บัวมาลัย
email-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : จุดเปลี่ยน

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย ลึกลับ,สืบสวน สอบสวน

คนเข้าชมทั้งหมด : 61

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 14 ม.ค. 2563 09:34 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
จุดเปลี่ยน
แบบอักษร

จุดเปลี่ยน 

                             เสียงผู้หญิงที่หวีดร้องทำให้ฉันต้องออกจากสมาธิ และรับรู้ว่าขณะนี้ตัวเองมาอยู่บนเรือนของอำมาตย์รณกฤตติสันตเดโชชัย ผู้คนวิ่งบ้างเดินบ้างสลับกันไป แม่นางจารุศจีผุดลุกผุดนั่ง ดูราวกับรู้สึกร้อนใจทนไม่ไหวกับบางสิ่งบางอย่าง แล้วกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียดกับบุตรชายของตนว่า 

                             “เราไปที่เรือนอำมาตย์กฤตธรรมฤทธิ์กันเถิดรณกฤต” 

                             “ลูกคงไปมิได้ดอกท่านแม่ วันนี้ข้อราชการต้องหนักหนาแน่ อำมาตย์มนตรีทั้งหลายไม่ควรหายไปจากท้องพระโรงในวันนี้” 

                             “พ่อของเจ้า อำมาตย์กฤตธรรมฤทธิ์ก็เข้าเฝ้าแล้ว อำมาตย์คนอื่น ๆ ก็ต้องอยู่ดูแลครอบครัวของตน ขาดเจ้าไปเพียงคนเดียวไม่ใช่ว่าข้อราชการจะเสียหายอะไรเลย” 

                             แม่นางจารุศจีพูดด้วยเสียงเคร่งเครียดแฝงแววโกรธอย่างมาก 

                             “ตั้งแต่เกิดเรื่องลูกไม่ได้เข้าเฝ้าเลย ลูกร้อนใจนัก” 

                             “ที่เจ้าร้อนใจก็คงเพราะห่วงเจ้านางศศิพินจะได้รับอันตราย  เจ้าคิดบ้างมั้ยว่าธิดาของเจ้าผู้ครองแคว้นจะมิมีใครอื่นอารักขาป้องกันความปลอดภัยเลยเชียวหรือ ไหนจะนางกำนัลน้อยใหญ่รอบตัวอีกนับสิบคน จะหันไปทางไหนก็มีคนพร้อมรับใช้  แต่รำเพยมีใครบ้างมั้ยที่จะดูดำดูดีในช่วงกึ่งความเป็นความตายนี้” 

                             น้ำเสียงของแม่นางจารุศจีไม่ได้เบาลงเลย น้อยครั้งนักที่จะดูโมโหโกรธาเยี่ยงนี้ บ่าวไพล่กลัวจนไม่กล้ามองหน้า  

                             “อย่างไรเสียลูกก็ต้องเข้าเฝ้าเจ้านางในตอนนี้” 

                             อำมาตย์รณกฤตติสันตเดโชชัย หยิบห่อผ้าและดาบข้างกายทำท่าจะก้าวเดินออกไปยังหน้าเรือนเสียงของแม่นางจารุศจีก็ดังเข้มขึ้นทันที 

                             “ถ้าเจ้าก้าวลงเหยียบหัวบันได ถือว่าเจ้ากับแม่ขาดกัน” 

                             ได้ผล อำมาตย์รณกฤติสันตเดโชชัยชงักเท้าที่จะก้าวลงทันที 

                             “ท่านแม่ ลูกมีหน้าที่ต่อพระเจ้าหรรษาชยวรมันต์ พระมเหษีเทวีนทีนาถ และเจ้านางศศิพินทุเทวีเยี่ยงชีวิต” 

                             “แล้วเจ้ามีหน้าที่ต่อแม่ในฐานะลูกหรือไม่ มีหน้าที่ผัวที่ทำให้นางรำเพยอยู่ในสภาพนี้หรือไม่ มันและลูกไม่ตายไปตั้งแต่ริมน้ำจรเข้วันนั้น แต่ทั้งมันและลูกก็ไม่รู้จะรอดชะตากรรมในวันนี้หรือไม่ เด็กที่จะออกมานั้นก็เป็นลูกของเจ้า ลูกที่เจ้าเกือบจะมีส่วนฆ่ามันตั้งแต่อยู่ในท้องเพราะต้องทำหน้าที่ที่เจ้าอยากจะทำ” 

                             แม่นางจารุศจียืนตัวสั่นด้วยความโกรธ กระแสความโกรธนั้นร้อนมากระทบยังผิวกายของฉันข้ามมิติมาเลยก็ว่าได้ 

                             “ถ้าเจ้ายังเห็นข้าเป็นแม่ จงตามข้ามาที่เรือนอำมาตย์กฤตธรรมฤทธิ์ และรอดูลูกของเจ้าว่าจะเป็นหรือตาย” 

