Ratidarin

หวังใจว่าจะทำให้มีรอยยิ้มกันนะคะ ^^

ตอนที่ 3 : เพื่อน

ชื่อตอน : ตอนที่ 3 : เพื่อน

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 871

ความคิดเห็น : 4

ปรับปรุงล่าสุด : 20 ต.ค. 2562 09:30 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 3 : เพื่อน
แบบอักษร

 

ตอนที่ 3 : เพื่อน 

            

           “ขุนจอดรถหน่อย” 

             “ครับคุณรามิล”

             รามิลบอกคนขับรถเมื่อเห็นใครบางคนเดินอยู่ริมถนน รถชะลอตัวลงก่อนจอดเข้าข้างทาง

             “จิน”

             เสียงเรียกของเขาทำให้เจ้าของชื่อหยุดเดินหันมามอง ก่อนรอยยิ้มจะปรากฎขึ้นบนใบหน้าเมื่อเห็นว่าเป็นใคร

             “คุณรามิล”

             “มาทำอะไรตรงนี้” รามิลยกนาฬิกาขึ้นดู เกือบห้าทุ่มแล้ว ในซอยที่เป็นย่านธุรกิจกลางคืนมักจะเงียบมากเพราะส่วนใหญ่เป็นออฟฟิศมากกว่าร้านค้าหรือบ้านเรือน

             “ร้านที่ผมทำงานอยู่ตรงโน้นครับ” จินชี้มือไปทางด้านหลัง รามิลมองตามถึงเห็นร้านกาแฟเล็กๆ ที่อยู่ใต้ตึกสูงเจ็ดชั้น

             “ปิดดึกขนาดนี้เลยเหรอ” ชายหนุ่มนิ่วหน้า เวลาแบบนี้ร้านกาแฟไม่น่ามีลูกค้ามากพอจะคุ้มค่าเปิด

             “เปล่าครับ ร้านปิดตั้งแต่สองทุ่มแต่ผมลืมเอาเค้กที่ทำเสร็จแล้วพักไว้เข้าตู้แช่ นึกได้ก็ดึกแล้วเลยกลับมา”

             กำลังจะกลับบ้านหรือเปล่า”

             “เปล่าครับ ผมหิวเลยจะหาอะไรกินก่อนค่อยกลับ”

             “ไปกินที่ไหน”

             เลยตึกพีพีอาร์ไปครับ ซอยข้างสวนอีกฝั่งมีร้านข้าวต้มอร่อย ผมว่าจะเดินไปกิน

             “เดินไป!”

             “ครับ ใกล้นิดเดียว”

             รามิลไม่แน่ใจว่าระหว่างเขากับจิน ใครให้คำจำกัดความใกล้กับไกลผิดกันแน่

             “แล้วคุณรามิลมาทำอะไรแถวนี้ดึกๆ ครับ”         

             “ฉัน..” ชายหนุ่มกำลังจะพูดว่านั่งรถผ่านแต่เปลี่ยนใจ “ฉันเพิ่งเลิกงานต้องอยู่เคลียร์จนดึกกำลังจะกลับ”

             “อ๋อ ไปทางนี้เหรอครับ” เพราะตึกอยู่ต้นซอยแต่เขาเจอรามิลกลางซอยจินจึงชี้ไปทางด้านหลัง

             “ใช่”

             “ครับ แล้วไว้เจอกัน” จินเอ่ยขอตัวเพราะดึกมากแล้วและเขาก็หิวมากด้วย แต่ร่างสูงกลับเดินตามเขามา เสียงฝีเท้าทำให้จินหันไปมอง

             “ครับ?”

