Sriwaroon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

บทที่ 7 รักแรก

ชื่อตอน : บทที่ 7 รักแรก

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย เกาหลี

คนเข้าชมทั้งหมด : 74

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 18 ต.ค. 2562 21:09 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 7 รักแรก
แบบอักษร

---ในห้องทำพิธี—

ครืดดดดดด

เสียงเปิดฝาโลงศพพร้อมกับการก้าวขาออกมาของเด็กชายวัยสิบขวบ

“ท่าทางคงจะไปตามหากันที่อื่นกันหมดแล้วสินะ หึ ไปล่ะพระชายา ตอนมีชีวิตข้าไม่ได้นอนกับเจ้า แต่ตอนนี้เจ้าโชคดีแล้วนะที่เวลาเจ้าตายไปแล้วได้นอนกับข้าน่ะ ถึงเจ้าจะมาเข้าฝันต่อว่าข้าอย่างไร ข้าหาได้กลัวเจ้าไม่ ชายาโซวาจิน ลาก่อน” มุนยองหันมาพูดกับศพของชายาแล้วเอาฝาโลงปิดไว้อย่างเดิมก่อนจะเดินไปค้นหาถุงเงินในกระเป๋าเสื้อตัวเก่าที่ถูกพ่อตาจับถอดให้เพื่อเปลี่ยนเป็นชุดไว้ทุกข์เมื่อยามบ่าย

ตอนนี้เขาเพียงได้ยินเสียงแว่วๆ จากที่ไกลๆ ท่าทางคนพวกนั้นไปหากันรอบๆ วังนั่นแหละ เด็กชายจึงค่อยๆ เอาหูแนบประตูแอบฟังการเคลื่อนไหว ท่าทางจะไม่มีคนอยู่เฝ้าตำหนักนี้แล้ว

“ทางสะดวก ข้าจะไปหลบที่ไหนดี ถ้ากลับไปหาเสด็จแม่คงถูกจับได้แน่ๆ ข้าลองหนีออกจากวังดูหน่อยดีกว่า ไหนๆ ข้าจะต้องถูกตีอยู่แล้ว ขอหนีเที่ยวให้สนุกไปเลยแล้วกันอีก 7 วันค่อยกลับจะได้ไม่ต้องมานั่งคุกเข่าไว้ทุกข์ให้โซวาจินอีก หึ องค์ชายอย่างข้าใช่ว่าท่านจะมาควบคุมได้ง่ายๆ หรอกนะท่านพ่อตา” มุนยองพึมพำกับตนเองไประหว่างคอยแอบตามซอกหลืบจนกระทั่งออกมาจากตำหนักที่จัดทำพิธีได้สำเร็จ

“แต่งแบบนี้มันเด่นไป ข้าควรจะอำพรางตัวไปหอนอนพวกขันทีเด็กดีกว่า” ระหว่างซ่อนตัวตามพุ่มไม้หนาๆ เด็กชายเริ่มคิดแผนการหนีไปเป็นระยะๆ

จนกระทั่งหนีมาจนถึงห้องพักพวกขันทีเด็ก ซึ่งในยามนี้พวกนั้นหายไปไหนกันหมดไม่รู้ สงสัยคงระดมพลกันออกตามหาองค์ชายอย่างเขาอยู่แน่ๆ

“หึ ทางสะดวก”

มุนยองรีบเข้าไปในห้องพักของขันทีเด็กห้องหนึ่งแล้วจัดการรื้อค้นหาชุดขันทีอย่างรีบเร่งตามตู้เสื้อผ้า ตามกล่องจนได้เสื้อสีเขียวๆ มาตัวหนึ่ง รีบถอดชุดไว้ทุกข์ออกแล้วเอาไปซ่อนไว้ใต้ตู้นั้นก่อนจะเอาชุดที่ตนเจอมาสวมใส่อย่างลวกๆ แล้วค่อยๆ เปิดแง้มประตูห้องออกไปดูลาดเลา พอเห็นว่าไม่มีใครมา จึงรีบออกมาแล้วทำเป็นเนียนเดินออกจากหอพักไป

“นั่นใครน่ะ” มุนยองถึงกลับชะงักเท้าทันทีเมื่อเจอเข้ากับขันทีรุ่นพี่ น่าจะอายุราวๆ 15-16 ปีได้ ตัวคน คนนั้นสูงกว่าเขามากหลายสิบนิ้ว

“เอ่อ ข้า ข้า..” เด็กชายแกล้งทำเป็นอึกอัก

“ข้าอะไรหืม.. เจ้าขันทีน้อย ว่าแต่ทำไมเจ้ายังอยู่แถวนี้อยู่อีกล่ะพวกเขาเรียกระดมกำลังตามหาองค์ชายกันอยู่นะ พวกพ้องเจ้าคงวิ่งวุ่นออกตามหาองค์ชายกันให้ควั่กแล้ว”

โชคดีที่รุ่นพี่คนนี้ไม่เคยเห็นหน้าองค์รัชทายาทมาก่อนเขาเลยพอตีเนียนได้

“พอดีข้าหลับเพลินไปหน่อยตอนนี้พวกนั้นไปหาแถวไหนแล้วบ้างอ่ะ”

“ก็คงไปหากันทั่วทั้งวังเลยนั่นแหละ เจ้านี่คงเอาแต่นอนขี้เกียจอยู่ล่ะสิถึงได้ไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไรเช่นนี้”

//คนที่ไม่รู้เรื่องอะไรเลยน่ะคือรุ่นพี่ต่างหาก// มุนยองคิดในใจ

“อ้อ...แย่เลยข้าคงต้องรีบไปช่วยหาแล้ว เดี๋ยวโดนใต้เท้าชางเล่นงานแย่แน่ๆ เลย ท่านอย่าไปฟ้องใต้เท้าชางนะไม่งั้นข้าโดนโบยแน่เลย” เด็กชายแกล้งทำสีหน้าวิตกกังวล

“อืมไม่ฟ้องก็ได้ งั้นแยกย้ายกันตรงนี้แล้วกันข้าจะไปตรงนู้น ส่วนเจ้าก็ไปหาแถวนั้นแล้วกัน ถ้าเจอตัวองค์ชายเมื่อไหร่เอาพลุนี่จุดขึ้นฟ้านะ”

รุ่นพี่ขันทีคนนั้นส่งพลุให้เด็กชายถือเอาไว้ หารู้ไม่ว่า นั้นน่ะคือองค์ชายตัวเป็นๆ ที่กำลังตามหาอยู่นั่นแหละ ช่างซื่อบื้อซะจริงแต่ก็โชคดีแล้วที่คนๆ นี้ไม่รู้จักเขา รอดตัวไป

“ได้ขอรับ ไว้ข้าจะช่วยหาเต็มที่เลย ว่าแต่องค์ชายหน้าตาเป็นไงอ่ะ”

“อืมน่าจะใส่ชุดไว้ทุกข์ข้าเองก็ไม่เคยเห็นพระพักตร์ขององค์ชายมาก่อนเหมือนกัน”

“อืมงั้นข้าจะลองหาคนที่ใส่ชุดไว้ทุกข์สีขุ่นๆ แล้วกัน”

“อืม ข้าฝากด้วยอีกแรงแล้วกันนะเจ้าเปี๊ยก”

“ได้ขอรับ รุ่นพี่”

แล้วทั้งสองคนต่างแยกย้ายไปตามหาองค์ชายกันคนละทิศละทาง มุนยองแยกไปตามทางออกไปสู่นอกวัง ในยามนี้ในวังต่างได้ยินเสียงตะโกนโหวกเหวกร้องเรียกหาองค์ชายมุนยองกันยกใหญ่

“ประตูวังมียามเฝ้า 2 คน ข้าจะทำยังไงดี”

ตอนนี้มุนยองแอบอยู่ตามกำแพง พอเจอพวกขันที หรือพวกทหารที่เดินผ่านมา ก็ทำเป็นตีเนียนส่งเสียงร้องเรียกองค์ชายในมือถือพลุชูไว้ พวกนั้นก็เดินผ่านไปไม่มีใครสงสัยอีกเลย

ตอนนี้ปราการด่านสุดท้ายคือยามเฝ้าประตูวังสองคนนั้น มุนยองเกิดนึกอะไรขึ้นมาได้จึงทำท่าวิ่งหน้าตาตื่นตรงมาหาพวกยามเฝ้าประตูทางทิศเหนือ

“ช่วยด้วยๆ มีคนบุกเข้าตำหนักพระมเหสี พี่ชายรีบไปช่วยพระมเหสีเร็วเข้า” มุนยองรีบไปเขย่าแขนหนึ่งในทหารยามเฝ้าประตูด้วยท่าทีร้อนรน

“อะไรนะขันทีน้อย มีคนบุกเข้าวังมาเหรอ!! ”

“ใช่ ตอนที่ข้ากำลังตามหาองค์ชายข้าเห็นไอ้โม่งดำสองคนกำลังบุกเข้าไปทางพระตำหนักซุกชาง รีบไปเร็วเข้าไปบอกทุกคนให้คอยระวังคอยคุ้มกันตำหนักพระนางเอาไว้!! ”

“หา แล้วทำไมเจ้าไม่ไปบอกพวกทหารคนอื่นๆเล่า”

“ข้าหาใครไม่เจอพวกนั้นแยกย้ายไปหาองค์ชายรัชทายาทที่ไหนกันไม่รู้ รีบไปช่วยพระมเหสีเร็ว!! ”

“แล้วประตูทางนี้ล่ะใครจะเฝ้า”

“เดี๋ยวข้าคอยเฝ้าให้เอง พี่ๆ รีบไปเหอะความปลอดภัยของพระมเหสีสำคัญที่สุดนะ!! ”

มุนยองยังไม่ยอมแพ้รีบหลอกล่อให้คนพวกนั้นไปคุ้มกันที่ตำหนักพระมเหสีด้วยสีหน้าร้อนรนกระวนกระวาย แสดงออกได้อย่างแนบเนียน จนคนพวกนั้นที่จ้องมองหน้าเกิดไม่มีความสงสัยอะไรอีก รีบพากันวิ่งไปตามคนไปช่วยพระมเหสีทันที

พอทหารยามสองคนจากไปไกลลิบแล้ว มุนยองจึงวิ่งหนีออกไปจากวังไปอย่างราบรื่น ป่านนี้ในวังคงปั่นป่วนสุดๆแล้ว

“ขออภัยโทษพ่ะย่ะค่ะเสด็จแม่ เสด็จพ่อ เสด็จแม่ยุนอา มุนยองขอออกไปเที่ยวนอกเมืองสักระยะ แล้วจะรีบกลับมาแน่นอนพ่ะย่ะค่ะ ขอทูลลา”

แล้วเด็กชายก้มถวายคำนับอย่างนอบน้อมหนึ่งครั้งก่อนเดินจากวังไป ด้วยสภาพขันทีน้อยชุดเขียวเข้ม

***นอกเขตวังหลวง**

ในยามนี้มุนยอง เดินออกมาข้างนอกวังหลวงแล้ว เด็กชายจึงเดินลัดเลาะไปตามกำแพงแอบมองดูลาดเลาเป็นระยะ รอคอยดูพวกคนในวังว่ามีใครออกมาตามหาเขาข้างนอกหรือยัง ผลปรากฏว่าด้านหน้าประตูวังทางทิศเหนือนี้ยังเงียบไร้วี่แววคนออกมา แสดงว่ายังไม่มีใครรู้ว่าตอนนี้เขาหนีออกมาข้างนอกวังไปแล้ว

"ทางสะดวก รีบไปให้ไกลจากแถววังหลวงก่อนดีกว่า อีกไม่นานพวกคนในวังคงแห่กันออกมาตามหาข้าข้างนอกแน่ๆ ถ้าเรื่องนี้รู้ถึงพระเนตร พระกรรณของเสด็จพ่อเสด็จแม่แล้วล่ะ ก็นะ"มุนยอง เดินลัดเลาะไปตามทางจนเข้าเขตของบ้านพักต่างๆ ในเมืองหลวง เขาเดินไปเรื่อยมองนั่นมองนี่สอดส่องไปด้วยความอยากรู้อยากเห็น ซึ่งตอนนี้อยู่ในช่วงพลบค่ำแล้ว ผู้คนในเมืองแทบบางตา ร้านรวงต่างเริ่มทยอยกันเก็บของเข้าบ้าน หรือจัดเก็บโต๊ะ เก็บสินค้าใส่กล่องบ้าง ห่อกระดาษบ้าง บางร้านปิดไวมากพระอาทิตย์ยังไม่ทันตกก็ปิดร้านแล้วเพื่อกลับไปบ้านของตนพักผ่อน หรืออยู่กินอาหารค่ำกับครอบครัวตนเอง มุนยองเดินไปเรื่อยๆ จนป่านนี้ยังไม่มีใครออกตามหาเขา แต่คงอีกไม่นาน รีบหาทางหนีไปให้ไกลๆ จากวังก่อนดีกว่า

"ข้าควรไปให้ไกลจากเมืองหลวง แต่จะไปยังไงดี"เด็กชายตัวน้อยเดินไปคบคิดไปหาวิธีทางไปให้ไกลจากวังจากเมืองหลวงให้มากที่สุด เพราะมันเสี่ยงกับการถูกตามจับตัวได้ง่าย แถมเขายังแต่งตัวด้วยชุดขันทีในวังอีก หากถูกใครพบเข้าคงถูกสงสัยและพากลับวังอย่างแน่นอน

"เอาของพวกนี้ไปส่งที่โรงเตี๊ยมเมืองยางอันด้วยนะ"

"ขอรับใต้เท้า"

เสียงของผู้คนสองคนกำลังคุยกันดังขึ้น มุนยองหันไปมอง กลับพบพ่อค้าสามัญชนทั่วไปคนหนึ่ง กำลังแบกถังสุราจากร้านแห่งหนึ่ง ซึ่งมีชายแต่งชุดแบบชนชั้นสูงน่าจะเป็นเจ้าของโรงผลิตสุราสั่งการให้ลูกน้องของตนขนถังสุราไปส่งให้ลูกค้าตามที่ต่างๆ ซึ่งในยามนี้จุดหมายปลายทางตามที่เด็กชายได้ยินคือโรงเตี๊ยมแห่งหนึ่งในเมืองยางอัน

"เมืองยางอันเหรอ.. น่าสนใจไม่น้อย ข้าลองไปดูดีกว่า"

มุนยองจึงตัดสินใจแอบลอบเข้าไปในรถม้าบรรทุกของภายในบรรจุถังไม้หลายใบ วางเรียงกันจนเกือบเต็มคันรถ เด็กชายอาศัยจังหวะที่คนส่งสินค้าเดินไปนั่งยังที่คนขับบังคับรถม้ารีบปีนขึ้นไปแอบในรถม้าเบียดเสียดกับถังบรรจุสุราเต็มถัง ส่งกลิ่นฉุนจัดจนเด็กชายวัยสิบขวบแทบมึนเมาไปเลย

"อุก....กลิ่นอะไรเนี่ยฉุนชะมัด อุก อุป!! "

มุนยองรีบเอามือมาปิดจมูกและปิดปากตัวเองเอาไว้เพราะเขาหวุดหวิดจะคลื่นไส้วิงเวียนมึนเมาเมื่อต้องมานั่งสูดกลิ่นสิ่งที่อยู่ในถังนั้น ซึ่งตอนแรกเขาไม่รู้ว่ามันคืออะไร แต่พอได้สูดดมไปได้สักพักจึงทำให้ตระหนักแล้วว่าคงเป็นสุราหมักอะไรสักอย่างที่คนพวกนั้นบ่มเอาไว้แน่ๆ เขาเคยได้กลิ่นนี้อยู่บ่อยๆ เวลาบิดาอุ้มเขามานั่งตักขณะดื่มสุราเลี้ยงฉลองอะไรกันในงานเลี้ยงโอกาสต่างๆ มาตลอดหลายปี แต่เขาก็ยังไม่ชินกลับกลิ่นที่ฉุนจัดพวกนี้เล่นทำเอาเขาเมาหน้าแดงก่ำ ทรุดกายลงไปนอนหงายหลังลงไปนอนคุดคู้อยู่ข้างๆ พื้นที่ว่างของถังสุราภายในรถตู้ม้าบรรทุกของหลับไปโดยไม่รู้ตัวเพราะความมึนเมา แม้แต่การเคลื่อนที่ของรถม้าบรรทุกสุราคันนี้เด็กชายก็หารู้ไม่ว่าเคลื่อนตัวออกไปตั้งแต่ตอนไหน

--ในขณะนั้นทางด้านราชวังชอนโซ--

"ฝ่าบาท ฝ่าบาท!!! เกิดเรื่องใหญ่แล้วพ่ะย่ะค่ะ คือว่า..แฮ่กๆ . " ชางกงกงวิ่งหน้าตาตื่นเข้ามาในตำหนักแทยังที่ประทับขององค์ราชาชอนโซ

"มีอะไรชางซก องค์ชายมุนยองล่ะ เจอองค์ชายหรือยัง!! " พระราชาชอนโซทรงถึงขนาดลุกขึ้นยืนด้วยความตกพระทัย

"ยังพ่ะย่ะค่ะ แฮ่กๆ คือเรื่องที่กระหม่อมจะมากราบทูลคือเรื่ององค์ชายนี่แหละพ่ะย่ะค่ะ แฮ่กๆ " ชางกงกงทูลไปหอบไป เพราะวิ่งมาจากพระตำหนักซุกชางของพระมเหสี

"ว่ามา"

"องค์ชายมุนยอง ซะ ทรง หนะ หนีออกจากวังไปแล้ว พ่ะย่ะค่ะ!! "

"ว่าไงนะ!! " ราชาชอนโซทรงถึงกลับรีบเดินมาคว้าคอเสื้อมหาขันทีคนสนิทมากำแน่นกระชากมาใกล้ๆ ทอดพระเนตรด้วยความเกรี้ยวกราดน่าสะพรึง

"ฝะฝ่าบาท ดะได้โปรดทรงเย็นพระทัยลงก่อน กระหม่อมกำลังจะกราบทูลอยู่นี่แหละ พ่ะย่ะค่ะ ทรงโปรดฟังกระหม่อมทูลสักนิดอย่าพึ่งทรงกริ้ว"

ราชาชอนโซจึงปล่อยมือจากคอเสื้อชางกงกง แล้วผละถอยมานั่งบนเบาะพยายามข่มอารมณ์ให้เย็นลงเล็กน้อย

"คืองี้...พ่ะย่ะค่ะ "

แล้วชางกงกง จึงเล่าให้พระราชาชอนโซฟังว่าเกิดอะไรขึ้น เริ่มตั้งแต่ พระมเหสีกำลังตามหาองค์ชายมุนยอง แล้วไปเจอพวกทหารเวรยามสองคนวิ่งหน้าตั้งมาถวายการอารักขา แล้วสองคนนั้นบอกกับพระมเหสีว่ามีขันทีเด็กคนหนึ่งวิ่งมาบอกว่า ที่ตำหนักพระมเหสีมีไอ้โม่งดำบุกเข้ามาจะทำร้าย พอพระนางได้สดับฟัง จึงเกิดอาการงงงวยทันที แล้วบอกพวกทหารเหล่านั้นว่าเหตุการณ์ในตำหนักปกติดีไม่มีคนร้ายบุกเข้ามา มีก็แต่องค์ชายมุนยองหายไปเท่านั้นกำลังตามหาตัวอยู่ ทหารยามเฝ้าประตูสองคนนั้นเกิดมีสีหน้าถอดสีขึ้นมาเมื่อพระมเหสีบอกเช่นนั้น แล้วพวกเขาวิ่งกลับไปที่ประตูวังฝั่งทิศเหนือปรากฏว่าขันทีเด็กคนนั้นได้หายไปแล้ว พวกเขาจึงมากราบทูลพระมเหสีอีกครั้งว่าตอนนี้เด็กคนนั้นได้หายไป พระมเหสีจึงสั่งให้คนไปสืบดูว่าที่ เรือนพักของขันทีเด็กใครหายไปบ้าง ผลปรากฏว่าขันทีเด็กทุกคนอยู่ครบ แต่มีคนหนึ่งวิ่งมาบอกว่าเสื้อของเขาหายไป 1 ชุด ทำให้พระมเหสีทรงมั่นใจเลยว่าขันทีเด็กที่หนีออกจากวังไปคือ องค์ชายมุนยองแน่นอน แล้วจากนั้นพระมเหสีทรงเป็นล้มหมดสติไปเลย

"เรื่องก็เป็นเช่นนี้แหละ พ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมเลยรีบมากราบทูลให้ฝ่าบาททรงทราบทันที" ชางกงกงทูลจนจบ

"บัดซบ!! เจ้ามุนยอง!! เจ้าลูกตัวแสบ!! กล้าไปขโมยชุดขันทีเด็กมาใส่หนีออกจากวังไปได้อย่างไรกัน คอยดูนะเจอตัวจะลงโทษให้หนัก กลางค่ำกลางคืนริอาจหนีออกจากวังยามวิกาลเช่นนี้ ทหาร!! "

"พ่ะย่ะค่ะ!! " เหล่าทหารรีบรุดมาที่ข้างหน้ายืนก้มหัวรอรับคำสั่ง

"ไปบอกแม่ทัพโซวังกีว่าไม่ต้องหาในวังแล้ว!! หาให้ตายก็ไม่เจอหรอก ไปหาข้างนอกวังเลย แล้วรีบไสหัวไปให้ไวๆ หาลูกชายของข้าให้เจอ หาไม่แล้วไม่ต้องเสนอหน้ากลับมา ไปบอกเขาเดี๋ยวนี้!! " พระราชาชอนโซสั่งการด้วยความเกรี้ยวกราดน่ากลัวจนพวกทหารและทุกคนในวังต่างกลัวลนลานตัวสั่นงันงกกันเป็นแถวๆ

"พ่ะย่ะค่ะ ฝ่าบาท!! "

แล้วพวกทหารรีบไปบอกข่าวให้แม่ทัพ 8 กองพลโซวังกีรับทราบ ท่านแม่ทัพถึงกลับหน้าซีดสลับกับแดงทั้งโกรธทั้งกังวล และหวาดกลัว กลัวว่าหัวของตนจะไม่ได้ตั้งบนบ่าหากหาองค์ชายไม่เจอ เขาจำต้องตายแน่ๆ

"องค์ชายมุนยอง!! ทำไมถึงได้หนีออกจากวังไปเช่นนี้ ใจคอของพระองค์จะให้พวกกระหม่อมได้ตายตามบุตรสาวไปหรือพ่ะย่ะค่ะ หากหาพระองค์ไม่พบ หรือพระองค์ทรงเป็นอะไรไปพวกกระหม่อมคงต้องถูกประหารกันทั้งครอบครัวเป็นแน่!! " โซวังกีพึมพำด้วยดวงตาแดงก่ำ

"ท่านแม่ทัพ!! " บรรดาลูกน้องวิ่งมาสมทบเพื่อรอรับคำสั่ง

"ส่งกองกำลังทุกหน่วย ออกตามหาองค์ชายมุนยองให้พบ ต่อให้ต้องพลิกแผ่นดินชอนโซ ยังไงก็ต้องหาให้พบแล้วพากลับมาหาฝ่าบาทอย่างปลอดภัยให้จงได้และเร็วที่สุด ไม่อย่างงั้นพวกเราจะตายทั้งหมด!! "

"รับทราบ!! "

"ปิดประตูเมืองทุกด้านอย่าให้ใครเข้าออกแม้แต่คนเดียว หรือรถม้าสักคันก็อย่าได้ออกไป!! "

"ขอรับ ท่านแม่ทัพ!! "

แล้วโซวังกีเดินไปบอกลาภรรยาก่อนจะขึ้นขี่ม้าออกจากวังไปตามหาองค์ชายมุนยองเช่นกัน ส่วนพวกทหาร นายกอง เหล่าองครักษ์ ตลอดจนพวกฝ่ายหอศิลป์เร่งรุดช่วยกันวาดรูปเหมือนขององค์ชาย แจกจ่ายให้กับพวกทหารหลายหน่วย ให้จดจำพระพักตร์ขององค์ชายมุนยองเอาไว้ให้ถ้วนทั่วถึงกันทุกหน่วยงาน

"จำเอาไว้ให้ดีองค์ชายใส่ชุดขันที หากใครเจอให้ยิงพลุขึ้นฟ้าทันทีเข้าใจมัย"

"รับทราบ!! "

โซวังกี่แบ่งหน้าที่ให้แต่ละฝ่ายแล้วรุดหน้าขี่ม้านำกองทัพแห่งชอนโซออกจากวังไปอย่างเร่งรีบ จนฝุ่นตลบอบอวลไปในชั้นบรรยากาศ ช่างสับสนวุ่นวายยิ่งนัก!!