                             “ได้ท่านแม่ ลูกขอทำหน้าที่นี้เพื่อตอบแทนท่านแม่ และเป็นการไถ่โทษต่อนางรำเพยรวมทั้งครอบครัวทั้งหมดของนางและลูกที่กำลังจะเกิดมา หากเสร็จกิจทั้งหมดที่นี่แล้ว ลูกขอไปทำหน้าที่ของลูก ท่านแม่อย่าขวางลูกอีก” 

                             “ได้ เมื่อเจ้าเห็นหน้าที่นอกเรือนสำคัญเยี่ยงนั้นข้าก็จะอนุญาต  อีกไม่กี่เพลาพ่อเจ้ากับบิดาของนางรำเพยก็กลับมา มิใช่ว่าข้าจะตัดไม่ให้เจ้าต้องรับรู้เรื่องราวอันใดเสียเมื่อไร ข้าก็มีหน้าที่ไม่ต่างจากเจ้า แต่ตอนนี้ความเป็นความตายของคนในเรือนก็เป็นสิ่งที่ข้าต้องดูแลด้วยเช่นกัน” 

                             อำมาตย์รณกฤติสันตเดโชชัยเดินตามมารดาของเขาไปยังเรือนที่มีเสียงร้องดังโหยหวนปานจะขาดใจนั้น ผู้คนต่างยกหม้อดินเผาวิ่งสลับกันเข้าออกจากเรือน อำมาตย์รณกฤติสันตเดโชชัยเองก็ร้อนรุ่มจนอยากจะตะโกนออมาให้ก้องแผ่นดินเช่นกัน  เขาต้องอยู่ทำหน้าที่ของพ่อที่มีต่อเด็กที่จะเกิด ต่อมารดาที่เคารพรักสูงสุด ต่อครอบครัวของหญิงที่ร้องปานจะขาดใจนั้นเพราะผลกระทบจากเหตุที่ริมน้ำจรเข้ ส่งผลให้ร่างกายและจิตใจนางรำเพยอ่อนแอ จนไม่รู้ว่าลูกที่จะเกิดมานั้นรอดหรือไม่ 

                             ทุกคนไม่ว่าจะแม่นางจารุศจีเองหรือแม้แต่ตัวเขาต่างก็เดินวนกันไปมา ในห้องนั้นมีเพียงนางรำพึงผู้เป็นแม่, ผู้ที่ทำหน้าที่เอาเด็กออกจากท้อง และบ่าวไพล่ที่คอยดูแลน้ำร้อนน้ำเย็นเท่านั้น สักพักใหญ่ที่ท่ามกลางความเเครียดนั้นก็ได้ยินเสียงร้องของเด็กขึ้นมา 

                             คนภายนอกทั้งหมดถอนหายใจโล่งอกเกือบจะพร้อมเพรียงกัน และก็เกือบจะพร้อมกันก็มีเสียงร้องไห้ของคนที่อยู่ในห้องตามมา 

                             นางรำพึงอุ้มเด็กที่ห่อด้วยผ้าขาวตัวเล็กกว่าเด็กที่เห็นทั่วไปออกมาส่งให้แม่นางจารุศจี แล้วร้องไห้กลับเข้าไปในห้องอย่างเงียบ ๆ  

                             สักครู่ผู้หญิงวัยกลางคนที่ทำหน้าที่เอาเด็กออกก็นำน้ำมนต์มาหยดที่ปากของทารกน้อยนั้น แล้วบอกแก่แม่นางจารุศจีว่า 

                             “หลานท่านไม่แข็งแรงนัก อ่อนแอกว่าเด็กทั่วไป สามวันลูกผีสี่วันลูกคน ขอท่านดูแลอย่าให้ขาดสายตาเจ้ากับบิดาของมันจงสู่ขวัญให้ดีก่อนที่มันจะตามแม่มันไป” 

                             “เจ้าหมายความว่าอย่างไร” 

                             แม่นางจารุศจีถามขึ้นด้วยเสียงที่แฝงไว้ซึ่งความหวั่นใจ 

                             “นางรำเพยขาดใจตายตอนเด็กออกมาแล้ว” 

                             ร่างกายกำยำของอำมาตย์รณกฤติสันตเดโชชัยถึงกับเซ เสียงร้องไห้กระชิกเบา ๆ ดังไปทั่วทั้งเรือน เพราะนางรำเพยเป็นคนที่อ่อนน้อม เป็นเด็กที่โตมาในเรือนทุกคนรู้ว่านางอ่อนแอมาแต่เด็กแล้ว ยังถูกรังแกมาตั้งแต่ยังน้อย จนมีวาสนาได้ปรนนิบัติลูกชายเจ้าของเรือน แต่นางก็ยังสงบเสงี่ยมช่วยเหลืองานในบ้านและเป็นที่รังเกียจของนางอื่น ๆ ที่อำมาตย์รณกฤติสันตเดโชชัยรับมาปรนนิบัติ 

