Ratidarin

หวังใจว่าจะทำให้มีรอยยิ้มกันนะคะ ^^

ตอนที่ 9 : ความจริง

ชื่อตอน : ตอนที่ 9 : ความจริง

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 873

ความคิดเห็น : 4

ปรับปรุงล่าสุด : 25 ต.ค. 2562 15:06 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 9 : ความจริง
แบบอักษร

 

ตอนที่ 9 : ความจริง 

 

           จินมองไปยังทางขึ้นมาดาดฟ้ามากกว่ามองวิวที่เขาชอบ เกือบสิบนาทีแล้วที่เขามาถึงแต่รามิลยังไม่ขึ้นมา มีอะไรหรือเปล่านะหรือว่าวันนี้ไม่ว่าง  

             จินหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดู ทุกอย่างนิ่งเงียบ เขาส่งข้อความไปหาดีไหม ระหว่างกำลังชั่งใจคนที่เขารอก็เดินขึ้นมาพอดี จินยิ้มกว้างก่อนจะรีบหุบลง เขาดีใจเกินไปหรือเปล่า

             “มานานหรือยัง”

             “ไม่นานครับ”

             “พอดีพี่ติดประชุมเช้าเพิ่งเสร็จ” สิ่งที่รามิลไม่ได้บอกคือเขารอจนไม่รู้จะรออย่างไร เมื่อการประชุมไม่เสร็จสิ้นเสียทีเขาจึงสั่งเลิกประชุมมันเสียอย่างนั้น รายละเอียดเล็กน้อยปล่อยให้ไปเถียงกันเอง

             “กาแฟกับแซนวิชครับ”

             “ขอบใจ” รามิลรับของจากมือของจิน

           “วันนี้ที่ร้านเป็นยังไงบ้าง” 

             “ก็ดีครับ มีคนสั่งดอกไม้หลายช่อพี่ลิตเลยยิ้มกว้าง”

             รามิลชอบฟังเวลาจินเล่าถึงทุกคนที่ร้าน เขารับรู้ได้ถึงความรักที่ทุกคนมีให้กัน

             “แล้วคุณรามิลละครับงานเป็นไงบ้าง”

             “มีปัญหานิดหน่อย เรื่องจุกจิกน่ะบางทีพี่ก็รำคาญอยากล้มโต๊ะมันไปเลย” รามิลหมายถึงการประชุมเมื่อครู่

             “ใจเย็นสิครับ” มือที่แตะลงกลางหลังของเขาลูบขึ้นลงช้าๆ สองสามทีก่อนเอาออก ทำให้รามิลลืมความหงุดหงิดใจเมื่อครู่ไปสิ้น

             “เมื่อไหร่เราจะว่างไปกินข้าวกับพี่ ชวนนานแล้วแกล้งทำลืมเหรอ”

             “ไม่ได้ลืมครับ แต่คุณรามิลต่างหากที่ลืม เราเพิ่งทานข้าวเย็นด้วยกันเมื่อวานไงครับ” จินยิ้มกว้าง ดูเหมือนรามิลจะเข้ากับคนที่บ้านของเขาได้เป็นอย่างดี พ่อชมแม่ยิ่งปลื้มโดยเฉพาะเรื่องความหล่อ ส่วนจอมกลายเป็นแฟนคลับรามิลไปแล้วเรียบร้อย และเพราะอย่างนั้นชายหนุ่มจึงอยู่บ้านของเขาถึงดึก ทานมื้อเย็นด้วยกันอีกมื้อหนึ่ง

             “แบบนั้นไม่นับสิ”

             “แล้วแบบไหนถึงจะนับครับ”

             “ถ้าอยากรู้ก็ว่างซะที พี่จะได้พาไป”

             จินหัวเราะเบาๆ แต่ไม่ยอมตอบ เขาไม่แน่ใจว่าควรไปหรือไม่ จึงจัดการเปลี่ยนหัวข้อสนทนาเสีย

             “เมื่อวานคุณรามิลถามเรื่องผมแล้ว ผมถามบ้างสิครับ”

             “เอาสิ” รามิลตอบด้วยความระมัดระวัง

             “คุณรามิลมีพี่น้องกี่คนครับ สนิทกันไหม”

             “พี่มีพี่น้องสามคนพี่เป็นคนสุดท้าย สนิทกันมากแต่ไม่ได้สนิทแบบพี่น้องนะ พี่ว่าทุกคนเห็นพี่เป็นลูกมากกว่า”