             “ผมไปทานด้วยคนสิ”

             “อืมม” จินกำลังคิด เขาไม่ถึงกับสนิทกับรามิลมากแต่ก็คงไม่เป็นไรมั้ง “ได้ครับ”

             รามิลก้าวเท้ายาวขึ้นมาเดินคู่กับเขา จินเห็นชายหนุ่มหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาพิมพ์บางอย่างลงไป ก่อนโทรศัพท์เครื่องนั้นจะถูกหย่อนลงกระเป๋ากางเกง รามิลเพิ่งส่งข้อความหาคนขับรถว่าให้กลับไปรอที่ตึก

             จินพาเขาเดินผ่านคอนโดที่อยู่ในซอยข้างสวนสาธารณะ รามิลรู้จักดีเพราะเขาซื้อไว้ห้องหนึ่งเพื่อเก็งกำไร พี่ชายของพีระพัฒน์เป็นเจ้าของโครงการ สร้างบนพื้นที่ของครอบครัว

             “ร้านนั้นครับ” ร้านที่ว่าตั้งอยู่บนฟุตบาลริมสวน เยื้องจากคอนโดไปไม่ไกล สำหรับรามิลแล้วเขาไม่เรียกแบบนี้ว่าร้านแต่มันคือเพิง

             เก้าอี้พลาสติกมีรอยแตก รามิลมองอย่างชั่งใจ บอกตรงๆ ว่าเขากลัวมันหนีบ

             “นั่งสิครับ”

             “อืม” รามิลนั่งลงช้าๆ เพื่อทดสอบก่อน เขาทำเพื่อความปลอดภัยของตัวเอง

             “เราต้องกินแข่งกับเวลาครับ ร้านนี้ปิดแค่เที่ยงคืน คุณรามิลเอาอะไรครับ”

             “มีอะไรบ้าง”

             “ก็ข้าวต้มทั่วไปครับ หมู ปลา กุ้ง รวมมิตร โจ๊ก กระดูกอ่อนเห็ดหอม”

             “ขอกระดูกอ่อนเห็ดหอม”

             “ได้ครับ ลุงครับดูกหมูหนึ่ง จับโบ้เหมาหมดหนึ่ง”

             รามิลนึกสงสัยว่าจับโบ้เหมาหมดคืออะไร เมื่อชามข้าวต้มถูกยกมาตั้งตรงหน้าเขาถึงได้คำตอบ

             “กินหมดเหรอ” มันคือข้าวต้มชามใหญ่กว่าปกติมาก ใส่เครื่องมาจนล้นหลากหลายชนิด”

             “หมดครับ”

             รามิลมองร่างเล็กอย่างไม่เชื่อสายตา รูปร่างที่เห็นห่างไกลคำว่าท้วม ดูอย่างไรก็ไม่น่าจะกินได้เยอะขนาดนี้ เขารู้แล้วว่าทำไมอีกฝ่ายถึงบอกให้กินแข่งกับเวลา ก็เพราะว่ามันเยอะมาก

             “ทานเลยครับอร่อย”

             “อืม”

             รามิลอยากหยิบน้ำมาล้างช้อนแต่ก็ไม่อยากให้คนตรงหน้ายิ้มขำเขา จึงจำใจตักข้าวต้มเข้าปาก รสชาติอร่อยสมกับที่อีกฝ่ายโฆษณาชวนเชื่อไว้

             “เป็นไงบ้างครับ”

             “อร่อยดี”

             “ทานเลยครับแต่ถ้าไม่พอรีบสั่งเลย อีกสักพักลุงก็เก็บหม้อแล้ว”

             “ไม่ล่ะชามเดียวก็พอ”

             รามิลมองจินกินแล้วอดทึ่งไม่ได้ เขาเชื่อแล้วว่าข้าวต้มชามนั้นคงหมดจริงๆ

 

             “อิ่ม”

             รามิลเหลือบมองเด็กหนุ่มที่เดินอยู่ด้านข้าง จะไม่อิ่มได้ยังไงเล่นกินจนหมดชาม

             “จินกลับบ้านยังไง”

             “เดินไปรอรถเมล์ครับ”

“ดึกแล้วทำไมไม่กลับแท็กซี่”

 “เมื่อกี้ผมก็มาแท็กซี่ครับเป็นห่วงเค้ก จะกลับแท็กซี่อีกก็เสียดายตังค์”

