กี่อย่างและแต่ละอย่างก็ไม่มากนัก เพราะเสบียงอาหารที่นำมาทั้งหมดต้องเลี้ยงทุกคนที่ร่วมกันมาในครานี้ เมื่อผู้ทรงศีลทั้งสองเสร็จจากเครื่องเช้า ต่างก็เดินไปนั่งสมาธิยังปลายสุดของลานผาหิน มองตรงลงไปยังเมืองเบื้องล่างแล้วหลับตาเข้าสมาธิ เจ้านางและคนอื่น ๆ จึงได้เริ่มกินมื้อเช้าของพวกตน 

                             หลังจากเสร็จกิจธุระของผู้คนพระอาทิตย์ก็ขึ้นส่องสว่างทั่วทั้งผืนฟ้าแล้ว เจ้านางตรัสสั่งให้ตั้งแถวเพื่อที่จะเดินไปยังจุดหมายต่อไปคือพุน้ำ ซึ่งตอนนี้หนทางที่จะเดินไปนั้นมีการหักล้างถางพงพอให้เห็นเป็นเส้นทางเดินเท้าได้แล้ว เพื่อให้คณะต่อไปที่จะต้องนำทรัพย์สินอันมีค่าของเมืองรวมทั้งเสบียงอาหารติดตามขึ้นมาอีกนั้น จึงต้องให้นายเวร ขุนทหารที่ติดตามมาเตรียมแผ้วทางให้กว้างขึ้น สักครู่ผู้ทรงศีลทั้งสองก็เดินมาสมทบ พระมหาเถรสังฆราชทรงยืนอยู่เบื้องหน้าคนทั้งมวล ในขณะที่พระมหาราชครูเดินไปนั่งยังแท่นหินเดิม 

                             “ข้าขออวยพรให้เจ้าทั้งหลายทำการณ์นี้สำเร็จ ใครที่มีหน้าที่อะไรจงทำหน้าที่ของตนเองให้ดี   ข้าได้ขอขมาต่อผู้เป็นเจ้าของดินแดนแห่งนี้แล้ว เจ้าสามารถที่จะหักล้างถางพงให้พอเป็นประโยชน์ อย่าทำการใดอันเป็นการลบหลู่มิเช่นนั้นอันตรายจะเกิดกับพวกเจ้าทั้งหมด ข้าเองก็ต้องขอบน้ำใจเจ้าทุกคนและจะทำหน้าที่ในส่วนของข้าให้ดีที่สุดให้สมกับที่พวกเจ้าคือผู้เสียสละให้คนอื่นได้มีที่อยู่ที่กินแห่งใหม่ รักษาแคว้นของเราไว้ไม่ให้สูญสลาย พนมมือรับพรจากข้า” 

                             ทุกคนพนมมือน้อมศรีษะรับฟังบทสวดบาลีจากท่านมหาเถรสังฆราชด้วยจิตใจที่ฮึกเหิมในหน้าที่ที่ตนเองกำลังจะต้องทำ ในเวลานั้นพระมหาราชครูเรียกเจ้านางให้แยกออกมาเพื่อพูดคุยกันตามลำพัง 

เจ้านางทรงคุกเข่าเพื่อรับฟังถ้อยคำจากพระมหาราชครู การพูดคุยนั้นเป็นเรื่องสำคัญนัก แม้เจ้านางจะทรงเดามาได้บ้างแต่เมื่อต้องรับฟังอย่างตรงไปตรงมาก็ถึงกับทรุดลงนั่งไปกับพื้นดินก่อนที่จะคุกเข่าราบไปกับพื้นก้มลงกราบท่านราชครู เมื่อเงยหน้าขึ้นท่านมหาราชครูได้เจิมที่หน้าผากของเจ้านางด้วยแป้งสีขาวเป็นสัญลักษณ์ของดวงตาที่มีแนวตั้งขึ้น 

                             เมื่อกลับมายังเบื้องหน้าของหมู่ผู้คนทั้งปวง ท่านมหาเถรสังฆราชก็ทรงกล่าวด้วยเสียงที่ได้ยินทั่วกันว่า 