**ตำหนักแทยัง**

"เฮ้อ...."

พระราชาชอนโซถึงกลับทรุดล้มทั้งยืน

"ฝ่าบาท!!! "

--หลายชั่วยามต่อมาจนถึงยามเช้าพระอาทิตย์ขึ้น-- 

มุนยองเริ่มรู้สึกตัวตื่นเมื่อแสงแดดจากหน้าต่างช่องเล็กๆ ที่มีไว้ระบายอากาศส่องลอดเข้ามา ทำให้เด็กชายต้องหยีตาสู้แสงเอามือขยี้ตาไล่ความงัวเงียออกไปก่อนจะปราดมองสำรวจสถานที่ไปด้วยปากน้อยเอ่ยพึมพำกับตนเองด้วยความสับสนงุนงง

"ที่นี่มันที่ไหนกันเนี่ย เหตุใดข้าถึงมาอยู่ที่นี่ได้ ก่อนหน้านั้นข้าแอบหลับอยู่บนรถม้านี่นา ทำไมมันถึงกลายเป็นห้องสี่เหลี่ยมที่มีแต่ฟางได้ล่ะ" เด็กชายเอามือเกาศีรษะด้วยความงงงวยจับต้นชนปลายไม่ถูก ตอนนี้เขานั่งอยู่บนพื้นปูด้วยฟางหนาๆ

--ระหว่างนั้น--

แก๊ก

ครืดดดดด

เสียงคนไขกุญแจแล้วเปิดประตูเข้ามาแสงสว่างจึงสาดเข้ามาข้างในจนทำให้มุนยองถึงกับรีบเอาแขนมาบดบังแสงที่เจิดจ้ามากเกินไปจนสายตาปรับตัวไม่ทัน ต้องกระพริบตาอยู่หลายครั้งเพื่อปรับตัวให้ชินกับแสงสว่างในยามนี้

"ตื่นแล้วเหรอเจ้าหนู" เสียงของชายวัยกลางคนเอ่ยขึ้น มุนยองจำได้ทันทีว่าเป็นเสียงของคนที่ขนสุราเข้าไปไว้ในรถม้าบรรทุกสินค้ากำลังจะเอาไปส่งที่โรงเตี้ยมเมืองยางอัน

"ที่นี่ที่ไหน" มุนยองเงยหน้ามาถามตอนนี้เขายังอยู่ในชุดขันที จึงรีบหลบหน้าหลบตาเดี๋ยวเกิดมีคนสงสัยแล้วพาตัวไปหานายอำเภอของที่นี่เขาก็ต้องถูกจับส่งกลับวังน่ะสิ

"ห้องเก็บของ"

"ที่ไหนล่ะ" มุนยองถามซ้ำเมื่อคำตอบของคนตรงหน้าไม่ชัดเจนพอ

"ห้องเก็บของ โรงเตี้ยม เมืองยางอัน" ชายตรงหน้าตอบอีกครั้งแต่ขยายความให้สั้นกระชับเข้าใจง่ายมากขึ้น

"แล้วจับข้ามาไว้ที่นี่ทำไม"

"เห็นเจ้ากำลังนอนหลับสบายอยู่ในรถม้าข้างๆ ถังสุรา ท่าทางเจ้ามีอาการเหมือนคนเมาใบหน้าแดงก่ำ เหงื่อออกมามาก ข้าก็เลยพาเจ้ามานอนที่นี่รอจนกว่าเจ้าจะตื่น จะได้คุยกัน"

"คุยอะไร ข้าไม่มีอะไรจะคุยด้วยสักนิด ข้าแค่มาขออาศัยนั่งในรถม้าของท่านออกจากเมืองหลวงเท่านั้น หาได้มีเจตนาร้ายแต่อย่างใดไม่"

"แล้วทำไมเจ้าถึงแต่งตัวเช่นนี้ เจ้าเป็นขันทีหนีออกจากวังมาหรือ"

มุนยองถึงกับอึ้งไป คนๆ นี้เดาออกเสียด้วยว่าเขาหนีมาจากในวังแค่ทายผิดคิดว่าเขาเป็นขันทีเด็กหนีออกมาเท่านั้น

"คือ ข้าแค่ออกมาเที่ยว เดี่ยวสักพักค่อยกลับ" มุนยองตอบไปตามตรง พยายามเดินหนีชายเจ้าของรถม้าขนสุรา แต่ถูกคว้าแขนเอาไว้แล้วฉุดดึงกลับมาพูดคุยกันให้กระจ่างความ

"เจ้าหนู ถึงข้าจะไม่รู้กฎของในวังก็จริงนะ แต่ข้าเชื่อว่าในวังต้องมีข้อห้ามไม่ให้ขันทีเด็กคนไหนหนีออกมาจากวังโดยยามวิกาลเช่นนี้แน่ๆ เจ้าทำเช่นนี้ไม่ดีเลย ข้าควรพาเจ้าไปส่งให้นายอำเภอท้องที่นี้จัดการกับเจ้าดีหรือไม่"

"อย่านะพี่ชาย ข้ายังไม่อยากกลับ ให้ข้าอยู่เที่ยวที่เมืองนี้ให้หายอยากก่อนไม่ได้เหรอ ทำไมต้องจับข้าไปส่งนายอำเภอด้วยข้าไม่ไปนะ ไม่ไป!! " มุนยองส่ายหน้ารัวๆ ไม่ยอมถูกพาส่งกลับวังเด็ดขาด เขายังไม่ได้เที่ยวชมเมืองแม้แต่นิด จะกลับไปได้อย่างไร กลับไปก็ต้องถูกลงโทษอยู่ดี อยากหนีเที่ยวให้คุ้มค่าก่อนค่อนกลับไปรับโทษในวังทีหลัง

"ยังไงเจ้าก็ต้องกลับวังอยู่ดี ไม่มีขันทีเด็กที่ไหนมาเดินเล่นนอกวังแบบนี้ได้หรอกนะเจ้าหนู ดีไม่ดีเจ้าอาจเป็นคนที่ทางการตามหาตัวอยู่ก็ได้ "ชายเจ้าของรถม้ายังคงจับยึดแขนขันทีน้อยตรงหน้าเอาไว้แน่นไม่ยอมปล่อยให้หนีไปเด็ดขาด

"ว่าไงนะ! "มุนยองพยายามแกะแขนตัวเองออกจากการจับกุมของชายเจ้าของรถม้าขนสุราอย่างหงุดหงิดทำไมข่าวการหนีออกจากวังถึงได้แพร่สะพัดมาไวเช่นนี้ล่ะ มาถึงเมืองยางอันเลยหรือ

"ข้าไม่ใช่คนที่ทางการตามหาหรอก ปล่อยข้าไปเถอะ ข้าเริ่มหิวข้าวแล้ว ข้าอยากจะไปหาอะไรกินลองท้องสักหน่อย"

มุนยองจึงเอามือกุมท้องร้องประท้วง

"นั้นสินะ นี่ก็สายมากแล้ว เจ้าคงจะหิว งั้นรออยู่ที่นี่เดี่ยวจะไปหาอะไรมาให้กิน" ชายเจ้าของรถม้าผละออกมาพร้อมกับปล่อยแขนเด็กชายให้เป็นอิสระ แล้วทำท่าจะเดินออกจากประตูไป เตรียมเอากุญแจมากักขังเด็กชายเอาไว้ทันทีเมื่อเขาเดินกลับออกไปข้างนอก

"ไม่เป็นไรหรอกพี่ชาย ข้าไปหาซื้อเอาแถวนี้ก็ได้ ปล่อยข้าไปเถิดอย่าขังข้าเลย ปล่อยข้าไป" มุนยองรีบวิ่งไปดันประตูเอาไว้ไม่ให้คนตรงหน้าปิดประตูขังเขาเอาไว้ได้อีกแต่แรงเด็กอย่างเขามีหรือจะสู้แรงของผู้ชายกำยำได้ สุดท้ายโดนกระแทกประตูปิดอย่างแรงจนเด็กชายถูกบานประตูผลักกระเด็นล้มลงไปนั่งจุ้มปุกบนพื้นปูฟางเลยทีเดียว แล้วจากนั้นมุนยองก็ได้ยินเสียงโซ่มาคล้องล็อกประตูขังเขาเอาไว้ราวกับนักโทษก็ไม่ปาน

"นี่มันอะไรกัน ข้าก็แค่อยากออกมาเที่ยวทำไมต้องมากักขังข้าเอาไว้เช่นนี้ด้วยเล่า!! " มุนยองได้แต่พึมพำด้วยความโมโห

ปั้งๆๆๆๆๆ ๆๆๆๆๆ!!

"พี่ชายปล่อยข้าออกไปนะ!! "

มุนยองตะโกนลั่นเอาฝ่ามือทุบประตูอย่างแรงจนมือแดง แต่กลับไม่มีวี่แววของชายเจ้าของรถม้าตอบกลับมา

"ทำไมถึงเงียบไป หรือว่า... เขาจะพาคนมาจับข้ากลับวัง ไม่นะไม่ ทำยังไงดี" สีหน้ามุนยองดูร้อนรนกระวนกระวายเดินไปเดินมาไม่หยุด ในหัวคิดแต่หาทางหนีทีไล่

"ข้าจะทำยังไงดี หากเขาไปตามนายอำเภอเมืองยางอันมาจับข้าเล่า..จบเห่แน่ๆ "

ไม่นาน ชายเจ้าของรถม้าก็กลับมา เพียงแต่เขาไม่ได้มาคนเดียวน่ะสิ

"ใต้เท้าเชิญทางนี้ขอรับ ข้าจับเขาขังเอาไว้ในนี้แล้ว เชิญท่านมาดูให้เห็นกับตาเลยว่าใช่คนที่พวกท่านประกาศตามหาหรือไม่ พอดีเขาติดรถม้าข้ามา ข้าเลยจับเขาขังไว้ในห้องเก็บของขอรับ"

"เป็นเด็กใส่ชุดขันทีสีเขียวใช่หรือไม่"

"ใช่ขอรับ"

"งั้นรีบพาข้าไปดูประเดี๋ยวนี้เลย ต้องใช่องค์ชายมุนยองแน่ๆ!! "

"หา นะนั้นคือ อะองค์ชายมุนยองจริงหรือขอรับใต้เท้า!! "

"ใช่สิฝ่าบาททรงกำลังประกาศตามหาองค์ชายมุนยองอยู่ทั่วบ้านทั่วเมืองเลยล่ะ เจ้ามัวไปงมโข่งอยู่ที่ไหนมาถึงได้ไม่รู้ว่าคนที่กำลังตามหาอยู่คือองค์ชายน่ะ"

"งะงั้นข้าก็จะได้ความดีความชอบที่เป็นคนตามหาตัวองค์ชายเจอน่ะสิ โหว..แบบนี้ข้าจะได้อะไรตอบแทนบ้างเนี่ย"

"ก็คงจะเป็นทองสักก้อน หรือไม่ก็เครื่องประดับ ว่าแต่ องค์ชายทรงประทับอยู่ที่นี่จริงเหรอ"

"จริงขอรับใต้เท้า ข้าลั่นกุญแจประตูขังเอาไว้ ต่อให้องค์ชายทรงเฉลียวฉลาดแค่ไหน ก็คงจะหนีออกมาเองไม่ได้หรอกขอรับ"

เสียงของทั้งสองคนที่พูดคุยกันใกล้เข้ามาเรื่อยๆ มุนยองมองไปรอบๆ เพื่อหาอะไรบางอย่างให้ตนเองหลุดออกจากการโดนจับกลับวังในยามนี้อย่างว้าวุ่นใจ

แต่แล้ว...

แก๊ง แก๊กๆ

เสียงชายเจ้าของรถม้า ทำการไขกุญแจที่คล้องโซ่ล็อกประตูขังเด็กเอาไว้ให้หลุดออกอย่างรวดเร็ว มุนยองมองหาทางหนี แต่กลับพบว่าไม่มีบริเวณไหนสามารถหลบซ่อนตัวได้เลย ยามนี้เขารู้สึกรนรานจนทำอะไรไม่ถูกแล้วอย่างอับจนหนทาง จนกระทั่งประตูข้างหน้าถูกเปิดออก มุนยองจึงกัดฟันแน่นตัดสินใจลุกขึ้นวิ่งพุ่งเข้าชนอย่างแรงแล้ววิ่งหนีสุดชีวิตจนชายทั้งสองคนนั้นคว้าตัวเอาไว้ไม่ทัน

"องค์ชายมุนยอง!! " ชายเจ้าของรถม้าส่งเสียงเรียกด้วยความตกใจ คาดไม่ถึงว่าองค์ชายน้อยจะใช้วิธีพุ่งเข้าชนทันทีเมื่อเขาเปิดประตูห้องเก็บของออกมา สองมือของชายหนุ่มพยายามคว้าตัวเด็กชายเอาไว้ แต่กลับคว้าเอาไว้ได้เพียงอากาศ พอตั้งตัวตั้งสติได้จึงวิ่งไล่กวดตามจับตัวเด็กชายในทันที วิ่งไปวิ่งมาก็ชนกันเอง

โครมมมม!!

"เจ้าโง่!! ทำไมถึงปล่อยให้องค์ชายหนีไปจนได้ หะ"

"ก็ใต้เท้าทำไมไม่ช่วยข้าจับเล่า ข้าคว้าเอาไว้ไม่ทัน องค์ชายทรงวิ่งหนีเร็วมาก แล้วเหตุใดท่านถึงมาวิ่งชนข้าได้ล่ะเนี่ย!! "

"ก็ข้ากำลังจะคว้าเอวองค์ชายเลยไม่ได้มองข้างหน้า เจ้าก็มาชนข้า ดูสิคลาดกันกับองค์ชายจนได้ ตอนนี้ทรงหนีหายไปไหนแล้วไม่รู้"

ระหว่างวิ่งไล่ตามจับตัวองค์ชายน้อย ชายเจ้าของรถม้ากับนายอำเภอ และบรรดาลุกน้องติดตามของนายอำเภอก็วิ่งไล่จับเด็กกันวุ่นวาย แต่มุนยองวิ่งไวมาก และตัวเล็กด้วยจึงแอบซ่อนตัวได้สะดวก ตอนนี้เขามุดเข้าไปแอบอยู่ใต้รถม้าที่เคยบรรทุกถังสุรา แต่ในตอนนี้ถังสุราถูกนำส่งให้กับลูกค้าเจ้าของโรงเตี้ยมเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

"แฮ่กๆๆๆ " มุนยองถึงกลับนั่งหอบตัวโยน เกือบไปแล้ว ดีที่พวกนั้นวิ่งชนกันเองเลยหนีรอดมาได้อย่างหวุดหวิด

"ข้าไม่เคยรู้สึกเหน็ดเหนื่อยเท่านี้มาก่อนเลย แฮ่กๆ " เด็กชายเอามือกุมอกพยายามหายใจช้าๆ ลึกๆ ให้คลายความเหนื่อยล้าลง หัวใจเต้นแรงเลือดสูบฉีดจนใบหน้าแดงซ่าน เหงื่อโทรมกาย

แต่ในระหว่างที่มุนยองกำลังซ่อนตัวอยู่เกิดมีมือกำยำควานลึกเข้ามาภายใต้รถม้า เด็กชายจึงกระเถิบถอยออกมาจนลืมไปว่าเขาถูกดักเอาไว้สองทาง พอถูกอีกทางหนึ่งควานมือมาไล่ต้อนให้ขยับถอยมาอีกฝั่ง และคนที่ตามจับอีกฝั่งจึงคว้าเอวเขาดึงออกมาจากใต้รถม้าได้ในที่สุด

“หึหึหึ จับตัวได้แล้วองค์ชายมุนยอง”

“อื้อ ปละปล่อยข้านะ!! ”

มุนยองถูกชายเจ้าของรถม้าคว้าเอวจับลากออกมาจากรถม้าก่อนจะจับรวบตัวขึ้นมาอุ้มพาดบ่าตรงไปหานายอำเภอที่เป็นคนเอามือคว้านไล่ต้อนไปเมื่อครู่

“ปล่อยข้านะ จับข้าทำไม ปล่อยนะพี่ชาย ปล่อย!!”

“อย่าทรงดิ้นขัดขืนไปเลยพ่ะย่ะค่ะองค์ชายเดี๋ยวทรงตกลงไปนะพ่ะย่ะค่ะ”

“ข้าไม่ใช่องค์ชายนะ ท่านจับมาผิดตัวแล้ว ปล่อยข้าเดี๋ยวนี้นะข้าจะไปเที่ยวในเมือง ข้าหิวข้าวแล้ว”

“จะใช่องค์ชายหรือไม่ใช่ เดี๋ยวกระหม่อมตามคนที่รู้จักองค์ชายมาช่วยยืนยันตัวก็รู้แล้วว่าเป็นองค์ชายจริงหรือไม่”

“ปล่อยข้าไปเถิด ข้าไม่ใช่องค์ชาย” มุนยองร้องประท้วงดิ้นไม่หยุด ชายเจ้าของรถม้าที่กำลังอุ้มเด็กชายอยู่จนแทบจะคว้าเอาไว้ไม่อยู่ เกือบทำเด็กชายหล่นหน้าทิ่มอยู่บ่อยครั้ง

“ใต้เท้าจะเอาไงต่อขอรับ ข้าแทบจะอุ้มองค์ชายไม่ไหวแล้ว ทรงดิ้นน่าดูเลย อั่กๆโอ๊ยๆ ยะ อย่าทรงทุบหลังกระหม่อมแรงๆเช่นนี้สิพ่ะย่ะค่ะ!! เจ็บนะพ่ะย่ะค่ะ องค์ชาย!!”

"ปล่อยข้าก่อนสิข้าจะได้เลิกทุบ"เด็กชายดิ้นเอามือทุบไหล่ทุบหลังคนอุ้มเขาแรงขึ้นเรื่อยๆ ดังอั่กๆ จนคนอุ้มทำหน้าเหยเกด้วยความเจ็บปวดและซวนเซจะล้ม

"อั่ก โอ๊ยยย องค์ชายพอแล้ว พ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมเจ็บนะ พ่ะย่ะค่ะ" คนอุ้มได้แต่ร้องโอดโอยจับกอดรัดตัวเด็กดื้อไว้แน่นๆ

“ส่งตัวองค์ชายมุนยองมา เดี่ยวข้าอุ้มเขาเองจะพาขึ้นขี่ม้าไปส่งที่วังหลวงเจ้าจะติดตามข้าไปด้วยหรือไม่”

"แน่นอนอยู่แล้ว เรื่องเงินๆ ทองๆ รางวัลต่างๆ นี่ข้าไม่เคยพลาดหรอกใต้เท้า แต่ข้ายังไม่เสร็จธุระที่นี่เลยขอรับ เอาไว้ข้าจะตามไปทีหลังแล้วกัน ข้าต้องไปเอาเงินค่าสุราจากเจ้าของร้านให้เสร็จเรียบร้อยเสียก่อน"

ชายเจ้าของรถม้าพูดไปนวดไหล่ขยับหลังตนเองไปป้อยๆ การอุ้มเด็กชายวัยสิบขวบไม่ใช่เรื่องนักหนาสาหัสอะไรที่จะสาหัสคือโดนทุบแรงๆนี่แหละทั้งหลังทั้งไหล่จะระบมเอา

"ได้ไว้ค่อยเจอกันข้าพาองค์ชายไปก่อน" นายอำเภอพูดขณะรับเด็กดื้อมาอุ้มเหน็บกะเอวไว้เรียบร้อยแล้ว

"ขอรับ ไว้เจอกัน"

แล้วพวกเขาต่างแยกย้ายไปตามทางของตนเอง ส่วนมุนยองถูกนายอำเภออุ้มตรงไปยังอาชาสีหมอกที่ยืนอยู่ด้านนอกโรงเตี้ยมที่พวกเขากำลังยืนคุยกันอยู่นี่แหละ

“ไม่ ข้าไม่ไป ข้าไม่กลับวังเด็ดขาด ปล่อยข้านะนายอำเภอ!!” มุนยองโวยวายลั่นดิ้นดึงดันทุบตีนายอำเภอไปตลอดทาง

“โอ้ว!! ทำไมล่ะพ่ะย่ะค่ะ หรือองค์ชายทรงกลัวพระอาญาของฝ่าบาท” นายอำเภอโอบรัดตัวเด็กชายจอมดื้อไว้แน่นเดี๋ยวตกลงไปจะเจ็บตัวเปล่าๆ

"ใครว่าข้ากลัวพระอาญาของเสด็จพ่อกัน ข้าแค่อยากอยู่เที่ยวต่อให้หนำใจก่อนค่อยกลับวังต่างหาก ท่านน่ะหุบปากไปเลย!! " มุนยองโต้เถียงหยุดดิ้นไปชั่วคราวดันตัวมามองจ้องหน้านายอำเภออย่างไม่สบอารมณ์ที่กล้าบังอาจมาสบประมาทเขาเช่นนี้

"หึ ทรงยอมรับว่าเป็นองค์ชายจริงๆ แล้วใช่มัยพ่ะย่ะค่ะ ดีจริงๆ ที่กระหม่อมไม่ได้จับมาผิดตัว แน่ล่ะ จะมีขันทีเด็กที่ไหนทำตัวซุกซนไม่กลัวตายแอบหนีออกจากวังมายามวิกาลได้กันล่ะจริงมัยพ่ะย่ะค่ะ องค์ชายมุนยอง หึหึหึ"

นายอำเภอได้แต่หัวเราะอย่างขบขันเอ็นดูก่อนจะพาองค์ชายขึ้นไปนั่งบนหลังม้าสีหมอกแล้วตนเองโดดขึ้นไปนั่งคอยประกบข้างหลัง คว้าสายบังเหียนมาถือไว้ให้มั่นคงก่อนจะตวัดสายบังคับอาชาสีหมอกให้เร่งฝีเท้าวิ่งกุบกับๆไปข้างหน้าทยานมุ่งตรงสู่เส้นทางไปเมืองหลวง พาองค์ชายรัชทายาทกลับสู่วัง

"เหอะ!! " มุนยองได้แต่ส่งเสียงในลำคออย่างหงุดหงิดทำหน้าเซ็งๆ อย่างปลงตกที่ตนต้องอดเที่ยวในเมืองยางอันไปอย่างเสียไม่ได้

**ระว่างการเดินทางกลับวังหลวง**

"นี่..นายอำเภอ อีกไกลหรือไม่กว่าจะไปถึงวังหลวงน่ะ" มุนยองเอ่ยถามทำลายความเงียบระหว่างการขี่ม้าโดยมีนายอำเภอวัยกลางคนนั่งประกบด้านหลัง ตอนนี้พวกเขาเดินทางเลียบเขา เพราะเมืองยางอันเต็มไปด้วยป่าเขาลำเนาไพรเส้นทางลาดชันตัดผ่าน ธารน้ำตกป๊กปองที่ขึ้นชื่อความแรงของกระแสน้ำที่เชี่ยวกราด พวกเขามุ่งตรงไปอีกเส้นทางเลียบทางเนินขรุขระที่ค่อนข้างลาดชันอันตราย การขี่ม้าจึงค่อนข้างต้องใช้ความชำนาญและความระมัดระวังมากเป็นพิเศษ

"องค์ชายที่นี่คือน้ำตกป๊กปองพ่ะย่ะค่ะ กระแสน้ำที่เชี่ยวกราด แม้ทิวทัศน์จะงดงามแต่เต็มไปด้วยอันตรายนะพ่ะย่ะค่ะ หากใครไม่ระวังพลัดตกลงไปคงไม่รอดแน่ๆ "นายอำเภออธิบายไปชี้ชวนเด็กชายมองวิวทิวทัศน์ไประหว่างทางถือเป็นการนำองค์ชายมาเที่ยวเปิดหูเปิดตาไปในตัว

"อืม สวยดีนะ"

"ถ้าองค์ชายอยากประพาสที่น้ำตกป๊กปองล่ะก็ ไว้คราวหน้าหากองค์ชายได้มีโอกาสออกมาจากวังก็ลองทูลขออนุญาติจากฝ่าบาทให้ทรงพามาสิพ่ะย่ะค่ะ เมื่อถึงครานั้นกระหม่อมจะเป็นผู้นำทางพาพระองค์ท่องเที่ยวให้เต็มที่ไปเลย

"อืม..ไว้ข้าจะลองทูลขอเสด็จพ่อดู"

หลังจากที่พวกเขาเดินทางกันได้สักพักแต่ยังไม่พ้นเขตของน้ำตก มุนยองเกิดปวดเบาขึ้นมา และท้องก็เริ่มร้องอุธรอย่างช่วยไม่ได้

"นายอำเภอ ข้าปวดเบา"

"หาาาาา ว่าไงนะพ่ะย่ะค่ะ!!"

