Ratidarin

หวังใจว่าจะทำให้มีรอยยิ้มกันนะคะ ^^

ตอนที่ 10 : หนทาง

ชื่อตอน : ตอนที่ 10 : หนทาง

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 928

ความคิดเห็น : 3

ปรับปรุงล่าสุด : 25 ต.ค. 2562 15:07 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 10 : หนทาง
แบบอักษร

 

ตอนที่ 10 : หนทาง 

 

ลิลิตถอนใจเฮือกใหญ่เมื่อมองไปยังลูกน้องของเขาทั้งสองคน ร้านเงียบราวกับป่าช้าเหมือนเขามาทำงานอยู่คนเดียว ชายหนุ่มตัดสินใจเดินไปที่ประตูร้าน จัดการหมุนป้ายปิดร้านก่อนเดินกลับเข้ามา 

             “มานี่ทั้งสองคนเลย” ลิลิตเรียกลูกน้องออกมาจากหลังเคาน์เตอร์ เขานั่งรอที่โต๊ะกลางร้าน 

           “นั่งลง มาคุยกันหน่อย” ลิลิตมองหน้าลูกน้องทั้งสองคนสลับกันไปมา 

             “เกิดอะไรขึ้น”

             “ไม่มีนี่พี่” ศีลเป็นคนตอบคำถามแต่เก็บอาการไม่อยู่ ลิลิตจึงต้องซักฟอกอยู่พักใหญ่กว่าจะได้ความ เขาเริ่มเคลียร์จากเรื่องของศีลก่อนเพราะคิดว่าเป็นเรื่องที่เล็กน้อยที่สุดและไม่ควรเสียเวลาคิดสักนิด แต่ลูกน้องของเขาดันคิด

             เมื่อคนหนึ่งทำหน้าว่าเข้าใจแล้ว เขาจึงหันไปหาอีกคน ลิลิตทำเหมือนเรื่องของจินเป็นเรื่องที่เล็กน้อยเช่นกัน แต่ในใจของเขารู้ดีว่ามันเป็นเรื่องใหญ่สำหรับคนที่เจอ

             “จิน”

             “ครับ”

             “เท่าที่ฟังถ้าให้พี่มองแบบเป็นกลาง จินเองต่างหากที่พยายามจะยัดเยียดให้เขาเป็นคนธรรมดา ในเมื่อเขาปฏิเสธแล้วเราไม่เชื่อการยอมรับไปเลยก็ง่ายกว่า สิ่งเดียวที่คุณรามิลผิดคือปล่อยให้เรื่องมันเลยเถิดมาถึงตอนนี้ เลยดูเหมือนตั้งใจหลอกล้อเราเล่น ความผิดไม่หายไปหรอกแต่พอยกโทษให้ได้ไหม ถือเสียว่าเราเองก็มีส่วนผิด พี่ก็พูดได้แค่นี้ จินลองเอาไปคิดดูเอง จะตัดสินใจยังไงพี่ก็พร้อมจะอยู่ข้างๆ อยู่แล้ว”

             “ครับ” จินรับคำเสียงแผ่ว ในหัวของเขาว่างเปล่า

             “เอาเถอะ ไหนๆ วันนี้อารมณ์มันก็ไม่ได้กันแล้ว ปิดร้านยาวไปเลย พรุ่งนี้ค่อยมาเริ่มกันใหม่ ใครอยากไปไหนอยากทำอะไรก็ทำ ลองให้เวลาตัวเองได้คิดทบทวนดู”

             “ขอบคุณมากครับพี่ลิต” จินยกมือไหว้ญาติสนิทและเจ้านาย ศีลเองก็เช่นกัน

             “พวงเอ็งไม่ใช่ลูกน้องแต่เป็นน้องชายแท้ๆ ของพี่จำเอาไว้”

             จินลิลิตด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความรักและขอบคุณ อย่างน้อยในวันที่เขารู้สึกหมดแรง หัวใจร่วงหล่นลงสู่พื้น ก็มีมือของลิลิตและศีลที่โอบอุ้มมันเอาไว้ แม้ไม่แข็งแรงนักในตอนนี้ แต่เขาก็ได้สติกลับคืนมา

             

• • • • • • • • 

 

             “จะไปไหน” ศีลหันมาถามเขา 

             “เดินเล่นมั้ง ศีลล่ะ” 

             “เหมือนกัน” 

             “อืม เจอกันพรุ่งนี้”  