                             “นับจากจุดนี้ไป ข้าจะไม่ได้ไปกับพวกเจ้า แต่ข้าจะดูแลพวกเจ้า ดูแลผู้คนที่จะขึ้นมาบนนี้ให้กับพวกเจ้า ณ ที่ตรงนี้ ข้าจะทำหน้าที่ในส่วนของข้าให้ดีที่สุดเช่นกัน” 

                             กล่าวจบท่านมหาเถรสังฆราชก็ทรงไปยืนด้านชิดติดกับภูผาอันเป็นแนวเส้นที่ตรงลงไปยังศูนย์กลางของพระมหาวิหารเบื้องลาง เจ้านางเป็นผู้เดินนำพระมหาราชครูรวมทั้งผู้คนที่เริ่มเคลื่อนขบวนตามไป พ้นสายตาจากมุมของลานหิน ท่านมหาเถรสังฆราชเจ้าก็ทรงนั่งลง ณ พื้นดินจุดที่ยืนอยู่ หลังของท่านพิงแนบไปกับภูผาหิน สัมผัสแข็ง เย็น หนาวร้อน คือสิ่งที่ท่านใช้จิตลำดับไปตามความรู้สึก 

                             คณะของเจ้านางใช้เวลาไม่ถึงพระอาทิตย์แตะขอบฟ้าเตะวันตก ก็มาถึงพุน้ำแห่งนั้น สิ่งแรกที่เห็นคือซากศพของนายเวร ขุนทหารนอนตายเกลื่อนกลาดหลายศพ แต่มีแนวเส้นทางที่แผ้วถากถางไว้ขนานไปกับสายลำธารที่ค่อย ๆ กว้างขึ้น แสดงว่ายังมีผู้รอดชีวิตเดินทางเพื่อทำภารกิจต่อไปได้  แต่สภาพศพที่อยู่บริเวณนี้เป็นที่อุจาดตามาก เน่าเหม็นจนไม่รู้ว่าตายด้วยสัตว์อะไร เพราะไม่ได้มีร่องรอยของการแทะกินใด ๆ เลย ทุกคนที่มาจึงต้องช่วยกันหาที่ฝัง  ซึ่งจุดที่ฝังนั้นท่านมหาราชครูเป็นผู้กำหนด คือตรงปากทางก่อนที่จะเข้าสู่พุน้ำ 3 ร่าง  ด้านหลังสุดของพุที่เกือบจะหลุดออกนอกเหลี่ยมเขาอีก 3 ร่าง ทิศตรงข้ามกับทางเข้าพุนี้ แต่สุดทางริมเชิงผาอีก 3 ร่างและตรงจุดที่พุน้ำจะรวมกัน ซึ่งต้องใช้เวลามากที่สุดเพราะเป็นด้านที่ติดกับผาหินห่างจากลำน้ำขนาดสิบคนกางแขน โดยต้องงัดต้องขุดหินก้อนใหญ่ ๆ ออก แล้วจึงขุดเป็นหลุมเพื่อนำร่างอีก 3 ร่างวางซ้อนลงไป 

                             ในทุกหลุมที่มีซากของขุนหารเหล่านี้วางนอนซ้อนทับกันลงไปนั้น ก่อนจะกลบดินฝังลงไป พระมหาราชครูจะสวดคาถาที่ไม่ได้ดังออกมาจนผู้คนได้ยินพร้อมกับรินน้ำจากคณโฑดินเผาที่พกมาลงไปในหลุมตามด้วยกลีบดอกไม้หลากหลายชนิดจากย่ามสีขาวที่สะพายมา และทุกหลุมเจ้านางจะต้องเป็นผู้กลบร่างของพวกเขาด้วยมือของเจ้านางเองจนเมื่อมองไม่เห็นร่างแล้วจึงเป็นหน้าที่ของขุนทหารช่วยกันโกยดินทับอีกหลายชั้นเพื่อป้องกันการแทะกินของสัตว์อื่น ๆ จนมือของเจ้านางมีโลหิตไหลซึม ท่านมหาราชครูจึงพูดขึ้นว่า 