"ข้า..ปวด..ฉี่..!!" มุนยองเน้นย้ำทีละคำด้วยสีหน้าทรมานมือกุมเป้ากางเกงเอาไว้

"พ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมจะหยุดม้าเดี๋ยวนี้"

เอี๊ยดดดดดดด!!

ฮี๊ๆๆๆๆๆๆๆๆ!!

อาชาสีหมอกถูกกระตุกดึงบังเหียนให้หยุดวิ่งกระทันหันจนสองขาหน้าลากไถลเสียดสีไปกับพื้นดินชื้นๆลื่นๆของเนินดินก่อนจะชะลอความเร็วลงจนหยุดนิ่งไปในที่สุด

เด็กชายกระโดดลงจากหลังม้าแล้ววิ่งเข้ารกเข้าโพรงไปหาที่ปลดเบาจนนายอำเภอคว้าตัวไว้ไม่ทัน

"องค์ชายทรงระวังตัวด้วยนะพ่ะย่ะค่ะ แถวนี้เป็นเนินดินมันลื่นมาก ระวังจะตกลงไปข้างล่างนะพ่ะย่ะค่ะ" นายอำเภอเอ่ยเตือนก่อนจะตามลงจากหลังม้ามายืนรอองค์ชาย

แต่ดูเหมือนคำเตือนของนายอำเภอจะช้าไป...

"อ๊าาาาาาาาาาาาากกกก ช่วยด้วยยยย อึ่ก!!"

"องค์ชาย!!!!" นายอำเภอวิ่งตรงมาจะคว้าแขนไว้แต่คว้าไว้ไม่ทัน เด็กชายก้าวพลาดลื่นไถลลงไปข้างล่างอย่างรวดเร็ว เนื้อตัวครูดเอากับเศษดินเศษหินจนถลอกปอกเปิกก่อนจะกลิ้งหลุนๆๆตกลงสู่ลำธารที่ไหลเชี้ยวกราดเสียงดัง 

ตุ้มมมมมมมมม!!

ร่างขององค์ชายถูกกระแสน้ำพัดไปไกลลิบ ดำดิ่งมิดหัวหาตัวไม่เจอกันเลยทีเดียว!!

"องค์ชาย ไม่นะ องค์ชาย องค์ชายยยยยยยยยย องค์ชายมุนยอง ม่ายยยยยย!!!"

"ม่ายย!! ไม่นะ ไม่ ข้าตายแน่ ข้าต้องตายแน่ๆ องค์ชายยย กระหม่อมผิดไปแล้ว กระหม่อมช่วยองค์ชายเอาไว้ไม่ทัน กระหม่อมสมควรตาย ฮือๆๆๆ องค์ชาย องค์ชายมุนยอง องค์......!!"

แล้วนายอำเภอก็หมดสติไปด้วยความตกใจสุดขีด!!

ไม่นานชายเจ้าของรถม้าก็ตามมาจนทัน

"อ้าวเฮ้ย นั้น!! นายอำเภอยางอันนี่นา ทำไมมานอนอยู่ตรงนี้ได้ แล้วองค์ชายมุนยองล่ะ" 

ชายเจ้าของรถม้าถึงกลับรีบหยุดม้าของตนแล้วกระโดดลงจากรถม้าลงมาดูชายที่นอนฟุบหน้าคว่ำอยู่ที่พื้นข้างทางด้วยความตกใจ

"ใต้เท้า ใต้เท้านี่มันเกิดอะไรขึ้นหรือขอรับ ทำไมท่านถึงได้มานอนเป็นลมหมดสติเอาตรงนี้ล่ะ องค์ชายน้อยล่ะขอรับ องค์ชายน้อยหายไปไหนแล้ว" ชายเจ้าของรถม้าค่อยๆจับร่างของนายอำเภอพลิกนอนหงาย แล้วตบแก้มเบาๆปลุกให้ฟื้น

"ตายแน่ๆ ข้าต้องตายแน่ๆ ข้าตายแน่" 

พอนายอำเภอฟื้นขึ้นมาก็พร่ำพร้อแต่คำๆนั้นซ้ำไปซ้ำมาราวกับคนสติหลุดสูญวิญาณก็ไม่ปาน เอาแต่พูดคำนั้นๆชายเจ้าของรถม้าถามอะไรก็ไม่ยอมตอบ 

"ใต้เท้าเป็นอะไรไปขอรับ ทำไมถึงได้"

"ตายแน่ๆ ข้าต้องตายแน่ๆ ข้าตายแน่ ข้าตายแน่ๆ ข้าตายแน่ๆ"

"เฮ้อ ท่าทางองค์ชายจะหนีไปได้แล้วสินะ ไม่น่าเลยข้าน่าจะมาให้ถึงเร็วกว่านี้จะได้ช่วยจับองค์ชายเอาไว้อีกแรง"

 "สุดท้าย อึ้ย! ข้าต้องชวดเงินรางวัลนำจับองค์ชายมุนยองกลับวังจริงเหรอเนี่ย!!!!" ชายเจ้าของรถม้าทำได้แค่กู่ร้องตะโกนลั่นด้วยความเจ็บใจ ที่ปล่อยองค์ชายหนีไปได้

"ตายแน่ๆ ข้าต้องตายแน่ๆ ข้าตายแน่ ตาย ตายลุกเดียวเลย ตายทั้งตระกูล ตายๆๆๆๆ"

นายอำเภอได้แต่พึมพำแต่ประโยคนั้นซ้ำซากไปไม่หยุด จนชายเจ้าของรถม้าเริ่มรำคาญเอามือสับที่ท้ายทอยอย่างแรงจนสลบไปเลยจะได้เงียบปากไปซะที ก่อนจะจับประคองร่างคนจิตหลุดวิญญาณหายท่านนั้นแบกขึ้นรถม้าพากลับไปส่งที่ว่าการอำเภออย่างหงุดหงิด ถึงขนาดจับโยนร่างใต้เท้าท่านนั้นไปนอนกองบนพื้นหน้าที่ว่าการอำเภอ ไม่คิดจะเก็บศพแต่อย่างใด บังคับรถม้าจากไปมุ่งตรงกลับสู่เมืองหลวงไปทำงานรับจ้างส่งสินค้าต่อตามปกติ เลิกหวังลมๆแล้งๆแล้วที่จะเจอตัวองค์ชายมุนยองขึ้นมาอีกครั้ง

-----ณ เนินเขาลาดชันบริเวณธารน้ำตกป๊กปองที่ไหลเชี่ยวกราด---

"นังเด็กเหลือขอ อย่าให้ข้าจับเจ้าได้นะ หนอย!! กล้าดียังไงเอาไม้หนาๆมาตีหัวข้า อยากโดนดีนักใช่มัย หะ!! อย่าให้ข้าจับเจ้าได้นะ... ฮึ่ม... นังตัวดี อยู่ไหนออกมาเดี๋ยวนี้นะ หนอยยยแน่!!"

เสียงของชายฉกรรจ์ร่างสูงใหญ่มีนิสัยอัธพาลคนหนึ่งตะโกนโหวกเหวก วิ่งไล่ตามจับเด็กหญิงวัยสิบขวบถักเปียกลางผูกโบเข้าชุดกับเสื้อสีแดงกระโปรงสีน้ำเงินเข้มวิ่งหนีหัวซุกหัวซุนลงจากเนิน 

"แฮ่กๆๆ" เสียงหอบกระเซ่าของเด็กหญิงที่ถูกตามล่า วิ่งหนีหัวซุกหัวซุนไปตลอดทาง จนกระทั่งมาถึงริมลำธาร ซึ่งไม่ได้มีแค่เด็กหญิงคนเดียวที่โดนไล่ตาม ยังมีเด็กผู้ชายอีกคนที่วิ่งตามมาด้วย

"ลุกพี่คอยด้วยขอรับ จะวิ่งเร็วเกินไปแล้ว!!"

"เร็วเข้าชุนซู เดี๋ยวพวกมันตามมาทัน เราต้องไปหาที่หลบก่อนค่อยวางแผนจัดการอีกที"

"ได้ ลุกพี่ ระวังลื่นนะขอรับ แฮ่กๆๆๆ"

"อืม แฮ่กๆ!!"

เด็กชายหญิงพากันวิ่งหนีลงจากเนินเขาเรียบลำธารมาเรื่อยๆจนพ้นสายตาของอัธพาลผู้นั้นที่ไล่ตามล่าพวกเขาอยู่อย่างหงุดหงิด

จนกระทั่งเด็กทั้งสองหนีมาไกลจนไม่ได้ยินเสียงเอะอะโวยวายของชายผู้นั้นแล้ว จึงพากันเดินลงมาที่ริมลำธารจะมาดื่มน้ำล้างหน้าล้างตาให้คลายความเหน็ดเหนื่อยสักหน่อยแต่ทว่า

"อ่าาา ลูกพี่ ดูนั่นสิ มีอะไรไม่รู้ไหลตามน้ำมา!!" เด็กชายที่ชื่อชุนซูชี้มือไปที่ลำธารที่มีกระแสน้ำที่เชี้ยวกราดพัดพาบางสิ่งบางอย่างผ่านหน้าพวกเขามา เด็กทั้งสองจึงรีบวิ่งตามไปดูให้เห็นใกล้ๆจนรู้ว่าเป็นร่างของเด็กชายคนหนึ่งที่กำลังหมดสติไหลตามกระแสน้ำมา หากไม่รีบคว้าร่างเอาไว้ได้ทันคงไหลลงสู่เหวนรกแน่ๆ

"ลูกพี่จะทำอะไรน่ะขอรับ ระวังนะน้ำมันเชี้ยวมาก ระวังตัวด้วย!!"

เด็กหญิงผู้เป็นลูกพี่ของเด็กชายที่ชื่อชุนซู พยายามวิ่งไปที่เนินไปดักอีกทางซึ่งข้างล่างมีขอนไม้โน้มเอนลงมาสู่ลำธารที่เชี้ยวกราด เด็กหญิงตัวน้อยค่อยๆปีนไต่กระดึ๊บๆไปจนถึงส่วนปลายของขอนไม้ก่อนจะนอนราบลงไปเอาขาเกี่ยวขอนไม้ไว้แน่น พยายามเอื้อมมือจะไปไขว่คว้าร่างหมดสติที่ไหลมาตามน้ำให้ได้ แต่มือของเด็กหญิงสั้นไปจึงเอื้อมลงไปไม่ถึงน้ำสักที

"ลูกพี่ ระวังนะ ระวังตกลงไป"เสียงชุนซูไล่หลังมาตอนนี้เด็กชายยืนอยู่ข้างหลังกำลังจะกระดึ้บตามมาสมทบ

"แย่ละมือข้าเอื้อมไม่ถึง ต้องโน้มตัวลงไปอีกนิด ชุนซู ช่วยจับขาข้าไว้เร็วเข้า ข้าจะต้องคว้าตัวเขาให้ได้ก่อนจะไหลลงไปที่เหว!!"

เด็กชายที่ชื่อชุนซูวิ่งไปจับยึดข้อเท้าของลูกพี่ของตนเอาไว้แน่นทันที จนลูกพี่ของเขาโน้มตัวหัวห้อยลงต่ำกว่าเดิมจนมือสามารถเอื้อมถึงผิวน้ำในลำธารได้ในที่สุด

"ค่อยๆหย่อนตัวข้าลงไปนะ"

"ได้ลูกพี่เชื่อมือข้าได้เลย ข้าไม่ปล่อยให้ท่านตกลงไปเป็นอันขาด"

"อืมข้าเชื่อเจ้า"

เด็กหญิงเป็นคนในพื้นที่จึงรู้ดีว่าบริเวณไหนเหมาะที่จะช่วยคนตกน้ำได้แต่ช่วยคนเดียวคงไม่สำเร็จดีที่มีผู้ชายที่แข็งแรงอย่างชุนซูมาช่วยด้วยอีกแรง การช่วยชีวิตเด็กชายที่ไหลมาตามกระแสน้ำที่เชี่ยวกราดนี้จึงเป็นผลสำเร็จ เด็กหญิงคนนั้นสามารถคว้าดึงคอเสื้อร่างที่ไหลมาได้ครึ่งตัวต้านกระแสน้ำได้ทันอย่างทุลักทุเล แล้วเอาแขนทั้งสองข้างโอบรวบเอวเด็กชายที่หมดสติไว้แน่นดึงขึ้นมาสุดแรง

ชุนซูเปลี่ยนจากดึงขามาเป็นดึงเอวลูกพี่ตัวเองแทนแล้วออกแรงช่วยกันดึงคนทั้งสองให้ขึ้นมานั่งบนขอนไม้ได้ กว่าจะช่วยได้เล่นทำเอาเด็กๆหอบตัวโยนเหงื่อแตกเต็มหน้ากันไปตามๆกัน 

"แฮ่กๆ เฮ้อ คนอะไรตัวหนักชะมัด เด็กผู้ชายหรือลูกหมูป่ากันแน่เนี่ย เล่นทำเอาข้าปวดแขนไปหมดเลย อูยย"

พอช่วยคนขึ้นมาจากน้ำได้เด็กหญิงก็เอาแต่บ่นๆ เอามือบีบนวดแขนตัวเองไปมาป้อยๆ ก่อนจะค่อยๆกระเถิบตัวกระดึบๆถอยหลังน่ากลัวกระโปรงจะฉีกขาดเมื่อก้นเล็กๆนุ่มนิ่มไถไปกับความหยาบของเปลือกขอนไม้ 

"ละลูกพี่ระวังกระโปรงขาด!!"

"หะ ช่างมันเหอะ"

"ส่งตัวเด็กนั้นมาเดี๋ยวข้าลากกลับเอง ลูกพี่ระวังกระโปรงด้วยขอรับ ถ้ามันขาดขึ้นมาจนก้นสวยๆโผล่ข้าไม่รู้ด้วยนะ หึหึหึ!!" ชุนซูแซวขำๆปนห่วงใยลูกพี่ของตน

"หุบปากไปเลยชุนซู!!ข้าไม่ยอมให้เจ้ามาดูก้นข้าหรอก ดูบาทาข้าแทนดีกว่า" เด็กหญิงหน้าแดงนิดๆ ก่อนจะค่อยกระดึบๆตัวไปตามแนวขอนไม้จนกระทั่งลงมาจากขอนไม้กลับมายืนบนพื้นเนินดินได้เสียที 

" หึ ข้าล้อเล่นน่าลูกพี่ โอยกว่าจะช่วยเขาได้ข้าเหนื่อยแทบตาย" ชุนซูบ่นก่อนวางร่างหมดสติลงกับพื้นแล้วบิดตัวไปมา นวดแขนนวดข้อมือไปพรางๆ

"ช่วยได้ก็ดีแล้วล่ะน่า เจ้าดูสิเขาตายหรือยัง" 

"อุตส่าเสี่ยงชีวิตช่วยเขามาเหนื่อยแทบตาย ถ้าเกิดเขาตายไปแล้ว เรามิเสียแรงเปล่าหรอกหรือลูกพี่"

"นั้นสินะ ถอยไปข้าจะดูเขาเอง" 

เด็กหญิงเดินมานั่งคุกเข่าข้างๆร่างเด็กชายที่หมดสติ ก่อนจะเอามืออังที่จมูกแล้วก้มลงไปฟังเสียงหัวใจ

"ดูเหมือนว่าเขา ยังหายใจอยู่ แต่ลมหายใจอ่อนลงมาก เจ้าลองปลูกเขาดูสิชุนซู" เด็กหญิงลองเอามือขยับตัวเรียกสติ

"นี่ตื่นสิ ตื่นได้แล้ว นี่ ตื่นๆๆ!!" ชุนซูมาช่วยเขย่าตัว ทั้งตบแก้มเบาๆ แต่คนหมดสติกลับไร้วี่แววว่าจะฟื้น

"หรือเขาจะกินน้ำมากเกินไปจนหมดสติ" เด็กหญิงเริ่มสันนิฐานก้มมองใบหน้าที่ซีดเซียวไร้สีเลือดของเด็กที่หมดสติอย่างกังวล

"แล้วจะทำไงดีล่ะลูกพี่"

"ข้าพอมีวิธีเจ้าหันไปทางอื่นซะชุนซู"

"ทำไมต้องหัน"

"เอาเหอะน่าเร็วเข้า"

"ก็ได้"

และทันทีที่ชุนซูหันหลังให้ เด็กหญิงผู้เป็นลูกพี่ก็ค่อยๆก้มลงเอามือยันอกแล้วปั้มหัวใจ สลับกับการเอามือมาบีบจมูกแล้ว......

"เอ้ย!! นั้นมัน จูบแล้วลูกพี่!!"

"หุบปากหันไปทางนู้นเลยชุนซูใครสั่งให้เจ้าหันมา หะ!!"

"ตะแต่ลูกพี่จูบเขาทำไม" เด็กชายชุนซูถึงกลับเบิกตาโตมองหน้าลูกพี่อย่างตกใจ

"ข้าไม่ได้ทำสักหน่อย ข้าแค่....ช่วยชีวิตเขา"

ครั้งแรกดูเหมือนจะไม่ได้ผล 

"เหตุใดป่านนี้ถึงยังไม่ฟื้นล่ะ หรือข้าทำผิดวิธี"

"เอ๋...... "

"คงจะแบบนี้ล่ะมั้ง"

"เอ้ย จูบอีกแล้วเหรอ!!"

เด็กหญิงลองประกบปากนุ่มเข้ากับปากเด็กที่หมดสติแล้วค่อยๆเป่าลมหายใจอุ่นร้อนเข้าไปเพื่อผายปอดให้เขา

หลังจากที่ลองทำกันอยู่ สองสามครั้ง

"ฮึก แค่กๆๆๆ อืมมม.." จนเด็กที่หมดสติเริ่มรู้สึกตัว สำลักพ่นน้ำออกมาจากปากปรือตาขึ้นมามอง เห็นเป็นเพียงภาพอันเลือนลาง ใบหน้าที่ก้มลงมามองเป็นใบหน้าของเด็กหญิงที่สวยน่ารักมีดวงตากลมโตสุกสว่างสดใส แต่สกปรกมอมแมมมีคราบดิน คราบฝุ่นเต็มแก้มยิ่งเพิ่มความน่ารักน่าเอ็นดูเข้าไปอีก

"เขาฟื้นแล้วลูกพี่!!" ชุนซูเอ่ยร้องขึ้นมาอย่างดีใจ 

"ดีแล้วดูเหมือนเขาจะมีไข้สูงและเต็มไปด้วยบาดแผลนะ ข้าจะไปตามหมอมา รักษาให้เขาก่อนเจ้าช่วยแบกเขาไปที่กระท่อมปลายน้ำที่พักชั่วคราวของข้าด้วยแล้วกัน เดี่ยวข้าจะรีบไปตามท่านหมอมา ถ้าเขาตื่นขึ้นมาถามว่าใครช่วยเจ้าก็บอกเขาไปว่าเจ้าเป็นคนช่วยเองนะชุนซู ข้าฝากดูแลเขาให้ด้วย ข้าไปล่ะ"

"รีบไปรีบมานะลูกพี่ข้าจะไปรอที่กระท่อมปลายน้ำ"ชุนซูบอกก่อนจะก้มลงมองสำรวจเด็กที่พึ่งฟื้นมาแล้วทำท่าจะหลับไปอีกครั้ง

"อ้าวหลับไปอีกแล้ว หือ ตัวร้อนจี๋เลยนะเนี่ยเดี่ยวข้าจะแบกเจ้าไปหาที่นอนสบายๆก่อนแล้วกันเดี๋ยวท่านหมอก็มาแล้ว"

ชุนซูตัดสินใจค่อยๆดึงตัวเด็กที่หลับไปอีกครั้งประคองขึ้นหลังแบกพากลับไปนอนพักที่กระท่อมปลายน้ำซึ่งอยู่ไม่ไกลจากตรงนี้มากนักเดินไปไม่ถึง 1 ก้านธูปก็ถึงแล้ว

-----------50%--------

--กระท่อมปลายน้ำ ติดธารน้ำตกป๊กปอง--

"เฮ้อ....กว่าจะแบกมาถึง แฮ่กๆ เล่นทำเอาข้าหอบเลย หมอนี่ตัวหนักกว่าที่คิดแฮะ"

ตุ้บ!! 