             “ทำไมอย่างนั้นละครับ” จินหัวเราะออกมาเบาๆ

             “พี่อายุห่างกับพี่สาวพี่ชายพอสมควร ไม่ถึงกับมากแต่ก็หลายปี ตอนพี่เกิดพี่ๆ ก็โตพอจะช่วยเลี้ยงได้แล้ว กลายเป็นว่าทุกคนเลยรักและตามใจพี่มาก”

             “มิน่าถึงออกมาเจ้าชู้แบบนี้”

             “ใครเจ้าชู้” รามิลวางกาแฟลง ยกมือขึ้นจับแก้มทั้งสองข้างของจิน ทิ้งน้ำหนักมือลงไปเป็นการลงโทษอีกฝ่าย

             “หน้าผมบี้หมดแล้วครับ” จินประท้วง เขายกมือจับแว่นขยับให้เข้าที่เมื่อรามิลยอมปล่อยมือ

             “แล้วที่บ้านตามใจเกี่ยวกับเจ้าชู้ตรงไหน”

             “ไม่เกี่ยวเหรอครับ”

             “ไม่เกี่ยว” รามิลหัวเราะขำคนถาม จินคลี่ยิ้มออกกว้างคงขำตัวเองอยู่ไม่น้อย สายตาของรามิลตกลงมองริมฝีปากของอีกฝ่าย

             “แล้วคุณรามิลเรียนจบอะไรมาครับ”

             “หือ” รามิลดึงสายตาขึ้นมองใบหน้าของจิน ภายในตัวเขามีความต้องการบางอย่างพุ่งขึ้นมา

             “ผมถามว่าคุณรามิลเรียนจบอะไรมาครับ”

             “ถ้าอยากรู้ประวัติพี่ก็ต้องไปทานข้าวเย็นด้วยกันก่อน แล้วพี่จะเล่าให้ฟัง”

             “โห~” ริมฝีปากของจินห่อเข้าหากัน “ร้ายกว่าผมอีก ไม่อยากรู้ก็ได้ครับ”

             “อืม” รามิลพยายามจับจ้องสายตาไปทางอื่น แต่เขาฝืนตัวเองไม่ได้ ริมฝีปากสีแดงเข้มของจินสะกดสายตาของเขาเอาไว้

             “อืมอะไรครับ เมื่อคืนไม่ได้นอนหรือเปล่าทำไมวันนี้คุณรามิลดูเอ๋อๆ ครับ” มือของจินแตะลงบนหน้าผากของเขา เจ้าตัวขมวดคิ้วเข้าหากัน “ตัวก็ไม่ร้อน”

             “ไม่มีอะไร พี่หงุดหงิดเรื่องงานน่ะ” รามิลจับมือของจินดึงลงมาจากหน้าผาก เขากุมเอาไว้แบบนั้นไม่ปล่อย

             จินสบตากับเขา หน้าขึ้นสีแดงเรื่อนิดๆ ก่อนจะรีบดึงมือออก

             “ผมต้องกลับร้านแล้วครับ”

             “วันพุธเจอกัน จินจะขึ้นมาวันพุธใช่ไหม”

             “น่าจะครับ จริงๆ ผมไม่ได้ขึ้นมาแน่นอนขนาดนั้น”

             “ไม่แน่นอนก็ไม่เป็นไร แต่ถ้ามาบอกพี่นิดตกลงไหม”

             “ได้ครับ”

             “ดีมาก”

“ลงไปพร้อมกันไหมครับ”

“จินลงไปก่อนเลย พี่จะจัดการของให้หมดก่อน” รามิลหมายถึงกาแฟและแซนวิช

             “ครับแล้วเจอกัน”

             ชายหนุ่มมองตามหลังจินไป เขาเว้นระยะก่อนลุกขึ้นยืน รามิลระวังเรื่องการลงไปพร้อมกันเพราะไม่อยากบังเอิญเจอคนรู้จักอีก เขาอยากให้จินรู้ความจริงจากปากของเขาก่อนที่จะรู้จากคนอื่น รามิลได้แต่ถอนใจ เรียนผูกก็ต้องเรียนแก้ แต่เขาจะแก้อย่างไรดี

 

• • • • • • • • 

 

             พีระพัฒน์มองรามิลที่เดินเข้ามาทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้หน้าโต๊ะทำงานของเขา สีหน้าคิดหนักของอีกฝ่ายทำให้เขาหยุดงานที่ทำหันมาสนใจเพื่อน 

