กรกากี

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : chapter 25 สะกดรอย

คำค้น : ตามล่า

หมวดหมู่ : นิยาย ลึกลับ,สืบสวน สอบสวน

คนเข้าชมทั้งหมด : 181

ความคิดเห็น : 3

ปรับปรุงล่าสุด : 18 ต.ค. 2562 20:12 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
chapter 25 สะกดรอย
แบบอักษร

25...     สะกดรอย 

              พระอาทิตย์ขึ้นแล้ว อากาศยามเช้าของลาสเวกัส เย็นสบายไม่ร้อนเหมือนตอนกลางวัน ที่อุณหภูมิจะขึ้นสูงถึง 40 องศาเซลเซียส

    รถเชอโรกีที่เช่ามาถูกยิงพรุนทั้งคันสตาร์ทเท่าไหร่ก็ไม่ติด จอห์นจึงขโมยรถเก๋งคันหนึ่งที่จอดอยู่แถวคลินิกพี่หมอ พาวิชุดาหนีพวกตำรวจมาได้อย่างหวุดหวิด

    แต่ทางออกนอกเมืองถูกตำรวจตั้งด่านสกัดไว้ทุกเส้นทาง ทำให้จอห์นต้องขับวนเวียนย้อนไปย้อนมาเพื่อหาช่องทางเล็ดลอดออกไปให้ได้

      จอห์นเลาะมาทางดีนมาร์ติน พอเห็นทางสะดวก ก็เลี้ยวขวาเข้าถนนบลูไดมอนด์ กะจะไปปาห์รัมป์ เพื่อลัดเลาะออกนอกรัฐทางหุบเขามรณะ

           พอพ้นเขตเอ็นเตอร์ไพรส์ เจ้ารถเฮงซวยที่เขาขโมยมาก็เริ่มรวน ไฟแดงขึ้นโชว์เต็มหน้าปัด และเครื่องดับไปเฉยๆ

        จอห์นประคองรถเข้าจอดข้างทาง และพยายามหมุนกุญแจสต้าร์ทใหม่ แต่สต้าร์ทยังไงก็ไม่ติด

      “ สงสัยเราคงต้องหาพาหนะใหม่แล้วล่ะครับ ” เขาส่ายหน้าบอกคนข้างๆ

       “ ขโมยทั้งที จะเลือกเอาคันดีๆหน่อยก็ไม่ได้ ดูสิ แถวนี้เปลี่ยวจะตาย จะมีใครมาจอดรถให้เราขโมยได้ยังไง ? ” วิชุดานิ่วหน้าบ่นกระปอดกระแปด เมื่อพบว่าจุดที่จอดอยู่กลางทะเลทราย ไม่มีอาคารบ้านเรือน หรือปั้มน้ำมันซักปั๊ม

                        จอห์นทำตาละห้อย

   “ เราคงต้องโบกรถขออาศัยเขาไปก่อนครับ เจอปั๊มหรือชุมชนข้างหน้าแล้วค่อยหาทางต่อไป ” เขาบอกแผน แล้วพยักหน้าชวนสาวลูกครึ่งลงจากรถ

               วิชุดาบ่นพึมพำ ลงรถไปยืนบนขอบทางแล้วปิดประตูดังปังอย่างรมณ์เสีย

        หนุ่มสาวทั้งสองช่วยกันโบกรถที่นานๆจะผ่านมาซักคัน ด้วยความมุ่งมั่นและอดทน เพราะไม่ว่ากี่คันที่ผ่านมาไม่มีใครใจดีมีน้ำใจ จอดรับพวกเขาเลยซักราย

          บางคันก็โรคจิตแกล้งจอดเลยไปตั้งไกล หลอกหนุ่มสาวนักโบกรถให้หลงดีใจวิ่งปุเลงๆตามไป พอใกล้จะถึงก็ออกรถหนีแล้วหัวเราะเสียงดังลั่นถนน

        ทั้งคู่ก็ทำได้แค่ชูนิ้วกลางกับตะโกนด่าระบายโทสะ และยืนตากหน้ารอลุ้นคันต่อไป

        วิชุดาเห็นรถกระบะฟอร์ดเรนเจอร์สีน้ำเงินเก่าๆคันนึงแล่นมาแต่ไกล ก็รีบฉุดแขนชวนจอห์นให้ออกไปด้วยกัน

