Ratidarin

หวังใจว่าจะทำให้มีรอยยิ้มกันนะคะ ^^

ตอนที่ 17 : ก้าวไปข้างหน้า

ชื่อตอน : ตอนที่ 17 : ก้าวไปข้างหน้า

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 760

ความคิดเห็น : 6

ปรับปรุงล่าสุด : 02 พ.ย. 2562 11:54 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 17 : ก้าวไปข้างหน้า
แบบอักษร

 

ตอนที่ 17 : ก้าวไปข้างหน้า 

 

จินแปลกใจเมื่อลิลิตเรียกเขากับศีลให้ออกไปนั่งคุยกันที่โต๊ะ ครั้งสุดท้ายที่ลิลิตทำแบบนี้คือตอนที่เขารู้ว่ารามิลเป็นใคร 

ลิลิตยกมือขึ้นกอดอกหลวมๆ มองหน้าของพวกเขาสลับกันไปมา  

             “ตอนนี้ถือว่าทั้งสองคนมีแฟนแล้วใช่ไหม”  

             จินไม่คิดว่าลิลิตจะพูดเรื่องนี้จึงอดหน้าแดงไม่ได้ แต่ศีลรีบตอบรับว่าใช่ทันที    

             “อืม” ลิลิตถอนใจออกมาเบาๆ ก่อนเริ่มต้นพูดกับพวกเขาเรื่องการเปลี่ยนแปลงร้าน ญาติของเขาจะขยายร้านให้กลายเป็นสองห้อง เพิ่มโซนเบเกอรี่เข้ามา จ้างพนักงานในร้านและพนักงานส่งของเพิ่ม สาเหตุหลักเพราะไม่อยากให้พวกเขาคอยวิ่งส่งของเสิร์ฟของอีกต่อไป 

             เมื่อพวกเขาคัดค้านเพราะเกรงใจ ลิลิตทำเหมือนมันเป็นเรื่องเล็กน้อยไม่ได้มากมายอะไร บอกว่ายังไงธุรกิจก็ต้องเติบโต แต่จินรู้ดีว่าลิลิตยอมแบกภาระเพิ่มขึ้นเพราะพวกเขา  

             จินซึมซับความรู้สึกตอนนี้เอาไว้ เขาจะเก็บความรู้สึกดีๆ นี้ไว้เป็นเกาะป้องกันความอ่อนแอ จะจำไว้เสมอว่ามีคนที่รักและทำเพื่อพวกเขามากมายแค่ไหน เขาจะใช้ชีวิตทุกวันให้ดีให้สมกับที่ลิลิตทุ่มเท 

 

• • • • • • • • 

 

             จินนั่งเงียบมาในรถ ลิลิตชวนทุกคนไปกินข้าวและคุยเรื่องนี้กับพีระพัฒน์และรามิลอีกครั้ง ได้ข้อสรุปว่าจะทำตามที่ลิลิตตัดสินใจ 

             ลึกๆ แล้วจินอดเป็นห่วงไม่ได้ การเช่าสองร้าน การจ้างคนเพิ่มคือค่าใช้จ่ายทวีคูณ ร้านของพวกเขาส่วนใหญ่เป็นลูกค้าประจำจินจึงไม่แน่ใจว่าเงินที่เข้ามาจะเท่ากับเงินที่ลงทุนไปหรือไม่ 

             “คิดอะไรอยู่” 

             “ผมเป็นห่วงพี่ลิตครับ ยิ่งรู้ว่าพี่ลิตทำเพื่อพวกผมก็ยิ่งเป็นห่วง” 

             “อย่ากังวลไปเลย อาภีระก็อยู่ พี่ว่าอาภีระไม่ปล่อยคุณลิตแน่” 

             “มันก็ใช่ครับแต่ผมรู้จักพี่ลิตดีพอ พี่ลิตพูดเล่นไปอย่างนั้นเอง ถ้าอาภีระยื่นมือมาช่วยก็คงไม่ยอม” 

             “จินรู้จักคุณลิตดีแต่จินก็ยังไม่รู้จักอาภีระดีพอ พี่เชื่อว่าอาภีระจะหาหนทางเข้าไปดูแลคุณลิตจนได้ ไม่รู้เหรอว่าความรักทำได้ทุกอย่าง” สายตาของรามิลกรุ้มกริ่ม 

             “จะบอกว่าคุณรามิลก็เหมือนกันใช่ไหมครับ หาเรื่องชมตัวเองนี่ครับ” 

             “หึๆ พี่ชอบแฟนฉลาด” 

