แป้งเปียก.

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ไอสูรย์ตัวร้าย #32 การปรากฏตัวของ... (RW)

ชื่อตอน : ไอสูรย์ตัวร้าย #32 การปรากฏตัวของ... (RW)

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 59.9k

ความคิดเห็น : 56

ปรับปรุงล่าสุด : 17 มี.ค. 2559 19:46 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ไอสูรย์ตัวร้าย #32 การปรากฏตัวของ... (RW)
แบบอักษร

 

 http://cdn-tunwalai.obapi.io/files/member/4866/1955066413-member.jpg

ไอสูรย์ตัวร้าย #32 การปรากฏตัวของ

 

 

อยากหักคอสามี

ผิดไหมครับ?

คนเจ้าเล่ห์แสนร้ายคงไม่มีใครสู้อสูรตัวร้ายของผมได้แล้วละครับพี่ไอสูรย์ชอบพูดจาให้อยากรู้แต่ก็ไม่ยอมบอกจนหมดรอเวลาให้พิสูจน์เองจนบางครั้งผมแทบอยากจะบ้าตายเพราะความอยากรู้นี่แหละครับ

แต่สิ่งที่เป็นประเด็นของเช้าวันนี้ก่อนวันเดินทางก็คือ

“ฉันไม่ไป!

ไม่ต้องสงสัยหรอกครับว่าเสียงของใครนี่นะเสียงของแม่ผมเองที่ท่านต้องอาละวาดเพราะว่าพ่อต้องการให้แม่ไปต่างประเทศด้วยส่วนผมกับพี่ไอสูรย์ก็นั่งเป็นผู้ฟังที่ดีเท่านั้นเอง

“ต้องไป!

“ก็บอกว่าไม่ไปไงฉันจะอยู่กับลูกแกจะมายุ่งอะไรด้วย” แม่อาละวาดใหญ่เลยครับข้าวปลาไม่ต้องกินกันแล้ว

“พี่ช่วยห้ามศึกสิครับ” ผมแอบกระซิบให้พี่ไอสูรย์ฟังแต่เขากลับนั่งยิ้มขำกับท่าทางของพ่อแม่ที่ทะเลาะกันเหมือนเด็กๆ

“พวกท่านเถียงกันน่ารักดีนะครับ...บ้านจะได้สดใส”

“บ้าเหรอครับ เดี๋ยวก็เครียดลงกระเพราะกันพอดี” ผมตีแขนพี่ไอสูรย์ไปทีนึงเพื่อเตือนสติเขาว่านี่เรื่องจริงไม่ใช่ความฝันถ้าไม่รีบห้ามมีหวังฆ่ากันตายก่อนกินข้าวเสร็จพอดี

 

ปัง!!!

“บอกว่าไม่ไปไงละไอ้แก่!

แม่ทุบโต๊ะซะดังสนั่นทำเอาผมกับพี่ไอสูรย์ที่แอบคุยกันอยู่ต้องนั่งเงียบไปเลยทีเดียว

“แม่ครับผมอยู่ได้อีกอย่างคนในบ้านก็มีออกเยอะ” พี่ไอสูรย์ไม่ช่วยพูดให้เพราะฉะนั้นผมคงต้องห้ามศึกเองละมั้งครับ

“ไม่ได้เพราะแม่ไม่อยากไป”

“แต่ฉันอยากให้เธอไป!

“ก็บอกว่า

 

ปัง!!!

คราวนี้เป็นพ่อที่ทุบโต๊ะจนดังสนั่นแถมท่านยังลุกขึ้นยืนและจ้องหน้าแม่แบบเอาจริงเอาจังมากๆ แต่อย่างน้อยผมแอบดีใจเพราะท่านบอกว่าอยากให้แม่ไปด้วย

“ต้องไป!

“กะแกกล้าสั่งฉันเหรอ?”

“ที่นี่ฉันคือเจ้าของบ้านและฉันเป็นใหญ่แม้แต่เธอก็ห้ามขัดไอสูรย์กินข้าวเสร็จขึ้นไปหาพ่อที่ห้องทำงานด้วย”

โห่! คุณพ่อท่านกินข้าวไปกี่คำเนี่ยทำไมโหดจังแถมแม่ผมยังอึ้งจนพูดอะไรไม่ออกเลยทีเดียว ผมว่าแม่คงแค้นพ่อมากนะครับแต่ทำอะไรท่านไม่ได้ก็เท่านั้นเอง...

