Ratidarin

หวังใจว่าจะทำให้มีรอยยิ้มกันนะคะ ^^

ตอนที่ 1: พนักงานขาย

ชื่อตอน : ตอนที่ 1: พนักงานขาย

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 1k

ความคิดเห็น : 4

ปรับปรุงล่าสุด : 18 ต.ค. 2562 12:48 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 1: พนักงานขาย
แบบอักษร

 

ตอนที่ 1: พนักงานขาย 

 

             “คุณรามิลคะ พริ้งเอาตัวอย่างกาแฟที่จะใช้แจกลูกค้าวันเปิดห้างมาให้ชิมค่ะ” แก้วกระดาษถูกวางลงตรงหน้าเขาโดยเลขาสาว

             “สรุปกันแล้วเหรอ”

             “ค่ะ จากทั้งหมดห้ายี่ห้อ ทางการตลาดคิดว่าอันนี้ดีที่สุด รสชาติดีเหมาะสมกับราคา”

             เป็นไอเดียของฝ่ายการตลาดที่คิดจะแจกกาแฟให้กับลูกค้าทุกคนที่มาวันเปิดห้างสรรพสินค้า รายละเอียดเล็กน้อยพวกนี้เขาไม่ต้องตัดสินใจแค่ขอผลสรุปก็พอ

             “พริ้งขอตัวก่อนนะคะ”

             “ครับ” รามิลหยิบแก้วกาแฟขึ้นมาดม เพราะแจกคนจำนวนมาก กาแฟจึงต้องใช้ยี่ห้อที่มีอยู่ทั่วไปตามท้องตลาด แต่ในส่วนของแขกวีไอพีนั้นจะมีกาแฟนำเข้าจากต่างประเทศมาบริการ โดยมีบาริสต้าเป็นผู้ชง

             ชายหนุ่มหมุนเก้าอี้ มองออกไปนอกผนังกระจก เขาเช่าพื้นที่ของอาคารพีพีอาร์บิวดิ้งหนึ่งชั้นเพื่อใช้เป็นออฟฟิศชั่วคราวก่อนที่ตัวห้างจะสร้างเสร็จเรียบร้อย จุดที่ตึกตั้งอยู่ไม่ห่างจากตัวห้างมากนัก เดินทางไปมาเพื่อตรวจไซด์งานสะดวก และมองเห็นความคืบหน้าได้จากห้องทำงาน

             แต่เพราะพื้นที่ที่เปิดให้เช่าเป็นชั้นที่อยู่ไม่สูงมาก เขาจึงมองรอบๆ ห้างสรรพสินค้าได้ไม่กว้างมาก รามิลตัดสินใจลุกขึ้น เขาเดินออกจากห้องทำงาน ตรงไปยังลิฟต์เพื่อขึ้นไปยังชั้นสูงสุดและเดินขึ้นบันไดต่อไปยังดาดฟ้าพร้อมแก้วกาแฟในมือ

             รามิลชะงักเท้าเมื่อเห็นว่าใครนั่งอยู่ เด็กหนุ่มคนเดียวกับคนที่เขาเจอเมื่อสามวันก่อน จากที่คิดจะเดินไปดูห้างของเขาจากอีกด้านของสวนหย่อม ชายหนุ่มเปลี่ยนเส้นทางเดินตรงไปหาเด็กหนุ่มแทน

             “เจอกันอีกแล้ว”

             ใบหน้าที่แหงนเงยขึ้นมองเขา ห่างไกลกับคำว่ายินดีมากนัก ดูเหมือนเจ้าตัวจะชะงักก่อนปรับสีหน้าให้ดีขึ้น

             “สวัสดีครับ”

             รามิลนั่งลงข้างเด็กแว่น มองถุงใส่แซนวิชกับกาแฟในมือของอีกฝ่าย

             “มื้อเช้าเหรอ” ชายหนุ่มยกข้อมือขึ้นดูนาฬิกา สิบนาฬิกาสามสิบนาทีเป็นเวลาที่เขาไม่แน่ใจนักว่าเป็นมื้อไหนของอีกฝ่าย

             “ครับ”

             “ทำไมถึงพักเวลานี้”

             “ตอนเช้าที่ร้านยุ่งครับ ต้องพักหลังจากคนซาแล้ว แล้วคุณละครับเวลานี้ไม่ต้องทำงานเหรอ”