“ถ้าอย่างนั้นเดี๋ยวฉันไปส่ง”

             “ไปส่ง?” คนพูดมองหน้าเขาแปลกๆ “คุณรามิลเอารถมาเหรอครับ เมื่อกี้ผมไม่เห็น”

             “ไม่ได้เอามา แต่ดึกขนาดนี้ฉันว่าจะเอารถบริษัทกลับ เขามีให้พนักงานใช้”

             “อ๋อ ผมลืมไปว่าพนักงานขายน่าจะมีรถใช้ แต่ไม่เป็นไรครับผมกลับเองได้”

             “มันจะเที่ยงคืนแล้วให้ฉันไปส่งเถอะ เราเป็นเพื่อนกันไม่ใช่เหรอ เพื่อนก็ต้องห่วงเพื่อน”

             “แต่..”

             “อย่าแต่ทุกครั้งที่คุยกันเลย มันดึกแล้วฉันง่วงแต่ถ้าไม่ได้ไปส่งฉันจะรู้สึกผิด”

             “ก็ได้ครับ”

             “เดินไปที่ตึกกัน จินรออยู่ข้างหน้าเดี๋ยวฉันขึ้นไปเอารถ”

             “ได้ครับ”

             

             รามิลยืนมองรถของตัวเอง คันนี้ไม่ได้แน่ๆ ต่อให้พนักงานระดับอาวุโสก็คงไม่ได้รถหรูขนาดนี้ใช้ เขากวาดตามองรอบๆ ลานจอดที่ติดป้ายบริษัทของเขา

             “ขุน”

             “ครับคุณรามิล”

             “รถที่จอดอยู่สามคันตรงนั้นของมาเก็ตติ้งใช่ไหม”

             “น่าจะใช่ครับ”

             “รู้ไหมว่ากุญแจรถอยู่ที่ไหน”

             “ไม่รู้ครับ” ขุนส่ายศีรษะเพราะเขาก็ไม่ทราบเหมือนกัน

             รามิลถอนใจ เขามองไปรอบๆ ก่อนคิ้วจะขมวดเข้าหากัน เมื่อเห็นรถคันคุ้นตาจอดอยู่

             “นั่นรถขุนหรือเปล่า”

             “ใช่ครับ พอดีมอเตอร์ไซด์เสียผมเลยเปลี่ยนเอารถยนต์มา” รถคันที่เห็นเป็นรถที่รามิลซื้อให้เขาเป็นของขวัญในวันที่ลูกคนแรกของเขาคลอด เป็นรถญี่ปุ่นขนาดกลางเพื่อใช้ในครอบครัวเล็กๆ ของเขา

             “เอากุญแจรถมา”

             “ครับ!”

             “เอากุญแจรถขุนมา แล้วขุนขับรถฉันกลับบ้าน”

             “แต่..”

             “เร็ว”

             “ครับ” ขุนทำหน้าลำบากใจแต่ก็ต้องล้วงมือหยิบกุญแจรถส่งให้เจ้านาย

 

             “ขึ้นมา”

             จินก้มลงมองลอดกระจกเมื่อเห็นว่าเป็นรามิลจึงยิ้มกว้าง เขาก้าวขึ้นรถญี่ปุ่นคันเล็ก ภายในสะอาดสะอ้าน เดาเอาว่าบริษัทที่อีกฝ่ายทำงานอยู่คงเป็นบริษัทใหญ่ระดับหนึ่ง รถที่ให้พนักงานใช้ถึงใหม่เอี่ยม

             “ไปทางไหน”

             “ยูเทิร์นรถแล้วขับตรงไปเลยครับ เดี๋ยวใกล้ถึงทางแยกผมบอกอีกที”

             “อืม”

             รามิลขับรถออกจากหน้าตึก เขาขับรถเองบ้างและชอบขับรถแข่งเป็นงานอดิเรกดังนั้นเรื่องขับรถเขาทำได้ดี

             “บริษัทคุณรามิลทำอะไรเหรอครับ”

             “ห้างสรรพสินค้า”

             “ห้างสรรพสินค้า?”