“แม่โอเคไหมครับ”

“แม่จะไม่โอเคเพราะถูกไอ้แก่บังคับให้ไปด้วยนี่แหละ ไม่รู้จะอะไรนักหนาคนก็บอกอยู่ว่าไม่อยากไป” แม่บ่นแล้วกินข้าวต่อเพราะเมื่อกี้ท่านเอาแต่ทะเลาะกับพ่ออยู่

“พ่อคงอยากให้แม่ไปด้วยนะครับ” พี่ไอสูรย์พูดขึ้นมาลอยๆ ผมแอบสังเกตว่าแม่หน้าแดงด้วยแต่ท่านกลับทำสีหน้าไม่พอใจมากลบเกลื่อนเท่านั้นเอง

“อย่าไปพูดถึงไอ้แก่นั่นเลยเดี๋ยวแม่ไม่เจริญอาหารอ๋องก็ด้วยกินเยอะๆ หลานแม่จะได้โตไวๆ”

ดูก็รู้ว่าแม่กำลังแสดงละครตบตาผมกับพี่ไอสูรย์อยู่ เวลาที่ท่านเขินน่ารักมากเลยครับเพราะมันดูเหมือนเด็กนี่ถ้าพ่อเห็นแม่คงถูกแซวอีกแน่นอนจะว่าไปพวกท่านสองคนก็เริ่มสนิทกันมากกว่าเดิมแล้วนะเนี่ยแม้จะมีทะเลาะกันบ้างก็ตาม

หลังจากที่พวกเรากินข้าวเสร็จพี่ไอสูรย์ก็ขึ้นไปหาพ่อส่วนผมก็ขึ้นมานั่งคุยกับแม่ที่ห้องของท่านระหว่างที่คุยกันผมรู้ได้ทันทีว่าเรื่องที่แม่พูดออกมามีแต่คำว่า ไอ้แก่

ผมรู้ว่าตอนนี้แม่แคร์คุณพ่อมากแค่ไหนแต่ท่านกลับทำเฉยกลบเกลื่อน

“แม่ยังรักพ่อพี่ไอสูรย์อยู่ใช่ไหมครับ” ผมจับมือแม่เอ่ยถามท่าน แม่เงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะหันหน้ามามองผมเม้มปากเข้าหากันจนแน่นจ้องผมไม่วางตาเลยทีเดียว

” แม่ไม่ได้ตอบอะไรผมแต่กลับเงียบผมเลยพูดต่อ

“ถ้าแม่ยังรักผมก็ไม่ว่าอะไรหรอกครับเพราะความสุขของแม่ย่อมทำให้ผมมีความสุขไปด้วย”

“ไม่หรอกลูก! แม่ไม่ได้รักแล้ว” ท่านตอบผมเสียงเบาเบือนหน้าหนีไม่ยอมสบตาเหมือนแม่มีเรื่องบางอย่างที่ปิดบังผมอยู่

“แม่โกหกผมได้แต่โกหกใจตัวเองไม่ได้หรอกนะ อ๋องรู้ว่าที่แม่ชอบหาเรื่องทะเลาะกับพ่อเพราะไม่อยากให้ท่านรู้ความรู้สึกของแม่ในตอนนี้” ผมออกแรงบีบมือแม่จนแน่นท่านเองก็ด้วย

“ทำไมลูกถึงคิดแบบนั้นละ”

“แม่เลี้ยงอ๋องมา อ๋องมีแค่แม่แล้วทำไมอ๋องจะไม่รู้ว่าใจจริงๆ แม่คิดอะไรอยู่?”