             “ฉันเป็นเจ้าของตึก ขึ้นลงเวลาไหนก็คงไม่มีใครมีปัญหา”

             “อีกแล้ว” เด็กหนุ่มถอนใจเฮือกใหญ่ สายตาตกลงมองแก้วกาแฟในมือเขา “ถ้าคุณเป็นเจ้าของตึกผมก็เป็นเจ้าของร้านแล้วครับ”

             “หึๆ ทำไมมักน้อย ไม่เลือกเป็นอะไรที่ใหญ่กว่านั้น”

             “ผมไม่คิดอะไรเกินตัวหรอกครับ” สายตาที่ตวัดมามองเหมือนกำลังกล่าวหาว่าเขาคิดอะไรเกินตัว รามิลนึกขำเด็กหนุ่ม

             “ทำไมนายถึงไม่เชื่อนะว่าฉันเป็นเจ้าของตึก”

             โครก~

             เด็กแว่นหันขวับมามองเมื่อได้ยินเสียงท้องของเขาร้อง รามิลเพิ่งคิดได้ว่าเช้านี้เขายุ่งมากจนไม่มีเวลากินอาหารเช้า

             เด็กหนุ่มเปิดถุงใส่แซนวิช หยิบขึ้นมาหนึ่งชิ้นส่งให้เขา “กินก่อนก็ได้ครับ ปล่อยให้ท้องร้องมันไม่ดีต่อสุขาภาพ”

             “ไม่เป็นไร”

             “กินได้ครับ ไม่ได้ใส่ยาเบื่อหนู... ถึงผมจะเบื่อคุณนิดๆ ก็เถอะ” เสียงตอนท้ายแผ่วลงมาก

             “ว่าอะไรนะ”

             “อร่อยครับ ทานเถอะ”

             รามิลชั่งใจอยู่ครู่หนึ่งจึงยื่นมือไปหยิบแซนวิชจากมือเด็กหนุ่มมา เขาแกะพลาสติกออกและพบว่ามันอร่อยอย่างที่เด็กหนุ่มนำเสนอ

             “อร่อย”

             “ฝีมือผมเอง”

             “เก่งนี่”

             “แค่แซนวิชเองครับ ถ้าไม่อิ่มก็หยิบอีกได้นะครับผมเอามาหลายอัน มันหมดอายุวันนี้”

             แค่ก แค่ก รามิลสำลักทันทีที่ได้ยิน

             “หมดวันนี้ครับ แปลว่ายังไม่หมดกินได้”

             “อืม” รามิลพยักหน้ารับรู้แต่ก็ไม่หยิบแซนวิชเข้าปากอีกเลย บอกตรงๆ ว่าเขาไม่แน่ใจว่าวันนี้ของเด็กหนุ่มถูกต้องแค่ไหน

             รามิลมองคนที่นั่งอยู่ข้างกันด้วยสายตาพิจารณา เด็กหนุ่มน่าจะอ่อนกว่าเขาหลายปี หน้าตาธรรมดาไม่มีอะไรโดดเด่นภายใต้แว่นกลมโต ท่าทางเป็นเด็กเรียบร้อยแต่ในความเรียบร้อยกับมีความแสบแฝงอยู่ เป็นเด็กตาใสที่กวนไม่เบา

             “เราชื่ออะไร”

             เสียงถอนใจดังเบาๆ “เราต้องรู้จักกันจริงๆ หรือครับ”

             “หะ!”

             “ผมชื่อจินครับ จินตวีร์ ทำงานที่ร้านso far so good เป็นพนักงานชงกาแฟที่ไม่ใช่บาริสต้าและเป็นพนักงานจัดดอกไม้ด้วยอีกตำแหน่งหนี่ง เอาประวัติการศึกษาด้วยไหมครับ”

             “หึๆ ไม่ต้อง ฉันชื่อรามิล ชื่อจริงว่ารามิล”

             “ให้ผมเรียกคุณราหรือคุณมิลครับ” น้ำเสียงที่ถามใสซื่อ รอยยิ้มอ่อน แต่ดวงตาซ่อนประกายขำเอาไว้ไม่มิด

             “เรียกพี่รามิล ฉันแก่กว่าจินหลายปี เรียกพี่ถูกแล้ว”

             “ขอเรียกคุณดีกว่าครับ ให้เกียรติกว่า”