เสียงชุนซูวางร่างที่หลับสนิทของเด็กชายผู้ที่รอดตายจากลำธารที่เชี่ยวกราดมาได้อย่างหวุดหวิด แต่ตอนนี้ก็ยังสรุปไม่ได้ว่าจะรอดหรือไม่รอด เพราะสภาพร่างกายย่ำแย่เต็มที่ ทั้งตัวร้อนดั่งไฟ และร่างกายบอบช้ำเต็มไปด้วยบาดแผล ตามแขน ขา หัวเข่า ถลอกปอกเปิกจนหมดสภาพ ผมเผ้ายุ่งเหยิงเปียกน้ำลู่แนบใบหน้าจนมองไม่ออกว่าหน้าตาเป็นอย่างไร แต่คิดว่าหน้าตาไม่ได้มีบาดแผลอะไรก็นับว่าโชคดีมากแล้ว

"เจ้านี่ตัวหนักชะมัดเลย เสื้อผ้าเปียกหมดแล้วเดี่ยวข้าเอามาผึ่งแดดให้แล้วกันนะ" ชุนซูจึงอาสาช่วยจับเด็กชายที่ตัวเปียกปอนมาถอดเสื้อผ้าตัวนอกออก แล้วนำออกไปผึ่งแดดให้แห้ง ตรงราวตากผ้าด้านหลังของกระท่อมหลังนี้ที่ลุกพี่ของเขาเป็นคนทำราวนั้นเอาไว้ตากผ้าเวลาเขามาพักผ่อนที่นี่ 

พอชุนซูตากผ้าเสร็จเขาจึงเดินกลับเข้ามาในกระท่อมหยิบผ้าสะอาดไปชุบน้ำจากในลำธารเอามาบิดหมาดๆเดินกลับเข้ามาในกระท่อมทรุดตัวลงนั่งข้างๆคอยดูแลเช็ดหน้า เช็ดเนื้อตัวให้คนป่วยไปพลางๆระหว่างรอท่านหมอมารักษา

หลังจากนั้นไม่นานท่านหมอจากในเมืองยางอันก็มาถึง

"อ้าวไหนคนป่วย อยู่ไหน มาให้ลุงหมอดูอาการหน่อยสิ เอ้อ เจ้าหนูคนนี้หรอกรึ ชุนซู"

"ท่านลุงหมอซุน"ชุนซูหันไปทักทายเมื่อเห็นหมอประจำหมู่บ้าน ซุนจาชินแห่งเมืองยางอัน เดินเปิดประตูเข้ามาสมทบ เขาเป็นชายชราใบหน้าใจดี สวมชุดหมอสีฟ้าขาว เขาเคยทำงานเป็นหมอหลวงในวังมาก่อนแต่ปลดประจำการแล้วเพราะความเบื่อหน่ายการเป็นหมอในวังเลยลาออกมาเป็นหมอรักษาชาวบ้านทั้งยากดีมีจนไปทั่วหมู่บ้าน จนผู้คนในแถบยางอันต่างพากันยกย่องเขาเป็นหมอชาวบ้านที่เก่งมากคนหนึ่งแห่งชอนโซเลยทีเดียว

"กำลังเช็ดตัวให้อยู่พอดีใช่มัย เจ้าต้องถอดเสื้อผ้าเขาออกให้หมดนะเวลาเช็ดตัวน่ะ ถอดแค่เสื้อตัวนอกเช็ดไม่ทั่วถึงหรอก ส่งผ้ามาข้าจะทำต่อให้เอง" 

"ขอรับ" ชุนซูส่งผ้าให้แล้วกระเถิบตัวผละออกมาให้หมอซุนมีพิ้นที่ในการรักษาได้สะดวก

จากนั้นหมอซุนจึงทำการปลดเปลื้องเสื้อผ้าของเด็กที่นอนป่วยอยู่บนพื้นออกทั้งหมดแล้ว หยิบผ้าเปียกๆที่ชุนซูส่งให้มาเช็ดตัวให้อย่างปราณีต แผ่วเบาเพราะตัวเด็กผู้นี้มีบาดแผลอยู่หลายแห่ง 

"อาการค่อนข้างแย่ทีเดียวเชียวเด็กคนนี้เนื้อตัวเต็มไปด้วยบาดแผล ไม่แปลกใจเลยที่จะมีไข้ขึ้นสูง เดี๋ยวลุงหมอจะจัดยาลดไข้ ผสมโสมแดงเพิ่มพลังกายสร้างภูมิคุ้มกันให้แล้วกัน ตอนนี้เช็ดตัวให้เย็นลงก่อน"

"ขอรับ ว่าแต่ ลูกพี่ของข้าเล่าไม่ได้มาด้วยกันหรอกหรือ"

"เจ้าตัวแสบเรอะ โดนแม่เขาจับกลับบ้านไปแล้ว เห็นบอกว่างานที่โรงเตี้ยมยุ่งมากจึงต้องการผู้ช่วยโดยด่วน คงถูกกักตัวอยู่ในร้านตลอดทั้งวันนั้นแหละ คงจะมาตอนนี้ไม่ได้หรอก"

"งั้นเหรอ แบบนี้ข้าก็ต้องดูแลเด็กคนนี้เพียงลำพังน่ะสิ ลูกพี่นะลูกพี่ทิ้งข้าได้ลงคอ ฮึ้ย น่าโมโหจริงๆ!! " ชุนซูบ่นอย่างหงุดหงิดที่ต้องมาดูแลคนเจ็บนี่เพียงลำพังไม่มีคนช่วย

"หึหึหึ มันก็ช่วยไม่ได้ล่ะน้า เอางี้ เจ้ามาเป็นลูกมือข้าแล้วกัน เอาอ่างนี่ไปตักน้ำมาให้ทีสิ ข้าจะต้องเปลี่ยนน้ำเช็ดตัวเด็กคนนี้อีกครั้ง" ลุงหมอได้แต่หัวเราะขบขันก่อนจะหยิบอ่างใบเล็กๆก้นลึกส่งให้ผู้ช่วยเอาไปเติมน้ำให้เต็มอ่าง

"หาาาาา ทำไมต้องเป็นข้าเล่า" คนถูกใช้งานร้องประท้วงหน้างอทันที

"ก็เจ้าเป็นเด็กผู้ชายที่แข็งแรงแค่ไปตักน้ำมาจากลำธารคงไม่เหนือบ่ากว่าแรงหรอกใช่มัย หรือจะให้ชายชราอย่างข้าไปทำกันล่ะ"

ชุนซูยังคงยืนนิ่งมือโอบอุ้มอ่างใบเล็กก้นลึกเอาไว้ไม่ยอมขยับไปไหนมองจ้องหน้าชายชราที่ชอบใช้แรงงานเด็กอย่างไม่สบอารมณ์

"ชุนซูเอ้ย ถ้าเจ้ามัวชักช้าไม่รีบตักน้ำมาให้ข้าเด็กคนนี้อาจตายก่อนก็ได้นะ เจ้าไม่เห็นหรือว่าเขาอยู่ในสภาพไหนน่ะ"

"ก็ได้ๆ ข้าไปตักน้ำมาให้ก็ได้ ท่านลุงหมอใจร้าย ใช้แรงงานเด็ก!! " ชุนซูทำหน้าบึ้งแขนโอบกอดอ่างใบเล็กนั้นไว้มองหน้าหมอซุนอย่างไม่พอใจ

"หึหึหึ อย่าบ่นนักเลย ข้ามันแก่แล้วกระดูกกระเดี้ยวไม่ค่อยจะดี" 

"เหอะ ข้ออ้างคนแก่" ชุนซูพึมพำเบาๆก่อนจะเดินอุ้มอ่างออกไปข้างนอกไปตักน้ำตามที่ลุงหมอสั่ง

ลุงหมอได้แต่ส่ายหน้าเอามือลูบเคลาที่ยาวลงมาเกือบถึงคอหัวเราะในลำคอ มองดูเด็กชายวัยสิบขวบที่ทำตัวน่ารักน่าเอ็นดูถืออ่างเปล่าไปตักน้ำมาให้ แม้จะบ่นกระปอดกระแปดไปตลอดทางก็ตาม

ไม่นานชุนซูก็เดินอุ้มอ่างน้ำเดินเข้ามาในกระท่อม แล้วเอามาวางตรงหน้าหมอซุน เขาตักมาจนเต็มอ่าง

"เฮ้อ เหนื่อย" ชุนซูทรุดตัวลงนั่งเหยียดขาแล้วบ่นเบาๆ

"อะไรแค่นี้บ่นเหนื่อย สมัยข้าเด็กอายุเท่าเจ้าหอบน้ำสองสามถังใหญ่สามสี่รอบไม่เห็นจะบ่นเหนื่อยเลยสักนิด" หมอซุนดุเข้าให้

"ท่านก็ส่วนท่าน ข้าก็ส่วนข้า เอามาเปรียบเทียบกันมิได้หรอก ข้าเกิดมาก็ถูกจับไปเป็นขอทานวันๆก็เอาแต่นั่งๆนอนๆไปวันๆ ไม่ได้ออกกำลังกายอะไรเท่าไหร่"

"เจ้าก็คิดได้แค่นี้ถึงได้เป็นได้แค่ขอทานไง ไม่ได้มีจุดหมายอะไรในชีวิตบ้างเลยหรือไง" หมอซุนต่อว่าเสียงดุ ก่อนเอาน้ำในอ่างไปเทใส่แบ่งลงในหม้อต้มยาที่อยู่ข้างนอก แล้วจุดไฟในเตาถ่านลงมือต้มยาทันที 

"ข้าก็เคยคิดอยากจะเลิกเป็นขอทานนะ แต่หนีทีไรดันถูกพ่อค้าทาสจับกลับไปให้ไปเป็นขอทานอีกอยู่ดี ไม่ทำก็โดนทุบตี แล้วเด็กอย่างข้าจะทำอย่างไรได้อีกเล่า " ชุนซูเดินมานั่งข้างๆหมอซุนพูดคุยไปด้วย

"แล้วไม่คิดที่จะไปตามหาพ่อแม่ของเจ้าบ้างหรือ" หมอซุนหันมาถาม

"ไม่อ่ะ ขนาดพ่อแม่ข้าเองยังไม่เห็นจะตามหาข้าเลย หากพ่อแม่จะตามหาข้าก็แค่ติดประกาศสักหน่อยก็คงได้เจอเข้าสักวันแหละ แต่นี้ไม่เห็นวี่แว่วประกาศอะไรเลยขอรับ ข้าเคยหวังแต่ตอนนี้ ข้าไม่หวังอะไรแล้ว"

"ข้าก็อยากจะช่วยเจ้าแต่ข้าเป็นแค่หมอชาวบ้านจะไปตามหาพ่อแม่เจ้าอย่างไร หน้าตาพวกเขาข้าก็ไม่เคยพบเห็น"

"ช่างมันเหอะ ท่านลุงหมอซุน ข้าใช้ชีวิตแบบนี้ก็ดีแล้ว หิวก็แวะไปขอข้าวร้านของท่านแม่ลูกพี่กิน ว่างก็มานั่งขอทานไปวันๆ แต่ถ้าข้ามีโอกาสที่จะหลุดพ้นจากเด็กขอทานได้ ข้าก็อยากลองดูสักครั้งเช่นกัน" ชุนซูนั่งกอดเข่าก้มหน้าซุกเข่าอย่างเหนื่อยล้า เขาวิ่งหนีพวกอัธพาลจับเด็กมาตลอดทั้งวันเหนื่อยสายตัวแทบขาดกว่าจะหนีรอดมาได้

"ก็ดีแล้วที่เจ้ายังพอมีหัวคิดอยู่บ้าง เอาหล่ะเจ้าเฝ้าหม้อต้มนี่ไปก่อนนะข้าจะเข้าไปเช็ดตัวเด็กคนนั้นต่อแล้ว"

"ขอรับ เดี๋ยวข้าจะช่วยดูยาให้ ถ้ายาสุกได้ที่เมื่อไหร่ข้าจะรีบไปบอกท่านทันที"

"อืม ฝากด้วยแล้วกัน" หมอซุนพยักหน้าแล้วลุกขึ้นเดินเข้าไปดูอาการและเช็ดตัวให้เด็กที่ป่วยต่อ

หลังจากหมอซุนเช็ดตัวให้เด็กชายจนเสร็จ เขาเปิดถุงผ้าบรรจุขวดยาสมานแผลที่เขาทำขึ้นมาเองเป็นสูตรเฉพาะเอามาทาตามบาดแผลให้เด็กชายที่จนป่านนี้ยังไม่มีวี่แววว่าจะตื่น แถมไข้ยังไม่ยอมลดลงเลยสักนิด

"เจ้าหนูเอ๊ย อดทนหน่อยนะ มันแสบนิดนึง ถ้าไม่ทายาเจ้าก็ไม่หาย"

"อื้อ!อ๊าาาาาาา!" เด็กชายที่ถูกทายาส่งเสียงร้องแล้วขยับตัวดิ้นไปมา ด้วยความแสบแผล 

"รู้สึกตัวแล้วสินะ อดทนหน่อยแล้วกัน" หมอซุนบอกก่อนจะค่อยๆเอายามาทาตามปากแผลที่แขน ที่ขา หัวเข่า 

"ซีสสสสส แสบ ไม่เอาแล้ว ไม่ทา อื้ออออ!!" เสียงอ่อนละโหยโรยแรงร้องประท้วงขึ้นดีดดิ้นขยับตัวไปมาด้วยความเจ็บแสบแผล พยายามกัดฟันทนหลับตาปี๋ มือกำแน่น 

หลังจากทายาเสร็จหมอซุนเอาผ้ามาพันแผลเอาไว้แล้วมัดให้แน่นๆ

"เอาล่ะเสร็จแล้ว เจ้าเก่งมาก" หมอซุนพูดชมให้กำลังใจแล้วเอามือลูบหัวเบาๆ แต่เด็กชายกลับเบี่ยงหัวหลบ

"อย่าแตะหัวข้า" เด็กชายพูดเสียงแผ่ว เขาเป็นองค์ชายใครก็ห้ามแตะหัวยกเว้นพ่อกับแม่เท่านั้น

"หือ มีความทะนงตัวเหมือนกันนี่ ไม่แตะก็ไม่แตะ นอนพักสักหน่อยแล้วกัน เดี๋ยวยาต้มสุกแล้วข้าจะเอามาให้เจ้ากิน ไข้จะได้ลด"

"อืม" เด็กชายที่ถูกจับทายาพยักหน้า ตอนนี้เขาอยู่ในสภาพเปลื่อยเปล่าไร้อาภรณ์

"หนาว" เด็กชายนอนสั่นๆ

"เอาผ้านี่ไปห่มก่อน เสื้อผ้าเจ้ายังเปียกอยู่ ข้าจะเอาไปให้ชุนซูเอาไปตากให้จะได้แห้งไวๆ" 

"อืม" เด็กชายพยักหน้าแล้วเอาตัวซุกผ้าห่มห่อตัวมิดชิดหลังเสร็จจากทายาแล้ว เขายังมึนงงอยู่ยังจับต้นชนปลายไม่ถูกว่าตอนนี้อยู่ที่ไหน แล้วชายแก่คนนี้เป็นใครทำไมต้องมาทายาแสบๆให้เขาด้วย

"ท่านเป็นใคร"เด็กชายถามเสียงแหบ

"ข้าเป็นหมอชาวบ้านชื่อซุนจาชิน ข้ามีหน้าที่แค่มารักษาอาการป่วยไข้และบาดแผลของเจ้าตามที่มีคนไหว้วานมา ส่วนรายละเอียดเรื่องของเจ้านั้น คงต้องไปถามเด็กคนนั้นที่กำลังเฝ้าหม้อต้มยาให้เจ้าอยู่"

เด็กชายนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะค่อยๆเอนตัวลงนอนเพราะรู้สึกปวดศีษะขึ้นมามากขึ้น 

"ปวดหัวสินะนอนพักไปก่อน ข้าจะออกไปดูยาว่าต้มเสร็จหรือยัง ห้ามลุกพรวดพราดขึ้นมาอีกไม่งั้นเจ้าจะยิ่งปวดหัว"

"อืม" เด็กชายพยักหน้าแล้วนอนหลับตา

หมอซุนลุกจากพื้นเดินไปดูหม้อยาตอนนี้ยาเริ่มได้ที่แล้ว

"เขาตื่นแล้วเหรอขอรับ ลุงหมอ"

"ใช่แล้วหลับไปอีกรอบแล้วล่ะ" 

"อ้าว"

"ไม่ต้องมาอ้าว เอาเสื้อผ้าของเขาไปตากแดดไป ข้าจะดูยาต่อเอง"

"เหอะ ใช้ข้าอีกและ" 

"เอาไปตากแดดซะเด็กคนนั้นไม่มีเสื้อผ้าเหลือแล้ว หากไม่รีบเอาไปตากมันก็จะไม่แห้ง เขาจะไม่มีใส่"

"รู้แล้วล่ะน่า"

ชุนซูรับเสื้อเปียกทั้งหมดไปตากรวมกับเสื้อตัวนอกแล้วเดินกลับมานั่งข้างๆลุงหมอ

"นี่ลุงหมอ แล้วค่ารักษาล่ะขอรับ ข้าไม่มีจ่ายนะ" 

"ค่ารักษาแม่ของลูกพี่ของเจ้าจ่ายให้แล้วไม่ต้องห่วงไปหรอก"

"อ้อ ค่อยยังชั่วหน่อย นึกว่าข้าต้องชักเนื้อมาจ่ายค่ารักษาของเด็กคนนั้นให้กับท่านซะแล้ว"

"หึหึหึ เด็กขอทานอย่างเจ้ามีปัญญาจ่ายเองรึไง"

"ไม่มีอ่า" ชุนซูส่ายหัวรัวๆ

"งั้นก็ไม่ต้องกังวลไปหรอก ขาดเหลืออะไรลูกพี่ของเจ้าก็รับผิดชอบไปหมดนั้นแหละ"

"ท่านแม่ของลูกพี่นี่ใจดีจังเลยเนอะ" 

ขณะนั้น 

ครืดดดดดดดด 

เสียงเปิดประตูกระทันหันทำเอาหนึ่งเด็กหนึ่งคนแก่ที่นั่งเฝ้าหม้อยาอยู่ถึงกับหยุดการสนทนาหันไปมองทันที

"ข้าหิวข้าว" เด็กชายที่กำลังป่วยหน้าซีดเซียวไร้สีเลือดกล่าวเสียงแหบแทบไม่มีเสียง

"หาาาาาาาาาา!!" ชุนซูกับหมอซุนต่างร้องอย่างตกใจขึ้นมาพร้อมกัน คาดไม่ถึงว่าเด็กคนนี้ยังยืนขึ้นมาบ่นหิวข้าวได้ทั้งๆที่สภาพดูไม่จืดเลยแท้ๆ

"เจ้าหนูไหนเมื่อกี้บอกจะนอนแล้วนี่ลุกขึ้นมาทำไมกันหึ ไข้ยังสูงอยู่เลย เจ้ายังยืนไหวได้อย่างไร"

"ข้าไม่อยากลุกหรอกข้าปวดหัวมาก แต่ข้าหิวข้าว" แล้วเด็กชายก็ทรุดฮวบลงไปทันที 

"เฮ้ย เจ้าหนู!!" หมอซุนรีบเข้ามาประคองตัวคนบ่นหิวข้าวไว้ก่อนจะล้มหัวฟาดพื้น แล้วอุ้มพาไปนอนที่เดิม 

"แถวนี้ไม่มีร้านข้าวด้วยสิ คงต้องเดินไปไกลกว่าจะเข้าเขตเมือง เดี่ยวข้าพาเจ้าไปรักษาที่บ้านข้าดีกว่าไม่ไกลจากที่นี่หรอก จะทำข้าวต้มให้กิน ชุนซูเจ้าถือหม้อยากับเสื้อผ้าของเขาตามข้าไปนะ"

"อืม" เด็กชายพยักหน้าแล้วปล่อยให้หมอซุนอุ้มพาออกจากกระท่อมปลายน้ำเดินทางเข้าเมืองยางอัน

"ขอรับ" ชุนซูวิ่งไปเก็บผ้าเปียกที่ราวมาพาดไว้บนบ่าตนเองแล้วหอบเอาหม้อต้มยาเดินตามหมอซุนไปด้วย

---บ้านหมอซุนจาชิน --

ไม่นานพวกเขาทั้งสามก็เดินทางมาถึง ร่างของเด็กชายที่ป่วยไข้ถูกวางไว้บนฟุกนุ่มๆ เขาหลับมาตลอดทางด้วยความเพลียและปวดหัว ผสมกับหมดแรงเพราะไม่ได้กินอะไรมาตั้งแต่เช้า เขาอุตส่ารอดตายจากนทีนรกมาได้ แต่อาจจะตายเพราะความหิวไปซะก่อนถ้าหากไม่ได้กินอะไรเลยแบบนี้

ชุนซูเอาผ้าเปียกไปตากที่ราวหลังบ้านหมอซุน แล้ววิ่งเข้ามานั่งมองดูหมอซุนต้มข้าวต้ม

"ข้าก็หิวขอกินด้วยสิขอรับลุงหมอ"

"ได้ๆ"

ไม่นานข้าวต้มก็ปรุงเสร็จส่งกลิ่นหอมกรุ่น หมอซุนเอาชามไม้มาตักข้าวต้มเอาไปป้อนให้เด็กชายที่นอนป่วยอยู่ ตอนนี้เด็กคนนั้นกำลังนอนมองไปรอบๆยังไม่ได้หลับ เพราะกำลังหิวจึงทำให้เขานอนไม่หลับ

ชุนซูเอาทัพพีไม้มาตักข้าวต้มใส่ชามไม้ที่ตนไปหยิบมาเองแล้วเดินถือไปนั่งกินอยู่ข้างๆคนป่วยกับหมอชรา

"ไงรสชาติฝีมือข้าใช้ได้มัย" หมอซุนหันไปถามชุนซูยิ้มๆ

"อร่อยมากขอรับท่านลุงหมอ"

"อืมเจ้าบอกอร่อยงั้นเด็กคนนี้ก็คงพอกินได้แหละนะ"

เด็กชายที่ป่วยถูกหมอซุนจับป้อนข้าวช้าๆไปเรื่อยๆพอได้อาหารตกถึงท้องบ้างทำให้เขาเริ่มมีกำลังวังชาเล็กน้อย

"เจ้ากินเสร็จแล้วยกหม้อยาเข้ามา" หมอซุนหันไปสั่งผู้ช่วยจำเป็น

"อีกและ เฮ้อ ชอบใช้ข้าเรื่อยเลย"ถึงจะบ่นอยู่ตลอดแต่ชุนซูก็ยังทำตามคำสั่งลุกไปหยิบหม้อต้มยายกเข้ามาข้างในบ้าน

หมอซุนส่ายหัวระอานิดๆระหว่างรอก็หันมาถามไถ่อาการป่วยของเด็กที่พึ่งถูกป้อนข้าวต้มไปเมื่อครู่ไปพลางๆ

"จริงสิ ทำไมเจ้าถึงตกน้ำได้ล่ะ"

"ข้าไม่ทันระวังเลยพลัดตกลงมา ดีที่ถูกช่วยเอาไว้ " เด็กชายกล่าวเสียงแหบสีหน้าซีดลงเรื่อยๆ

ข้อมือของเด็กชายถูกหมอซุนจับแมะตรวจชีพจรอีกครั้ง แต่พอถูกหมอจะเอามือแตะหน้าผาก เด็กชายกลับปัดมือหมอทันที

"อย่าแตะ" เด็กชายร้องห้าม 

"เฮ้อไม่ให้ข้าแตะหน้าผากเจ้า จะรู้ได้อย่างไรว่าเจ้าตัวร้อนมากน้อยแค่ไหนน่ะ" หมอซุนพูดเสียงดุๆใส่เด็กชายที่ปัดมือเขาออกจากหน้าผาก

"ตรวจที่ข้อมือข้าก็รู้ผลแล้วไม่ใช่เหรอ"

"ทำไมเจ้าถึงทะนงตนเช่นนี้เล่า หากเป็นแบบนี้หมออย่างข้าจะตรวจร่างกายให้เจ้าได้อย่างไร"

"ไม่ต้องตรวจแล้ว ข้าไม่เป็นอะไรมากหรอก"

"ก็ได้ไม่ตรวจก็ไม่ตรวจ กินยาแล้วนอนพักไปแล้วกัน"

"อืม"เด็กชายพยักหน้า

ขณะนั้น... 

