Ratidarin

หวังใจว่าจะทำให้มีรอยยิ้มกันนะคะ ^^

ตอนที่ 4 : ใจเต้น

ชื่อตอน : ตอนที่ 4 : ใจเต้น

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 957

ความคิดเห็น : 3

ปรับปรุงล่าสุด : 21 ต.ค. 2562 10:09 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 4 : ใจเต้น
แบบอักษร

 

ตอนที่ 4 : ใจเต้น 

 

           “.......ค่ะคุณรามิล” 

           รามิลไม่ได้ฟังประโยคสุดท้ายของเลขา เพราะเขามัวมองไปยังนาฬิกาดิจิตอลที่ตั้งอยู่ วันนี้วันพฤหัสจินน่าจะมา 

             “คุณพริ้งครับ”

             “คะ”

             “ผมจะไม่อยู่ประมาณสองชั่วโมง มีอะไรด่วนโทรเข้ามือถือผม”

             “ได้ค่ะ”

             รามิลลุกขึ้นยืน เขาคว้าเสื้อสูทขึ้นมาพาดแขน ริมฝีปากคลี่ออกเป็นรอยยิ้ม เจ้าตัวจะดีใจหรือเปล่าที่รู้ว่าเขาเอามาใส่จริงๆ

             พริ้งได้แต่มองเจ้านายด้วยความสงสัย พักนี้รามิลมักจะหายไปในเวลาเดิมๆ แม้ไม่บ่อยแต่ก็หลายครั้งภายในหนึ่งอาทิตย์ ยี่สิบนาทีบ้างสามสิบนาทีบ้าง ด้วยเวลาที่ไม่มากนักทำให้เกิดความสงสัยว่าเจ้านายหนุ่มของเธอไปที่ไหน แถมรอยยิ้มที่เห็นเมื่อครู่ยิ่งทำให้สมองของเธอทำงานหนัก รอยยิ้มกรุ่มกริ่มขนาดนั้นเกี่ยวกับผู้หญิงหรือเปล่านะ

             “คุณพริ้ง”             

             “คะ!” พริ้งสะดุ้งเมื่อเจ้านายเรียกชื่อขึ้นมา

             “ผมจะออกไปแล้ว”

             “ขอโทษค่ะ” หญิงสาวรีบเดินตามเจ้านายออกจากห้องทำงาน

 

• • • • • • • • 

 

             รามิลยิ้มเมื่อเห็นเด็กหนุ่มใส่แว่นนั่งอยู่ที่ประจำ เขาเดินเข้าไปหา ทิ้งตัวลงนั่งข้างๆ เดี๋ยวนี้จินไม่เคยลืมเอาผ้ากันเปื้อนออกอีกเลย 

             “กาแฟครับ” แก้วกาแฟถูกยื่นมาให้พร้อมกับแซนวิชหนึ่งชิ้น รามิลเลิกคิ้วขึ้นสูง 

             “เอามาเผื่อฉันเหรอ” 

             “ครับ” 

             “รู้ได้ยังไงว่าจะขึ้นมา” 

             “ก็เห็นคุณรามิลชอบขึ้นมาทุกวันพฤหัส” 

             รามิลยิ้ม เขาชอบความรู้สึกนี้ เขาขึ้นมาเพรารู้ว่าจินจะมา จินเอากาแฟกับแซนวิชมาเผื่อเพราะรู้ว่าเขาจะมา  

             “เดี๋ยวพักเสร็จกลับร้านใช่ไหม วันนี้ฉันว่างขอไปด้วยคนสิ ยังไม่เคยไปอุดหนุนที่ร้านเราเลย” 

             “ไปสิครับ แต่ผมขอพักอีกสักสิบนาที” 

             “ชอบขนาดนั้นเลยเหรอ” 

             “ชอบอะไรครับ” 

             “วิวตรงนั้น มาบ่อยแบบนี้ไม่เบื่อเหรอ” 

             “อ๋อ ไม่เบื่อครับ ผมชอบมองวิวจากตึกสูงๆ ให้นั่งทั้งวันก็นั่งได้ ความฝันสูงสุดในชีวิตคือมีห้องกว้างบนตึกสูงๆ ติดกระจกรอบ มองเห็นวิวทั่วกรุงเทพฯ เลยยิ่งดี” 