             “มีอะไร” 

             “ตาฉันปรึกษานายบ้าง” 

             “ได้สิ เรื่องอะไร” 

             “ฉันคิดว่าฉันกำลังชอบใครบางคน” 

             “หึ” พีระพัฒน์คลี่ยิ้มออกกว้าง ส่ายศีรษะไปมา “อย่าบอกว่านายจะปรึกษาฉันเรื่องนี้จริงๆ นายน่าจะเก่งกว่าฉันนะ” 

             “มันเคยใช่แต่ตอนนี้ไม่ใช่” 

             “หมายความว่ายังไง 

             “คนที่พูดถึงเป็นผู้ชาย ฉันชอบเหมือนที่นายบอกว่าชอบศีล” 

             “แน่ใจแล้วใช่ไหม” พีระพัฒน์หรี่ตาลง รามิลไม่เคยพูดถึงเรื่องนี้เลย 

             “อืม” 

             “ติดปัญหาอะไรหรือเปล่า” พีระพัฒน์เดาเพราะไม่เช่นนั้นสีหน้าของเพื่อนคงไม่ยุ่งยากแบบนี้ “ที่บ้านเหรอ” 

             “ยังไม่ได้คุย” 

             “งั้นมีอะไร” 

             “ช่างเถอะ เรื่องนี้ฉันจัดการเอง” รามิลเปลี่ยนใจ 

             “อืม” พีระพัฒน์ไม่เซ้าซี้เพื่อนและไม่ถามว่าเป็นใคร เขารู้ว่าเมื่อรามิลพร้อมจะบอกเขาเอง 

             “วันอาทิตย์นายว่างหรือเปล่า” รามิลเปลี่ยนเรื่องคุย 

             “ว่าง ยังไม่ได้นัดใคร” พีระพัฒน์ไม่ได้บอกเพื่อนว่าถ้าไม่มีอะไรเขาก็อยากจะนัดศีล 

             “ไปเป็นเพื่อนหน่อย ฉันจะไปเดินดูห้างสาขาอื่น อยากได้ความคิดเห็นของนาย” 

             “เอาสิ” 

             “เจอกันตอนเช้า เดี๋ยวฉันบอกเวลาอีกที” 

             “ตกลง”  

             รามิลถอนใจเบาๆ เขายิ้มให้เพื่อนก่อนเดินออกจากห้องทำงานของพีระพัฒน์ ขอเวลาอีกสักอาทิตย์ เขาจะจัดการทุกอย่างให้เรียบร้อย 

 

• • • • • • • • 

 

             นึกยังไงถึงชวนมาเดินเล่น บอกจุดประสงค์มาดีๆ อย่าให้ต้องข่มขู่”  

             “ไม่มีอะไร” จินยิ้มแต่ไม่ยอมตอบศีล เขาชวนเพื่อนมาเดินเล่นที่ห้างในวันหยุดของร้าน 

             “หน้าอย่างนี้มีชัวร์ จะบอกหรือไม่บอก” ศีลยกมือขึ้นทำท่าจะจี้เอวจินรีบขยับตัวหนี ใช้นิ้วดันขาแว่นขึ้นด้วยสีหน้าเขิน 

             “บอกมาเร็ว เกี่ยวกับคนนั้นหรือเปล่า ที่ชื่ออะไรนะรามิลใช่ไหม” 

             เมื่อถูกจี้ถูกจุดจินจึงเงียบกริบ 

             “ไม่เท่าไหร่เลยนะเพื่อน บอกมาเร็วว่าชวนมาทำอะไร” 

             “เมื่อวันพุธคุณรามิลเอาหนังสือต่างประเทศมาให้จอมหลายสิบเล่ม เห็นคุยกันไม่นึกว่าจะหามาให้ เราเลยอยากซื้อเสื้อให้สักตัวเป็นการตอบแทน เลยชวนศีลมาช่วยดู” 

             “นั่นไง เดี๋ยวนี้สายเปย์เหรอ ไหนว่าคนนั้นเป็นเจ้าของตึกไง” จินหัวเราะเมื่อเพื่อนเอาเรื่องนี้ขึ้นมาแซว 

             “กล้าพูด แฟนใครล่ะเป็นเจ้าของตึก” 

             “ยังๆ ตอนนี้ยังไม่ใช่แฟน แต่ไม่ให้หนีไปไหนหรอกล็อคไว้แล้ว”  