"ยามาแล้ว" ชุนซูเดินหิ้วหม้อยาเข้ามา หมอซุนรับหม้อมาเทยาใส่ถ้วยกระเบื้องแล้วยื่นส่งให้เด็กชายผู้ทะนงตนดื่ม

เด็กชายรับถ้วยยามาถือไว้ก่อนจะก้มลงมองสีของยาอย่างลังเล เขาไม่ชอบดื่มยาขมๆ ตอนที่ป่วยมักถูกบังคับให้กินยาขมๆแบบนี้ประจำเลย

"ทำไมยังไม่กินอีกล่ะ หรือเจ้ากลัวว่าข้าจะใส่ยาพิษลงไป" หมอซุนถามเสียงดุๆ

"เปล่า ข้าแค่...." เด็กชายพยายามอธิบายแต่เขาไม่รู้จะบอกยังไงดีว่าเขาไม่ชอบยาขมๆ

"ไม่ต้องมาทำเป็นอิดออด ดื่มเข้าไปให้หมด หรืออยากให้ข้าป้อน"

เด็กชายก้มมองยาด้วยสีหน้ากล้ำกลืน ก่อนจะกลั้นใจยกถ้วยยามาซดเพียงแค่ สองอึกเขาก็แทบจะคายยาทิ้ง

"กลืนลงไปอย่าคาย" หมอซุนเอามือปิดปากเด็กชายเอาไว้ไม่ให้เขาคายยาทิ้ง แล้วจับให้เงยหน้าขึ้นเพื่อให้ยาไหลลงคอ

" อึก มันขมมาก!!" เด็กชายร้องประท้วง 

ชุนซูที่กำลังนั่งดูอยู่อดขำท่าทีของเด็กชายตรงหน้าไม่ได้ 

"หึหึหึ ฮ่าๆๆๆๆ"

"เจ้าขำอะไร!!" เด็กชายหันมาเล่นงานคนขำทันที

"ก็ดูเจ้าสิ ท่าทางเป็นคนกินยายากอยู่เหมือนกันนะเนี่ย ฮ่าๆๆๆๆ"

"หุบปาก!!"

"ฮ่าๆๆๆๆๆๆๆ" ชุนซุถึงกลับขำไม่หยุด หมอซุนก็จับชามยาแล้วเอามาจ่อปากเด็กชายให้กินยาต่อ

"ต้องดื่มให้หมดกินแค่สองอึกไม่หายหรอกนะ มาข้าป้อนให้เอง"

"ไม่เอา" เด็กชายส่ายหัวรัวๆ

"ท่านลุงหมอจับเขากรอกยาเลยขอรับ ฮ่าๆๆๆๆๆ"ชุนซูดูจะสะใจไม่น้อย

"อื้อ อึกๆๆๆๆ แค่กๆๆ"สุดท้ายเด็กชายก็ถูกจับกรอกยาจนหมดชาม จนเขาแทบสำลักยาออกมาเลยด้วยความขมปากสุดๆ

"เอ้าดื่มน้ำก่อน"แล้วหมอซุนนำน้ำอุ่นในกาน้ำชามาป้อนตามไป เด็กชายดื่มไปหลายอึกจนหมดชาม

"อึกๆๆๆๆ อ้าาาาา แฮ่กๆๆขมชะมัด"เด็กชายทำหน้าเหยเก๋หลับตาปี๋สะบัดหัวไปมาไล่ความขมออกไปจากใจ

"ฮ่าๆๆๆๆๆๆๆๆๆ" ชุนซูขำไม่หยุด 

"หยุดหัวเราะได้แล้ว!!"เด็กชายหันมาตวาด

"อุ๊บ คิกๆๆ" ชุนซูรีบเอามือมาปิดปากกลั้นหัวเราะแทน

หลังจากที่เด็กชายถูกจับป้อนยา (กรอกยา) จนเสร็จหมอซุนจึงดันตัวเขาให้ลงไปนอนบนฟูกตามเดิมแล้วห่มผ้าให้ ปล่อยให้เด็กชายได้พักผ่อนอย่างเต็มที่ ส่วนชุนซู ก็มาคอยนั่งเฝ้าดูแลเป็นระยะ ในฐานะผู้ช่วยหมอซุนจาชินชั่วคราว

-------- 5 วันต่อมา-------

--บ้านหมอซุนจาชิน--

มุนยองได้พักรักษาตัวอยู่ที่บ้านหมอซุนมาหลายวันแล้ว ตลอดหลายวันที่ผ่านมาเขาได้แต่นั่งๆนอนๆ ถูกจับกรอกยาบ้าง ถูกเช็ดตัวบ้าง ทายาที่แผลตามตัวบ้าง นอนฟังชุนซูเล่าเรื่องเกี่ยวกับตัวเองบ้าง ทำให้รู้ว่าชุนซูพลัดพรากจากพ่อแม่ถูกพ่อค้าทาสจับไปเป็นขอทานหาเงินไปมอบให้พวกนั้นหากไม่มีเงินไปส่งให้จะถูกทุบตี เล่าตอนที่ช่วยชีวิตเขาให้รอดตายมาจากน้ำตกเหวนรกบ้าง  จนกระทั่งบาดแผลตามตัวเริ่มหายดีและส่างไข้ จึงคิดว่าจะบอกลาหมอซุนแยกย้ายกันไปตามทางของเขา จึงหยิบเสื้อผ้าตัวเองที่แห้งสนิทดีแล้วเอามาสวมใส่แทนชุดเก่าที่หมอซุนให้ยืมใส่ชั่วคราวเมื่อ 4 วันก่อน ส่วนเสื้อตัวนอกนั้นที่เป็นชุดขันทีสีเขียวเขาตั้งใจจะยกให้ชุนซู

"เจ้าอยากเข้าไปทำงานในวังหรือไม่ ข้าช่วยเจ้าได้นะ" 

"ในวังเหรอ อยากสิแต่มันจะเป็นไปได้เหรอที่เด็กขอทานอย่างข้าจะเข้าไปทำงานที่นั้นได้น่ะ"

"ได้สิ เจ้าแค่ใส่ชุดเขียวๆนี่ไปเดินผ่านพวกทหารให้พวกเขาจับตัวเจ้าไว้ แล้วเจ้าก็บอกว่าเจ้าเป็นสหายขององค์ชาย เจ้าก็จะได้เข้าวังแล้วล่ะ"

"สหายขององค์ชาย" ชุนซูทำหน้างุนงง

"ใช่ แล้วก็นี่..." มุนยองหยิบถุงเงินสีดำออกมาเปิดออกแล้วยื่นทองคำให้แก่ชุนซูไปหนึ่งก้อน

"นี่มัน ทองคำจริงๆนี่! เจ้ารวยขนาดนี้เชียวเหรอ!! " ชุนซูลองเอาทองนั้นไปกัดดูอย่างตื่นเต้น

"ใช่ ข้าให้เจ้า ถือเป็นค่าตอบแทนที่เจ้าช่วยชีวิตข้า และคอยดูแลข้ามาตลอด 3-4 วันที่ผ่านมาตอนที่ข้าป่วยและบาดเจ็บอยู่ ข้าขอขอบใจเจ้าอีกครั้ง ชุนซู หวังว่าเราคงได้เจอกันอีก" 

"เอ่อว่าแต่ เจ้าไปได้ทองพวกนี้มาจากไหนเหรอ" ชุนซูก้มมองทองคำในมือก่อนจะเงยหน้ามาสบตากับคนมอบทองคำอย่างสงสัย

"เอาไปเถอะอย่าถามมากนักเลย ข้าต้องไปแล้วล่ะ" มุนยองอยากออกท่องเทียวเต็มแก่แล้ว วันนี้ได้โอกาสเสียที

ชุนซูยิ้มให้ก่อนจะเอาเสื้อของมุนยองมาสวมทับลงไปพร้อมกับเอาทองก้อนใส่ไว้ในกระเป๋ากางเกง

"ขอบคุณนะ ก่อนจะจากกันข้าขอรู้ชื่อของเจ้าได้หรือไม่"

"มุนยอง"

"หาว่าไงนะ"

"ข้าชื่อมุนยอง ชอน มุน ยอง"

"ยินดีทีได้รู้จักนะ มุนยองไว้พบกันใหม่" ชุนซูในชุดขันทีสีเขียวโบกมือลายิ้มๆ

มุนยองพยักหน้าให้ก่อนจะกลับหลังหันเดินตรงไปที่ประตูทางออกจากบ้านหมอซุน

ขณะนั้นหมอซุนเดินออกมาข้างนอกบ้านมาเห็นพวกเด็กๆล่ำลากันและกำลังจะแยกย้ายกันไปจึงเอ่ยทักขึ้นมา

"อ้าวนั้นเจ้าจะไปไหนน่ะ เจ้าหนู"

"ข้าจะไปตามทางของข้าขอรับ ข้าอยู่กับท่านตลอดไปไม่ได้หรอกท่านลุงหมอ" มุนยองเรียกหมอซุนว่าลุงหมอตามชุนซู

"ถึงเจ้าจะส่างไข้แล้วแต่แผลที่หัวเข่ากับแขนเจ้ายังไม่หายดีนักไม่คิดที่จะอยู่พักรักษาตัวที่นี่อีกสักหน่อยหรือเจ้าหนู" หมอซุนยังอดเป็นห่วงไม่ได้จึงอยากให้อยู่ต่ออีกสักพักจนกว่าแผลจะหายสนิทก่อนค่อยแยกย้ายกันไปก็ยังไม่สาย

"ไม่ขอรับ ข้าขอขอบคุณท่านที่ช่วยรักษาข้าจนหายป่วย นี่คือน้ำใจเล็กน้อยโปรดรับไว้ด้วยเถิดขอรับลุงหมอ" มุนยองเดินมาแล้วส่งทองคำให้สองก้อนเป็นการตอบแทน

"นะนี่เจ้า เจ้าไปเอาทองพวกนี้มาจากที่ใดกัน" หมอซุนถึงกับมองทองก้อนตาโตด้วยความตกใจปนอึ้งกิมกี่

"จากที่ใดไม่สำคัญ ข้ามอบให้ท่านก็ย่อมต้องเป็นของท่านแล้ว ข้าไปล่ะ" มุนยองคำนับให้หนึ่งครั้งก่อนจะเดินออกจากบ้านหมอซุนไปไม่เหลียวหลังกลับมาอีก

หมอซุนเอาแต่ก้มมองทองก้อนสองก้อนในมืออย่างสงสัยทำไมเด็กตัวนิดเดียวถึงมีทองคำมากมายถึงเพียงนี้ได้

"หรือว่าเด็กคนนี้จะเป็น...."

"องค์ชาย!!!"

หมอซุนรีบวิ่งตามไปเมื่อเขาเริ่มเอะใจถึงสถานะเด็กคนนั้นขึ้นมา แต่พอตามไปกลับพบว่าเด็กคนนั้นหายลับตาไปแล้ว

"ชุนซู" หมอซุนวิ่งกลับมาที่บ้านกลับไม่พบชุนซูอีกเช่นกัน สรุปคือรักษาหายดีแล้วต่างคนต่างแยกย้ายกันไปตามทางของตนเองสินะ

"เด็กพวกนั้นขอให้ทุกคนปลอดภัยด้วยเถิด"

มุนยองเดินไปตามทางเรื่อยๆจนมาถึงปากทางเข้าเมืองยางอัน 

"ข้ามาแล้วเมืองยางอัน" มุนยองร้องขึ้นมาอย่างตื่นเต้นดีใจ แล้วเดินดุ่มๆเข้าไปในเมืองมองนั้นสำรวจนี่ไปเรื่อย ตอนนี้เขาอยู่ในชุดเสื้อขาวกางเกงขาวผมเผ้าปล่อยกระเซิงเหมือนยาจก ยากนักที่คนอื่นๆจะจำได้ว่าเขาเป็นองค์ชายหากใส่ชุดธรรมดาแบบนี้คงจะปลอดภัยจากสายตาของผู้คนที่เฝ้าตามหาองค์ชายทั่วบ้านทั่วเมืองเช่นนี้แน่ๆ

และก็เป็นไปตามคาดขนาดเขาลองแกล้งเดินสวนทางกับพวกองค์รักษ์ชุดสีฟ้าที่มาตามหาเขาจนถึงเมืองยางอันหลายสิบนาย ยังไม่มีใครจำเขาได้สักคนเดินผ่านไปเฉยเลย

"หึ..ทางสะดวก" เด็กชายจึงเดินเที่ยวดูนั่นนี่ทั่วเมืองอย่างเพลิดเพลิน 

"อุป!!" 

--------100%----

จู่ๆได้มีชายฉกรรจ์คนหนึ่งลอบเข้ามาหามุนยองจากทางด้านหลังแล้วเอาผ้าใส่ยาสลบโปะเข้ามาที่จมูกของเด็กชายอย่างจังโดยไม่ทันตั้งตัว 

"อื้อออออออ!!!........."

แม้เด็กชายพยายามกลั้นหายใจเอาไว้แต่กลั้นได้ไม่นาน เขาก็เผลอสูดดมยาจากผ้าโปะจมูกนั้น จนหมดสติไป

การกระทำอุกอาจของชายฉกรรจ์ผู้นั้นกระทำได้อย่างว่องไวมาก เมื่อเขาเห็นเด็กสลบไปแล้วจึงจับรวบตัวอุ้มพาดบ่าพาตรงไปยังรถม้า

แต่แล้วกลับมีของบางอย่างตกลงมาจากกระเป๋ากางเกงของมุนยอง โดยที่คนอุ้มลักพาตัวเขาไปไม่ทันสังเกตเห็น ของสิ่งนั้นคือ ถุงเงินของเด็กชายมันตกอยู่กลางทางระหว่างที่ถูกคนร้ายอุ้มไปที่รถม้า

"ข้าเอาเพื่อนมาให้" นั้นคือเสียงของชายฉกรรจ์ที่จับมุนยองมาโยนตุบลงไปในตู้รถม้าซึ่งภายในนั้นบรรจุเด็กชายหญิงหลายสิบคนอายุไม่เกินสิบ สิบเอ็ดขวบทั้งสิ้น 

เด็กชายหญิงที่นั่งอยู่ในรถม้าต่างหันมามองเพื่อนร่วมชะตากรรมที่ในตอนนี้ยังหมดสตินอนฟุบหน้าไปกับเสื่อหยาบๆที่ปูทับพื้นตู้รถม้าเอาไว้ ให้พวกเด็กๆนั่ง ดูเหมือนคนที่จับเด็กพวกนี้มา คืออัธพาลที่จับเด็กไปขายให้พ่อค้าทาสที่เคยไล่ตามจับเด็กชายหญิงทั้งสองคนที่เนินน้ำตกป๊กปองเมื่อ 4 วันก่อน และดูเหมือนว่าเด็กคนที่เคยหนีไปถูกจับกลับมาใหม่ แต่คนที่ไม่ได้โดนจับในครั้งนี้คือเด็กชายวัยสิบขวบชื่อชุนซูซึ่งตอนนี้อยู่ในชุดขันทีที่พึ่งแยกทางกับมุนยองไปไม่กี่ชั่วยามนั้นเอง 

"เจ้าว่าปล่อยให้เขานอนคว่ำแบบนี้เขาจะหายใจออกหรือไม่"เสียงเด็กผู้หญิงคนหนึ่งเอ่ยถามเพื่อนๆที่นั่งอยู่ในรถม้าด้วยความสงสัย อยากเห็นใบหน้าของเด็กชายที่กำลังฟุบหน้าหลับอยู่ว่าหน้าตาเป็นเช่นไร

"ข้าว่าให้ช่วยกันจับให้เขานอนหงายดีกว่าข้าอยากเห็นหน้าเขาให้ชัดๆ ผมเผ้าของเขาปิดหน้าปิดตาเช่นนี้จะมองเห็นได้อย่างไรเล่า" เสียงเด็กหญิงผู้มีใบหน้าสวยสดงดงามน่ารักเอ่ยถาม นางเป็นเด็กผู้หญิงที่เคยช่วยมุนยองเอาไว้ครั้งก่อนนั้นเอง ตอนนี้นางใส่ชุดเสื้อสีชมพูอ่อนกระโปรงน้ำเงินเข้ม ถักเปียกลางยาวลงมาถึงหลังผูกโบสีแดง ผู้ซึ่งถูกเด็กทุกคนในรถม้าคันนี้ยกย่องให้เป็นหัวหน้ากลุ่ม เพราะทุกคนยกเว้นเด็กที่สลบอยู่ต่างเรียกนางว่า ลูกพี่

"จริงด้วยลูกพี่จับเขานอนหงายดีกว่าเนอะ"เด็กผู้ชายใส่ชุดสีเทากางเกงสีตุ่นๆพยักหน้าเห็นด้วยกับเด็กหญิงใบหน้าสวย

ร่างของเด็กชายที่สลบค่อยๆถูกพวกเด็กชายสองสามคนช่วยกันจับตัวให้พลิกนอนหงาย ที่แขนกับหัวเข่ามีลอยแผลเล็กน้อยที่เริ่มแห้งตกสะเก็ตเพราะผ่านการดูแลรักษาทายามาหลายวันแล้ว

"เขาไปทำอะไรมาถึงได้รับบาดเจ็บ" เด็กหญิงผู้เป็นลูกพี่เอ่ยถามมองสภาพร่างกายเด็กที่นอนหมดสติอย่างสงสัย

"สงสัยหกล้มมั้งลูกพี่"เด็กชายร่างอวบที่จับตัวเด็กที่หมดสติจับพลิกตัวให้นอนหงายแล้วหันมาตอบ

"นั้นสิ อาจหกล้มก็ได้เนอะ"เด็กหญิงผู้เป็นลูกพี่ของทุกคนในรถม้าพยักหน้าเห็นด้วย ก่อนจะค่อยๆเอามือเสยผมที่ปกหน้าปรกตาของเด็กที่หมดสติให้เปิดให้เห็นใบหน้าให้ชัดๆ

"เจ้า..."ดวงตาที่กลมโตอยู่แล้วของเด็กหญิงที่เอามือปัดเสยผมปรกหน้าออกถึงกลับเบิกกว้างมากยิ่งขึ้นด้วยความคาดไม่ถึงว่าจะเจอกันอีก นางพอจะจำใบหน้าของเด็กที่หมดสตินี้ได้

"ทำไมถึงถูกจับมาได้กันล่ะก็เขาถูกชุนซูช่วยเอาไว้แล้วไม่ใช่เหรอ ทำไมเขาถึงได้ซวยอย่างนี้นะ ตกน้ำเกือบตายพอหายดีก็ถูกจับมาขายเป็นทาสอีก ซวยจริงๆเลย" 

"เห๋ ลูกพี่รู้จักเด็กคนนี้ด้วยเหรอขอรับ"เด็กผู้ชายคนหนึ่งหันมาถามเขาสวมชุดสีน้ำตาลกางเกงสีเทาขาดตรงหัวเข่า

"ใช่ข้าเคยไปเจอเขาที่น้ำตกป๊กปองน่ะ เขาตกน้ำแล้วถูกกระแสน้ำพัดไหลมา เกือบถูกกระแสน้ำพัดตกเหวแล้ว ดีที่ข้ากับชุนซูช่วยเอาไว้ได้ทัน เขาก็เลยรอดตาย แต่เหตุใดเขาถึงมาอยู่ตรงนี้ได้ข้าก็ไม่รู้เหมือนกัน"เด็กหญิงผู้เป็นลูกพี่ของทุกคนอธิบาย แล้วเอามือลูบไล้แก้มเด็กที่กำลังหมดสติเบาๆด้วยความสนใจ ใบหน้าหล่อใสน่ารักผิวเนียนนุ่มยังกับไม่ใช่เด็กสามัญชนทั่วไป ลูบไล้แล้วเพลินมือดี

"เอ๋...ลูกพี่..ดูสิ เด็กคนนี้ หน้าตาดีมากเลยนะเจ้าคะ มิน่าถึงได้ถูกเจ้าเบิ้มบักกีจูจับมา ถ้าเอาไปขายคงได้ราคาแพงอยู่"เด็กผู้หญิงสวยชุดสีครีมกระโปรงแดงเอ่ยขึ้นมาหลังจากที่มาก้มมองดูใบหน้าของเด็กที่หมดสติอยู่

"ลูกพี่จะเอาไงต่อดีขอรับ"เด็กชายคนหนึ่งหน้าตาพอดูได้ที่ถูกจับมาเหมือนกันเอ่ยถามเด็กหญิงที่กำลังนั่งมองพิจารณาใบหน้าหล่อใสๆน่ารักของเด็กที่ยังสลบอยู่

"ถ้ายังสลบอยู่ก็ทิ้งไว้ในรถม้านั้นแหละ ส่วนพวกเราก็เตรียมตัวให้พร้อมถึงที่หมายเมื่อไหร่ลงมือทันที" เด็กหญิงผู้เป็นหัวโจกหันมาตอบ เอามือลูบไล้เส้นผมที่ปรกหน้าออกไปแล้วลูบผมเบาๆ ให้สำผัสนุ่มลื่นดุจแพรไหม ผมนุ่มจนอดที่จะสำผัสไม่ได้จริงๆ

"ขอรับ เจ้าค่ะ"เสียงตอบรับอย่างพร้อมเพียงกันของเหล่าเด็กชายหญิงผู้เป็นลูกน้องทั้งหมดที่อยู่ในรถม้า

เด็กหญิงผู้เป็นลูกพี่ของทุกคนในรถพยักหน้าให้อย่างมุ่งมั่น ก่อนจะกระเถิบตัวมานั่งข้างๆเด็กที่หมดสติแล้วเอามือมาจับผมของเขาเล่นเพลินๆ

"เด็กคนนี้เขาเป็นใครกันนะ ทำไมเขาถึงดูไม่เหมือนลูกชาวบ้านทั่วไปเลย ผิวพรรณก็ดี ผมก็นุ่มสลวย" เด็กหญิงผู้ชอบเล่นผมเด็กชายที่หมดสติเอ่ยถามไปก้มมองพินิจพิเคราะห์ใบหน้าเด็กผู้นี้ไป

ไม่นานมุนยองผู้ที่กำลังโดนเล่นเส้นผมก็เริ่มรู้สึกตัว

เด็กชายปรือตาขึ้นมาช้าๆจากภาพที่เห็นเรือนรางก็เริ่มเด่นชัดขึ้น ชัดขึ้น และภาพแรกที่เด็กชายเห็นหลังจากตื่นขึ้นมาคือ ใบหน้าของเด็กผู้หญิงคนหนึ่ง ใบหน้าสวยน่ารักดั่งเทพธิดา

//ทำไมข้ารู้สึกคุ้นหน้าเด็กผู้หญิงคนนี้นัก เหมือนเคยเห็นที่ไหนมาก่อน//เด็กชายขมวดคิ้วมุ่นคิดในใจ ทำไมถึงได้คุ้นเช่นนี้กันนะ 

ตอนนั้นมุนยองคิดว่าตัวเองฝันไป เพราะเขารู้สึกเห็นเด็กผู้หญิงคนนี้รางๆตอนที่เขากำลังกึ่งหลับกึ่งตื่น ก่อนที่จะหลับไปอีกครั้ง พอตื่นขึ้นมาเขาก็ถูกพามาอยู่ที่กระท่อมปลายน้ำนั้นแล้ว และคนที่เขาเจอมีแต่ชุนซูกับลุงหมอซุนจาชินเท่านั้น เขาไม่ได้เห็นเด็กคนอื่นๆเลย

"ฟื้นแล้วเหรอ"เสียงเล็กๆเอ่ยถาม มือนุ่มนิ่มลูบไล้เส้นผมของเด็กชายที่พึ่งตื่นเบาๆ

 "เจ้า!!" พอเด็กชายรู้ตัวว่าตนถูกจับเส้นผม จึงปัดมือออกอย่างแรง

"อ๊ะ!!"เด็กหญิงที่ถูกปัดมือออกร้องขึ้นมาอย่างตกใจ รีบชักมือหนีแล้วจ้องหน้าเด็กชายเขม็ง

"ทำอะไร อย่ามาแตะต้องผมของข้านะ!!"เด็กชายดันตัวลุกขึ้นมานั่งแล้วตวาดใส่มองเด็กหญิงใบหน้าสวยดั่งเทพธิดาอย่างไม่พอใจ ถึงนางจะสวยแค่ไหนแต่มาแตะเส้นผมองค์ชายอย่างเขา ถือเป็นโทษร้ายแรงต้องตัดมือหรือถูกโบย ซึ่งเป็นสิ่งที่เขาถือมาก ผู้ที่จะจับหรือแตะศรีษะหรือเส้นผมเขาได้มีแค่พระบิดาและพระมารดาเท่านั้น สามัญชนยิ่งไม่มีสิทธ์