                            จอห์นส่ายหน้าบ่ายเบี่ยง

       “ คุณลองออกไปโบกคนเดียวบ้างดีกว่าครับ เผื่อมีหนุ่มๆผ่านมา เห็นสาวสวยตกรถตามลำพัง จะได้รีบจอดรับ พวกเราจะได้ไปจากที่นี่ซะที แดดเริ่มร้อนแล้ว ”

                           วิชุดาค้อนน่ารัก

        “ เจ้าค่ะ ต้องถลกขาอ่อนโชว์ตอนโบกด้วยมั้ย จะได้จัดให้ ”

     “ ผมว่าอย่าดีกว่า โบกแบบธรรมดาก็พอ รถมาใกล้แล้ว รีบไปสิครับ ” จอห์นออกแนวหวงก้าง แอบมองขาขาวๆสวยๆของสาวลูกครึ่งพลางกลืนน้ำลายเอื้อก

                  วิชุดาออกไปยืนริมถนน ยื่นแขนข้างนึงออกไปพร้อมกับชูนิ้วโป้งขึ้นลงไปมา

                 ได้ผลเกินคาด รถกระบะฟอร์ดคันนั้นลดความเร็วลง แล้วจอดเข้าข้างทางห่างออกไปไม่กี่เมตร  

             วิชุดาดีใจกระโดดตัวลอย หันมาเชิดใส่จอห์น แล้วออกวิ่งตั้กๆอกเด้งดึ๋งๆไปที่รถคันนั้น

             จอห์นหัวเราะหึๆ ไล่กวดตามไปติดๆ

          ในรถไม่มีหนุ่มขี้หลี มีแต่หญิงชราผมหงอก สวมแว่นสายตากรอบทองบุคลิกงามสง่า ท่าทางใจดีคนนึง ขับรถมาตามลำพังคนเดียว

      “ อรุณสวัสดิ์จ้า มีอะไรให้ช่วยรึเปล่าจ๊ะ ” เจ้าของรถวัยดึกทักทายถามไถ่

                          วิชุดาเกาะประตูรถยิ้มประจบ พลางขอความช่วยเหลือ

       “  ขอบพระคุณมากค่ะที่กรุณา รถเราเสียค่ะ ขอเราอาศัยติดรถไปด้วยนะคะ ”

                            หญิงชรายิ้มอย่างใจดี

         “ อ๋อ..ได้ซิจ๊ะ มากันสองคนใช่มั้ย ? มาๆขึ้นมาเลย ฉันจะไปส่ง ว่าแต่พวกเธอจะไปไหนกัน ทำไมมารถเสียอยู่แถวนี้ ? ”

                          คุณยายสอบถามพลางกุลีกุจอเอื้อมมือเปิดประตูอีกฝั่งให้

        จอห์นไม่รอช้า รีบดันหลังวิชุดาเข้าไปนั่งในแค้ปด้านหลัง ส่วนตัวเองนั่งลงเบาะข้างคนขับ แล้วปิดประตูรถพลางตอบพลาง

       “ พวกเราเป็นนักท่องเที่ยวครับ เพิ่งมาถึง กำลังตระเวนหาที่พักถูกๆนอกเมือง แต่รถที่เช่ามาดันมาเครื่องน๊อกดับอยู่ที่นี่ ”

                 หญิงชรานึกเห็นใจหนุ่มสาวต่างถิ่นโชคร้ายคู่นี้ จึงช่วยหาทางออกให้

   “ น่าสงสาร หมดสนุกเลยแบบนี้ พวกเธอหาที่พักใช่มั้ย บ้านฉันก็เปิดทำที่พักรับนักท่องเที่ยวแบบโฮมสเตย์ อยู่ไม่ไกลจากที่นี่เท่าไหร่ เลยบลูไดมอนด์พาร์คไปนิดนึง ก่อนถึงอุทยานแห่งชาติสปริงเมาน์เท่น ถ้าพวกเธอสนใจ จะคิดราคาพิเศษให้ รับรองไม่แพงจ้ะ ”