             “ดูพูดเข้า อยากให้คุณภีมมาได้ยินจริงๆ” 

             “โอ้~” ศีลอุทานแถมยังหยุดเดิน จินจึงต้องหยุดตาม “จินแม่นจริงๆ” 

             “แม่นอะไร”  

              “โน่นไง” ศีลชี้มือเข้าไปในร้านกาแฟชื่อดัง จินมองเห็นผู้ชายสองคน คนหนึ่งเขาคุ้นหน้าดีคือพีระพัฒน์ แต่อีกคนที่นั่งหันหลังให้เขารู้สึกคุ้นตา  

             “ไปเร็ว” ศีลลากเพื่อนเข้าไปในร้าน  

             “สวัสดีครับ” ศีลเป็นคนเอ่ยทักทาย จินเดินตามเข้าไปเงียบๆ แต่หัวใจของเขาเต้นโครมคราม คงไม่ใช่หรอก 

             “ที่บอกว่าจะไปกับจินคือมาที่นี่เหรอ ถ้ารู้ว่านัดที่เดียวกันพี่แวะไปรับก็ได้” 

             “ไม่เป็นไรครับพี่ภีม ต่างคนต่างมีนัดแยกย้ายกันมาดีแล้ว.. สวัสดีครับ” ศีลยกมือไหว้คนที่หันกลับมามอง จินรู้สึกชาไปทั้งตัว หูของเขาอื้ออึง ดวงตาเบิกกว้าง หน้าซีดเผือด 

             “นั่งก่อนสิ เดี๋ยวพี่แนะนำให้รู้จักกัน” พีระพัฒน์ชี้มือไปยังเก้าอี้ว่าง ศีลดึงแขนเขาลงนั่ง จินทำทุกอย่างโดยอัตโนมัติ เขาไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าตัวเองทำอะไรอยู่ 

             “นี่เพื่อนสนิทพี่ชื่อรามิล เป็นหุ้นส่วนทางธุรกิจด้วย” คำแนะนำของพีระพัฒน์ค่อยๆ ซึมเข้ามาในสมองของเขา หัวใจของจินร่วงหล่นลงไปที่พื้น รามิลคือเจ้าของตึกจริงๆ 

             จินลุกพรวดขึ้นยืน เนื้อตัวของเขาสั่นไปด้วยความอายและมากที่สุดคือความเสียใจ เขาไม่รู้แล้วว่าทุกอย่างที่ผ่านมาคืออะไร 

             “คุณภีมครับผมขอตัวกลับก่อน” จินทำได้เต็มที่แค่นั้น เขาพูดด้วยเสียงสั่นพร่า หันหลังกลับเดินออกจากร้านด้วยความรวดเร็ว  

             “จินเป็นอะไรวะ” ศีลคว้ามือของเขาจากทางด้านหลังให้หยุดเดิน 

             “อย่าเพิ่งคุย กลับบ้านกันก่อน” 

             “จิน” เสียงเรียกชื่อเขาดังขึ้น จินหันไปมอง รามิลยืนอยู่ตรงนั้นมองมาที่เขาด้วยสายตาเสียใจ พวกเขาจ้องตากันนิ่ง ก่อนที่จินจะจับมือศีลลากให้ออกเดิน 

             โชคดีที่ศีลรู้ว่ายังไม่ควรพูดอะไรกับเขา เจ้าตัวเรียกแท็กซี่ ดันเขาขึ้นรถและนั่งเงียบมาตลอดทาง 

 

             “ไปห้องกูก่อนอย่าเพิ่งกลับบ้าน” ศีลหันมาพูดกับเขาเบาๆ จินพยักหน้า เขาหมดแรงเกินกว่าจะเปล่งเสียงออกมาได้  

             จินเดินตามเพื่อนขึ้นไปบนห้องเงียบๆ ทิ้งตัวลงนอนบนเตียง ศีลตามมานั่งที่พื้นพิงหลังกับขอบเตียง  

             “คนนี้ใช่ไหม” 

             “อืม” เขาตอบรับแผ่วเบา 

             “ชอบเหรอ” 

             จินเงียบไปนาน สุดท้ายเขาก็ยอมรับออกมา 

             “อื้อ” 

             “ไม่เห็นบอกกันบ้าง”  