             “บริษัทมาเช่าพื้นที่ตึกพีพีอาร์ชั่วคราวน่ะ ห้างกำลังก่อสร้าง”

             “อ๋อ ห้างใหญ่ๆ ที่อยู่มุมโค้งถนนด้านโน้นเหรอครับ” คนพูดตาโต

             “ใช่”

             “แล้วห้างสรรพสินค้าต้องมีพนังงานขายวิ่งงานข้างนอกด้วยเหรอครับ”

             รามิลชะงัก คำว่าพนักงานขายของห้างสรรพสินค้าคือพนักงานที่ยืนอยู่จุดจำหน่ายสินค้า ไม่ใช่พนักงานที่ออกไปติดต่อกับลูกค้าเพื่อขายสินค้าเหมือนบริษัททั่วไป เขาต้องคิดให้มากเพื่อไม่ให้ตอบพลาดและไม่โกหกจนเกินไป

             “เรามีทีมดูแลสินค้าที่นำเข้ามาวางขายในห้าง บางส่วนเสนอตัวเข้ามา บางส่วนเราต้องไปติดต่อเขามาขาย ทำ ลงร้านถาวรหรือออกบูธ โปรโมชั่นเทศกาลต่างๆ มันมีรายละเอียดเยอะ”

             “อ๋อ ผมเข้าใจแล้วครับ”

             พวกเขาคุยกันเรื่อยเปื่อยในรถ ซักถามเรื่องเล็กๆ น้อยๆ แต่ก็ทำให้รู้จักกันมากขึ้น อย่างหนึ่งที่รามิลได้จากการสนทนาเกือบหนึ่งชั่วโมงก็คือ จินเป็นเด็กฉลาดอย่างที่เขาคิด ฉลาดเกินกว่าจะมาเป็นพนักงานร้านกาแฟ แต่เขาจะไม่ก้าวก่ายว่าทำไม

             พวกเขาพบหน้ากันไม่กี่ครั้งแต่รามิลกับสนุกทุกครั้งที่ได้คุยกับอีกฝ่าย จินเป็นคนดื้อตาใส และมักพูดกระแทกใจคนฟังด้วยใบหน้าติดรอยยิ้มอ่อน ถ้าให้เขาสรุปออกมาเป็นคำ เขาอยากใช้คำว่า...เจ้าตัวร้าย เพราะจินเป็นเด็กร้ายที่น่ารัก

             “ถึงแล้วครับ” จินชี้มือไปที่บ้านหลังขนาดกลาง รั้วสีขาวกระทบกับแสงไฟหน้ารถ รามิลชะลอรถก่อนเข้าจอดหน้ารั้วบ้าน

             “ขอบคุณครับ” จินยกมือไหว้เขา “ขับรถดีๆ นะครับ ไม่ง่วงใช่ไหม”

             “ไม่”

             “งั้นผมเข้าบ้านก่อน”

             “อืม” จินเปิดประตูรถ ก้าวขาลงไปแล้วหนึ่งข้างก่อนหมุนตัวกลับขึ้นมานั่งเหมือนเดิม

             “ผมขอเบอร์คุณรามิลหน่อยสิครับ”

             “เบอร์ฉัน?” รามิลแปลกใจเพราะคิดว่านั่นเป็นอย่างสุดท้ายที่อีกฝ่ายจะถาม

             “เพื่อนก็ต้องเป็นห่วงเพื่อนไม่ใช่เหรอครับ แล้วผมจะหลับได้ยังไงถ้ายังไม่รู้ว่าคุณรามิลถึงบ้านปลอดภัยหรือยัง”