“เรานี่นะตั้งแต่เป็นแม่คนก็พูดจามีหลักการขึ้นเยอะ” แม่ว่าหันมายิ้มให้ผมขยี้หัวเล่นเหมือนตอนเด็กๆ ที่ท่านชอบทำอยู่เสมอ

ผมไม่รู้ว่าตัวเองมีแค่แม่มานานแค่ไหนแล้วรู้แค่ว่าผมเสียพ่อไปโดยที่ท่านไม่คิดจะกลับมาอีกเลยด้วยซ้ำแถมแม่ก็ไม่ค่อยเล่าเรื่องของพ่อให้ผมฟังสักเท่าไหร่บอกแค่ว่าท่านจากพวกเราไปนานแล้ว

“อย่าพูดว่าเป็นแม่คนสิครับอ๋องเขิน” ผมรู้สึกได้ทันทีว่าสีหน้าของตัวเองร้อนผ่าวและเริ่มแดงจัด

“แม่ครับแล้วพ่ออ๋องท่านตายยังไงเหรอ? แม่ไม่เคยเล่าเลยนะครับ” สีหน้าของแม่เริ่มเปลี่ยนไปหลังจากที่ผมพูดถึงพ่อเมื่อก่อนท่านไม่เคยเป็นแบบนี้และท่านก็มักจะยิ้มแย้มเสมอเวลาที่ผมถามหาพ่อแม้คำตอบที่ได้จะเหมือนเดิมเสมอก็ตาม

แต่ครั้งนี้กลับไม่ใช่เพราะแม่กำลังเศร้าให้ผมได้เห็น!

“อุบัติเหตุนะลูกอย่าไปสนใจเลยก็แม่บอกไปหลายครั้งแล้วนี่” ท่านตอบแบบเลี่ยงๆ เหมือนทุกครั้ง

“แต่อ๋องอยากรู้มากกว่านี้นี่ครับแล้วแม่กับพ่อเจอกันที่ไหน? ยังไง? แล้ว

“แม่เหนื่อยจังเลยขอพักผ่อนได้ไหมพรุ่งนี้ก็คงต้องเดินทางไกล”

“แม่มีอะไรปิดบังผมอยู่หรือเปล่า?” ผมกลั้นใจก่อนจะถามออกไปแม่จ้องหน้าผมนิ่งเงียบพยายามฝืนยิ้มก่อนจะขยี้หัวผมอีกครั้ง

“แม่จะโกหกลูกไปทำไม”

“ก็ได้ครับถ้าแม่ไม่พร้อมผมไม่อยากรู้ก็ได้แต่ขอสักครั้งได้ไหม? ช่วยบอกผมหน่อยสิว่าพ่อผมตายไปแล้วจริงๆ หรือเปล่า”

“อ๋อง!แม่ขึ้นเสียงใส่ผมทันที ผมก็ไม่เข้าใจว่าทำไมแต่ครั้งนี้เหมือนท่านมีอะไรปิดบังผมอยู่เลยครับ

“ออกไปได้แล้วแม่อยากพักผ่อนและแม่ก็บอกไปหลายครั้งแล้วว่าพ่อแกตายเพราะอุบัติเหตุจะถามมากไปทำไม?”

“แม่

“แม่ขอร้อง!

“อะอึก ผมขอโทษ ผมจะไม่ถามอีกแล้ว” รีบปาดน้ำตาทิ้งก่อนจะลุกขึ้นยืนและเดินออกจากห้องวันนี้แม่ดูเปลี่ยนไปแถมท่านยังทำให้ผมกลัวอีกด้วย

ผมเดินกลับมาที่ห้องของตัวเองก่อนจะเดินออกไปนอกระเบียงนั่งลงบนเก้าอี้ตัวเล็กที่ตั้งอยู่ปล่อยให้น้ำตาไหลออกมาด้วยความไม่เข้าใจบางครั้งแม่ก็พูดไม่เคลียร์แต่ผมเองมากกว่าที่เรียกร้องมากจนเกินไปผมรู้ว่าแม่ก็คงร้องไห้ไม่ต่างไปจากผมหรอกครับแค่ท่านใจแข็งและไม่ให้ผมเห็นก็เท่านั้นเอง

“อ๋องขอโทษที่ทำให้แม่เสียใจ” ผมฟุบหน้ากับฝ่ามือของตัวเองร้องไห้อยู่อย่างนั้นจนเวลาผ่านไปนานเท่าไหร่แล้วนะนานจนน้ำตาไม่ยอมหยุดไหลสักที

 

จุ๊บ

สัมผัสบางเบาแต่มักจะอ่อนโยนเสมอบรรจงจูบลงบนเรือนผมพร้อมทั้งมือหนาทั้งสองข้างที่กอดรัดอยู่ตรงต้นคอความอบอุ่นที่ไม่เคยจางหายความอ่อนโยนที่ทำให้ผมรู้สึกสบายใจขึ้นมา คงไม่มีใครนอกจากพี่ไอสูรย์แล้วละครับ