"เป็นบ้าอะไรของเจ้าเนี่ยจู่ๆก็มาปัดมือข้าซะแรงเลย เจ็บนะ!!"เด็กหญิงโวยใส่เสียงดัง ถลึงตาใส่อย่างไม่พอใจเช่นกัน

"เจ้าไม่มีสิทธิแตะต้องเส้นผมของข้า หรือศรีษะของข้า ห้ามแตะต้องเด็ดขาด!!"เด็กชายเตือนด้วยน้ำเสียงเย็นชา

"แค่นี้มาทำเป็นหวง หัวเจ้ามันวิเศษวิโสมากนักหรือไง ถึงแตะต้องไม่ได้น่ะหะ!!"เด็กหญิงหน้าสวยตวาดกลับมา เอื้อมมือจะไปคว้าจิกดึงผมท้าทายให้รู้แล้วรู้รอดไปเลย

"บอกว่าแตะไม่ได้ก็คือแตะไม่ได้ พูดไม่รู้เรื่อง หรือเจ้าอยากโดนตัดมือทิ้งหรือไงหะ!!" มุนยองตวาดพร้อมกับเบี่ยงหัวหลบไม่ให้เด็กหญิงมือบอนมาจับผมเขาได้อีก

"เหอะมาทำเป็นข่มขู่ เจ้าคิดว่าจะตัดมือข้าได้เหรอไง ดูสภาพเจ้าซะก่อนสิสกปรกมอมแมมยังกับยาจก ยังจะมาหวงเนื้อหวงตัวหวงหัวอยู่ได้ ทำตัวสูงส่งยังกับเป็นองค์ชาย วิเศษวิโสมาจากไหนไม่ทราบ"

"ก็ข้าเป็นองค์ เอ่อ..ก็ข้าถือนี่ หัวเป็นสิ่งสำคัญของร่างกายห้ามใครมาแตะต้อง" มุนยองเกือบจะหลุดปากบอกสถานะของตนเองไปเสียแล้วดีที่กลับลำทัน

"แต่ข้าจะแตะใครจะห้ามข้าได้"เด็กหญิงหน้าสวยยิ่งห้ามเหมือนยิ่งยุ กระเถิบตัวมาใกล้แล้วยื่นมือมาจะจับผมให้ได้

"ข้าบอกว่าอย่ามาจับผมข้าไงเล่า อยากตายนักหรือไง!!"เด็กชายกระเถิบตัวถอยหลังแล้วเอามือปัดป่ายไม่ยอมให้มาแตะผมของเขาได้ง่ายๆ

"เหอะ มีข่มขู่ด้วยว่ะ ลูกพี่ มันยังไม่รู้ตัวอีกเหรอว่ามันอยู่ที่ไหน และกำลังข่มขู่ใครอยู่ ใครกันแน่ที่จะตาย" เด็กผู้ชายชุดน้ำตาลพูดแทรกขึ้นมาด้วยความหมั่นไส้เจ้าเด็กหวงเส้นผมหวงหัวนี่ขึ้นมาตงิดๆ

"เจ้าเห็นมัยว่าพวกข้ามีกันกี่คน กี่มือกี่เท้า ถ้าเจ้าจะพยายามทำร้ายข้าล่ะก็พวกลูกน้องข้ายำเจ้าเละแน่" เด็กหญิงข่มขู่กลับไปด้วยเสียงห้าวเล็กน้อย

"อย่ามายุ่งกับข้า อย่ามาแตะต้องผมข้าด้วย" มุนยองจึงไม่ได้ข่มขู่อะไรอีก พยายามกระเถิบตัวพละออกห่างมองไปรอบอย่างระแวงด้วยความกลัวที่จะถูกรุมทำร้าย ต่อให้เขาเป็นถึงองค์ชายรัชทายาทชอนโซ แต่เขาจะไปบอกขอให้ใครช่วยเขาได้บ้างเล่าในเมื่อเขาอยู่ที่ไหนก็ไม่รู้กับพวกเด็กชายหญิงท่าทางเป็นอัธพาลพวกนี้ หากสู้กันเขาย่อมต้องเสียเปรียบถูกรุมสะกำเละแน่ๆ

"ข้าจะยุ่งใครจะทำไม เด็กๆ จับเขาเอาไว้!!"เด็กหญิงใบหน้าสวยที่เป็นหัวโจกออกคำสั่งบรรดาลูกน้องชายหญิงให้ช่วยกันรุมจับแขนและขาทั้งสองข้าง อีกทั้งมีเด็กร่างอวบๆมานั่งปิดกั้นทางหนีเขาอีกเล่นเอาหลังอวบมาดันหลังเขาเอาไว้ เขาเป็นแค่เด็กผู้ชายที่ร่างกายอ่อนปวกเปียกไม่ได้ออกกำลังกายอะไรมีหรือจะสู้ด้วยได้ สุดท้าย..

"อย่าาาาาาา!! อย่ามายุ่งกับหัวข้านะ พวกเจ้า!!บังอาจกันเกินไปแล้ว ข้าจะ ข้าจะ!!" โดนเด็กหญิงตรงหน้าจับยีผมฟูกระเซิงอย่างสู้หรือหนีไปไหนไม่ได้เลย

"จะอะไร หือ"เด็กหญิงผู้เป็นหัวโจกในกลุ่มเด็กๆยื่นใบหน้าสวยน่ารักดวงตากลมโตเข้ามาใกล้ในระยะประชิดก่อนจะจิกดึงผมเด็กชายให้เงยหน้าขึ้นมองสบตากัน เส้นผมนุ่มจนทำให้เด็กหญิงไม่กล้าจับแรงๆเลยผ่อนมือที่ดึงผมเด็กชายใบหน้าหล่อใสนี้ค่อยๆเบามือลง

"นี่เจ้า บังอาจ กล้าจิกผมข้าเชียวเหรออยากตายนักใช่มัย"มุนยองตวาดลั่นมองอย่างเดือดดาล

"เจ้าจะทำไรข้าได้ล่ะ"เด็กหญิงเปลี่ยนจากจิกผมมาลูบหัวและยีผมเขาจนยุ่งเหยิง 

"หยุดนะ ผมข้ายุ่งหมดแล้ว อึ้ย!!อย่ามายีหัวข้า!!"มุนยองโวยกัดฟันแน่นด้วยความโมโห

"นี่เจ้าคนหวงผม ยอมๆให้ลูกพี่ของข้าเล่นผมเจ้าไปเหอะ ลูกพี่ของพวกข้าน่ะต้องการจะทำอะไรไม่มีใครห้ามได้หรอกนะ เด็กยาจกอย่างเจ้าคงสู้เขาไม่ได้หรอกน่า"เด็กที่จับข้อมือมุนยองอยู่เอ่ยเตือน

"ใช่ ยอมๆไปเหอะขนาดพวกข้าตอนรู้จักกับลูกพี่ใหม่ๆนะยังโดนยีหัวเละเลย ยิ่งเจ้าขัดขืนลูกพี่ยิ่งเล่นงานหนัก ยอมๆไปเหอะ แค่เส้นผมเจ้าจะหวงอะไรนักหนา"เด็กชายชุดน้ำตาลเตือนอีกคน

"เหอะ แต่ข้าเป็น...แต่ข้า..พึ่งสระผมมา"เด็กชายพยายามให้เหตุผล

"พึ่งอาบน้ำสระผมมาเหรอ ถึงว่าตัวเจ้าถึงมีกลิ่นหอมอ่อนๆ อืม ผมเจ้าก็หอมแถมยังนุ่มอีกด้วย"เด็กหญิงก้มลงมาดมหัวเด็กชายหวงผม แล้วรู้สึกถึงกลิ่นหอมละมุนของสมุนไพรอ่อนๆ เอามือลุบไล้เล่นผมของคนตรงหน้าต่อเพลินๆมือ 

มุนยองถึงกลับขบกรามแน่นด้วยความหงุดหงิดแต่สุดท้ายก็ทำอะไรไม่ได้ จึงได้แต่นั่งนิ่งให้เด็กหญิงท่าทางห้าวๆนี้จับเล่นเส้นผมเขาได้อย่างไม่มีความเกรงใจเจ้าของเส้นผมเลยสักนิด

"เอางี้ดีกว่าข้าหวีผมและถักเปียให้ดีกว่า สภาพเจ้าตอนนี้ดูไม่ได้เลยรู้หรือเปล่า ยังกับคนบ้า"เด็กหญิงอาสาจะทำผมให้ แต่ไม่วายแขวะใส่จนเด็กชายทำเสียง เหอะใส่อย่างไม่สบอารมณ์ ที่โดนหาว่าเป็นคนบ้าทั้งๆที่เขามีสติครบถ้วนอยู่แท้ๆ

"เหอะ ใครกันแน่ที่บ้า จู่ๆก็มาเล่นจับผมคนอื่น ผมตัวเองไม่มีให้เล่นหรือไง"

"หุบปากไปเลย นั่งนิ่งๆเป็นมัยหะ ยุกยิกอยู่ได้"เด็กหญิงทำเสียงดุใส่แล้วจับใบหน้าของเด็กชายหวงผมให้นั่งตรงๆแล้วเริ่มทำการเอาหวีที่พกไว้ในเสื้อสีชมพูอ่อนของตนมาหวีผมให้เด็กชายที่ตอนนี้เอาแต่จ้องหน้าด้วยดวงตาวาวโรธดุดันใส่นางอยู่

ผมของเด็กชายยาวลงมาถึงกลางหลัง ปกติเขาจะถูกพระมารดามัดเกล้าขึ้นมาสูงๆกลางศรีษะแล้วใส่กวานทำจากทองคำเก็บผมเรียบร้อยแล้วใส่ผ้าคาดหัวไว้เสมอ

"อยู่นิ่งๆ"เด็กหญิงสั่งเสียงเรียบแล้วหวีผมไปเรื่อยๆจนผมที่กระเซิง ฟูไร้ระเบียบเริ่มเข้าที่ก่อนจะเริ่มถักเปีย ใบหน้าของเด็กหญิงกับเด็กชายนั้นอยู่ใกล้กันมาก ยิ่งมองใกล้ยิ่งรู้สึกสนใจขึ้นมาเหมือนมีแรงดึงดูด มองสบตากันและกันไปมาราวกับต้องมนต์สะกด มองกันตาไม่กระพริบ มือนุ่มของเด็กหญิงบางทีก็มาแตะถูกแก้มนุ่มเนียนของเด็กชายก็เกิดใจเต้นขึ้นมาแปลกๆจนบางทีก็หยุดชะงักมือในการสางผมอย่างกระทันหัน 

มุนยองเองก็เริ่มรู้สึกแปลกๆเช่นกัน ยิ่งถูกเด็กหญิงที่มีใบหน้าสวยน่ารักผู้นี้จ้องมองยิ่งเกิดความสนใจมากขึ้น มากขึ้นจนแทบจะอดมองไม่ได้ จนถึงกลับต้องกลืนน้ำลายอย่างกระอักกระอ่วนใจ เริ่มใบหูแดงเล็กน้อยขัดเขินขึ้นมาเมื่อมือนุ่มนั้นกำลังถักเปียด้านหลังของเขาอย่างปราณีตบรรจง 

"เสร็จแล้ว" เด็กหญิงบอกยิ้มๆก่อนจะผละถอยออกมาเล็กน้อย

จากนั้นจึงจับตัวเด็กตรงหน้าพลิกไปพลิกมาดูผลงานตัวเองอยู่ครู่หนึ่ง

"อืม...ค่อยดูเป็นผู้เป็นคนขึ้นมาหน่อย เจ้าหน้าตาดีไม่น้อยเลยนะเนี่ย เจ้ายาจก"

"หะ!!" 

"เอ่อ....."เล่นชมกันต่อหน้าเช่นนี้ ทำเอาคนถูกชมถึงกลับเริ่มทำตัวไม่ถูก นั่งก้มหน้างุดเอามือลูบผมตัวเองป้อยๆอย่างเก้อเขินใบหูแดงนิดๆ ตอนนี้เขาถูกปล่อยตัวให้เป็นอิสระแล้ว เลยขยับแขนขาได้เต็มที่ 

 "ว่าแต่เจ้า..ไปทำอีท่าไหนถึงโดนจับมาล่ะ" เด็กผู้ชายใส่ชุดสีเทามีรอยปะชุนเก่าคร่ำคร่าโพกผ้าคาดหัวสีตุ่นๆเอ่ยถาม เขาเป็นหนึ่งในแก๊งของเด็กหญิงผู้เป็นลูกพี่ของพวกเขาที่ถูกจับมา

"เดินอยู่ดีๆก็วูบเลย" มุนยองตอบเอามือลูบไล้ผมตนเองอย่างอายๆขึ้นมาหน่อยๆ

"อ้อ........"เสียงเด็กทุกคนในรถต่างร้องขึ้นมาพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย

ตอนนี้มุนยองไม่ได้ปล่อยผมกระเซิงเหมือนเด็กยาจกอีกแล้วดูดีกว่าตอนถูกจับมาใหม่ๆมากเลยทีเดียว จัดว่าเป็นเด็กที่หล่อน่ารักที่สุดในกลุ่มของเด็กผู้ชายเลยก็ว่าได้ พวกเด็กผู้หญิงคนอื่นๆต่างพากันชำเลืองมองเขากันเป็นพักๆ จากตอนแรกแค่รู้สึกเฉยๆแต่พอถูกลูกพี่ของพวกตนจับทำผมถักเปียให้ใหม่จนเป็นผู้เป็นคน ทำให้เด็กชายดูแตกต่างจากเด็กทั่วไปไปเลย ทั้งน่าสนใจและน่ามองมากยิ่งขึ้น

จากนั้นเขาได้แต่นั่งเงียบๆสงบปากสงบคำ พยายามปลงกับความอัปยศของตัวเองอยู่ แต่สายตาสอดส่องมองไปรอบๆตัวเห็นเด็กชายหญิงหลายคน เขาจึงอยากลองนับจำนวนดู ปรากฎว่า มีประมาณ 10 คน ชาย 5 หญิง 5 รวมตัวเขาด้วยเป็น 11 คน ไม่นานก็เกิดคำถามขึ้นมาในใจ เลยหันไปถามเด็กที่จับเขาถักเปียไปเมื่อครู่

"แล้วนี่พวกเราจะถูกพาไปไหนเหรอ"

"พาไปขายให้พ่อค้าทาส" เด็กหญิงที่จับเขาถักเปียตอบกลับเสียงเรียบ

"พ่อค้าทาสงั้นหรือ" มุนยองทวนคำไป มองจ้องใบหน้าเด็กหญิงไป เขาหรี่ตาลงด้วยความหงุดหงิด ที่พวกนั้นบังอาจจับเด็กไปขายให้พ่อค้าทาส เขาต้องหาทางจัดการกับคนพวกนี้ให้ได้สักวันหนึ่งในฐานะที่ตนเป็นองค์ชายแห่งชอนโซคงต้องหาทางแก้ไขเรื่องนี้ให้ได้เพื่อบ้านเมืองที่ดีขึ้น เด็กคนอื่นๆจะได้ไม่ต้องมารับเคราะห์เช่นนี้อีก

"ใช่ พวกมันจะเอาพวกเราไปขายต่อให้กับพวกขุนนางที่ชอบรังแกเด็กที่เป็นทาสและใช้แรงงานอย่างหนัก" เด็กหญิงคนเดิมที่มุนยองจ้องหน้าอยู่เป็นคนตอบ 

"อ้อ" มุนยองได้แต่พยักหน้ารับรู้ ในหัวสมองของเขากำลังคบคิดหาวิธีหนีให้รอดจากพ่อค้าทาสนี่อยู่ เขาจะมีชะตากรรมเหมือนกับเด็กพวกนี้หรือเปล่านะ 

"เฮ้อ ซวยจริงๆ"เด็กชายหลุดพึมพำออกมาอย่างเหนื่อยหน่าย เขาแค่อยากออกมาเที่ยวนอกวังบ้างเท่านั้นไม่นึกว่าจะซวยซ้ำซวยซ้อนขนาดนี้ นอกกำแพงวังหลวงนี่เต็มไปด้วยอันตรายมากมายจริงๆ 

"ใช่ซวยมาก" เด็กชายเสื้อน้ำตาลคนหนึ่ง เอ่ยเห็นด้วยขึ้นมา

มุนยองเหลือบมองเด็กชายคนนั้นทางหางตานิดๆแล้วกลับมามองใบหน้าเด็กหญิงคนเดิมต่อ แล้วจ้องมองอยู่อย่างงั้น

//นางสวยจริงๆถูกใจข้ายิ่งนัก ข้าอยากได้ อยากเอานางกลับบ้านไปนั่งดูทั้งวันเลย //มุนยองคิดในใจสายตาดำขลับจับจ้องแต่ใบหน้าสวยนั้นตลอดเวลาตาแทบไม่กระพริบ  

"เลิกมองข้าสักทีเหอะ จ้องจนข้าจะพรุนอยู่แล้ว" เด็กหญิงที่ถูกจ้องเริ่มทนไม่ไหวโวยใส่ทันที

"หะ" มุนยองตื่นจากภวังค์สะดุ้งนิดๆเมื่อถูกนางโวยใส่

"ข้าบอกว่าเลิกมองข้าได้แล้ว"เด็กหญิงย้ำเสียงดุๆนิดๆ

"ทำไม..แค่นี้มองไม่ได้งั้นหรือ" มุนยองเถียงหน้านิ่งจ้องตากับเด็กหญิงคนนั้น

"มองได้แต่ห้ามมองนาน ข้าอึดอัด"

"อ้อ" แล้วมุนยองก็หันไปมองทางอื่นพยายามเลิกสนใจเด็กหญิงคนนั้นชั่วคราว เขาไม่ได้อยากทำให้ใครอึดอัดนักหรอก

"จริงสิ นั่งกันมาตั้งนานแล้วข้ายังไม่รู้จักชื่อเจ้าเลยนะเจ้ายาจก เจ้าชื่ออะไร"เด็กหญิงคนเดิมเอ่ยถาม

"ข้า ข้าชื่อ..."เด็กชายกำลังจะบอกชื่อแต่ทว่า

เอี๊ยดดดดดดดดด!!!! 

เสียงรถม้ากำลังหยุดเคลื่อนที่!!!

"ลูกพี่ดูเหมือนว่าจะถึงแล้วนะขอรับ ทำไงดี!!"เด็กชายชุดน้ำตาลเอ่ยถามมาด้วยท่าทีตระหนก

"มีสติแล้วรอฟังคำสั่งข้า เตรียมตัวให้พร้อม!!"

"ขอรับ!! เจ้าค่ะ!!"

ทุกคนในที่นี้ต่างพากันตื่นตัวกันหมด ยกเว้นมุนยองที่กำลังนั่งขมวดคิ้วงงงวยว่าเกิดอะไรขึ้นและเด็กๆพวกนี้คิดจะทำอะไร

"พวกเจ้าจะทำอะไรกันเหรอ" มุนยองหันมาถามเด็กหญิงหัวโจกด้วยความสงสัย 

"เดี๋ยวเจ้าก็รู้เอง" เด็กหญิงไม่ยอมตอบสายตาคอยระแวดระวังและตื่นตัวอยู่ตลอดมือกำอะไรบางอย่างในเสื้อไว้แน่น

ไม่นานประตูตู้รถม้าก็ถูกเปิดออกแล้วมีชายชกรรจ์คนหนึ่งโผล่หน้าเข้ามาในมือของชายผู้นั้นถือทั้งแส้และดาบยาวคมกริบ เขาเป็นอันธพาลที่มีหน้าที่จับเด็กไปขายให้พ่อค้าทาส ผู้มีนามว่า บักกีจู หรือเด็กๆมักจะเรียกเขาว่า เจ้าเบิ้มนั้นแหละ

"ลงมาได้แล้วเจ้าเด็กเหลือขอทั้งหลาย ใครกล้าเล่นตุกติกกับข้า หรือกล้าหลบหนีข้าจะเอาดาบนี่ฟันขาให้ขาดเลย ลงมา!!" อันธพาลที่ชื่อบักกีจู ตวาดสั่งให้พวกเด็กๆทั้งหมดในตู้รถม้าให้ลงจากรถม้าให้หมด

เด็กๆชายหญิงต่างทยอยกันลงมาจากรถม้าทีละคน ทีละคน และคนสุดท้ายที่ยังอยู่ในรถม้าคือ มุนยอง

"เอ้าเจ้าหนู!!มัวนั่งเซ่ออยู่ทำไม ลงมาได้แล้ว ยังไงพวกเจ้าก็ต้องถูกขายให้พ่อค้าทาสกันทุกคนนั้นแหละ ไม่ต้องมาทำเป็นลีลา ลงมาเดี๋ยวนี้เลย ก่อนที่เจ้าจะโดนฟาดก้นลายด้วยแส้ของข้า ลงมา!!"