                      “มือที่เลอะไปด้วยโลหิตของเจ้านางนั้น ทรงนำไปล้างยังน้ำที่ผุดออกมา ที่ตรงพุที่ใหญ่ที่สุด ล้างจนเลือดหมด ทำจิตสมาธิให้นิ่งให้เป็นจุดเดียวกับกับความเย็น ความเจ็บแสบที่รู้สึกและบอกถึงหน้าที่ของเจ้าและหน้าที่ที่บริวารของเจ้าทั้งหมดจะต้องทำนับจากนี้เป็นต้นไปทุกภพทุพชาติ จนกว่าเจ้าจะมาปลดปล่อยทุกคนจากหน้าที่ทั้งหมด” 

                        คนอื่น ๆ ก็แยกย้ายกันไปกราบขมาแต่ละหลุมศพ แล้วเริ่มแผ้วทางต้นไม้บริเวณนั้น เพื่อเตรียมใช้เป็นที่ปูนอนด้วยเสื่อกก ด้วยผืนหนัง ที่นำติดมาในขบวน พร้อมทั้งจุดกองไฟเพื่อให้แสงสว่าง ปักเทียนบนลำต้นไม้ไผ่  ก่อนที่จะแยกย้ายกันกินอาหารมื้อเย็นแล้วหลับนอนพักจากภารกิจสะเทือนขวัญในวันนี้ และเช่นเดียวกับคืนที่ผ่านมาเจ้านางทรงนอนเคียงข้างและจับมือมะลิมาศเอาไว้ ต่างคนต่างมีน้ำตารินไหลทั้งคู่ มือที่เริ่มสั่นจับกันให้แน่นมากขึ้น ไม่มีการสื่อสารใด ๆ แต่ทั้งสองคนต่างเข้าใจในหน้าที่ของตน สำหรับฉันที่สัมผัสได้ทั้งหมดนั้น จึงรู้ว่าเจ้านางมีความเจ็บปวดในใจขนาดไหน น้ำตาที่คิดว่าหมดไปจากตัวแล้วกลับไหลออกมาอย่างต่อเนื่องจนต้องกัดฟันเป็นสันนูนเพื่อไม่ให้มีเสียงเล้ดลอดออกมา  มะลิมาศก็เช่นกัน 

                        จากซากศพที่เห็นนี้ เหล่าขุนทหารยืนยันว่าไม่มีร่างของอำมาตย์สุรกฤตชัยศรีและอำมาตย์กฤตนทีชัยชาญ ผู้ซึ่งนำขุนทหารจำนวน 20 คน เดินฝ่าจากจุดลานผาหินไปยังพื้นที่ที่คาดว่าจะเป็นพื้นที่ทำกินแห่งใหม่อันอุดมสมบูรณ์ตามนิมิตของเจ้านางศศิพินทุเทวีและอำมาตย์รณกฤติสันตเดโชชัย 

                             รุ่งเช้าเจ้านางและพระมหาราชครูพูดคุยกันอยู่ตามลำพังบริเวณพุน้ำ ไม่มีใครรู้ว่าการพุดคุยนั้นคือเรื่องอะไร เหล่านายเวรขุนทหารและนางกำนัลต่างยุ่งกับภารกิจของตน แต่ฉันรับรู้ได้ว่าจะมีการก่อบาปเวรสำคัญอีกประการหนึ่งที่นำฉันกลับมารับรู้ ฉันสงสารเจ้านางศศิพินทุเทวีเป็นอย่างมาก แม้แต่พระมหาราชครูเองก็ทรงไม่รู้ว่าพระองค์ต้องร้องไห้อย่างหนักมาแค่ไหนเมื่อรับรู้จากท่านมหาราชครูตั้งแต่ก่อนเตรียมคนขึ้นมาว่าภารกิจครั้งนี้ที่ต้องทรงทำด้วยตัวเองคืออะไร  การณ์ครั้งนี้แม้แต่ท่านมหาแถรสังฆราชเจ้าก็เพียงได้แต่พูดออกมาว่า 

                             “กรรมลิขิต กรรมบันดาลให้เกิด ทุกอย่างเป็นไปตามกรรม” 

                             หลังจากจัดการธุระส่วนตัวกันเสร็จต่างเร่งกินอาหารมื้อเช้า ด้วยว่าเจ้านางจะทรงเรียกนายเวร ขุนทหารและข้าไท ไพล่ที่ขึ้นมาทั้ง 15 คน รวมถึงเหล่านางกำนัลอีก 5 คน มาประชุมร่วมกัน ณ พื้นที่ที่พอเป็นลานให้นั่งรวมกันได้ 