             “ผมยังคิดไม่ออกเลยครับว่าอนาคตตัวเองหลังจากนี้จะเป็นยังไง ตอนนี้ที่คิดได้แค่ทำงานไปด้วยเรียนไปด้วย แต่เรียนจบแล้วจะทำยังไง ผมจะทิ้งพี่ลิตไปได้จริงเหรอ ถ้าไปผมจะไปทำงานอะไร ถ้าผมคนเดียวคงไม่คิดมากงานอะไรก็ทำได้ แต่พอเป็นแฟนคุณรามิลต้องคิดเยอะน่าดู”  

             จินถอนใจเบาๆ มันเป็นสิ่งที่เขาคิดอยู่ในใจมาสักพัก เพราะเรื่องขยายร้านของลิลิตเขาถึงตัดสินใจพูดออกมา 

             “จินก็มาช่วยพี่ทำงาน พี่ชายพี่เคยพูดแล้วไม่ใช่เหรอ” 

             “พูดครับ แต่ผมไม่รู้ว่ามันจะเหมาะไหม เหมือนไปเกาะคุณรามิลยังไงก็ไม่รู้” 

             “เกาะก็เกาะสิ พี่เต็มใจให้เกาะ แล้วถ้ามีใครมาพูดไม่เข้าหูก็บอกไปเลยว่าขอบคุณที่อิจฉา” 

             “เอาอย่างนั้นเหรอครับ”  

             รามิลมักทำให้ปัญหาใหญ่ของเขาเป็นปัญหาเล็กนิดเดียวเสมอ มันทำให้จินสบายใจและยิ้มได้ทุกครั้ง 

             “ใช่ ใครจะพูดจะนินทาก็ปล่อยไป ถ้าเขารู้จักแต่คำว่าเกาะเป็นยังไงแต่ไม่รู้จักคำว่าความรักเป็นยังไง ก็ปล่อยให้อยู่ในโลกบูดๆ เบี้ยวๆ ต่อไป เพราะพี่แยกออกว่าตั้งใจเกาะกับความรักเป็นยังไง แล้วพี่ก็มั่นใจด้วยว่าจินรักพี่เพราะตัวพี่จริงๆ”  

             “ถ้าเป็นคนอื่นต้องปลื้มแน่ๆ เลยครับ” 

             “อ้าว แล้วจินไม่ปลื้มเหรอ พี่ว่าพี่พูดดีนะ” รามิลยิ้มกว้างขำอาการย่นจมูกของคนรัก 

             “ก็อยากจะปลื้มอยู่นะครับ ถ้าไม่นึกได้เสียก่อนว่าทำไมคุณรามิลถึงรู้ว่าผมรักที่ตัวไม่ใช่เงินทอง” 

             “ฮ่าๆ” รามิลหัวเราะเสียงดัง “เรื่องนี้ฝังใจเลยใช่ไหม” 

             “ใช่สิครับ” จินยังพยามตีหน้าโกรธแต่พักเดียวก็ทนไม่ไหว หลุดรอยยิ้มออกมา 

             “เหมือนผ่านมานานเลยนะครับ ทั้งที่มันไม่นานนี่เอง” 

             “ใช่ ใครจะรู้ว่าแค่ย้ายออฟฟิศมาก็ได้แฟน” รามิลแซวคนรัก 

             “คุณรามิลจะย้ายไปเมื่อไหร่ครับ ก่อนห้างเปิดใช่ไหม” 

             “ใช่ เร็วๆ นี้ ก่อนห้างเปิดประมาณเดือนหนึ่ง” 

             “ต่อไปก็คงไม่ได้เจอกันแล้วนะครับ” 

             ถึงแม้ห้างสรรพสินค้าจะอยู่ในบริเวณใกล้เคียงกัน แต่เมื่อนับระยะทางก็ห่างไม่ใช่น้อย เพราะอยู่กันคนละมุมถนน 

             “พี่ไปรับไปส่งจินกลับบ้านทุกวันไงครับ” 

             “ไม่ต้องทุกวันหรอกครับมันเหนื่อย จริงสิผมไม่เคยเห็นคุณรามิลใช้คนขับรถเลย” 

             “ใช้คนขับรถก็ทำแบบนี้ไม่ได้สิ” รามิลจับมือของจินยกขึ้นจรดริมฝีปาก “จินก็คงคุยไม่สะดวกใจด้วยใช่ไหม พี่สนิทกับคนขับรถไม่รู้สึกอะไรแต่ถ้าใช้จินก็คงไม่ยอมสวีทกับพี่แน่ 

             “สวีทอะไรครับ” คนพูดหน้าแดง เขาจะทำเป็นลืมๆ การขโมยรางวัลเล็กๆ น้อยของรามิลที่เดี๋ยวนี้ชักเอาใหญ่ขึ้นทุกวัน 

             “ถ้าอย่างนั้นพี่ให้คนขับรถไปรับไปส่งจินตกลงไหม ห้ามปฏิเสธเพราะศีลไม่ได้ขี่มอเตอร์ไซด์แล้วภีมคงให้รถรับส่งเหมือนกัน” 