                             แม่นางจารุศจีส่งเด็กในอ้อมอกให้กับเขา อำมาตย์รณกฤติสันตเดโชชัยก็รับมาด้วยแขนที่สั่นเทา เก๊กังทำไม่ถูก กลัวทารกน้อยตัวบางเบานั้นจะกระทบกับความแข็งแรงบีบจนยุ่ยยับไป แม้น้ำหนักตัวของทารกนั้นจะเบายิ่งกว่าขันน้ำใบใหญ่ แต่เขารู้สึกถึงภาระหน้าที่อันยิ่งใหญ่ที่จะปกป้องเด็กชายคนนี้ น้ำตาเขาปริ่มอยู่ที่ของตา บอกกับตัวเองว่า 

                             “พ่อจะเลี้ยงดูเจ้าให้รอดปลอดภัยนะลูก” 

                             เมื่อขุนหลวงลาภวัตมนตรีกลับถึงเรือน เขาก็โบกมือเป็นสัญญาณห้ามไม่ให้เมียและลูกชายตามมา เดินตรงไปให้บ่าวในเรือนล้างเท้าก่อนจะก้าวเข้าห้องนอนและปิดประตู 

                             อำมาตย์รณกฤติสันตเดโชชัยรู้ได้ว่าราชกิจต้องใหญ่หลวงนัก บิดาเขาเข้าเฝ้าในท้องพระโรงตั้งแต่เมื่วานตอนสายและกลับมาเอาในเวลายำค่ำเช่นนี้ ด้วยหน้าตาที่เคร่งเครียดอ่อนล้าจนเขาไม่กล้าที่จะรบกวน 

                             ฝั่งอำมาตย์กฤตธรรมฤทธิ์เมื่อทราบเรื่องการตายของนางรำเพย ก็ถึงกับเซล้มพับสิ้นสติไป ความเครียดที่บีบคั้นมาหลายวัน ร่างกายที่เหนื่อยล้าแทบไม่ได้สัมผัสน้ำและอาหารมาสองถึงสามวัน เมื่อทราบว่าลูกสาวคนเดียวที่เขาห่วงใยเป็นที่สุดมาตายลงไปอีก สติของเขาจึงรับไว้ไม่ไหว เสียงร้องไห้ของนางรำพึงดังมากขึ้น 

                             เนื่องจากเป็นช่วงเวลาที่ผู้คนทั้งเมืองวุ่นวายกับภัยพิบัติที่เกิดขึ้น พระหรือผู้ทรงศีลต่าง ๆ ต้องทำพิธีให้กับผู้คนที่ตายเกลื่อนเมือง นางรำเพยจึงไม่มีผู้ทรงศีลไม่ว่าจะพระหรือพราห์มมาทำพิธีให้ อำมาตย์รณกฤติสันตเดโชชัย ต้องควบม้าไปยังบ้านสวนแตงเพื่อรับเอาพระจากชุมชนนั้นมาทำพิธีและเผาร่างให้กับนาง  

                             ตลอดเวลาที่เปลวไฟเผาร่างของนางรำเพยจนหงิกงอ เขาอุ้มบุตรชายยืนดูอยู่ห่าง ๆ รู้สึกผิดมหันต์ต่อทั้งลูกและคนที่เคยเป็นเมีย ตอนนี้เขาแยกไม่ถูกแล้วว่าควรทำสิ่งใดก่อนสิ่งใดหลัง ผ่านมาจนเพลานี้แล้วเจ้านางศศิพินทุเทวีคงห่วงใยเขา หรือจะทรงได้รับบาดเจ็บเช่นใดเขาก็มิรู้ได้ ความห่วงใย ความรู้สึกผิดทั้งหลายท่วมท้นหัวใจจนไหลออกมาที่ตาเขาต้องอุ้มเด็กน้อยที่ห่อหุ้มด้วยผ้าหนานั้นขึ้นมาซับน้ำตา 

............................................................................. 