“คนดีทำไมออกมานั่งรับลมแบบนี้ละครับเดี๋ยวก็ไม่สบายหรอก”

” ผมไม่ตอบแต่สองมือเล็กกระชับแขนของพี่ไอสูรย์เอาไว้ใบหน้าฟุบเข้าหาแขนของเขาจนลืมไปด้วยซ้ำว่าตัวเองเพิ่งผ่านการร้องไห้มา

“อ๋องน้อยร้องไห้เหรอ?” พี่ไอสูรย์ดึงแขนของเขาออกไปก่อนจะเดินอ้อมมาตรงหน้าผมนั่งยองๆ เพื่อมองหน้ากัน

“เปล่า” ผมเบือนหน้าหนีแต่เขากลับรั้งปลายคางเอาไว้

“โกหก! ร้องไห้ทำไมครับ”

“...” พอเจอสายตาห่วงใยเข้าไปผมก็โกหกไม่ได้จริงๆ เพราะภาพที่เห็นมันฟ้อง ผมก้มลงไปกอดคอพี่สูรย์เอาไว้ฟุบหน้าเข้าหาซอกคอของเขาก่อนจะร้องไห้สะอื้นอีกครั้ง

“ผมงี่เง่าอีกแล้วแม่จะโกรธผมไหม?”

พี่ไอสูรย์ปล่อยให้ผมพูดและร้องไห้อยู่อย่างนั้น พอเวลาผ่านไปสักระยะเขาก็อุ้มผมเดินกลับเข้ามาในห้องวางร่างผมลงบนเตียงช้าๆ แล้วนั่งข้างผม

“ไหนลองเล่าให้พี่ฟังหน่อยสิครับ” พี่ไอสูรย์พูดจาอ่อนโยนรั้งมือผมข้างหนึ่งไปจับเอาไว้

“ผมแค่อยากรู้เรื่องของพ่อแต่ไม่รู้ทำไมครั้งนี้แม่ถึงโกรธ

“แม่คงไม่ได้โกรธ” พี่ไอสูรย์ปลอบใจแต่ผมว่าแม่โกรธ

“อย่าโกหก...ผมรู้ว่าแม่โกรธเพราะท่านไม่เคยขึ้นเสียงใส่แบบเมื่อกี้” ผมรีบเถียงทันที

“ถ้าท่านพร้อม ท่านคงจะเล่าให้เราฟังเองเข้าใจไหมครับคนดี”

“แต่ผมกลัวแม่โกรธ”

“แม่ไม่โกรธหรอกครับเชื่อพี่” พี่ไอสูรย์ก้มหน้ามาหาผมก่อนจะกดจูบที่หน้าผากและสองข้างแก้มแบบนี้มันฉวยโอกาสตอนผมกำลังอ่อนแอชัดๆ

“ฉวยโอกาส”

“เค้าเรียกวิธีปลอบใจหรอกครับที่รัก”

“เหรอครับที่รัก” ผมยิ้มอารมณ์ดีขึ้นมาบ้างส่วนเรื่องเศร้าที่เจอไปเมื่อกี้เริ่มจะหายไปก่อนที่สองมือเล็กของตัวเองจะจับแก้มคนตรงหน้าและส่ายไปมาเพื่อแกล้งเขาแก้มพี่ไอสูรย์ไม่เห็นจะนุ่มเลย

“ยิ้มออกแล้วสินะ”

“ขอบคุณนะครับที่ไม่ทิ้งผม

สำหรับผมตอนนี้มันคือที่สุดของความสุขแล้วละครับ

 

สนามบินสุวรรณภูมิ

เร็ววกว่าที่คิดก็แค่ไม่อยากให้ไปตอนนี้ผมกำลังยืนทำหน้าเศร้าอยู่ที่สนามบินพอๆ กับพี่ไอสูรย์นั่นแหละครับ ส่วนพ่อกับแม่ก็แยกตัวออกไปอีกทางเพื่อให้เราสองคนได้คุยกัน