"เฮ้อ..."มุนยองถอดถอนหายใจอย่างปลงตก ก่อนจะตัดสินใจคลานตามลงมาสมทบกับพวกเด็กๆคนอื่นๆลงมายืนบนพื้น สายตาดำขลับคมๆหรี่ลงมองไปรอบๆที่เต็มไปด้วยต้นไม้ ด้านหน้าเป็นกระท่อมร้างเก่าคร่ำคร่า น่ากลัวว่าพวกเขาจะถูกจับมาขังไว้ที่นี่รอจนกว่าพวกพ่อค้าทาสจะมารับตัวไปสินะ 

"เดินไป อย่าดื้อ เข้าไปข้างในให้หมด!!"เจ้าเบิ้มเอาแส้ฟาดใส่พื้นข่มขู่เด็กๆคอยเอามือใหญ่กำยำพลักดันหลังพวกเด็กๆให้ทยอยเดินเรียงแถวตรงไปที่กระท่อมหลังนั้น ใครแตกแถว หรือ ไม่ยอมเดินก็จะถูกแส้หนังฟาดก้นทันที

 เด็กๆต่างหวาดกลัวที่จะถูกตีกันหมด จึงพากันเดินตรงไปตามทางที่เจ้าเบิ้มสั่ง โดนคนผู้นั้นเดินตามมาข้างหลังคอยควบคุมแถวปิดท้ายขบวน มุนยองอดที่จะเสียวสันหลังไม่ได้เลยต้องจำใจเดินตามคนอื่นๆไปอย่างช่วยไม่ได้ สิ่งที่ทำได้คือก่นด่าสาบแช่งเจ้าเบิ้มอยู่ในใจด้วยความเจ็บใจ ที่ถูกควบคุมราวเป็นนักโทษเช่นนี้

ไม่นานเด็กๆทั้งสิบเอ็ดคนก็ถูกเจ้าเบิ้มไล่ต้อนจนเข้าไปในกระท่อมซึ่งมีอยู่แค่ห้องเดียวภายในไม่มีอะไรนอกจากเสื่อที่ปูฟื้นอยู่ผืนเดียวมีหน้าต่างบานเดียวที่ถูกไม้กระดานพาดปิดไว้ให้พอมีแสงรอดเข้ามาสลัวๆ มีประตูทางออกอยู่แค่ทางเดียวเท่านั้น หากเด็กๆถูกขังย่อมหาทางหนีออกมาได้ยาก 

//ข้านี่ดวงสมพงษ์กับการถูกจับขังจริงๆ ตั้งแต่ออกจากวังมานี่ข้าโดนจับขังตลอด //มุนยองได้แต่บ่นอยู่ในใจด้วยความเหนื่อยล้าทั้งกายใจในขณะที่เดินตามมาสมทบกับเด็กคนอื่นๆ

"เอาหล่ะนั่งรออยู่ตรงนี้กันก่อน อีกไม่นานพ่อค้าทาสจะมารับตัวพวกเจ้าขึ้นรถม้าอีกคัน อยู่กันดีๆอย่าซนล่ะ รู้มัย" เจ้าเบิ้มออกคำสั่งเดินคุมเด็กเข้ามาจนครบแล้วปิดล๊อกประตูทันที 

เด็กๆเลือกนั่งเกาะกลุ่มกันอยู่กลางกระท่อม โดยมีเด็กหญิงผู้เป็นหัวโจกนั่งอยู่ตรงกลาง รายล้อมด้วยเด็กชายหญิง ล้อมหน้าหลังเอาไว้ ส่วนมุนยองเลือกที่จะนั่งห่างๆจากกลุ่มเด็กคนอื่นๆเพราะเขาไม่ชอบสุงสิงหรือเบียดกับใคร 

เจ้าเบิ้มเป็นคนยืนคุมเด็กๆในกระท่อม มือถือแส้กับดาบยาวเดินไปเดินมารอบๆ คอยตวัดแส้ฟาดกับพื้นดังเพียะๆ เป็นระยะๆเป็นการขุ่มขู่พวกเด็กๆให้หวาดกลัว คอยควบคุมให้นั่งกันนิ่งๆห้ามขยับยุกยิกไปมา หากเขาเห็นเด็กคนไหนกล้าลุกขึ้นยืนจะเอาแส้ฟาดก้นเด็กคนนั้นทันที

มุนยองเองก็ได้แต่นั่งเงียบอย่างอับจนหนทาง ได้แต่ปลงตกกับความซวยของตนเองที่ไม่รู้จักจบจักสิ้น ตั้งแต่ออกมาจากวังก็เจอแต่เรื่องร้ายๆมาตลอด ตกน้ำเกือบตาย รอดมาได้ยังถูกจับมาขังอีก จะมีอะไรซวยมากไปกว่านี้อีกบ้าง นอกจากถูกจับไปขายให้พ่อค้าทาสจับไปทรมาน ทรกรรม ไม่ได้กลับวังพบเจอเสด็จพ่อ เสด็จแม่อีก นี่คงเป็นผลกรรมที่เขาดื้อรั้นหนีออกจากวังมาเช่นนี้ใช่หรือไม่

//ข้าจะทำอย่างไรดี ข้าจะหนีไปจากตรงนี้อย่างไรดี ข้าชักหมดสนุกกับการออกมาจากวังแล้ว ข้าอยากกลับวัง ข้าคิดถึงเสด็จพ่อ เสด็จแม่เหลือเกิน ใครก็ได้มาช่วยข้าสักทีเถิด ข้าอยากกลับวังจะแย่แล้ว ใครก็ได้ช่วยข้าทีเถิด ข้าอยากกลับบ้าน!! //มุนยองได้แต่โวยวายอยู่ในใจ ไม่กล้าโวยวายออกมาเสียงดังหรอกเดี๋ยวโดนเจ้าเบิ้มฟาดแส้ใส่ เจ็บตัวเปล่าๆ อีกทั้งตอนนี้เขาถูกเจ้าเบิ้มยืนคุมเข้มอยู่ในระยะประชิด จนแทบกระดิกตัวไปไหนไม่ได้เลยได้แต่นั่งกอดเข่าอย่างปลงๆอยู่อย่างนั้น เพราะเขาไม่ได้นั่งเกาะกลุ่มกับเด็กคนอื่นๆเจ้าเบิ้มเลยคุมเขาได้ง่ายกว่าใครๆ  

ไม่นานเจ้าเบิ้มเริ่มเมื่อยขาจึงทรุดตัวลงนั่งหันหน้าเข้าหาพวกเด็กๆกอดดาบไว้พร้อมกับวางแส้ไว้บนตักรอคอยการมาถึงของพ่อค้าทาส ซึ่งตอนนี้มุนยองอยู่ใกล้ที่สุด หากจะหนีให้รอด ต้องจัดการกับเจ้าเบิ้มให้ได้ก่อน และต้องรีบหนีก่อนที่พ่อค้าทาสจะมาไม่งั้นคงไม่มีโอกาสหนีได้อีกแล้ว แต่จะหนีออกไปได้อย่างไรในเมื่อเจ้าเบิ้มมีดาบยาวเล่มนั้นไว้ควบคุมพวกเขาอยู่ หากบุ่มบ่ามลุกขึ้นวิ่งหนีทันที ดีไม่ดีอาจโดนดาบคมๆนั้นฟันขาขาดก่อนจะได้หนีออกไปด้วยซ้ำ ทางที่ดีต้องแย่งดาบมาให้ได้จึงจะพอมีหนทางหนีรอดไปได้บ้าง

เด็กหญิงผู้เป็นหัวโจกค่อยๆเอามือล้วงเข้าไปในเสื้อตัวเองหยิบหนังสติ๊กอันเล็กออกมาพร้อมลูกดอกอาบยาสลบแล้วเอามาซ่อนข้างล่างภายใต้วงล้อมของพวกเด็กๆ จนเจ้าเบิ้มไม่ทันสังเกตเห็น เด็กหญิงทั้ง 5 คนหลุดรอดจากการถูกค้นตัวตอนที่ถูกจับมาเพราะอ้างว่าเป็นเด็กผู้หญิงห้ามมาจับหน้าอกของพวกนาง เจ้าเบิ้มเลยค้นแค่กระโปรงไม่ได้ค้นในเสื้อ ในขณะที่พวกเด็กผู้ชายถูกค้นตัวทั้งหมด ยกเว้นมุนยองที่ไม่ได้ถูกค้นตัวตอนที่ถูกอุ้มมาวางในรถเพราะเจ้าเบิ้มรีบร้อน เนื่องจากพวกทหารในเมืองเดินลาดตระเวนอยู่ตลอด พอจับอุ้มมาได้ก็โยนใส่รถทันทีเลย

ถึงมนุยองจะถูกค้นตัวก็ไม่เจออะไรอยู่ดี เด็กชายไม่พกอาวุธอะไรเลยเพราะหนีออกจากวังมากระทันเลยไม่ได้เตรียมอะไรเอาไว้ใช้ป้องกันตัวเองเลยแม้แต่อย่างเดียว เด็กชายจึงได้แต่นั่งมองดาบยาวของเจ้าเบิ้มที่อยู่ใกล้แต่ไม่สามารถเอื้อมไปหยิบยื้อแย่งมาได้ เพราะเขาคิดว่าแรงเด็กๆของตนคงสู้ผู้ใหญ่ตัวโตๆร่างกำยำแข็งแรงนั้นไม่ได้แน่นอน ขนาดพ่อตาของเขายังสู้ไม่ได้เลยนับประสาอะไรกับคนๆนี้ที่แข็งแรงกว่าหลายเท่า จุดอ่อนน่าจะอยู่ที่หัวเหมือนกันนั้นแหละแต่เขาจะเอาอะไรมาฟาดหัวเจ้าเบิ้มกันล่ะ ในห้องนี้ไม่มีอะไรสามารถเอามาใช้ฟาดหัวได้เลย มีแต่เสื่อผืนเดียวกับห้องโล่งๆมืดๆสลัวๆเพราะแสงจากหน้าต่างที่ถูกปิดตายด้วยแผ่นกระดานเท่านั้น ส่วนประตูบานเดียวที่มืดทึบทำจากไม้เนื้อแข็งถูกปิดไว้แทบไม่มีแสงเข้ามาเลย 

"นั้นพวกเจ้ากำลังทำอะไร!!"เจ้าเบิ้มเอ่ยถามขึ้นมาด้วยความตกใจ เมื่อเห็นเด็กชายหญิงหลายคนกำลังก้มตัวลง เปิดพื้นที่ให้เด็กหญิงผู้เป็นหัวหน้านั่งยิงหนังสติกด้วยลูกดอกอาบยาสลบอันเล็กๆใส่อย่างรวดเร็ว

ฟิ้ววววววว!!!

ฉึก!!!

จนเจ้าเบิ้มตั้งตัวไม่ทันถูกยิงเข้าที่กลางอกไปเต็มๆ 

"อึ่ก !! นี่เจ้า!! นางตัวดี..โอ้วว อูย แฮ่กๆ กะกล้ายิงลูกดอกใส่ข้าเชียวเหรอ อื้ออ้าาาก!!" เจ้าเบิ้มรีบดึงกระชากลูกดอกนั้นออกจากอกตัวเอง คว้าดาบยาวลุกขึ้นเดินตรงมาหาอย่างรวดเร็ว เด็กๆทั้งหมดพากันลุกขึ้นวิ่ง เจ้าเบิ้มถือดาบวิ่งตรงมาเงื้อดาบขึ้นไล่ฟาดฟันพวกเด็กๆแบบไร้ความปราณี 

ฟิ้ววววววว!!!

ฉึก!!!

เด็กหญิงหัวโจก ยิงลูกดอกอาบยาสลบซ้ำอีกครั้งแม่นราวจับวางปักฉึกลงไปที่กลางอกเจ้าเบิ้มอีกดอกหนึ่งซ้ำไปอีกที ก่อนที่เจ้าเบิ้มจะเงื้อดาบฟาดฟัน สติของเขาก็ดับวูบลงล้มทั้งยืนทันที

ตึ้ง!!!!

เสียงชายร่างกำยำสูงใหญ่ล้มทั้งยืนลงมากระแทกกับพื้นเสื่อ สลบคาที่เลย

เย้ๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ!!!!!

เหล่าเด็กๆทั้งสิบคนพากันกระโดดโลดเต้นส่งเสียงโห่ร้องอย่างดีใจที่จัดการสยบเจ้าอันธพาลบักกีจูได้สำเร็จ

"ลูกพี่สุดยอดไปเลย!!" 

"ลูกพี่เก่งที่สุดไปเลยเจ้าค่ะ"

"ลูกพี่ยอดเยี่ยม"

"ลูกพี่เก่งที่สุด"

บรรดาลูกน้องชายหญิงต่างพากันชื่นชม บ้างยิ้มแป้น บ้างปรบมือ บ้างกระโดดโลดเต้น เด็กหญิงพากันกอดกันและกัน 

"เอาเชือกมัดมันไว้"เด็กหญิงผู้ยิงลูกดอกใส่ออกคำสั่งอย่างเชียบขาด ก่อนจะเดินมาก้มลงดูผลงานตัวเองเอาเท้าเขี่ยๆหน้าเจ้าเบิ้มดูว่าสลบไปจริงหรือไม่ 

"สลบไปแล้ว จัดการมัดได้เลย"เด็กหญิงผู้เป็นลูกพี่หันมายืนยันกับเด็กทุกคนยิ้มดีใจที่จัดการเจ้าเบิ้มได้สักที

พวกเด็กๆผู้เป็นลูกน้องพากันกรูกันมาช่วยจับเจ้าเบิ้มมัดมือมัดขา มัดลำตัวอย่างแน่นหนา เชือกที่เด็กหญิงทั้ง 5 แอบพกมาซ่อนไว้ในเสื้อนั้นเอง 

มุนยองถึงกับเบิกตากว้างอ้าปากค้างมองอย่างอึ้งๆ เดินมาดูผลงานของพวกเด็กๆทั้งสิบ แล้วหันไปมองเด็กหยิงที่จับเขาถักเปียนั้นด้วยความทึ่ง รู้สึกประทับใจ จนหัวใจดวงน้อยสูบฉีดเต้นแรง ดวงตาเป็นประกายวิบวับเลยทีเดียว

//โห ยัยนี่ ยิงลูกดอกแม่นมาก น่าสนใจดีนี่ //มุนยองคิดในใจยิ่งสนใจเด็กคนนี้มากยิ่งขึ้นกว่าเดิม

เด็กหญิงผู้ปราบเจ้าเบิ้มได้ก้มลงไปหยิบดาบยาวนั้นขึ้นมาถือไว้แล้วเดินออกห่าง มุนยองเห็นแส้ตกอยู่เลยหยิบขึ้นมาบ้าง เผื่อเจ้าเบิ้มมันเกิดฟื้นมาเขาจะได้มีไว้ป้องกันตัวเอง

แต่ดูเหมือนยาสลบแรงมากเจ้าเบิ้มสลบไปไม่ฟื้นเลย

"มาพวกเจ้าช่วยกันลากเจ้าเบิ้มไปที่รถม้าเร็วก่อนที่พ่อค้าทาสจะมา เราต้องไปจากที่นี่ให้เร็วที่สุด"เด็กหญิงผู้เป็นหัวโจกออกคำสั่งเดินกอดดาบยาวเดินไปฟัดประตูไม้จนลูกกลอนล็อกประตูพังก่อนจะยกขาถีบประตูให้เปิดออกอย่างแรงด้วยกำลังขาของตนเองจากนั้นเอาดาบยาวนั้นปักคาประตูเอาไว้ไม่เอาไปด้วยมันเกะกะ

พลั่ว!!! 

พวกเด็กทั้งเก้าคนผู้เป็นลูกน้องต่างช่วยกันดึงลากร่างหมดสติเจ้าเบิ้มลากไถๆๆไปกับพื้นอย่างทุลักทุเล

"แฮ่กๆๆ ลูกพี่ทิ้งเจ้าเบิ้มไว้ที่นี่ไม่ได้เหรอ ตัวมันหนักมากเลยอ่ะ" เด็กร่างอวบเงยตัวมาบ่น

"หากปล่อยทิ้งไว้พอมันฟื้นมันก็ไล่ตามจับพวกเราอีก จับมันกลับไปให้ลุงของข้าจัดการดีกว่า เร็วเข้า"

"ขอรับ เจ้าค่ะ" เสียงตอบรับของเด็กชายหญิงผู้เป็นลูกน้องตอบอย่างพร้อมเพรียงกันก่อนจะพากันช่วยกันดึง ลากร่างเจ้าเบิ้มออกจากกระท่อมร้าง ไถไปกับพื้นเรื่อยๆจนมาถึงตู้รถม้า พวกเด็กจึงดึงร่างนั้นยกขึ้นมาอย่างทุลักทุเลกว่าจะเอาขึ้นไปนอนแผ่ในรถม้าได้เล่นทำเอาพวกเด็กหอบกันตัวโยน

"เฮ้อกว่าจะเอาขึ้นมาได้"เด็กชุดน้ำตาลบ่นแล้วเอามือปาดเหงื่อ เด็กคนอื่นพากันปีนขึ้นไปนั่งบนรถม้า เด็กหญิงยังเหลือลูกดอกอีกหนึ่งอันส่งให้เด็กชายคนหนึ่งถือเอาไว้ 

"เจ้าถือไว้หากเจ้าเบิ้มมันเริ่มรู้สึกตัวแทงมันให้สลบไปอีก"

"เข้าใจแล้วลูกพี่"

มุนยองเดินตามออกมา ยืนอยู่ข้างๆเด็กหญิงผู้ที่เขาหมายตาเอาไว้ว่าอยากพากลับบ้าน

"เจ้าจะทำยังไงต่อ"

"ก็คงต้องพาเจ้าเบิ้มกลับไปที่บ้านข้าให้ท่านลุงของข้าจัดการต่อ" 

"แล้วเราจะกลับกันยังไง"

"คงต้องหาใครสักคนมาบังคับรถม้าคันนี้"

เด็กหญิงเดินไปที่ตู้รถม้ายื่นหน้าเข้าไปถามพวกลูกน้องที่พากันเข้าไปนั่งในตู้รถม้ากันหมดแล้วเหลือแค่พวกเขาสองคนที่ยังไม่ได้ขึ้นไปสมทบในตู้รถม้า

"พวกเจ้ามีใครบังคับรถม้านี่เป็นบ้าง"

เด็กทุกคนต่างมองหน้ากันและกันแล้วพากันส่ายหัวรัวๆ

"ไม่มีใครขี่ม้าเป็นเลยเหรอ"

ทุกคนพยักหน้ากันหมด

"เฮ้ยยย แล้วข้าจะพาพวกเจ้ากลับอย่างไรเล่า ข้าก็ขี่ม้าไม่เป็นเช่นกัน"

"อ้าวววววววววว!!!" บรรดาลูกน้องต่างพากันส่งเสียงพร้อมกันอย่างกังวล

มุนยองได้ฟังพวกเด็กคุยกันถึงกลับส่ายหัวไปมา ก่อนจะเดินตรงไปที่ม้าสีดำเมี่ยมตัวใหญ่มองสบตากับมันยื่นมือออกมาหามันทำความคุ้นเคย พอม้าเริ่มตอบสนองจึงเอามือลุบขนที่แผงคอแล้วกระซิบบอกมันเบาๆก่อนที่จะกระโดดขึ้นขี่อย่างคล่องแคล้วว่องไว เพราะเขาเคยถูกจับฝึกให้ขี่ม้าเป็นมาตั้งแต่ 5 ขวบแล้ว เรื่องขี่ม้าจึงเป็นเรื่องง่ายมากสำหรับเขาเลยทีเดียว

"ขึ้นมา..ข้าควบรถม้าให้เอง"มุนยองอาสาจะเป็นคนบังคับรถม้าพาพวกเด็กๆกลับบ้าน

"หา เจ้าเคยขี่ม้าด้วยเหรอเจ้ายาจก"เด็กหญิงร้องขึ้นมาด้วยความแปลกใจ รีบเดินมาหาเด็กชายที่กำลังนั่งบนหลังม้าด้วยทวงท่าสง่างาม

"อืม"เด็กชายพยักหน้า มือจับสายบังเหียนไว้นิ่งๆ

เด็กหญิงเงยหน้าขึ้นมองอย่างลังเล 

"ขึ้นมาได้แล้วเดี๋ยวพ่อค้าทาสมา หนีไม่ทันกันพอดี เร็วสิ"มุนยองออกคำสั่งเสียงเรียบ 

"เอ่อแต่ข้า...ข้า...."เด็กหญิงพยายามจะพูดบอกอะไรบางอย่างแต่ไม่รู้จะบอกเด็กที่นั่งบนหลังม้ายังไงดี

"ทำไม หรือเจ้ากลัว"มุนยองพูดเสียงเยาะเย้ยนิดๆ

"คะ ใครว่าข้ากลัว ขึ้นก็ขึ้นสิ กะก็อีแค่ขี่ม้า จะไป อึ๊บ ยากอะไร แฮ่กๆ อื้อ อึ๊บ โอ่ยย.."เด็กหญิงที่ยืนอยู่ข้างๆม้า เงยหน้าขึ้นมาถลึงตาใส่เด็กชายที่อยู่บนหลังม้าอย่างไม่สบอารมณ์ที่มาพูดจาเยาะเย้ยใส่ ก่อนจะพยายามปีนขึ้นม้าแต่ปีนไม่สำเร็จ

มุนยองนั่งมองบนหลังม้านิ่งๆรอดูว่าเด็กหญิงตรงหน้าจะปีนขึ้นขี่ม้าได้เองหรือไม่

ผลปรากฎว่า......

"โอ๊ยยยย มันขึ้นยังไงเนี่ย"เด็กหญิงยังหาทางขึ้นมานั่งบนหลังมาไม่ได้สักที

"เร็วเข้า....อย่าชักช้าเดี๋ยวหนีไม่ทัน เจ้าจะรอให้พ่อค้าทาสมาจับก่อนหรือไง!!"เด็กชายพูดเร่งด้วยเสียงดุดัน ตีหน้าขรึมเย็นชา

"ก็ข้าใส่กระโปรงอยู่นี่เจ้าจะให้ข้าทำยังไงหะ อีกอย่างข้าขี่ม้าไม่เป็น!! ลงมาช่วยกันหน่อยได้มัยเล่าเจ้าบ้า!!"เด็กหญิงร้องโวยวายลั่น พยายามตะเกียกตะกายปีนขึ้นขี่ม้าแต่ก็ยังไหลลื่นหล่นลงไปยืนบนพื้นอีกอยู่ดี พอจะปีนขึ้นเอาตัวพาดหลังม้าอีกทวงท่าก็หวุดหวิดหัวเกือบทิ่ม เด็กชายแทบอยากเอามือตีก้นยัยเด็กนี่ให้รู้แล้วรู้รอดไปเลยโทษฐานขึ้นขี่ม้าผิดวิธีแล้วยังทำให้เขาเสียเวลาอีก 

"อ๊าาาาาาาาา จะตกแล้ว อ๊าา ช่วยด้วย ตะตกแล้ว อื้อ!!!" เด็กหญิงร้องโวยวายลั่นด้วยความหวาดเสียวจะตกม้า ตอนนี้อยู่ในท่าพาดขวางตัวบนหลังม้าดิ้นพลาดๆอย่างอับจนหนทางอยู่อย่างนั้น

สุดท้ายมุนยองเริ่มหมดความอดทน กระโดดลงจากหลังม้าเดินตรงมา ช่วยจับประคองตัวเด็กหญิงขี้โวยวายดันก้นให้ขึ้นไปนั่งบนม้าได้สักทีอย่างทุลักทุเลแล้วจับท่าจัดทางให้นั่งบนหลังม้าในทวงท่าที่ถูกต้อง ก่อนที่ตนจะปีนขึ้นขี่ม้าประกบทางด้านหลังของเด็กหญิงแล้วเอาแขนทั้งสองข้างสอดเข้าใต้ศอกของเด็กหญิงเหมือนกับจะโอบเอวแต่เด็กชายเพียงแค่จับสายบังเหียนเอาไว้เท่านั้น 

"คราวนี้ถ้าเจ้าตกลงไปข้าไม่เก็บศพเจ้านะ" เด็กชายบอกก่อนจะเริ่มบังคับม้าให้เริ่มขยับขาก้าวเดินไปช้าๆ

"หุบปาก!!"เด็กหญิงหันมาถลึงตาใส่ก่อนจะหันหน้ากลับไปด้านหน้าแล้วนั่งหลับตาปี๋ด้วยความกลัว ตัวสั่นเล็กน้อย

"เป็นอะไรตัวสั่นเชียว"มุนยองถามอย่างสงสัย ควบม้าให้เดินเร็วขึ้นรถม้าเคลื่อนที่ไปตามทางอย่างไหลไปช้าๆ

"ขะข้า ข้าไม่เป็นอะไร"เด็กหญิงตอบหลับตาปี๋หน้าเริ่มซีด

"ลืมตาสิหลับตาแล้วเจ้าจะมองเห็นทางเหรอ ข้าไปบ้านเจ้าไม่ถูกนะ เจ้าต้องเป็นคนบอกทางข้า" มุนยองกระเถิบตัวเข้ามาใกล้ขึ้นอีกจนท้องชนกับสะโพกนุ่มๆของเด็กหญิงที่นั่งข้างหน้าอย่างจงใจ

"ระรู้แล้วเจ้าจะ กะใกล้ข้าเกินไปแล้วนะเขยิบไปห่างๆเลย"เด็กหญิงพูดเสียงสั่นๆตายังหลับปี๋อยู่เพราะกลัวการขี่ม้ามาก

"ที่มีแค่นี้จะให้ข้าเขยิบไปไหน แล้วเจ้าจะหลับตาอีกทำไม กลัวมากหรือไง"

"กะก็ ปละเปล่า"

"ทำไมถึงกลัว"

"ขะข้าไม่ได้กลัว"

"งั้นก็ลืมตาซะแล้วบอกทางข้า!!" มุนยองเริ่มหงุดหงิดขึ้นเสียงใส่ ควบม้าเร็วขึ้นจากเดินเริ่มวิ่งกุบกับๆๆ

"อ๊าาาาาา!!!!" เด็กหญิงรีบหลับตาปี๋นั่งเกร็งตัวร้องลั่นเมื่อการควบม้าเร็วขึ้นยิ่งสร้างความหวาดกลัวให้นางมากขึ้นไปอีก เพราะนางรู้สึกว่ายามที่ม้าวิ่งเร็ว ตัวของนางจะกระเด้งลอยขึ้น ทำให้นางรู้สึกเหมือนกับจะหลุดออกจากตัวม้าอย่างไรอย่างนั้นเลย

"เจ้าเป็นบ้าอะไร ร้องอยู่ได้ข้าหูจะแตกแล้ว!!"มุนยองชะลอม้าลง ตวาดใส่ด้วยความหงุดหงิด เขาเป็นเด็กที่ขี้รำคาญและเจ้าอารมณ์

"ข้ายอมรับว่ากลัวก็ได้ เจ้าอย่ามาตวาดข้าได้มัย!!"