             พวกเขาแยกกันที่หน้าร้าน ไม่มีใครเอ่ยปากชวนใคร ต่างคนต่างอยากใช้เวลาเงียบๆ เพื่อคิด  

             จินก้าวเท้าออกเดิน สมองของเขาในตอนนี้ว่างเปล่า แม้ดึงสติกลับมาได้ ไม่เศร้าจนส่งผลเสียกับตัวเอง แต่ก็ยังไม่อาจดึงความคิดกลับมา  

             จินเดินไปเรื่อยๆ เขายิ้มที่มุมปากเมื่อเห็นว่าทิศทางที่เขาเดินไปเป็นเส้นทางเดียวกับศีลที่เดินห่างออกไปข้างหน้า ดูเหมือนว่าพวกเขากำลังมุ่งไปที่ตึกพีพีอาร์บิวดิ้ง ตึกที่มีความสูงถึงยี่สิบห้าชั้นด้วยกัน 

             ศีลเดินผ่านตึกไปยังสวนสาธารณะ ขณะที่เขาหยุดยืนที่หน้าตึก จินแหงนเงยหน้าขึ้นไปข้างบน จากตรงนี้เขาพอมองเห็นต้นไม้ที่อยู่บนนั้น มันสูงแบบนี้นี่เองเขาเพิ่งเข้าใจศีล 

             จินแลกบัตรขึ้นตึก เขากดลิฟต์ขึ้นไปยังชั้นยี่สิบห้าและเดินขึ้นบันไดไปยังดาดฟ้า เวลาแบบนี้รามิลคงไม่ขึ้นมา  

             จินเดินตรงไปที่ประจำของเขาทรุดตัวลงนั่ง ในมือไม่มีแก้วกาแฟอย่างที่เคย และวิวที่ชอบก็ทำให้รู้สึกเศร้า เขานั่งนิ่งๆ ปล่อยให้เวลาผ่านไปช้าๆ พยายามคิดว่าเขาควรทำอย่างไรกับเรื่องนี้ คิดถึงคำพูดของลิลิต คิดถึงเหตุการณ์ทั้งหมดที่ผ่านมา และสุดท้ายคือคิดถึงความรู้สึกที่แท้จริงของตัวเอง เขาชอบรามิลที่เป็นพนักงานขาย แล้วรามิลที่เป็นนักธุรกิจล่ะ ความต่างที่มากเท่ากับตึกสูงตึกหนึ่งเขารู้สึกกับมันอย่างไร 

             “จิน” เสียงเรียกชื่อดึงสายตาของจินให้หันจากวิวไปมอง รามิลยืนอยู่ตรงนั้นคล้ายกับวันแรกที่เขาเจอ 

             “สวัสดีครับ” จินทักทายด้วยรอยยิ้มอ่อน 

             รามิลเดินตรงเข้าไปหา เขานั่งลงข้างๆ แต่เว้นระยะเอาไว้เพื่อไม่ให้จินอึดอัด 

             “รู้ได้ยังไงครับว่าผมอยู่บนนี้” 

             “พี่..” 

             “ขอความจริงนะครับ” เสียงพูดอ่อนโยน ไม่มีความเกรี้ยวกราดอยู่ในนั้น 

             “พี่สั่งพนักงานข้างล่างไว้ ถ้าจินมาแลกบัตรเมื่อไหร่ให้แจ้งขึ้นมาทันที” 

             “แบบนี้นี่เอง” จินยิ้มอ่อน “ต่อไปผมคงไม่กล้ามาแล้ว” 

             “จิน!” รามิลหน้าเสีย เขามองใบหน้าของจินก่อนถอนใจออกมาเบาๆ 

             “มาเถอะ พี่สัญญาว่าจะสั่งยกเลิก” 

             “ไม่เป็นไรครับ” 

             “จินเราคุยกันก่อนได้ไหม” 

             “ได้สิครับ” เสียงพูดแม้เบาแต่นุ่มหู ไม่มีอารมณ์โกรธหรือขึ้นเสียง “เริ่มจากอะไรดีครับ “ใบหน้าที่หันมามองเขาเปื้อนด้วยรอยยิ้ม 

             “ผมว่าเริ่มจากคุณรามิลเป็นใครก่อนดีไหมครับ” 