                             “ข้ากับท่านมหาราชครูจะเดินทางต่อไปยังพื้นที่ที่คาดว่าจะเป็นที่ลุ่ม และคนของอำมาตย์สุรกฤตชัยศรีและอำมาตย์กฤตนทีชัยชาญรออยู่ข้างหน้า คนทั้งหมดที่นั่นน่าจะเหนื่อยล้าอ่อนแรงลงมากแล้ว ข้าต้องการคนนำไปสลับสับเปลี่ยนกันลงมา  ดังนั้น ข้าต้องการนายเวร ขุนทหาร ทั้ง 10 คน ตามข้าไป ส่วนคนที่เหลือขอให้ปักหลักรออยู่ที่นี่” 

                             “เจ้านางเพคะ หม่อมฉันขอตามเสด็จด้วยได้มั้ยเพคะ” 

                             “อย่าเลยมะลิมาศ เจ้าเองก็มีการณ์สำคัญรออยู่เช่นกัน แล้วยังจะต้องคุมนางกำนัลที่นี่หุงหาอาหารให้เหล่านายเวรขุนทหารด้วย” 

                       “เจ้านางเพคะ ขุนทหารเทพนริศ เป็นขุนทหารที่อำมาตย์รณกฤติสันตเดโชชัยฝึกมากับมือ หากไม่เกิดเหตุการณ์ที่กระทบบ้านกระทบเมืองครานี้เขาจะได้เลื่อนขึ้นเป็นอำมาตย์มีหน้าที่ต้องปกครองดูแลบรรดานายเวรขุนทหารเช่นกัน เขาน่าที่จะเป็นหัวหน้ารับผิดชอบพื้นที่บริเวณนี้และการอยู่กินตามเสบียงที่เรานำมาได้เพคะ ขอหม่อมฉันได้ติดตามเจ้านางด้วยเถิดเพคะ” 

                        พูดจบมะลิมาศก็ก้มลงกอดข้อเท้าของเจ้านางแล้วร้องไห้ออกมา เจ้านางศศิพินทุเทวีวางมือที่บวมเป่งมีผ้าที่ห่อด้วยสมุนไพรพันไว้ที่มือทั้งสองข้าง อดไม่ได้ที่ใจจะแกว่งไปตามชื่อของบุคคลที่มะลิมาศอ้างถึง ขณะนี้เขาทำอะไรอยู่ เหตุใดจึงหายไป เหตุใดจึงปล่อยให้พระองค์ต้องเผชิญทุกอย่างตามลำพังเยี่ยงนี้ ทั้งที่รู้กันดีว่าภาพในนิมิตที่เห็นมีแต่เขากับพระองค์เท่านั้น 

                       “ขอบน้ำใจเจ้ายิ่งนักมะลิมาศ หากวันหนึ่งที่ข้าต้องเสียเจ้าไปข้าคงรู้สึกผิดและเสียใจยิ่งนัก” 

                        มะลิมาศยังไม่ได้เงยหน้าขึ้นมาจึงไม่รู้ว่านางคิดเช่นไร แต่ฉันรับรู้ว่าอีกไม่นานนักจะมีการพลัดพรากครั้งใหญ่เกิดขึ้น เป็นการพลัดพรากอันเนื่องมากจากพิธีกรรมตามที่ท่านมหาราชครูแจ้งไว้กับทั้งพระเจ้าหรรษาชยวรมันต์ พระมเหษีเทวีนทีนาถและเจ้านางศศิพินทุเทวี แม้ทุกคนจะพยายามหาทางออกอื่น แต่ไม่มีทางออกใด ๆ ที่จะทำให้การสร้างเมืองบนพื้นที่ที่มีเจ้าของพิทักษ์รักษาเอาไว้สำหรับบริวารของตนสำเร็จได้ แล้วยังเป็นการซ่อนเมืองใหม่นี้ให้พ้นจากการแสวงหาแผ่นดินใหม่ของแคว้นอื่น ๆ ในยามทุกข์เข็ญเช่นนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเดินหน้ายึดเมืองสร้างเมืองของชาวขะแมร์ ที่อาจจะสนใจพื้นที่ลุ่มบนเขานี้ตามคำล่ำลือที่กระจายไปทั้งอาณาจักร 

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น