                   แม่เฒ่าขับรถไปตามถนนบลูไดมอนด์ขาออกช้าๆ คล้ายจะรอคำตอบ

     จอห์นกับวิชุดาหันมายิ้มให้กัน แล้วรีบรับข้อเสนอ ขอเช่าห้องพักอย่างไม่รอรี

       พวกเขาต้องการที่หลบซ่อนตัวจนกว่าตำรวจจะเลิกตั้งด่าน ที่พักโฮมสเตย์ของหญิงชราใจดี เป็นทำเลกบดานที่ดีเยี่ยม เพราะไม่ไกลจากทางแยกไปเมืองปาห์รัมป์ ซึ่งมีทางข้ามรัฐไปแคลิฟอร์เนียได้

            คุณยายแฮปปี้ที่ได้ลูกค้า หลังตกลงราคาเป็นที่พอใจทั้งสองฝ่ายแล้ว หญิงชราก็แนะนำตัวทำความรู้จักกับสองนักท่องเที่ยวกำมะลอ

    “ ฉันชื่อจูลี่ เลวิส แล้วพวกเธอชื่ออะไรจ๊ะ ? ”

                        วิชุดาขยับจะตอบ แต่จอห์นชิงพูดขึ้นก่อน

  “ ยินดีรู้จักครับคุณนายเลวิส ผมชื่อไมเคิ้ล ส่วนแฟนผมชื่อ ซาร่า ครับ ”

                            จอห์นโกหกน่าตาเฉย วิชุดาได้แต่แอบค้อน แล้วปั้นหน้าตามบทที่เขากำหนดให้

                  หญิงชรายิ้มแป้นรู้สึกถูกชะตา

 “ หนุ่มก็หล่อสาวก็สวย ช่างเหมาะสมกันเหลือเกิน แต่น่าแปลกจริงๆ หน้าตาพวกเธอ ฉันรู้สึกคุ้นคุ้นยังไงไม่รู้ บอกไม่ถูก ”

                                หล่อนหยุดเว้นวรรคมองวิชุดาทางกระจกส่องหลัง

  “ โดยเฉพาะแม่หนูซาร่าเนี่ย คุ้นมาก แต่นึกไม่ออกว่าเคยเห็นที่ไหน ”

               จอห์นกับวิชุดาหนาวๆร้อนๆนั่งตัวเกร็งไปตามกัน จะไม่คุ้นได้ยังไง ช่วงนี้วิชุดากำลังฮ็อท ลงหน้าหนึ่งหนังสือพิมพ์ทุกฉบับ แถมออกทีวีทุกช่อง

                  จอห์นพยายามกลบเกลื่อนชวนคุยเรื่องอื่น เช่นสถานที่ท่องเที่ยว และดินฟ้าอากาศ หญิงชราไม่ได้ติดใจสงสัยอะไร จึงตอบคำถามพูดคุยอย่างเป็นกันเอง

              คุณนายเลวิสขับรถพาสองนักท่องเที่ยวกำมะลอ ไปตามถนนบลูไดมอนต์เลียบทะเลทรายฮิลล์มุ่งตะวันตก พอตรงผ่านทางแยกไปปาห์รัมป์วัลเลย์ ก็เข้าสู่ถนน เรดร็อคแคนย่อน ตรงต่อไปอีกไม่กี่กิโลเมตร พวกเขาก็ถึงจุดหมายปลายทาง....

              ******

          บนถนนสายเดียวกัน หลังจากนั้นไม่นาน... 

         เมื่อได้รับแจ้งว่าพบรถต้องสงสัยที่ถูกขโมยจากจุดเกิดเหตุเมื่อคืน ถูกจอดทิ้งไว้แถวเอ็นเตอร์ไพรส์ 

         ผู้กองมอนโร ก็รีบควบรถกระบะเชฟวี่โคโรลาโดคู่ใจ ตรงมาดูหลักฐานหาเบาะแสคนร้ายทันที

        หล่อนขับรถไปตามถนนบลูไดมอนด์ ใช้เวลาหลายชั่วโมงตะเวนสอบถามชาวบ้านในละแวกดังกล่าวและใกล้เคียง