             รามิลพยักหน้า เขามองหน้าของจินไปด้วย “พี่ชื่อรามิลเป็นหุ้นส่วนของภีม แต่เป็นหุ้นเล็ก ดังนั้นจะพูดว่าเป็นเจ้าของตึกก็ใช่ จะพูดว่าไม่เป็นก็ได้เหมือนกัน บ้านพี่ทำธุรกิจห้างสรรพสินค้า สาขาที่พี่จะเข้าไปบริหารกำลังก่อสร้างที่หัวมุมถนนฝั่งโน้น” 

             มีเสียงเบาๆ ดังขึ้นในลำคอของจิน แต่ไม่มีคำพูดใดหลุดออกมา 

             “พี่เป็นหุ้นส่วนและเป็นเพื่อนของภีมอยู่แล้ว เราเรียนมาด้วยกัน เลยใช้สิทธิ์นิดหน่อยเช่าชั้นสิบทั้งชั้นทำเป็นออฟฟิศชั่วคราวระหว่างการก่อสร้าง เพราะใกล้กว่าบริษัทแม่ เดินทางเข้าไปตรวจไซด์งานได้ง่ายและมองเห็นความคืบหน้าตลอดเวลา หรืออันที่จริงพี่อาจเลือกที่นี่เพราะมันห่างไกลจากกรรมการคนอื่นก็ได้ เราถึงได้เจอกัน” 

             “ขอบคุณครับที่เล่าให้ฟัง ผมไม่มีอะไรสงสัยแล้ว” 

             “พี่ขอโทษกับทุกเรื่องที่เกิดขึ้น พี่ควรจะยืนยันความจริง ไม่ปล่อยให้จินเข้าใจผิดไปใหญ่โตขนาดนั้น พี่ยอมรับว่าพี่พลอยสนุกกับมันไปด้วย เดี๋ยว! ฟังพี่ก่อน” รามิลรีบห้ามเมื่อเห็นสายตาของจินเจ็บปวดขึ้นมา 

“พี่ไม่ได้หมายถึงว่าพี่สนุกที่ได้หลอกจิน พี่หมายถึง..” รามิลคิดไม่ออกว่าเขาควรพูดอย่างไรดี ทุกอย่างมันทับซ้อนกันจนแยกออกมาเป็นคำพูดไม่ได้ “พี่หมายถึงพี่สนุกกับการได้เป็นเพื่อนกับจิน สนุกที่จะได้พูดคุยได้ขึ้นมาหา สนุกที่ได้ต่อปากต่อคำกับจิน พอเวลาผ่านไปพี่พบว่าพี่รอที่จะได้เจอกับจินมันเป็นความสุขอย่างหนึ่งของพี่เลย” สายตาของรามิลอ่อนลงเมื่อพูดถึงตรงนี้  

 “พี่อยากให้จินเชื่อพี่สักครั้ง ว่าพี่ตั้งใจจะบอกความจริงกับจิน คิดไว้แล้วว่าจะบอกแต่ก็สายไป” รามิลขยับเข้าไปนั่งใกล้อีกนิด “จินยกโทษให้พี่นะครับ เรามาทำความรู้จักกันใหม่ได้ไหม ” 

             “ได้สิครับ” จินส่งยิ้มให้เขา “ยินดีที่ได้รู้จักครับคุณรามิล ผมชื่อจินเป็นพนักงานร้านกาแฟที่อยู่กลางซอย วันไหนว่างแวะไปอุดหนุนที่ร้านได้นะครับ แล้วก็ต้องขอโทษด้วยที่แอบขึ้นมาใช้สถานที่ แม้จะรู้ว่าห้ามผู้ไม่เกี่ยวข้องขึ้นมาก็ตาม” 

             “จิน” ราเมศมองรอยยิ้มอ่อนบนใบหน้าของจิน ยิ่งเห็นเขาก็ยิ่งรู้สึกผิด 

             “จิน จินจะโมโหจะโกรธจะทำหน้ายังไงก็ได้แต่อย่ายิ้มอย่างนั้นเลย” รามิลใจหายเมื่อเห็นรอยยิ้มของจิน 

             “ทำไมละครับ” ใบหน้าของคนพูดยังติดรอยยิ้มอ่อน 

             “จินเคยบอกพี่ว่าจินต้องยิ้มต้องพูดตลอดเวลาเวลาที่ร้านเพราะทุกคนคือลูกค้า เวลาขึ้นมาบนนี้จินถึงอยากนั่งเงียบๆ บ้าง” 

             จินหลบสายตาลง 

             “พี่อยากให้จินโกรธพี่มากกว่าเห็นพี่เป็นแค่ลูกค้าคนหนึ่ง” 