             “ให้เกียรติหรือไม่อยากสนิท”

             “เราต้องสนิทกันเหรอครับ” ใบหน้าที่ถามติดรอยยิ้มอ่อน นี่เป็นครั้งที่สองที่รามิลถูกตอบกลับด้วยประโยคนี้ เขาทั้งโมโหทั้งขำ

             “ต้องสิเพราะฉันเป็นคนที่รู้ว่านายขึ้นมาบนนี้”

             “ถ้าจะข่มขู่กันแบบนี้ไม่ต้องสนิทก็ได้ครับ”

             “หึๆ”

             “เอาน่า มีเพื่อนคุยก็ยังดีกว่าไม่มี ขึ้นมานั่งคนเดียวบนนี้เหงาออก”

             “ถามผมก่อนไหมครับ ว่าอยากมีหรือเปล่า”

             รามิลหัวเราะออกมา เขาชอบต่อปากต่อคำกับเด็กหนุ่ม เขาคิดว่าจินเป็นเด็กฉลาดมากคนหนึ่ง สมองไวและรู้จักใช้คำพูด จะซื่อก็ไม่ใช่จะกวนประสาทก็ไม่เชิง มันทำให้เขาโกรธไม่ลง และสนุกที่ได้แหย่อีกฝ่าย

             “ไม่เหงาเหรอ”

             “ถ้าเหงาจะขึ้นมานั่งคนเดียวเหรอครับ” คนพูดยิ้มบาง “ผมแค่อยากขึ้นมานั่งพักชมวิว ทำงานที่ยืนนานๆ ยิ้มเยอะๆ บางทีก็อยากนั่งเงียบๆ ครับ”

             “งานที่ทำเหนื่อยมากเหรอ”

             “เหนื่อยแต่ไม่เบื่อ ไม่ว่าทำอะไรมันก็ต้องพักบ้างใช่ไหมครับ ผมก็เป็นอย่างนั้น”

             “อืม”      

             “เสื้อคุณขาด” จินยกนิ้วขึ้นชี้มาที่เสื้อสูทของเขา รามิลก้มลงมอง เสื้อสูทด้านในตรงผ้าซับมีรอยขาดยาว เขาไม่แน่ใจว่าไปเกี่ยวอะไรมา

             “ท่าทางจะแพงนะครับ”

             “ใช่” รามิลถอนใจกับความสะเพร่าของตัวเองแต่ไม่ได้นึกเสียดาย เขาไม่รู้ว่าอีกฝ่ายมองการถอนใจของเขาอยู่เงียบๆ

             “สูทแบบนี้ถ้าซ่อมให้เนียนคงหลายตังค์ ต้องเปลี่ยนซับผืนหน้าทั้งผืน” คนพูดมองเสื้อของเขาด้วยความสนใจ

             “คิดว่านะ แต่ไม่เป็นไรผมคงไม่ซ่อม” รามิลไม่เคยรู้ราคาเพราะเขาไม่เคยส่งซ่อม ตัวที่ขาดคือนำไปบริจาคเท่านั้นไม่มีการนำกลับมาใส่ใหม่

             “ไม่ซ่อมเหรอครับ”

             “ไม่  ช่างมันเถอะ”

             คนฟังนั่งนิ่ง สีหน้าครุ่นคิด ก่อนจะยื่นมือมาตรงหน้าเขา

             “ถอดมาครับ”

             “อะไรนะ!” รามิลเลิกคิ้วขึ้นสูง

             “ถอดมาครับผมเอาไปทำให้”

             “ไหนว่าเราไม่สนิทกัน”

             “ผมพอทำเป็น เห็นแล้วไม่ช่วยมันไม่สบายใจ ไม่ต้องเกรงใจก็ได้ครับ เรื่องที่คุณไม่ซ่อมผมเข้าใจ”

             เดี๋ยว! เด็กแว่นนี้เข้าใจว่าอะไร

             “เราเข้าใจว่ายังไง” รามิลหรี่ตามอง

             “ไม่มีอะไรครับ มาครับผมทำให้ ถือว่าตอบแทนที่คุณไม่บอกใครว่าผมขึ้นมา”

             รามิลมองมือของจิน มองสายตาจริงใจที่ส่งมาให้ ชายหนุ่มถอดเสื้อสูทออกส่งให้อีกฝ่าย

             “วันนี้วันพฤหัส วันจันทร์คุณรามิลมาเจอผมบนนี้นะครับ ผมจะเอามาให้”