เรื่องผมกับแม่ก็ไม่มีอะไรมากหลังจากที่พวกเราสองคนใจเย็นลงแม่ก็มาขอโทษและนั่นกลับทำให้ผมร้องไห้ซะยกใหญ่จนสุดท้ายเราสองคนก็พากันยิ้มและหัวเราะไปด้วยกันจนได้ แถมผมยังไม่ติดใจอะไรอีกเลยเพราะรออย่างที่พี่ไอสูรย์บอกหากแม่พร้อมท่านก็จะพูดออกมาเอง

“คิดอะไรอยู่” พี่ไอสูรย์หยิกแก้มผมเล่นไปทีนึงก่อนจะลูบหัวเหมือนผมเป็นเด็ก

“เปล่า! แล้วไหนล่ะคนที่พี่บอกว่าจะมาดูแลผม” ผมปั้นหน้าใส่เขาก่อนจะมองไปรอบๆ เผื่อว่าจะแอบดูพวกเราสองคนอยู่เหมือนพวกบอดี้การ์ดอะไรประมานนี้หรือผมคิดเยอะไปเองก็ไม่รู้สิครับ

“ไม่มีหรอกไม่ต้องหา”

“รู้ได้ยังไงว่าผมหา เชอะ!” เชิดหน้าใส่ซะเลยแต่ที่จริงเขาก็พูดถูกนั่นแหละ

“ฮาๆ โอเคๆ บอกก็ได้เดี๋ยวเรากลับไปคงได้เจอ”

“อ้าวแล้วทำไมไม่เจอตอนนี้ละครับ”

“พี่ให้เหนือพาไปรอที่บ้านแล้วคราวนี้พี่ให้สองคนนั้นอยู่ดูแลน้องนะครับเพราะคนของพ่อก็ไปกันเยอะแล้ว” เขินครับทำไมต้องมาเรียกผมว่าน้องตอนนี้ด้วยแม้ว่าจะได้ยินบ่อยแล้วก็ตาม

“ครับ”

“พี่ว่าเราไปหาพ่อกับแม่ดีกว่านี่ก็ใกล้จะได้เวลาแล้ว” พี่ไอสูรย์จับมือผมก่อนจะพาเดินไปหาพ่อกับแม่ที่รออยู่ตรงมุมทางเดินไปขึ้นเครื่องตอนนี้ท้องผมโตมากแล้วใครๆ ที่เห็นก็หันมามองจนพี่ไอสูรย์ต้องสวมหมวกให้ก็ยังดีอย่างที่ผมหน้าสวยอันนี้คือข้อดีเวลาท้องแม้ว่าผมจะสั้นแต่ดูเหมือนสาวเปรี้ยวแต่ไอ้กางเกงนี่สิทำเอาสาวเปรี้ยวกลายเป็นทอมได้เหมือนกัน

พอเดินมาใกล้จะถึงพ่อกับแม่ก็ดูเหมือนว่าพวกท่านจะมีแขกครับยืนคุยกับใครก็ไม่รู้แต่ที่แน่ๆ พี่ไอสูรย์บีบมือผมซะแน่นเลยเหมือนสามคนตรงหน้าพ่อกับแม่จะคุ้นๆ

“พี่ผมคุ้นหน้าพวกเขาจังเลยครับ”

“อย่าไปสนใจเลย” พี่ไอสูรย์ก้มหน้าลงมาบอกก่อนจะพาผมเดินเข้าไปหาพ่อกับแม่

บรรยากาศคลุมเครือมากๆ ครับสีหน้าของแม่ดูไม่ดีเลยจนพ่อต้องช่วยพยุงผมแอบสังเกตว่าสถานการณ์ตรงหน้าดูจะเลวร้ายกว่าที่คิดแฮะ

“สวัสดีครับคุณโอชิน” พอพี่ไอสูรย์เดินมาถึงก็พูดทักทายชายชราตรงหน้าพ่อกับแม่ทันทีทั้งๆ ที่มีผู้หญิงอีกคนยืนอยู่ด้วยแต่เขากลับทำเหมือนไม่เห็น

“อ้าวเจอกันอีกแล้วนะครับ” ท่านเอ่ยทักกลับมาสีหน้าก็ดีใจมากๆ ที่ได้เจอพี่ไอสูรย์อีก