             รามิลหยุดคิด ความฝันสูงสุดของอีกคนคือสิ่งที่เขาหามาได้ง่ายๆ และมีมากกว่าหนึ่งแห่ง ชายหนุ่มไม่ใช่คนไม่เห็นคุณค่าของของที่มี แต่ตอนนี้เขาเริ่มเห็นคุณค่าของมันมากขึ้น เมื่อมันคือความฝันของคนที่นั่งอยู่ตรงนี้ 

             “ใส่แล้วโดนทักไหมครับ” 

             “หือ? รามิลมองตามสายตาของจิน ถึงเห็นว่าอีกฝ่ายมองเสื้อสูทที่เขาวางพาดไว้” 

             “ไม่ มันอยู่ด้านในไม่มีใครเห็น เว้นแต่ตอนขยับตัวนิดหน่อย” 

             “ดีจัง ผมยังคิดว่าแต่งตัวเก่งแบบคุณรามิลจะใส่หรือเปล่านะ เพิ่งมาคิดได้ตอนหลัง” 

             “แต่งตัวเก่ง?” 

             “ครับ ผมเห็นเสื้อผ้าไม่ค่อยซ้ำเลย ถามจริงเงินกินข้าวหมดหรือยังครับ” คนถามพูดด้วยน้ำเสียงสดใสทำให้รู้ว่าตั้งใจแซวเล่น แต่คนฟังชักเหงื่อตกเขาลืมคิดเรื่องนี้ไป 

             “ไม่ได้ซื้อทั้งหมดหรอกเจ้านายให้ก็มี ใส่ไซซ์เดียวกัน” รามิลใส่ไซซ์เดียวกับพี่ชายและด้วยตำแหน่งแล้วเขาเรียกว่าเจ้านายก็คงไม่ผิด 

             “อ๋อ ผมก็คิดอยู่ว่าบางตัวต้องแพงมากแน่ๆ” 

             “อืม” 

             “ไปกันเลยไหมครับ แต่เดินกลับนะครับถือว่าออกกำลังกายไปในตัว” 

             “ไม่มีปัญหา” 

             รามิลเดินตามจินลงบันไดมา พวกเขาหยุดยืนรอลิฟต์ที่หน้าชั้นยี่สิบห้า เสียงคุยดังขึ้นก่อนผู้หญิงกลุ่มหนึ่งจะเปิดประตูกระจกออกมา หนึ่งในนั้นรามิลรู้จักดี เลขาของพีระพัฒน์  

             “สวัสดีค่ะคุณรามิล มาหาคุณ...” 

             ชายหนุ่มอาศัยจังหวะที่จินหันไปมอง รีบยกนิ้วแตะริมฝีปากส่งสัญญาณให้อีกฝ่ายหยุดพูด 

             เสียงลิฟต์ดังขึ้นพอดีก่อนที่ประตูลิฟต์จะเปิดออก เลขาของพีระพัฒน์ยิ้มให้เขาเดินนำเข้าไปก่อน จินทำท่าจะตามเข้าไปแต่รามิลดึงแขนเอาไว้ 

             “ครับ?” 

             เสียงประตูลิฟต์ปิดลง ดวงตาภายใต้แว่นมองเขาด้วยความสงสัย รามิลส่งยิ้มให้ เขาทรุดตัวลงนั่งคุกเข่า  

             “เชือกรองเท้าเราหลุด เผลอเหยียบจะอันตราย”  

             รามิลผูกเชือกรองเท้าให้กับจิน เขาดึงจนแน่ใจว่ามันแน่นดีจึงลุกขึ้น ดวงตาที่มองเขาเบิกกว้าง สีหน้าตกใจ ชายหนุ่มมองสีหน้านั้นด้วยความเอ็นดู 

             เขายื่นมือไปกดลิฟต์อีกครั้ง ภาวนาให้ไม่มีใครออกมาจากลิฟต์และไม่มีใครออกมาจากประตูอีก นี่เป็นครั้งแรกที่เขาลงมาพร้อมจิน ชายหนุ่มลืมคิดเรื่องนี้ไป  

             เพราะมัวระวังเรื่องพนักงานของชั้นยี่สิบห้าที่คาดว่าจะจำเขาได้ รามิลจึงไม่เห็นว่าใบหน้าของจินขึ้นสีแดงเรื่อ หัวใจของเด็กหนุ่มเต้นแรง เขาไม่คิดว่ารามิลจะก้มลงไปผูกเชือกรองเท้าให้ ไม่เคยมีใครทำสิ่งที่อ่อนโยนแบบนี้ให้เขามาก่อน 