             ใบหน้าของชายหนุ่มคลี่ยิ้มออกช้าๆ เขามองจินด้วยสายตาอ่อนแสง

             “หรือว่าหวงครับ” คนพูดทำเสียงแซว รามิลหัวเราะออกมาเบาๆ

             เขาบอกทั้งเบอร์และไลน์ส่วนตัวให้จินรู้ รามิลใช้โทรศัพท์สองเครื่องไลน์สองไอดี ใช้เรื่องงานเครื่องหนึ่ง ส่วนตัวเครื่องหนึ่ง เขาไม่เคยให้เบอร์ส่วนตัวใครพร่ำเพรื่อแต่เขาให้จิน รามิลไม่กังวลว่าอีกฝ่ายจะโทรมารบกวนความเป็นส่วนตัวของเขา ชายหนุ่มสงสัยมากกว่าจะพ้นจากคืนนี้ไปแล้วจินจะโทรหาเขาอีกไหม

             “ขอบคุณครับ” จินหย่อนโทรศัพท์ใส่กระเป๋ากางเกง ก้าวลงจากรถ จากกระจกมองหลังรามิลเห็นอีกฝ่ายยืนส่งเขาจนรถลับสายตา

             จินไม่ใช่คนที่น่าสนใจที่สุด ไม่ได้มีผลประโยชน์เกี่ยวข้องกับธุรกิจของเขา ไม่ใช่สาวสวย แต่เขากลับดีใจทุกครั้งที่ได้เจอและได้พูดคุยกับอีกฝ่าย อาจเป็นเพราะช่วงนี้เขาทำงานหนัก มีเรื่องให้เครียดไม่เว้นแต่ละวัน ยิ่งใกล้วันห้างสรรพสินค้าเปิดตัว ปัญหามากมายก็เข้ามาไม่หยุดหย่อน ภายใต้ท่าทางสบายๆ ของเขาไม่ได้แปลว่าเขาไม่กังวล แต่ด้วยอายุที่น้อยกว่าผู้จัดการหลายๆ คน เขาจะให้ใครเห็นความกังวลไม่ได้ การได้เจอจินในบางเวลาทำให้เขาลืมเลือนความรู้สึกเหล่านั้นไป การได้เย้าเหย่ได้ต่อปากต่อคำกับจินเป็นความสนุกอย่างหนึ่งของเขา ส่วนเรื่องที่เขาทำให้อีกฝ่ายเข้าใจผิด รามิลคิดว่าเดี๋ยวก็คงห่างๆ กันไปเอง ปล่อยไว้แบบนี้คงไม่เป็นไร

 

             ขณะเดียวกัน...

             จินมองท้ายรถที่แล่นออกไป ในหัวกำลังคิดถึงชายหนุ่มที่เพิ่งขับรถมาส่ง พนักงานขายที่มีรถอย่างน้อยก็ต้องทำยอดเข้าบริษัทได้ดี หรือไม่ก็ต้องตำแหน่งสูงหน่อย รามิลน่าจะฐานะดีกว่าที่เขาคิดไว้ แต่ดูจากเสื้อผ้าที่ชายหนุ่มใส่ ถึงเขาไม่รู้จักแบรนด์แพงๆ เท่าไหร่แต่ดูจากเนื้อผ้าก็รู้ว่าราคาไม่ธรรมดาแน่ สงสัยจะหมดไปกับการแต่งตัวไม่น้อย หรือไม่ก็หมดไปกับการเปย์ผู้หญิงมั้งดูกรุ้มกริ่มขนาดนั้น แถมเอาใจเก่งด้วย ขนาดเขาเป็นผู้ชายยังรู้สึกได้

เฮ้อ~คิดอะไรอยู่ อย่าไปยุ่งเรื่องคนอื่นเขา จินส่ายศีรษะให้กับความคิดมากของตัวเอง หันหลังเปิดประตรั้วเข้าบ้าน เขาอดยิ้มไม่ได้เมื่อยังแอบคิดถึงบางเรื่องของรามิล เขาไม่รู้ว่าเขาทายเรื่องอื่นถูกไหม แต่เรื่องหนึ่งที่เขามั่นใจคือรามิลเป็นผู้ชายที่เอาใจเก่งมากจริงๆ 

ความคิดเห็น