             “ได้ ขอบใจมาก”

             “ไม่เป็นไรครับ ไหนๆ ก็บังเอิญรู้จักกันแล้ว ตามันดันเห็นแล้ว ช่วยได้ก็ช่วยไป”

             รามิลอดแปลกใจไม่ได้ เห็นชัดว่าเด็กนี่รำคาญเขานิดหน่อย นั่นทำให้เขาสนุกกับการยั่วเย้าอีกฝ่าย ชายหนุ่มจึงไม่คิดว่าเด็กหนุ่มจะมีน้ำใจให้เขา โดยเสนอตัวช่วยในสิ่งที่เขาไม่คิดจะทำ

             “หมดเวลาพักผมแล้ว ผมต้องเผื่อเวลากลับไปที่ร้านด้วย ตามสบายนะครับ” เด็กหนุ่มลุกขึ้นยืน ยื่นถุงแซนวิชที่เหลือให้เขา

             “เอาไว้ทานครับเผื่อหิว”

             “ขอบใจ” รามิลพยายามกลั้นยิ้ม เขายื่นมือไปรับถุงแซนวิชมาถือไว้

             “ไม่เป็นไรครับ ผมกะเอามาฝากลุงยามอยู่แล้ว ให้ใครก็เหมือนกัน”

             !!!

             เป็นอีกครั้งที่เขาพูดไม่ออก

             “วันจันทร์เจอกันครับ”

             “อืม วันจันทร์เจอกัน”

             รามิลมองแก้วกาแฟที่เขาวางไว้ข้างตัว รอยยิ้มคลี่ออกช้าๆ ก็คงโทษเด็กหนุ่มไม่ได้ที่เข้าใจเขาผิด ในเมื่อหลายๆ อย่างเป็นไปในทิศทางเดียวกัน แก้วกาแฟที่ถือขึ้นมาดื่ม ท้องร้องแสดงความหิว เสื้อขาดแต่ไม่ซ่อม คงทำให้เด็กหนุ่มคิดอะไรไปไกล รอยยิ้มที่ริมฝีปากกว้างขึ้น ดวงตาของเขาเป็นประกาย ปล่อยไว้แบบนี้ก็สนุกดี

 

• • • • • • • • 

 

             จินขยับเข้าชิดผนังเมื่อประตูลิฟต์เปิดออก ชายหนุ่มหน้าตาดีสามคนในชุดสูทอย่างดี ผูกเนคไทเรียบร้อยเดินเข้ามา

             เสียงการสนทนาดังขึ้นในลิฟต์ ทั้งสามคนพูดคุยกับเรื่องงานจนลงมาถึงชั้นล่างสุด จินเดินออกมาเป็นคนสุดท้าย เขายกข้อมือขึ้นดูนาฬิกา

             เขาคิดออกแล้วว่าอาชีพอะไรที่เข้าออกบริษัทไม่เป็นเวลา ต้องแต่งตัวดีเพื่อให้ดูน่าเชื่อถือ รามิลอาจจะเป็นพนักงานขายก็ได้ จะว่าไปก็เหมาะ ชายหนุ่มดูแพรวพราว หูตาเป็นประกาย ลูกล่อลูกชนดี แถมหน้าตายังดีมากอีกด้วย แบบนี้คงขายสินค้าให้สาวๆ ได้สบาย

             ดูจากออร่าเสื้อผ้าหน้าตาและมาดแล้ว ถ้าเขาไม่รู้มาก่อนคงเชื่ออยู่หรอก หรือถ้าบอกว่าเป็นเจ้าของอย่างอื่นเขาก็คงเชื่อไปแล้ว แต่เพราะพี่ลิตเคยเล่าให้พวกเขาฟังว่าตึกนี้มีแค่คุณภีมกับคุณอาเป็นเจ้าของ ที่ดินในซอยก็เหมือนกัน เรื่องพวกนี้พี่ลิตไม่พลาดแน่เขามั่นใจ แล้วจะให้เชื่อได้ยังไง เจ้าของตึกคงไม่กินกาแฟกดตู้หรอกมั้ง เสื้อพังก็ไม่มีตังค์ซ่อม สงสัยจะเป็นพนักงานขายจริงๆ

ความคิดเห็น