             “ก็ถูกแล้วนี่ครับ คุณรามิลเป็นลูกค้า ไม่สิเป็นมากกว่าลูกค้าเพราะเป็นเพื่อนกับเจ้าของตึกที่ร้านผมเช่าอยู่ ผมยิ่งต้องทำตัวให้ดี” 

             “จิน” 

             “ผมต้องกลับแล้วครับ” จินลุกขึ้นยืน เขาหันหน้าไปมองรามิล “ผมไม่ได้โกรธครับถ้าคุณรามิลเป็นห่วงเรื่องนั้น ผมแค่รู้สึกอายที่ทำอะไรน่าขายหน้าลงไป ยกโทษให้ผมด้วยนะครับที่เสียมารยาทกับคุณ” 

             “มันไม่ใช่แบบนั้นจิน พี่ผิดเอง พี่ขอโทษ” 

             “ครับ ผมรับคำขอโทษของคุณรามิล คุณรามิลช่วยรับคำขอโทษของผมไว้ด้วยนะครับ ผมต้องกลับจริงๆ แล้ว สวัสดีครับ” จินยกมือไหว้รามิล มันเป็นสิ่งที่เขาควรทำมานานแล้ว 

             “จิน!” รามิลดึงแขนของจินไว้ เขาปล่อยให้จินกลับไปแบบนี้ไม่ได้ 

             “จะโกรธพี่ยังไงก็ได้ แต่ให้โอกาสพี่ได้ไหม นะครับ” 

             “คุณรามิลครับ เรื่องนี้ถ้ามีใครสักคนผิดคงเป็นผม เพราะผมต่างหากที่ดื้อรั้นจะให้คุณเป็นพนักงานขายให้ได้ ดังนั้นไม่จำเป็นต้องขอโอกาสจากผม แค่ช่วยลืมว่าผมทำอะไรโง่ๆ ลงไปก็พอครับ ผมขอแค่นั้น” 

             “มันไม่ได้ดูโง่เลยสำหรับพี่”    

             “ขอบคุณที่มองแบบนั้นครับ ช่วยปล่อยแขนผมได้ไหม” 

             รามิลทำอะไรไม่ได้นอกจากต้องยอมแปล่อยมือออกจากแขนของจิน เขาได้แต่มองตามหลังของอีกฝ่ายไป เป็นครั้งแรกที่ชายหนุ่มทำอะไรไม่ถูก จินสงบเกินไป นิ่งเกินไป จนเขาไม่กล้าฝืนใจให้อยู่คุย 

             รามิลถอนใจยาว ยกมือขึ้นลูบใบหน้า เขาจะไม่ยอมแพ้และปล่อยมือจากจินเด็ดขาด เพียงแต่ตอนนี้เขาไม่รู้ว่าต้องทำอย่างไรจริงๆ 

 

• • • • • • • • 

 

             พีระพัฒน์มองเพื่อนที่นั่งทำหน้าอมทุกข์อยู่หน้าโต๊ะทำงาน เขาเองก็มีเรื่องให้คิด ตั้งแต่เมื่อวานชายหนุ่มรู้สึกได้ว่าศีลหลบหน้าเขา แต่เรื่องของเขาคงยังไม่ใหญ่เท่ากับเรื่องของรามิล 

             เมื่อวานหลังจากจินกับศีลกลับไป รามิลเล่าทุกอย่างให้เขาฟังรวมถึงเรื่องที่ชอบจิน 

             “ไม่สำเร็จสิใช่ไหม” พีระพัฒน์เดาได้จากท่าทางของเพื่อน 

             “อืม” เสียงถอนใจดังตามมา 

             “ไม่รู้จะจัดการยังไงเลยว่ะ ฉันเคยเจอแต่คนที่โกรธ โมโห โวยวาย ร้องไห้ อ้อนวอน เคยเจอมาหมดแล้ว แต่ไม่เคยเจอใครเหมือนจิน” 

             “เอาสักอย่างนายจะทำหน้าอมทุกข์หรือจะยิ้ม” พีระพัฒน์อดแซวเพื่อนไม่ได้ เพราะเมื่อพูดถึงความไม่เหมือนใครของจินอีกฝ่ายก็ยิ้มออกมา 

             “ไม่รู้ ตอนนี้คิดอะไรไม่ออก” 

             “ก็คงต้องให้เวลา เป็นใครก็ต้องเสียใจ นายทำเหมือนเห็นเขาเป็นตัวตลก” 

             “ฉันไม่ได้เห็นอย่างนั้น” 