                มีพยานคนนึงที่ใช้เส้นทางในช่วงเช้าให้เบาะแสว่า พบเห็นหญิงชายรูปพรรณสัณฐานตรงกับคนร้าย ออกมายืนโบกรถอยู่แถวๆนี้ แต่ไม่เห็นว่าขึ้นรถอะไรไปตอนไหน

            จากเส้นทางที่ใช้ ผู้กองมั่นใจว่าคนร้ายต้องคิดหนีไปทางปาห์รัมป์แน่ เพราะจากปาห์รัมป์วัลเลย์ สามารถข้ามไปรัฐแคลิฟอร์เนียได้ถึงสองทาง ทั้งทางถนนชาร์ลบราวน์ และทางเด๊ดวัลเลย์หรือหุบเขามรณะ  

          ผู้กองมอนโรตั้งใจจะขับรถไปดักจับคนร้ายที่ปาห์รัมป์ จึงเลี้ยวเข้าปั๊มเพื่อเติมน้ำมันให้เต็มถัง

        ผู้กองสังเกตเห็น รถตู้สีเทาเข้มติดฟิลม์ดำคันนึง เลี้ยวตามเข้ามาจอดในปั๊มแต่ไม่เติมน้ำมัน ตรงเข้าไปจอดหน้าห้องน้ำ คล้ายจะเข้ามาฉี่หรือปลดทุกข์

            ผู้กองมอนโรจำได้ว่าตอนที่ไปตรวจจุดที่คนร้ายจอดรถทิ้งไว้ เห็นรถคันนี้จอดอยู่ริมถนนไม่ไกลจากรถเธอเท่าไรนัก

         ผู้กองเติมน้ำมันเสร็จ ก็ไม่มีใครในรถตู้ลงมาเข้าห้องน้ำซักคน เครื่องก็ไม่ดับ คล้ายรอคอยอะไรซักอย่าง

          ผู้กองเริ่มตื่นตัว เมื่อรู้สึกว่าตัวเองถูกสะกดรอยตาม หล่อนอยากรู้ว่าใช่อย่างที่คิดรีไม่ จึงทำเป็นไม่รู้เรื่องรู้ราว ขับรถออกจากปั๊มไปตามปกติ 

        ขับไปมองกระจกส่องหลังไป เมื่อเห็นรถตู้ลึกลับออกรถตามมา ผู้กองก็มั่นใจว่าใช่แน่ รีบเหยียบคันเร่งขับหนีไปบนถนนบลูไดมอนด์ขาออกด้วยความเร็วสูง

           เจ้ารถตู้ตัวแสบก็เร่งความเร็วติดตามไปอย่างไม่ลดละ

                 ผู้กองมอนโรชักเดือดขบกรามกรอด เหยียบคันเร่งจนจมมิด แซงซ้ายแซงขวาอย่างบ้าระห่ำ จนรถร่วมทางปวดเศียรเวียนเกล้าส่งเสียงให้พรกันระงม

            พอถึงสามแยก ผู้กองก็ขับฝ่าไฟแดงหน้าตาเฉย รถฝั่งไฟเขียวที่เลี้ยวมาจากถนนฟอร์ทอาปาเช่ ต้องเบรกกันตัวโก่ง หัวทิ่มหัวตำไปตามๆกัน

              เมื่อรถตู้คันนั้นหายไปจากกระจกส่องหลัง ผู้กองมอนโรก็เป่าปากโล่งอก รีบเร่งความเร็วเจ้ากระบะคู่ใจ มุ่งหน้าสู่ปาห์รัมป์วัลเลย์ตามที่ตั้งใจไว้ทันที...

