พิมาลินย์ ✿

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

บทที่ 2 สุวรรณ 5

ชื่อตอน : บทที่ 2 สุวรรณ 5

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย สยองขวัญ,สั่นประสาท

คนเข้าชมทั้งหมด : 62

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 06 พ.ย. 2562 22:28 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 2 สุวรรณ 5
แบบอักษร

 

‘ถึงเป็นผี แต่ก็เป็นบุญเลิศที่หลานรัก ไม่ใช่หรือ’ 

สิ้นเสียงนั้น ก็ปรากฎร่างโปร่งใสของวิญญาณชายแก่ที่เธอจำได้ดีว่าคือหลวงปู่ดลฤทธิ์ บิดาของเลิศฤทธิ์และพระดิน แม้เป็นวิญญาณหลวงปู่ก็ยังครองจีวรสีกรักเหมือนในรูปถ่ายติดป้ายอนุสรณ์ของวัดป่าอิสราภรณ์ซึ่งท่านก่อตั้ง ดมิสากลัวจับใจ แต่ก็รู้สึกรักและเทิดทูนท่านอย่างหาคำบรรยายไม่ได้ด้วย... เธอมีพ่อก็เหมือนไม่มี ดมิสามีเพียงพระดินที่วัดป่าอิสราภรณ์เท่านั้นที่เอ็นดูเธอดั่งพ่อบังเกิดเกล้า และหลวงปู่ก็มีไออุ่นราวกับบิดาแผ่ออกมาจากร่างจนเธอน้ำตาซึม   

หลวงปู่มรณภาพไปนานแล้ว ท่านไม่เคยมาเข้าฝันเธอหรือแสดงตัวเช่นนี้เลย แต่ดมิสาก็จำได้ว่าเสียงที่นำพาเธอไปเจอบุญเลิศคล้ายเสียงของท่านตอนนี้มาก เด็กสาวก้าวเดินไปทรุดตัวลงนั่งและ    ก้มกราบแทบเท้าร่างโปร่งใสของท่านด้วยอาลัย เธอเสียดายเหลือเกินที่เกิดไม่ทันดูแลรับใช้ปรนนิบัติตอนท่านเจ็บป่วยให้สมกับที่หลานพึงกระทำ 

‘หลวงปู่กับบุญเลิศจะอยู่กับมิ้งค์ใช่ไหมคะ ถ้าเป็นแบบนั้นมิ้งค์ขอให้เห็นหลวงปู่แบบนี้ตลอดไปได้ไหมคะ มิ้งค์...’ เด็กสาวสะอื้น ‘มิ้งค์เหงาค่ะ’ 

ผู้มีศักดิ์เป็นปู่ยิ้มอย่างมีเมตตา ยามท่านยิ้ม เค้าโครงหน้าของท่านคล้ายกับพระดินเหลือเกิน 

‘พระดินอย่างไรเล่า ท่านจะดูแลหลานแทนปู่ วันนี้ปู่มาลา ดีใจเหลือเกินที่หลานมองเห็นปู่เสียที’ ท่านยื่นมือมาใกล้ศีรษะเธอ แม้สัมผัสไม่ได้ แต่เด็กสาวก็รู้สึกอบอุ่นวูบวาบเพราะพลังวิญญาณ ‘อย่างไรเสียก็ระวังตัวนะลูก... บ้านนี้ไม่ปลอดภัย หากมีโอกาสจะย้าย ก็จงรีบย้ายออกไป ปู่ห่วงหนูมากกว่าเจ้าโต เพราะหนูมีสิ่งที่เจ้าโตไม่มี แต่สิ่งนี้... จะนำภัยมา’ 

ดมิสาไม่เข้าใจคำเตือนของท่าน และหลวงปู่ก็ดูเหมือนจะพูดอะไรไม่ได้มากกว่านั้น 

‘ยังไม่ถึงเวลา... วันหนึ่ง หลานจะเข้าใจเอง’ 

ร่างโปร่งใสที่ถูกห่อหุ้มด้วยจีวรอยู่ภายใต้บวรพระพุทธศาสนาตรงหน้าดมิสาค่อยๆ กลายเป็นละอองสีทองลอยล่องออกทางหน้าต่างไป เด็กสาววิ่งตามไปเกาะขอบหน้าต่าง ปัดผ้าม่านออกเห็นแสงนั้นลอยหายขึ้นฟ้า ปนไปกับแสงระยิบระยับจับตาของดวงตะวัน 

บุญเลิศอยู่กับดมิสามานับแต่วันนั้นในรูปแบบวิญญาณ นี่ก็สิบกว่าปีแล้ว มันยังไม่มีท่าทีว่าจะจากไปเหมือนหลวงปู่ นอกจากวิญญาณบุญเลิศแล้วหญิงสาวก็เห็นวิญญาณอื่นบ้างประปราย แล้วแต่ว่ามีบุญกรรมวาสนาผูกพันกันมาหรือไม่ และ/หรือวิญญาณนั้นยอมปรากฎร่างให้เธอเห็นหรือไม่ หากดวงจิตซ่อนตัวแล้วไซร้ เธอก็จะมองไม่เห็นพวกเขาเลย 