             “แล้วจะเรียกที่ทำว่าอะไร ถ้านายบอกว่าจินไม่ยอมเชื่อนายก็ต้องยืนยันไปตามนั้น ไม่ใช่ลุกขึ้นมาทำตัวเป็นคนที่จินเชื่อ ถึงตอนนี้นายก็แก้ตัวไม่ได้แล้วว่านายไม่ได้หลอกเขาเพราะนายหลอกจริงๆ” 

             “ฉันไม่เคยพูดชัดๆ สักครั้ง” 

             “หึ อย่าเอาประโยคนี้ไปพูดกับจินล่ะ นายจะเล่ห์เหลี่ยมแพรวพราวกับใครก็ได้แต่ถ้าใช้กับจิน มีหวังหมดโอกาสถาวร เท่าที่รู้จักจินมาฉันว่าจินไม่ชอบเรื่องเจ้าเล่ห์แบบนี้” 

             “แล้วนายมีคำแนะนำไหม สงเคราะห์เพื่อนหน่อยเถอะ” 

             “มี” 

             “พูดมาเลย” 

             “แสดงความจริงใจเข้าไว้ ทำให้จินรู้ให้ได้ว่านายต้องการเขามากแค่ไหน” 

             “ฉันรู้ คิดจะทำอยู่แล้ว แต่ตอนนี้ไม่มั่นใจเลยว่ะว่าจะมีโอกาสได้แสดงไหม จินใจแข็งมากและนิ่งมาก” 

             “ถ้านายไม่อยากปล่อยมือจากจินนายก็ต้องหาวิธีให้ได้” 

             “อืม” รามิลพยักหน้า “ขอโทษที่ทำให้นายวุ่นวายไปด้วย” 

             “ไม่เป็นไร คิดว่าไม่มีอะไรฉันจัดการได้” 

             “เฮ้อ” รามิลถอนใจออกมาดังๆ ก่อนลุกขึ้นยืน “อย่าลืมอวยพรให้ด้วย บอกตรงๆ ว่าคราวนี้ไม่มั่นใจสักนิดว่าจะทำได้สำเร็จ” 

             “หึๆ พยายามเข้า” 

             รามิลพยักหน้า คิดว่าตอนนี้สิ่งที่เขาควรทำคือลงไปทำงานให้เสร็จ จะได้มีเวลาคิดและเดินหน้าง้อจิน 

 

• • • • • • • • 

 

             ลิลิตขมวดคิ้ว เมื่อเสียงเคาะประตูร้านดังขึ้น เขาขึ้นป้ายไว้แล้วว่าร้านปิดไม่เห็นหรือไง แต่เมื่อมองออกไปจึงเห็นรามิล ลิลิตเงยหน้าขึ้นมองนาฬิกาบนผนัง เกือบหกโมงเย็นแล้ว 

             “ร้านปิดแล้วครับ” ลิลิตเลือกที่จะไม่บอกอีกฝ่ายว่าเขารู้ว่าเป็นใคร 

             “ปิดถึงเมื่อไหร่ครับ” น้ำเสียงที่ถามดูร้อนรน  

             “เฉพาะวันนี้ครับ” ลิลิตยังอยู่ที่ร้าน เขาไม่ได้กลับบ้านใช้เวลานี้เคลียร์บิลต่างๆ 

             “ครับ” เสียงถอนใจดังเบาๆ “ผมมาหาจิน พอจะบอกได้ไหมครับว่าไปไหน” 

             “ไม่ได้ครับ” ดวงตาของร่างสูงเบิกขึ้นเล็กน้อย “เพราะผมไม่ทราบเหมือนกัน” 

             “ขอบคุณครับ ถ้าอย่างนั้นผมขอตัว” 

             “คุณรามิลใช่ไหมครับ” ลิลิตตัดสินใจทักออกไป 

             “ใช่ครับ” ร่างสูงของรามิลหันกลับมามองเขา 

             “ผมชื่อลิลิตเป็นเจ้าของร้าน เข้ามาก่อนไหมครับ ผมจะชงกาแฟให้ดื่ม” 

             “ขอบคุณครับ รบกวนด้วย” รามิลเดินตามลิลิตเข้าไปในร้าน เขารู้ว่าจินสนิทกับญาติคนนี้มาก ได้แต่หวังว่าเขาจะแสดงความจริงใจของตัวเองให้ลิลิตได้เห็น เพราะเขามองไม่เห็นใครแล้วจริงๆ 

ความคิดเห็น