                        ******

            กว่ารถตู้ลึกลับ จะหลุดไฟแดงแยกนั้นมาได้รถผู้กองมอนโร ที่พวกเขาสะกดรอยตามมาตั้งแต่เช้า ก็เปิดไปไกลลิบลับแล้ว

          คนขับซึ่งเป็นฝรั่งผมทองไว้หนวดยาวโง้งจุ๊ปากจิ๊กจั๊กอย่างหงุดหงิด หันมาบ่นกับคนข้างๆ

     “ นังตำรวจตัวแสบมันหายไปแล้ว เอาไงดีครับนาย ? ”

         ข้างๆคนขับเป็นชาวเอเชียหน้าตาคมเข้มหล่อเหลา เขาคือภาสกร นักล่าหน้าหยกจากไทยแลนด์นั่นเอง

                                ภาสกรยิ้มเล็กน้อย ไม่มีท่าทีวิตกกังวล

   “ ไม่เป็นไร แกขับตรงไปเรื่อยๆ ฉันพอเดาออกแล้ว ว่าแม่นั่นจะไปไหน ”

                                ไอ้หนวดทำหน้างง

       “ ข้างหน้ามีทางแยกทางนึงไปปาห์รัมป์ อีกทางนึงไปเรดร็อค นายว่ามันจะไปทางไหนครับ ? ”

       “ ปาห์รัมป์ ” ภาสกรตอบแบบไม่ต้องคิด

                  เจ้าคนขับพยักหน้าเห็นด้วย พอถึงทางแยก ก็เปิดไฟเลี้ยวทำท่าจะเลี้ยวซ้าย

       “ แกจะเลี้ยวไปไหนวะ ไม่ต้องเลี้ยว ตรงไป ” ภาสกร ว้ากลั่น

                      คนขับชะงักรีบปิดไฟเลี้ยว และขับตรงไปตามคำสั่ง

        “ ไปปาห์รัมป์ต้องเลี้ยวซ้ายตรงนี้ครับนาย ตรงไปเป็นเรดร็อค ” คนขับพยายามอธิบาย

                                ภาสกรขมวดคิ้วนิ่วหน้า

        “ ใครบอกแกว่าฉันจะไปปาห์รัมป์ ยัยผู้กองนั่นฉลาดแต่ไม่เฉลี่ยว เป้าหมายของเรามีคดีติดตัว คงไม่โง่หนีข้ามรัฐตอนนี้ ให้ตำรวจดักจับง่ายๆหรอก ”

                                   เจ้าหนวดยิ้มประจบ

      “ นายคิดว่าพวกนั้น มากบดานหลบตำรวจแถวๆนี้เหรอครับ ”

                                     ภาสกรหัวเราะแทนคำตอบ

       “ ไอ้หนวด..ถ้าแกเป็นคนร้ายหนีมาทางนี้ แกว่าที่ไหนเหมาะกับการซ่อนตัวจากมือกฏหมายมากที่สุด ” เขาย้อนถาม

                                     ไอ้หนวดนิ่งคิด

         “ ก็คงแถวเรดร็อคนี่แหละครับ แถวนี้มีที่พักแบบโฮมสเตย์หลายแห่ง ที่ไม่เข้มงวดตรวจตราลูกค้าซักเท่าไหร่ บ้านเรือนก็บางตาผู้คนก็ไม่พลุกพล่าน ” คนขับเป็นคนพื้นที่จึงรู้จักเมืองนี้ดีพอสมควร

                                    ภาสกรพยักหน้าหงึกๆ

  “ ฉันก็คิดแบบนี้ ถึงไม่ตามยัยตำรวจบ๊องนั่นไปปาห์รัมป์ งานของเราต้องคิดแบบคนร้ายไม่ใช่คิดแบบตำรวจ โดยเฉพาะคนร้ายรายนี้เงินรางวัลก้อนโตมาก จะยอมให้หลุดมือไปไม่ได้เป็นอันขาด ”

      ภาสกรปล่อยให้รถแล่นเลยช่วงที่มีชุมชนหนาแน่นไปสักพัก พอเห็นอาคารบ้านเรือนเริ่มบางตา เขาก็บอกคนขับให้หยุดรถ แล้วหันไปร้องสั่งพวกลูกน้องใส่สูทสวมแว่นดำที่นั่งหน้าสลอนอยู่ด้านหลัง

        “ พวกแกลงไปช่วยกันค้นหา แยกกันไปอย่ารวมกลุ่มให้คนสงสัย พบเป้าหมายก็ตามประกบอยู่ห่างๆอย่าให้รู้ตัว แล้วรีบโทรบอกฉัน..ไป ! ไปกันได้แล้ว ” 

 

             ******

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น