“แม่เป็นอะไรหรือเปล่า” ผมแอบสังเกตสีหน้าของแม่ดูไม่ค่อยดีเลยก่อนจะเดินเข้าไปหาท่านช่วยพยุงไว้อีกแรง

“เดี๋ยวพ่อพาแม่ไปนั่งพักก่อนละกันท่าทางจะเมาคนแถวนี้” พ่อพูดเหมือนแซวผมเองก็พยักหน้าเอ่อออไปงั้นแหละก่อนจะหันมามองหน้าพี่ไอสูรย์แบบงงๆ นิดหน่อย

“จะไปไหนกันเหรอครับ”

“ญี่ปุ่นนะครับแต่พอดีเจอคนรู้จักเลยเข้ามาทัก” คุณลุงคนที่ชื่อโอชินพูดขึ้นมาแต่ก็มองหน้าผมไม่วางตาเลยจนผมรู้สึกเกร็งต้องเดินเข้าไปยืนใกล้ๆ พี่ไอสูรย์มากกว่าเดิม

“ไปอยู่กับแม่ไหม” พี่ไอสูรย์กระซิบถาม

“ไม่เป็นไรครับ?” ผมตอบปฏิเสธ

“งั้นพวกเราคงต้องขอตัวนะครับ” พี่ไอสูรย์บอกลาท่าทางเป็นมิตรก่อนจะเดินจากออกมา…ผมรู้สึกว่าพวกเขาคงจะไม่รู้หรือเปล่าว่าจริงๆ แล้วคุณลุงคือพ่อของพี่ไอสูรย์หรือว่ารู้แต่ทำเหมือนไม่รู้...แต่ผมก็คุ้นๆ หน้าพวกเขาสามคนมากๆ เลยครับ

“พี่ไอสูรย์ผู้หญิงคนเมื่อกี้แม่พี่ใช่ไหม?”

“เพิ่งนึกออกเหรอครับ”

“อ๊ะ! ก็นิดหน่อยว่าแต่ทำไมพี่ไม่

“อย่าพูดถึงเลยเราไปดูแม่กันดีกว่า” พี่ไอสูรย์หยุดเดินกำมือผมไว้จนแน่นที่บอกว่าอย่าพูดก็เพราะเขากำลังเจ็บปวดอยู่สินะและผมเองก็ไม่อยากพูดอะไรมากด้วย

สุดท้ายเวลาที่ต้องจากกันชั่วคราวก็เข้ามาถึงทุกคนไปขึ้นเครื่องกันหมดแล้วก็เหลือแค่ผมที่กำลังยืนมองเครื่องบินที่กำลังทยานขึ้นสู่ท้องฟ้าข้างกายก็มีพี่ใต้ยืนอยู่ด้วยน้ำตาแอบไหลแต่ก็ไม่มากเพราะก่อนไปพี่ไอสูรย์บอกว่าอย่าร้องไห้เดี๋ยวลูกจะร้องตามเขาต้องบ้าแน่ๆ ลูกจะร้องได้ยังไง

“เดี๋ยวอสูรตัวร้ายก็กลับมานะครับคนดี” ผมลูบหน้าท้องของตัวเองเพื่อบอกให้ลูกรับรู้และดูเหมือนว่าเขาจะรับรู้ในสิ่งที่ผมพูดเพราะลูกดิ้นใหญ่เลยครับผมอมยิ้มดีใจจนสุดสายตาเครื่องบินก็ทยานหายเข้าไปในกลีบเมฆผมกับพี่ใต้เลยเดินกลับมาขึ้นรถเพื่อกลับบ้านกัน

 

บรืนน นน น

 

เพล้ง!!!

กรี๊ด

เหมือนโลกจะแตกเพราะหลังจากที่กลับมาถึงบ้านเดินลงจากรถก็ได้ยินเสียงเอะอะพวกนี้จนผมกับพี่ใต้ต้องมองหน้ากันเลยทีเดียว

“เกิดอะไรขึ้นครับ”

“ท่าทางตัวป่วนจะมาถึงแล้ว” คำว่าตัวป่วนทำให้ผมงงนิดหน่อยก่อนจะรีบเดินเข้าไปในบ้านให้ตายสิข้าวของมากมายถูกโยนกระจัดกระจายไปหมดแถมแจกันสุดรักสุดหวงของพ่อก็ถูกคว้างจนแตกละเอียดไปเรียบร้อยแล้ว

ผมมองทุกอย่างแบบงงมากๆ ก่อนจะสบตากับพี่ใต้อีกครั้ง

“ใครคือตัวป่วนครับ”

“อ๋องน้อยระวัง!