"ย้าๆๆๆทำไม ถึงกลัว ย้าๆๆๆๆ" มุนยองถามไปควบบังคับรถม้าไปให้วิ่งเร็วขึ้นอีกเล็กน้อย

เด็กหญิงหลับตาปี๋เอนตัวเอาหลังพิงอกเด็กชายที่ควบม้าจนแนบชิดจนสำผัสได้ถึงลมหายใจอุ่นของคนด้านหลังที่นางพิงอยู่

"ขะข้าเคยตกจากหลังม้าตอน 8 ขวบ ขะข้าเลยกลัว อื้ออออออ ระเร็วเกินไปแล้ว ข้ากลัว ชะช้าหน่อยได้มัย อ๊าาาา!!" เด็กหญิงร้องโวยลั่นเอามือปิดตา ตอนนี้พวกเขาวิ่งไปทางตรงไปเรื่อยๆยังไม่เข้าเขตเมือง

"เฮ้อ..."มุนยองจึงชะลอม้าลงให้กลับมาเดินกุบกับๆอย่างเดิม 

"งั้นก็ไปช้าๆแล้วกัน เดี๋ยวคนแถวนี้หัวใจวายตายเสียก่อน"

"อื้ออออ"เด็กหญิงเห็นด้วยแต่ยังไม่ยอมเอามือออกจากตาตัวเอง

"มองทางข้างหน้าบอกข้ามาไปทางไหน" มุนยองสั่ง

"ตรงไปเจอทางแยกให้เลี้ยวซ้าย"เด็กหญิงบอกทั้งที่ยังไม่เอามือออกจากตา

"จะเอามือปิดตาทำไม เจ้ามองไปรอบๆสิ ถ้าปิดตาอยู่แบบนี้เจ้าจะอดมองทิวทัศน์ที่สวยงามนะ"มุนยองพูดเสียงเบาลงเหมือนเป็นการปลอบขวัญเด็กขี้กลัวให้ยอมเอามือออกจากตา 

"ข้ากลัวนี่"เด็กหญิงทำเสียงอ่อย

"กลัวอะไร กลัวตกลงไปเหรอ หรือเจ้าไม่ไว้ใจข้า"มุนยองก้มลงมาพูดเบาๆที่หู

เด็กหญิงหันมามองสบตาตอนนี้ใบหน้าของพวกเขาอยู่ใกล้กันมาก หากก้มลงมาอีกนิดริมฝีปากของเด็กชายจะแตะโดนแก้มนุ่มๆของเด็กหญิงแล้ว

"ใกล้เกินไปแล้ว"เด็กหญิงบ่นผละใบหน้าออกห่าง แก้มเริ่มแดงนิดๆ

"หึ หันไปมองข้างหน้าสิ"เด็กชายยกยิ้มมุนปากอย่างขบขัน

"ถ้าข้าหันไปปากของเจ้าก็มาโดนแก้มข้าสิ ถอยไปห่างๆเลยเจ้ายาจก"

"ข้าไม่ได้ชื่อยาจก"

"แล้วเจ้าชื่ออะไร"

"ก่อนจะถามชื่อข้าน่ะ เจ้าบอกชื่อตัวเจ้ามาก่อนสิ"

"เหอะ ข้าชื่อยองมิน ฮันยองมิน"

"อ้อ ยองมินงั้นเหรอ ชื่อเจ้าเพราะดีนี่"

"อืม..แล้วเจ้าล่ะชื่ออะไร"

"ข้าชื่อ....."

เด็กหญิงมองสบตารอฟังชื่อจากปากเด็กชายอย่างสนใจ

"มุนยอง...ชอนมุนยอง"

เด็กหญิงขมวดคิ้ว รู้สึกชื่อนี้คุ้นหูมากเหมือนเคยได้ยินมาจากที่ไหนสักแห่ง แต่กลับนึกไม่ออก

"มีอะไรเหรอ ยองมิน"มุนยองเห็นท่าทีแปลกจึงอดที่จะถามไม่ได้ 

"เปล่าไม่มีอะไรหรอก จริงสิ..เส้นทางข้างหน้าค่อนข้างอันตรายเพราะพื้นเป็นเนินดิน และทางมันลื่นมากด้วย เจ้าต้องระวังให้มากๆไม่งั้นอาจตกลงไปตาย ขอบทางด้านข้างเป็นทางลาดชันลงไปสู่น้ำตกป๊กปอง น้ำตกที่ไหลแรงเชี่ยวกราดพัดพาสรรพสิ่งไหลลงไปสู่เหวนรก หากสิ่งมีชีวิตตกเหวลงไปก็คงไม่มีใครรอด!!"เด็กหญิงบอกแล้วชี้มือไปข้างหน้า ทางเริ่มแคบลง แล้วด้านข้างเป็นเนินดินไม่มีอะไรคอยกั้น หากพลาดพลั้งคือตายสถานเดียว 

"เจ้าว่าไงนะ น้ำตกป๊กปองงั้นเหรอ!!" มุนยองถึงกลับกระตุกสายบังเหียนกระทันหันเพราะเกิดนึกถึงเหตุการณ์ของตนเองเมื่อหลายวันก่อนขึ้นมาได้

ฮี๊ๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ!!! ม้าสีดำเมี่ยมเกิดยกขาขึ้นด้วยความตกใจพยศจนลำตัวม้าเกือบตั้งฉาก เพราะโดนเด็กชายกระตุกสายบังเหียนอย่างแรงกระทันหัน!!

"อ๊าาาาาาาาา มุนยองงงง มุนยองงงง ข้ากลัว อื้อออ!!!!" ยองมินร้องลั่นหลับตาปี๋ด้วยความหวาดกลัวสุดขีด

"อื้ออออ ยองมิน!!"มุนยองดึงตัวยองมินมากอดไว้แน่นจากทางด้านหลังพยายามดันตัวเองโน้มไปข้างหน้าให้ตัวเด็กหญิงกับเขาโน้มตัวในนอนราบไปกับแผงคอม้ากอดมันเอาไว้แน่น กระตุกเสียงบังเหียนถี่ๆเบาๆค่อยๆดึงสลับผ่อนสายเป็นระยะ สองมือเล็กค่อยๆลูบๆตัวมันปลอบขวัญมันให้หายตกใจ

"ใจเย็นๆ เจ้าม้า ใจเย็นๆ ไม่เป็นไรแล้วนะไม่เป็นไรแล้ว" มุนยองปลอบจนเจ้าม้าเริ่มเอาขาลงแล้วยืนสงบนิ่งไปในที่สุด

"ฮูยยย เฮ้อ...เกือบไปแล้วสิ" เด็กชายถึงกลับผ่อนลมหายใจดันตัวทั้งเขาและยองมินขึ้นมานั่งในท่าเดิมอย่างโล่งอกเกือบพากันตกจากหลังม้าแล้วสิเพราะความขาดสติของตนเองแท้ๆเลย 

ทันทีที่ม้ากลับมาสงบนิ่งตามเดิม ยองมินหันมามองหน้ามุนยองอย่างโมโห พร้อมกับฟาด เพี้ยะ!! ลงไปที่ข้อมือของเด็ก

ชายอย่างแรงเพื่อทำโทษที่ทำให้นางตกใจเกือบตายไปเมื่อครู่นี้

"...อ่าา...เจ้า นี่เจ้ากล้า....!!!" มุนยองร้องอย่างตกใจเอามือมาดูรอยปื้นแดงๆที่ถูกตี ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมาหรี่ตามองหน้าเด็กหญิงด้วยความคาดไม่ถึง ไม่นึกเลยว่าเขาผู้เป็นถึงองค์ชายรัชทายาทแห่งชอนโซ จะถูกเด็กหญิงสามัญชนจอมห้าวที่ไม่กลัวเกรงสิ่งใดนอกจากกลัวการขี่ม้าผู้นี้ตีเอาที่ข้อมือแรงๆเช่นนี้ ช่างไม่รู้ฟ้าสูงแผ่นดินต่ำเอาเสียเลย ช่างหาญกล้าเกินไปแล้ว

"ข้าพึ่งบอกอยู่หยกๆว่าทางข้างหน้ามันอันตราย เจ้าอยากตายนักเหรอไง ถ้าม้าวิ่งตะเลิดไปข้างทางเราจะตายกันหมด ทำอะไรไม่รู้จักคิดซะบ้างเลย!!" ยองมินตวาดใส่ด้วยความโมโหและเสียขวัญ เหตุกาณ์เมื่อครู่เล่นทำเอานางแทบอกสั่นขวัญหายไปเลย

"ข้า...ข้า..."มุนยองโดนคนงามดุจนพูดอะไรไม่ออกไปชั่วขณะเพราะนางพูดถูกเขาทำอะไรโดยไม่คิดจริงๆ เกือบพากันไปตายหมู่แล้ว

"แล้วทำไมจู่ๆเจ้าถึงทำเช่นนั้น..กระตุกสายบังเหียนแรงๆทำไม"

"ข้าเกิดนึกถึงเหตุการณ์ตอนที่ข้าตกลงไปในน้ำตกป๊กปองเลยทำอะไรขาดสติไปหน่อยก็เลย..."

"เจ้าตกลงไปในน้ำตกนั้นได้ยังไง" ยองมินคลายความโกรธลงเมื่อรู้เหตุผลของมุนยองแล้ว 

"ลื่น" มุนยองตอบไปแค่นั้น ด้วยความรู้สึกอับอาย

"แล้วทำไมถึงลื่น"

"ก็อย่างที่เจ้าบอก เส้นทางนี้มันอันตราย เพราะข้าไม่ทันระวังตัวเลยพลัดตกลงไป ดีที่มีคนช่วยข้าเอาไว้ข้าถึงรอดตายมาได้"

"หึ ดวงเจ้ายังไม่ถึงคาด"เด็กหญิงเริ่มอารมณ์ดีขึ้นมาเล็กน้อย

"ก็คงงั้น ตอนที่ข้าถูกช่วยไว้ข้าเหมือนเห็นเทพธิดามาช่วยทำให้ข้าฟื้น"

"หึหึหึ เพ้อเจ้อ เทพธิดาที่ไหนจะมาช่วยเจ้า" ยองมินถึงกับหลุดขำที่คนที่นางช่วยชีวิตไว้กลับคิดว่าเป็นเทพธิดา

"ข้าเห็นจริงๆนะ แม้ตอนนั้นข้าเหมือนจะกึ่งหลับกึ่งตื่น หรือบางทีข้าอาจจะฝันอยู่ก็ได้"

"เจ้าคงฝันไป"

"ข้าไม่แน่ใจว่ามันใช่ความฝันหรือเปล่าแต่ข้ารู้สึกเหมือนมีอะไรนุ่มๆมาแตะปากข้า" มุนยองพยายามระลึกถึงช่วงเหตุการณ์นั้นพลางเอานิ้วชี้มาแตะปากตัวเอง

"หะ!!" ยองมินร้องอย่างตกใจร้องเสียงหลง หันมามองหน้ามุนยองจ้องเขม็งเลย ไม่นึกว่าเด็กคนนั้นจะรู้สึกตัวด้วยตอนที่นาง...จู...ช่วยชีวิตเอาไว้

"เป็นอะไรทำไมเจ้าถึงดูตกใจขนาดนั้น"

"ปละเปล่าๆ ไม่เป็นไรก็ดีแล้ว ถือว่าฟาดเคาะห์กันไป"เด็กหญิงเอามือปาดเหงื่อ ก่อนจะหันไปมองรอบๆแทนใบหน้าของเด็กชายเพราะเริ่มรู้สึกร้อนๆหนาวๆขึ้นมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย

"อืม ตอนนั้นแม้ข้าจะกึ่งหลับกึ่งตื่นแต่..ข้ากลับรู้สึกแปลกๆ อะไรนุ่มๆกันนะที่มาแตะปากข้า.."

"หา!! เอ่อ..ขะข้าไม่รู้เอาเป็นว่าเจ้าลืมมันไปเหอะ อ้อทางข้างหน้าเป็นทางอันตรายแล้ว ระเรา เอ่อ หยุดพูดกันสักพักแล้วกันนะ เจ้าต้องใช้สมาธิในการบังคับม้าเป็นอย่างมาก ห้ามพูดนะเข้าใจมัย!!" ยองมินรีบตัดบท เอาเรื่องความปลอดภัยมาเตือนให้เด็กชายเลิกนึกถึงเรื่องนั้นไปเสีย

"อืม" มุนยองพยักหน้าจากนั้นดึงเอวยองมินเข้ามาแนบชิดมากขึ้นแล้วบังคับรถม้าให้เคลื่อนตัวไปช้าๆอย่างระมัดระวัง

"เห้ย!! มุนยอง มุนยองเจ้าไม่ต้องทำแบบนี้ก็ได้ มะไม่ต้องมากอดข้าแน่นแบบนี้เลยนะ ข้าอึดอัด"

"ถ้าไม่ให้ข้ากอดเจ้าจะตกลงไปนะ"

"ตะแต่ว่า.."

"ตกลงไปข้าไม่รู้ด้วยนะ" มุนยองแกล้งเร่งความเร็วแล้วปล่อยมือออกจากเอวยองมินกระทันหัน

"อึ้ย ไม่นะเร็วเกินไปแล้ว ทางข้างหน้ามันอันตรายนะ เจ้าจะบ้าหรือไง ขะข้ากลัว ข้ากลัวนะมุนยอง ยะอย่าปล่อยข้านะ!!" ยองมินหลับตาปี๋ด้วยความหวาดเสียวยามที่ม้าวิ่งเร็วทำให้ตัวลอยขึ้นจากหลังม้า เด็กที่ไม่คุ้นเคยกับการขี่ม้าจึงรู้สึกเหมือนตัวเองลอยหลุดจากตัวม้าและข้างเป็นหน้าผาชันที่มีน้ำตกที่ไหลเชี่ยวกราด ยิ่งสร้างความหวาดกลัวให้กับเด็กหญิงเป็นอย่างมาก จนนางต้องเอามือมาปิดตาตัวเองไว้ทันที

มุนยองยิ้มที่มุมปากก่อนจะเอาแขนมาโอบกอดแนบแน่นดึงเด็กหญิงมาพิงอกเขา แล้วชะลอฝีเท้ามาให้ช้าลงจนเป็นเดินกุบกับๆไปตามเส้นทางที่แคบ ชันและอันตราย หากไม่ชำนาญทางหรือบังคับฝีเท้าม้าไม่เก่งอาจลื่นตกเนินดินลงไปตายได้

"แบบนี้รับรองไม่มีทางตกแน่นอน"เด็กชายพูดไปบังคับม้าไปอย่างระมัดระวังและมีสติอยู่เสมอ

"อ่า อื้อ เจ้าแกล้งข้าเหรอ มุนยอง!!"พอยองมินคิดว่าปลอดภัยเลยหันมาเล่นงานมุนยองเอามือทุบแขนเขาเอาคืนที่ตนถูกแกล้งให้หวาดกลัว

"เปล่าสักหน่อย ใครแกล้งเจ้ากันเล่า"

"ไม่เชื่อ เจ้าแกล้งข้าแน่ๆถอยไปห่างๆเลยนะ" ยองมินหันตัวมาเอามือตีแขนเด็กชายเจ้าจอมเล่ห์ที่กำลังโอบเอวไว้แน่น

"้ข้าพูดจริงๆถ้าเจ้าให้ข้ากอดแน่นๆรับรองว่าเจ้าไม่มีทางตกจากม้าแน่นอน คอยมองทางด้วยอย่าเอาแต่หันมาตีข้าสิ"

มุนยองยืนยันแล้วโน้มตัวลงมากอดแนบชิดโอบรัดเอวแน่น ต่างคนต่างมองสบตากัน มุนยองรู้สึกถูกใจเด็กคนนี้ไม่น้อย ในหัวมีแต่คำว่า ข้าอยากได้มาเป็นชายาจะนั่งมองทุกวันเช้ากลางวันเย็นก่อนนอนเลย เขายังเด็กอยู่ทำไรมากกว่านั้นไม่ได้

"ก็เจ้าแกล้งข้าก่อนนี่ เอามือออกไปเลย"

"ถ้าข้าเอามือออก เจ้าตกม้าลงไปไม่รู้ด้วยนะ"

"เหอะ คนฉวยโอกาส เจ้าเล่ห์ที่สุด ข้าไม่เชื่อเจ้าแล้ว"

"หึ"

"เจ้าขำอะไรไม่ทราบมุนยอง"

"เปล่า นี่กลิ่นตัวเจ้าหอมดีนี่ยองมิน"

"ใครใช้ให้เจ้ามาดมหะ!!"

"ทีเจ้ายังมาดมผมของข้าเลย มาเล่นผมข้าแบบนี้มือบอนจริงเชียว"

"ข้าเปล่าสักหน่อย ข้าแค่อยากให้เจ้าหายจากการเป็นคนบ้า"

"ข้าไม่ได้บ้าสักหน่อย เจ้านั่นแหละที่บ้ายองมิน"

"เจ้านั่นแหละบ้า ทำไมถึงปล่อยผมกระเซิงไม่รู้จักหวีให้เรียบร้อย"

"ข้าไม่มีหวี แล้วข้าหวีผมไม่เป็นด้วย"

"อะไรนะ เจ้าเป็นเด็กสามขวบหรือไงถึงหวีผมเองไม่เป็น"

"ข้าสิบขวบแล้วต่างหาก ก็ข้าไม่เคยหวีผมเองเลยนี่ตั้งแต่เกิดมา"

"เหอะเป็นแค่ยาจกแท้ๆ ทำตัวสูงส่งยังกับเป็นลูกคุณหนูงั้นแหละ ทำอะไรเองไม่เป็นเลยงั้นหรือ แล้วใครกันที่เป็นคนหวีผมให้เจ้า"

"ท่านพ่อท่านแม่ของข้า"

"แล้วตอนนี้พ่อแม่เจ้าอยู่ไหนล่ะ ทำไมถึงปล่อยเจ้าให้ตกอยู่ในสภาพนี้ได้"

"ข้าหนีมาเที่ยว"

"เด็กไม่ดีหนีพ่อแม่มาเที่ยว"

"เหอะ ก็เหมือนเจ้านั้นแหละหนีเที่ยวเหมือนกัน คงเดินเซ่อไม่ระวังเลยถูกจับมาล่ะสิ"

"เปล่า พวกข้าจงใจให้ถูกจับ"

"อะไรนะ จงใจให้ถูกจับงั้นเหรอ เจ้าท่าจะบ้าไม่ก็ว่างมากถึงเอาตัวเองไปเป็นเหยื่อให้ถูกจับเนี่ยนะ ช่างหาญกล้าเสียจริง ถามจริงเหอะเจ้าไปเอาความบ้านี่มาจากไหน ไม่กลัวบ้างหรือไงเจ้าเบิ้มมันมีอาวุธนะ"

"ไม่กลัวเพราะข้าเองก็มีอาวุธเหมือนกัน เราถึงหนีกันมาได้นี่ไง เสียดายถ้าเจ้าเบิ้มมันไม่พกอาวุธล่ะก็ ข้าจะอัดมัน ชกมัน ซ้อมมัน กระทืบๆกระทืบมันให้จนดินไปเลย กล้าบังอาจมาไล่จับพวกข้าไปขายให้พ่อค้าทาสดีนัก คนชั่วๆแบบนั้นปล่อยเอาไว้ไม่ได้หรอกมุนยอง เด็กคนอื่นๆในเมืองมักถูกมันจับไปกันหมด เจ้ารู้หรือไม่ว่าเด็กบางคนที่มีพ่อแม่ยากดีมีจนหากไม่ระวังก็ถูกเจ้าเบิ้มจับไปอยู่ดี เจ้าเบิ้มมันไม่เกี่ยงหรอกว่าเด็กที่มันจับมาจะเป็นลูกของใคร ระดับชั้นสูงหรือต่ำ แค่มีหน้าตาดีถูกใจมัน มันก็จับดะหมดนั่นแหละ หากข้าไม่จัดการตัดไฟตั้งแต่ต้นลมจับมันเข้าคุกให้ได้ล่ะก็ จะมีเด็กคนอื่นๆอีกหลายๆคนต้องถูกพลัดพรากจากพ่อแม่ มีชะตากรรมเดียวกันไม่ต่างจากพวกเรานักหรอก"

"เหอะ เจ้านี่นะ ทำตัวห้าวเกินหญิงจริงๆ แล้วเด็กพวกนั้นเป็นลูกน้องของเจ้าเหรอ พวกที่อยู่ในรถม้านั่น"

"ใช่พวกเขาเป็นเด็กแถวบ้านข้า เด็กพวกนั้นเป็นเด็กที่น่าสงสาร ต่างล้วนแต่กำพร้าพ่อแม่ ส่วนใหญ่จะเป็นเด็กขอทาน อยู่อย่างลำบากอดมื้อกินมื้อ ข้าแค่แบ่งข้าวปลาอาหารให้พวกเขากินประทังกันตายเป็นบางครั้ง แลกกับให้ช่วยงานข้านิดหน่อยๆ พวกนั้นก็ยกย่องข้าเป็นลูกพี่ของพวกเขาแล้ว"

มุนยองได้ยินแล้วรู้สึกทึ่งในความมีน้ำใจของเด็กหญิงตรงหน้า

"เจ้านี่เป็นคนดีจังนะยองมิน"มุนยองเอ่ยชม

"เปล่าข้าไม่ได้ให้กินข้าวฟรีๆหรอก บางทีข้าก็มีงานให้พวกนั้นทำ งานบางอย่างอาจเสี่ยงอันตราย ข้าไม่ได้ใจดีอะไรหรอกมุนยอง ข้าให้ข้าวพวกเขากินเพื่อแลกกับแรงงานนั้นแหละ"

 "อืม ข้าเข้าใจแล้ว"

"เข้าใจก็ดีแล้ว"

"แล้วเจ้าจะทำยังไงกับเจ้าเบิ้ม"

"ให้ท่านลุงจัดการ"

"แล้วเจ้าเอาลูกดอกอาบยาสลบมาจากไหนหรือ"

"ท่านลุงของข้าให้มา ท่านเป็นนายพรานล่าสัตว์"

"แล้ว...."มุนยองกำลังหาคำถามมาถามต่อ แต่เด็กหญิงกลับยกมือขึ้นมาปิดปากเขา ชี้ทางให้เด็กชายบังคับม้าไปอย่างมีสมาธิ เลิกคุยกันชั่วคราว

"อืม........."

แล้วพวกเขาทั้งสองก็แหย่เล่นกันทะเลาะกันไปตลอดทางการเดินทางเข้าสู่หมู่บ้านฮันอ๊ก ซึ่งเป็นบ้านของยองมิน

--------------------

มุนยองลูกหนูจะเอายองมินว่าที่ชายามานั่งดูเฉยๆไม่ได้นะ ต้องทำอย่างอื่นด้วยสิ 5555 

ตอนนี้ยาวมาก ไว้มาต่อในตอนหน้าเจ้าค่ะ ตอนหน้ามุนยองกลับวังแล้วจ้า 

เจอกันหนึ่งครั้งคือความบังเอิญ เจอกันสองครั้งถือเป็นโชคชะตา หากเจอกันบ่อยก็คงต้องเป็นชายาเข้าสักวัน 5555

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น