             “ลิฟต์มาแล้ว” 

             “จิน” รามิลหันไปมองเมื่ออีกฝ่ายเงียบไป เด็กหนุ่มยังยืนนิ่งเขาจึงเอื้อมมือไปจับที่ข้อมือดึงให้ออกเดิน  

             สายตาของจินตกลงมองมือที่จับแขนของเขา หัวใจเต้นแรงขึ้นมาอีกครั้ง เขาไม่เข้าใจตัวเองสักนิด รามิลเป็นผู้ชายเขาก็เป็นผู้ชายจะรู้สึกเขินไปทำไม 

             “เป็นอะไรหรือเปล่า” รามิลพูดกลั้วหัวเราะเมื่อเห็นหน้าเหวอๆ ของจิน 

             “เปล่านี่ครับ” จินรีบดึงมือออกจากมือของอีกฝ่าย เขาขยับตัวออกห่างอีกนิด หันไปมองประตูลิฟต์เพื่อจะได้ไม่ต้องมองหน้ารามิล ได้แต่บอกตัวเองว่าใครโดนทำแบบนี้ก็เขินทั้งนั้นเพราะมันไม่ชิน  

 

• • • • • • • • 

 

             “ถึงแล้วครับ” จินหันไปยิ้มให้รามิล เมื่อพวกเขาเดินมาถึงหน้าร้าน so far so good 

             “ขายดอกไม้ด้วยเหรอ” รามิลอ่านข้อความที่ติดอยู่กระจกหน้าร้าน 

             “ใช่ครับ” จินพยักหน้า เขาผลักประตูร้านเข้าไปด้านใน 

             “ทานอะไรดีครับ มีชา กาแฟ เค้ก แซนวิช เดี๋ยวผมเลี้ยงเอง” 

             “ไม่ต้อง วันนี้จินก็เอากาแฟกับแซนวิชขึ้นไปเลี้ยงฉันแล้ว” 

             “ผมลืมบอกไปว่าแซนวิชวันนี้ทำจากเครื่องที่คุณรามิลให้นะครับ เป็นการส่งการบ้าน” 

             “งั้นเหรอ ก็ออกมาดูดีนี่” 

             “ครับ ตกลงรับอะไรดีครับ” 

             “ฉันขอ...” ดวงตาของรามิลเบิกกว้งขึ้น คิดอยู่ว่าเขาลืมอะไรไป เด็กหนุ่มที่ยืนอยู่หลังเคาน์เตอร์คุ้นตา นี่มันเด็กที่เพื่อนของเขาสนใจ  

             รามิลหมุนตัวกลับทันที 

             “อะไรครับ” 

             “ขอโทษที เอาไว้วันหลังฉันแวะมาใหม่” รามิลยกมือขึ้นแตะไหล่ของจิน เขาไม่ได้ให้เหตุผลเพราะกลัวไม่ทันการ จินได้แต่ยืนงงมองตามร่างสูงที่เดินออกจากร้านไป 

• • • • • • • • 

 

             “มาแล้วเหรอ” ศีลทักเมื่อเห็นจินเดินเข้ามาหลังเคาน์เตอร์ หยิบผ้ากันเปื้อนที่ถอดเก็บไว้ขึ้นมาใส่ 

             “อืม” 

             “เป็นอะไร ทำไมทำหน้าแปลกๆ” 

             “ไม่มีอะไร เมื่อกี้คุณรามิลมาที่ร้านกับเราด้วยบอกว่าอยากมา แต่พอมาถึงก็กลับไปเลย สงสัยนึกขึ้นได้ว่ามีธุระมั้ง” 

             “คุณรามิล?” ศีลขมวดคิ้วเข้าหากัน “อ๋อ คนที่เจอบนดาดฟ้า” 

             “ใช่” 

             “เดี๋ยวนี้สนิทกันมากแล้วเหรอ” 

             “ก็สนิท” จินหน้าแดงเรื่อ เขาดันคิดไปถึงตอนที่รามิลผูกเชือกรองเท้าให้ 

             “จินเป็นไข้หรือเปล่า เดี๋ยวหน้าเหวอเดี๋ยวแดง เป็นอะไร” 

             “เปล่า” จินรีบส่ายหน้ายังไม่อยากให้ศีลซักตอนนี้ เพราะเขาก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเกิดอะไรขึ้นกับตัวเอง 