             “งั้นผมไปกับศีลครับ อยู่ใกล้กันแค่นั้นใช้รถทำไมสองคัน” 

             “พี่ค้านไม่ได้ใช่ไหม” 

             “ไม่ได้ครับ คุณรามิลกับคุณภีมต้องไปคุยกันเองว่าวันไหนใครจะไปรับ”           

             “เฮ้อ”เสียงถอนใจดังยาวจนจินอดขำไม่ได้ เขาจึงยื่นหน้าเข้าไปใกล้หอมแก้มคนขี้บ่น 

             “ถ้าเป็นเด็กดีจะได้รางวัลครับ” 

             “โกงพี่นี่ครับ” รามิลหันมาทำตาวาว 

             “โกงตรงไหนครับ” 

             “แบบนี้พี่ก็ไม่กล้าค้านอะไรน่ะสิ ค้านก็อดกันพอดี” 

             “หึๆ” จินไม่ตอบ เขาเพียงแค่ส่งยิ้มร้ายกาจไปให้อีกฝ่าย 

             “จิน” 

             “ครับ” 

             “จบแล้วไปทำงานกับพี่นะเอาแค่ปริญญาโทก็พอ” 

             “คนรักกันทำงานด้วยกันจะทะเลาะกันไม่ใช่เหรอครับ เห็นหน้ากันบ่อยๆ ก็เบื่อแย่” 

             “ไม่ทะเลาะแน่เชื่อพี่ จินคุมฝ่ายเซอร์วิสให้พี่ พี่คิดว่าจินทำได้ เราไม่ได้เจอหน้ากันตลอดอยู่แล้วเพราะห้องทำงานคนละห้อง แค่ไปกลับด้วยกัน กินข้าวด้วยกัน พักที่เดียวกัน” 

             จินฟังทุกอย่างอย่างตั้งใจ มาสะดุดหูกับประโยคสุดท้าย 

             “เดี๋ยวครับใครพักอยู่ด้วยกัน ผมมีบ้านของผมครับ” 

             “คิดจะเป็นแฟนกับพี่จนแก่เลยหรือไงครับ” คนพูดเริ่มใช้น้ำเสียงดื้อดึง สมกับเป็นลูกคนเล็กที่ทุกคนตามใจ 

             “แค่จินเรียนจบปริญญาโทก็พอแล้ว” 

             “ผมมีพ่อแม่นะครับ” 

             “พี่รู้ถึงจะไปขออยู่นี่ไง” 

             “ครับ! คุณรามิลพูดอะไรนะครับ” 

             “เรื่องอะไรพี่จะพูดซ้ำ พูดซ้ำก็โดนดุสิ” 

             จินคันไม้คันมื้อขึ้นมาทันที  

             “เรื่องนั้นเอาไว้ก่อนครับ ผมขอจัดระเบียบชีวิตตัวเองให้เข้าที่เข้าทางก่อน” จินยิ้มอ่อนใจเมื่อเห็นสีหน้าขัดใจของคนฟัง เลยต้องพูดเอาใจบ้าง  

“แต่ผมสัญญาครับว่าอนาคตของผมมีคุณรามิลอยู่ในนั้นแน่นอน” 

             “ฟังแบบนี้ค่อยอุ่นใจ” รามิลยิ้มให้คนรัก เขายกมือขึ้นจับศีรษะอีกฝ่ายโยกเบาๆ ก่อนปล่อยออก 

             “ชีวิตมันไม่ง่ายแต่บางเรื่องก็ต้องปล่อยวาง” 

             “ครับ” 

             รามิลแบมือออกและยื่นไปตรงหน้าจิน รอให้อีกฝ่ายวางมือลงมา 

             “จับมือกันไว้แบบนี้ พี่ว่าข้างหน้ามันก็ไม่น่ากลัวเท่าไหร่ใช่ไหม” 

             “ครับ” จินพยักหน้าช้าๆ สายตาตกลงมองมือที่ประสานกัน 

             “พี่รู้ว่าถึงคุยกันแล้วจินก็คงคิดอยู่ดี หรือบางเรื่องก็คงคิดกลับไปกลับมา ตัดสินใจแล้วก็เปลี่ยนใจแล้วก็ตัดสินใจใหม่ มันเป็นเรื่องธรรมดา ขอแค่สุดท้ายจินรู้ว่าพี่อยู่ตรงนี้ และพร้อมจะเดินไปข้างหน้ากับจินก็พอ” 

             “ครับผมจะจำเอาไว้” 

             “ไม่ต้องจำเพราะเมื่อไหร่ที่จินหันมาจะเห็นพี่เสมอ” 

             จินคลี่ยิ้มออกช้าๆ ดวงตาเป็นประกาย 

             “ขำอะไรครับ” 