 

เพล้ง!

จากชั้นบนเลยนะนั่นเกือบไปแล้วดีนะที่พี่ใต้คว้าแขนผมไว้ได้ก่อนไม่งั้นได้ตายกันไปข้างหนึ่งแน่นอนหลังจากที่ตั้งสติได้ผมก็เงยขึ้นไปด้านบนเห็นพี่เหนือกำลังอุ้มเด็กคนหนึ่งเดินลงมา

เด็กที่น่าจะอายุประมาณ 6-7 ขวบได้แต่ความแสบและร้ายกาจนี่เหมือนพี่ไอสูรย์เลยครับ

“นี่มันอะไรกัน” ผมร้องถามหลังจากที่พี่เหนือพาเด็กคนนี้ลงมาถึงชั้นล่างพอเห็นหน้าผมแล้วหลบสายตาทันที

“แล้วเด็กนี่ใครกันทำไมถึงนิสัยไม่ดีทำลายข้าวของแบบนี้!” พี่เหนือวางร่างเล็กที่อุ้มอยู่ลงบนพื้นทันทีเด็กน้อยเองพอถูกวางลงก็หลบอยู่ด้านหลังพี่เหนือเพื่อหาที่พึ่งด้วยเหมือนกัน

“คนที่นายน้อยบอกไว้ครับ”

“ว่าไงนะ!!!” ผมร้องอุทานขึ้นมาทันทีแอบเห็นด้วยว่าเด็กคนนี้ตกใจที่ได้ยินเสียงของผม

“อย่าดุไปสิครับคุณหนูเจไดอาจจะกลัวได้”

“เจไดเด็กนี่ชื่อเจได้เหรอ? แล้วทำไมต้องเป็นเด็กด้วย”

“ผมไม่ใช่เด็กแล้วนะ” เถียงขึ้นมาทันทีเลยครับแต่พอถูกผมจ้องหน้าเข้าหน่อยก็รีบหลบทันทีเลย

“ไม่ใช่เด็กแล้วมาทำนิสัยไม่ดีแบบนี้ได้ยังไงกัน รู้ไหมว่าข้าวของพังหมดแล้ว” ได้ทีดุใหญ่เลยครับ

“อ๋องน้อยครับอย่าดุ” พี่เหนือพูดขึ้นมาอีกครั้งผมเองก็เงียบเหมือนกันเพราะรู้สึกว่าจะขึ้นเสียงกับเด็กไปแล้ว

เฮ้อ!!!

ให้ตายสิอยากจะบ้านี่พี่ไอสูรย์หาคนมาดูแลหรือหาภาระมาเพิ่มให้ผมกันแน่เนี่ย?

“แล้วดะเจไดเกี่ยวข้องอะไรกับพี่ไอสูรย์ครับ” หลังจากที่ตั้งสติได้ผมก็เริ่มอ่อนลงไม่งั้นเด็กคงกลัวไม่กล้าเข้าใกล้แน่นอน

“ลูกบุญธรรมนะครับ”

ลูกบุญธรรมก็มีแล้วทำไมตอนแรกอยากได้ลูกนักแถมตอนนี้ลูกบุญธรรมของเขายังทำตัวเหมือนอสูรตัวร้ายในวันแรกที่เจอกับผมไม่มีผิด

“ลูกบุญธรรมหรือลูกตัวเองกันแน่ครับนิสัยนี่ไม่ได้ต่างกันเลยเด็กตัวร้าย!” ผมแทบอยากจะทึ่งหัวตัวเองทิ้งแล้วหายไปจากโลกนี้ ผมถอนหายใจไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้งก่อนจะมองไปรอบๆ บ้านที่ดูจะเละไม่เป็นท่าและมาจบลงที่ดวงตาของเด็กคนนี้

เหนื่อย! 

รับมือกับรินคงไม่หนักเท่าเด็กตัวร้ายคนนี้อสูรสองหรือยังไงกัน!

 

 

 

ความคิดเห็น

}