หญิงสาวเล่นกับบุญเลิศพอใจแล้วก็ลุกขึ้นอาบน้ำเตรียมออกไปทำงาน วันนี้เธอเข้าเวรที่โรงพยาบาลจตุรพิธพรตอนสิบโมงเช้า และตั้งใจว่าจะออกไปหาอาหารเช้ากินที่โรงพยาบาล เพราะไม่อยากนั่งอึดอัดกินข้าวกับเจิมจันทร์ที่มีออร่าความเกลียดหลานสาวแผ่ออกมาจากร่างแทบทุกวินาที 

แต่เมื่อแต่งกายสุภาพ บอกลาบุญเลิศแล้วเดินออกมาจากห้องนอนส่วนตัว กลับพบเจิมจันทร์นั่งรออยู่ที่โต๊ะกินข้าวทั้งที่ยังไม่ถึงเวลาอาหาร ดมิสากลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก ก่อนเดินไปนั่งลงที่พื้นซึ่งต่ำกว่ายกพื้นใต้หลังคา หญิงสาวยกมือประนมไหว้นอบน้อมตามที่ถูกสั่งสอนมาอย่างอ่อนช้อยยิ่งแบบที่หาได้ยากในสมัยนี้ หากแต่ว่าลูกหลานของตระกูลเสน่ห์จันทน์สามารถทำกันได้ทุกคน 

“มิ้งค์จะไปทำงานแล้ว สวัสดีค่ะยาย” 

“อย่าเพิ่งไป”  

เจิมจันทร์กล่าวเสียงเรียบ อย่างที่เห็นได้ยาก ดมิสาจึงเงยหน้าขึ้นอย่างงุนงงสงสัยว่าวันนี้ยายจะมาไม้ไหน เจิมจันทร์ไม่เคยเลยจะไม่ตวาดเธอ ไม่เคยเลยจะพูดจากันดีๆ เช่นนี้  

“เอ้านี่ ฉันได้แก้วไหมทองมาใหม่ เห็นว่าพวงกุญแจของแกแตก ไม่มีเครื่องรางควบคุมตัวเอง เดี๋ยวแกจะไปฆ่าใครนอกบ้านเข้า” เจิมจันทร์ยกสร้อยข้อมือลูกปัดร้อยแก้วไหมทองคล้ายของเดิม ต่างเพียงมีเส้นไหมสีดำคล้ายเส้นผมรวมอยู่ด้วย...  

“ยื่นมือขวาแกมา ฉันจะใส่ให้” 

ดมิสาไม่เข้าใจว่าทำไมเจิมจันทร์ถึงทำดีกับเธอถึงขั้นจะสวมสร้อยให้ ทั้งที่แค่ส่งให้ก็ได้ แต่หญิงสาวก็ไม่ขัด เธอยื่นมือออกไปให้ยายสวมสร้อย โดยไม่รู้เลยว่าที่เจิมจันทร์ทำปากขมุบขมิบนั้น ยายของเธอร่ายมนตร์คาถาให้สร้อยไม่สามารถถอดออกได้ ยกเว้นดมิสาจะตัดมือตัวเองทิ้งเท่านั้น! 

ยายเป่าลมใส่มือเธอดังฟู่ ไอเย็นจากลมปากเจิมจันทร์ทำเอาดมิสาขนลุกเกรียวกราว และอุปาทานเหมือนเห็นวิญญาณสีดำนับร้อยรายล้อมอยู่รอบกาย! แต่เพียงชั่วกะพริบตาเธอก็ไม่เห็นอะไรอีก  

หญิงสาวสะดุ้งหันมองโดยรอบ ก่อนหันมามองสบตาเจิมจันทร์ที่บีบมือเธอแน่นจนเจ็บ 

“เป็นอะไรของแก ฉันให้พรแก ไม่ดีหรือไง!” 

ดมิสาค่อยๆ ดึงมือกลับมาเมื่อเจิมจันทร์ยอมปล่อย หัวใจเธอเต้นแรงกระแทกอก แต่ก็พยายามปลอบตัวเองว่าตาฝาดไป ตั้งแต่เห็นผีได้เธอไม่เคยเห็นวิญญาณใดที่น่ากลัวและดูดุร้ายแบบเมื่อกี้ สิบกว่าปีมาแล้วที่ไม่เคยเห็น เพราะฉะนั้นก็คง... ไม่มี 

“ขอบคุณค่ะยาย มิ้งค์ไปก่อนนะคะ” 

เมื่อเจิมจันทร์พยักหน้าขุ่นๆ ดมิสาก็รีบลุกเดินลงจากบ้านมาทันที แม้ก้าวเข้ามานั่งในรถแล้ว หญิงสาวก็ยังรู้สึกร้อนวูบวาบไปทั่วผิวกายอย่างประหลาด เธอยกมือลูบหน้าลูบผมรวบรวมสติ จับหน้าผากจับแก้มดูแล้วรู้สึกได้ถึงความร้อนราวเป็นไข้ 

ดมิสาบิดกุญแจสตาร์ตรถ และคิดว่าหากไปถึงโรงพยาบาลเมื่อไร เธอจะควรกินยาแก้ไข้หลังอาหารดักไว้ ก่อนจะล้มป่วยไปจริงๆ  

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น