             “ก็เพิ่งรู้ตัวเมื่อกี้ ตอนมันโคตรเจ็บนี่แหละ” จินรู้แล้วว่าอาการแปลกๆ ที่เกิดขึ้นกับเขาก่อนหน้านี้คืออะไร เขาชอบรามิล 

             “เป็นคนรวยจริงๆ สินะ” 

             “คงอย่างนั้น เขาบอกแล้วแต่เราเอาแต่หัวเราะ แล้วเขาก็ยังปล่อยให้เราหัวเราะ เหมือนคนโง่เลยว่าไหม” จินหัวเราะออกมาเบาๆ เป็นการเยาะตัวเองเสียมากกว่า 

             “จิน” ศีลหันมามอง จินรู้ดีว่าหน้าของเขาคงซีดเผือด ตาแดงก่ำแม้ไม่มีหยดน้ำตาหล่นลงมาก็ตาม  

             “กินเบียร์ไหมเดี๋ยวหากับแกล้มอร่อยๆ มาให้” 

             “อืม” 

             “รอด้วยล่ะ กูกลัวผีอย่าทำอะไรโง่ๆ ในห้องนี้ ถ้าจะทำกลับไปทำที่บ้าน 

             “ไอ้บ้า!” จินหัวเราะออกมาได้แม้เสียงจะฟังดูแย่เต็มที ศีลลุกขึ้นยืนจับศีรษะเขาโยกเบาๆ  

             “มึงไม่โง่หรอก มึงแค่เป็นคนดีเชื่อกู” 

             “อืม” 

             “เดี๋ยวกูมา” 

             ศีลเดินออกจากห้องพักไปแล้ว จินแหงนหน้าขึ้นมองเพดานนิ่ง โทรศัพท์ในกระเป๋ายังสั่นไม่หยุด เขาหยิบมันออกมา กดปิดเครื่องโดยไม่มองหน้าจอ  

             ความรู้สึกมากมายถาโถมเข้าหาจนจินแยกไม่ออกว่าเขารู้สึกอย่างไรกันแน่ เขาแยกไม่ได้ว่ากำลังเจ็บมากหรือกำลังชากับสิ่งที่ได้รับรู้ รามิลเป็นหุ้นส่วนพีระพัฒน์ เป็นเจ้าของตึกคนหนึ่ง ชายหนุ่มพูดจริงทุกอย่าง เขามันโง่เอง  

             หยดน้ำใสไหลลงมาช้าๆ แม้ไม่มีเสียงสะอื้นให้ได้ยิน 

 

• • • • • • • • 

 

             “ไม่เป็นไรแน่นะ” ศีลมาส่งจินที่หน้าบ้าน เขายังอดเป็นห่วงเพื่อนไม่ได้ 

             “อืม” 

             “นอนเยอะๆ” ศีลลูบมือลงบนศีรษะทุย อยากปลอบมากกว่านี้แต่เขาคงทำได้แค่นี้  

             “อืม ไปเถอะ ดึกแล้ว” 

             “พรุ่งนี้จะมารับ ไปทำงานนะห้ามป่วยอยู่บ้าน” 

             “รู้” จินยิ้มออกมาได้ เพราะความเป็นห่วงของเพื่อน 

             “พรุ่งนี้เจอกัน” 

             “ไปได้แล้ว” จินต้องลงเสียงทีละคำ ศีลจึงยอมขี่มอเตอร์ไซด์ออกไป 

             เขายืนมองเพื่อนจนลับสายตา ก่อนถอนใจออกมาเบาๆ รู้สึกถึงน้ำหนักของไหล่ที่มากกว่าทุกวัน 

             “จิน” เสียงเรียกทำให้จินชะงักมือที่แตะประตูรั้ว เขายืนนิ่งอยู่ครู่ใหญ่ก่อนหันกลับไปมองอย่างช้าๆ รามินยืนอยู่ตรงนั้น 

             “จินคุยกันก่อน” 

             จินระบายยิ้มอ่อนบนใบหน้า ดวงตาที่มองชายหนุ่มไม่มีความโกรธอยู่ในนั้น มือของเขาเลื่อนประตูรั้วให้กว้างออก หันหลังกลับและเดินผ่านเข้าไปข้างในโดยไม่พูดอะไรสักคำ 

             เราเคยเป็นคนแปลกหน้าต่อกันอย่างไร ก็ขอให้เป็นแบบนั้นเถอะนะครับคุณรามิล ผมว่ามันดีที่สุดแล้ว 

ความคิดเห็น