             “จิน” 

             “ครับพี่ลิต” จินมองญาติสนิทที่เดินตรงเข้ามาหา 

             “เมื่อกี้ใคร” 

             “คุณรามิลไงพี่ลิตที่จินเจอบนดาดฟ้า” ศีลตอบแทนให้ 

             “หล่อขนาดนี้เลยเหรอ” ลิลิตเบิกตากว้าง จินเคยบอกเขาว่าชายหนุ่มหน้าตาดีแต่ลิลิตไม่คิดว่าจะดีขนาดนี้ 

             “พิ่ลิตเห็นเหรอ โหเสียดายผมไม่เห็น” 

             “อ้าว! เอ็งไม่เห็นแล้วเอ็งบอกพี่ได้ยังไงวะ” 

             “จินบอกว่ามาด้วยกันแต่จู่ๆ ก็กลับไป สงสัยเห็นผี” 

             ศีลไม่รู้ตัวแม้แต่น้อยว่าผีที่ว่าคือเขาเอง 

             “พูดไป” จินดุเพื่อน “น่าจะมีธุระครับถึงกลับไปก่อน” 

             “ทำไมพักนี้ร้านเรารู้จักแต่คนหน้าตาดีวะ หรือว่าราศีร้านกำลังจับ” 

             “จับอะไรพี่ลิต” 

             “จับความไฮโซสิเอ็งถามได้ เจ้าของร้านหน้าตาก็ดี คนที่มาติดพันก็หน้าตาดี ยกระดับชัดๆ” 

             “เดี๋ยวพี่ลิต ผมว่าผิดตั้งแต่เจ้าของร้านหน้าตาดีแล้ว” ศีลรีบท้วง 

             “แล้วคุณรามิลก็ไม่ได้มาติดพันผมด้วย” จินรีบค้านอีกเสียง 

             “ช่างค้านจริงๆ พวกเอ็ง จินวันหลังพามาใหม่นะพี่อยากรู้จัก” 

             “ครับ ผมจะลองชวนดู” จินพยักหน้า พวกเขาแยกย้ายเมื่อมีลูกค้าเดินเข้ามาในร้าน 

เกิดอะไรขึ้นหรือเปล่าหรือแค่มีธุระ จินอดคิดไม่ได้ เขาทำงานไปก็คิดไปด้วย รู้สึกเป็นห่วงอีกฝ่ายขึ้นมา 

“ฝากแป๊บนะเดี๋ยวมา” จินแตะไหล่ศีลเมื่อไม่มีลูกค้ารอกาแฟแล้ว เขาเข้าไปห้องด้านหลังนั่งลงบนเก้าอี้ หยิบโทรศัพท์ออกมา 

ควรโทรไหมนะหรือแค่ส่งข้อความไปก็พอ จินชั่งใจอยู่ครู่หนึ่งก่อนตัดสินใจส่งเป็นข้อความ 

เรียบร้อยดีไหมครับ 

แบบนี้ได้ไหม รามิลก็ไม่ได้บอกเสียด้วยว่ามีธุระ ความจริงเขาอยากส่งประโยคสบายดีไหมครับไป แต่กลัวว่าคนอ่านจะรู้สึกแปลกๆ ว่าทำไมต้องถาม 

หลังจากลบแล้วลบอีก จินจึงส่งข้อความที่คิดว่าดีที่สุดไป 

พรุ่งนี้ขึ้นไปไหมครับ ผมจะทำแซนวิชกับกาแฟไปเผื่อ 

อย่างน้อยถ้าได้ข้อความกลับก็แปลว่ายังสบายดี และถ้าพรุ่งนี้ได้เจอก็จะเห็นกับตา 

ไปครับ พรุ่งนี้เจอกัน 

จินอ่านข้อความซ้ำๆ ประโยคสั้นมากแต่เขาใช้เวลาอ่านนานมาก  

 ‘ครับ’ รามิลไม่เคยพูดครับกับเขาเลย ลืมตัวพิมพ์หรือเปล่า หรือปกติถ้าส่งเป็นข้อความจะใช้คำประมาณนี้  

จินสงสัย เขาไม่รู้ว่าอีกฝ่ายเป็นอะไร พอๆ กับที่ไม่รู้ว่าใบหน้าของเขากำลังเปื้อนรอยยิ้มและดวงตากำลังเขินอาย  

ความคิดเห็น