             “แบบนี้ใช่ไหมครับที่เรียกว่าสวีท ผมคงไม่กล้าพูดต่อหน้าคนขับรถแน่ๆ” 

             “หึๆ แบบนี้ไม่เรียกว่าสวีท  ถ้าจินอยากรู้ว่าสวีทเป็นยังไงก็อนุญาตให้พี่จอดรถสิ” 

             จินหน้าแดงเรื่อเมื่อเข้าใจความหมายของรามิล “เกเรนี่ครับ” 

             “เกเรอะไร มีจินคนเดียวที่เรียกเรื่องนั้นว่าเกเร คนส่วนใหญ่เขาเรียกว่าการแสดงความรัก” 

             “แสดงบ่อยใช่ไหมครับเลยรู้ดี” 

             “หึงพี่เหรอ” 

             “ครับผมหึง” 

             รามิลหันไปมองคนรัก เขาคิดว่าตัวเองหูฝาดไป ดวงตาของชายหนุ่มเป็นประกาย นึกครึ้มอกครึ้มใจขึ้นทันที 

             “หึงเสียที่ไหนละครับผมแค่แซวเล่นเอง” จินยิ้มร่า ชอบใจที่แกล้งอีกฝ่ายได้ 

             รามิลถอนใจเฮือกใหญ่ บ่นอุบอิบอยู่ในคอตัวเอง “ใครกันแน่ที่เกเร เด็กเกเรชัดๆ” 

             “ว่าผมแบบนี้จอดรถเลยดีกว่าครับ” จินทำเสียงแข็งใส่ เมื่อได้ยินอีกฝ่ายว่าเขาเกเร 

             “อะไร เรื่องนี้ถึงกับโกรธพี่เลยเหรอ ใจเย็นๆ ครับคนเก่ง เดี๋ยวพี่ไปส่งให้ถึงบ้านเลย” 

             “ไม่จอดแน่นะครับ” 

             “ไม่ครับ” 

             จินถอนใจเฮือกใหญ่ พูดขึ้นมาลอยๆ 

             “ก็แล้วไปครับนึกว่าอยากสวีทกับผม จะได้เลิกว่าผมเกเรเสียที” 

             รถเบรกเกือบหัวทิ่มโชคดีที่ไม่มีรถขับตามหลัง รามิลหันขวับไปมองใบหน้าภายใต้แว่นตาของคนรัก 

             “พูดอีกทีสิ” 

             จินเม้มปากเข้าหากันให้รู้ว่าไม่พูดแน่ๆ ดวงตาเป็นประกาย 

             แต่รามิลถือว่าเขาได้รับคำอนุญาตแล้ว รถจึงเบนเข้าจอดข้างทาง ก่อนที่ร่างของจินจะถูกดึงเข้าไปกอด ริมฝีปากหนาประทับลงมาบนริมฝีปากที่เม้มเข้าหากัน ใช้ปลายลิ้นไร้จนอีกฝ่ายคลายริมฝีปากออก ก่อนบดเบียดเพื่อชิมความหวานที่เขาไม่มีวันเบื่อ 

             “พอแล้วครับ” จินใช้มือยันอกของรามิลออก เมื่อมีแสงไฟของรถแล่นผ่าน หน้าของเขาร้อนผ่าว 

             รามิลซบหน้าลงกับกลุ่มผมนุ่ม หายใจเข้าลึกๆ “พอเป็นจินแล้วพี่ไม่อยากพอเลย มันอยากกอดอยากจูบอยู่แบบนี้” 

             “ตรงนี้มันไม่เหมาะ” 

             ดวงตาของรามิลสว่างวาบ “แปลว่า...” 

             จินเพิ่งรู้ตัวว่าเขาพูดอะไรออกไป “ไม่ใช่ครับ! ผมไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้น” 

             “หึๆ พี่รู้” รามิลแตะริมฝีปากลงบนกระหม่อม เขาทิ้งค้างไว้ชั่วครู่ก่อนยอมปล่อยอ้อมแขนออก เอนตัวกลับมานั่งที่คนขับเหมือนเดิม 

             “พี่ไม่อยากรอแต่พี่จะรอ รอจนกว่าวันที่จินจะมั่นใจ” 

             “ขอบคุณครับ” ใบหน้าของเขาร้อนผ่าวเพราะรู้ความหมายของอีกฝ่าย 

             “กลับบ้านกันเถอะ” 

             “ครับ” 

             จินมองใบหน้าด้านข้างของรามิลขณะที่อีกฝ่ายเคลื่อนรถออกจากที่จอด รอยยิ้มของเขาอ่อนโยน ดวงตาเต็มไปด้วยความรักและศรัทธา 

             จินชอบคำว่ากลับบ้านกันเถอะ สักวันพวกเขาจะกลับบ้านของพวกเขาด้วยกัน 

ความคิดเห็น