 

                             เมื่อเจ้านางศศิพินทุเทวีแยกจากพระมเหษีเทวีนทีนาถก็เป็นเวลาที่พระจันทร์พ้นของฟ้าขึ้นมาแล้ว แสงจันทร์สว่างส่องให้เห็นมหาวิหาร ลำธาร ดูสวยงาม เจ้านางเดินอาบแสงจันทร์มาจนถึงบ่อน้ำหน้ามหาวิหารแห่งนั้น บัดนี้ไม่เหลือดอกบัวเลยสักดอกนอกจากที่ทรงกำอยู่ในมือ ใบเองก็งองุ้มและกำลังแห้งเฉา ทุกอย่างต้องกระทำโดยเร็วก่อนที่ทุกสรรพสิ่งในเมืองนี้จะล้มตายกันหมด 

                             เจ้านางเสด็จไปที่ทางเข้ามหาวิหารแล้วสั่งการให้นายเวรไปตามนางกำนัลมา 5 นาง และขุนทหารอีก 3 นาย เข้ามารอพระองค์อยู่ที่หน้าองค์พระประธาน 

                             เมื่อทุกคนมาถึง เจ้านางรับสั่งให้ขุนทหารคนหนึ่งรับผิดชอบในการจัดทำรถลากที่สามารถรับน้ำหนักสิ่งของขนาดใหญ่ได้ให้มากที่สุดภายในเย็นวันพรุ่งนี้ เช่นเดียวกันกับขุนทหารอีกคนหนึ่งต้องต่อแพที่แน่นหนารองรับของหนักมาก ๆ ให้ล่องไปตามแม่น้ำให้ได้มากที่สุด 

                             คนที่เหลือต้องช่วยเจ้านางเอาผ้าต่าง ๆ ที่มีอยู่มาห่อหุ้มองค์พระปรางค์ต่างในแต่ละห้อง เครื่องปั้น ดินเผา เสมา ธรรมจักร แม้แต่ศิลาที่ทำเป็นรูปกวางหมอบ นางอัปสรในอิริยาบถต่าง ๆ มาวางรวมในสวนด้านหลังพระมหาวิหาร 

                             เช้าวันรุ่งขึ้นเจ้านางทรงเสด็จไปที่วิหารในตลาดหน้าเมืองเพื่อขอพรจากองค์พระวิษณุและขอขมาในการขนสิ่งของทั้งหมดที่รอดพ้นเงื้อมมือของคลื่นยักษ์นำไปรวมกันไว้ที่สวนด้านหลังมหาวิหาร พร้อมกับก้มลงกราบราบลงกับพื้นอันเป็นสัญญาณของการจากลา 

                             “มีอะไรให้พ่อช่วยเจ้าได้หรือไม่ศศิพิน” 

                             น้ำเสียงที่คุ้นหูยิ่งนักดังมาจากเบื้องหลัง เจ้านางรีบปาดน้ำตากับหลังมือแล้วเงยหน้าขึ้น ค่อย ๆ ควบคุมความรู้สึกในทุกขณะที่หันกลับมาหาเจ้าของเสียง 

                             “เสด็จพ่อลงมาที่นี่ทำไมเพคะ” 

                             “พ่อยืนอยู่บนระเบียงมหาราชวังเห็นเจ้าออกจากมหาวิหารมา แต่งองค์เต็มยศเยี่ยงนี้เจ้าต้องกำลังจะทำภารกิจใหญ่ของแคว้นเป็นแน่ พ่อจึงเดินตามเจ้ามาแต่ไม่มีเวลากลับไปเอาเครื่องยศของเจ้าผู้ครองแคว้นได้ทัน” 

                             เจ้านางทรงลุกขึ้นแล้วแล้วประคองพระบิดาไปนั่งยังหินกลมมนสำหรับนั่งด้านข้างของวิหารแล้วทรงนั่งลงไปกับพื้นดิน 

                            “พ่อคิดว่าพ่อควรทำอะไรบ้างให้เหมาะสมกับผู้ครองแคว้นแห่งนี้” 

                             “เสด็จพ่อเหนื่อยล้ากับการว่าราชการมากพอแล้วเพคะ ลูกพอจะจัดการได้” 

                             “อย่างไรเสียช่วยกันทำน่าจะเร็วกว่า ช่วยกันคิดได้ดีกว่า” 

                             เจ้านางทรงก้มศรีษะแนบพระพักตร์ลงกับขาของพระเจ้าหรรษาชยวรมันต์ พระองค์ก็ทรงเอามือวางลงบนศรีษะของเจ้านางทางด้นหลังของมวยผมที่เกล้ารัดขึ้นสูงมัดด้วยแผ่นทองคำเป็นชั้น 

                             “ยามนี้รณกฤติคงยุ่งวุ่นวายทั้งกับการเกิดและการตาย เขาก็คงตัดสินใจทำอะไรได้ไม่ถูกนัก ถึงเวลาที่ผู้ซึ่งมีหน้าที่ที่แท้จริงในการดูแลทุกสรรพสิ่งในแคว้นรัฎฐณสุวรรณจะต้องกระทำกันด้วยตนเองแล้ว” 

                             “เพคะท่านพ่อ” 

                             “งั้นเจ้าบอกพ่อมาสิว่าเจ้ากำลังจะทำอะไรแล้วพ่อต้องทำอะไร” 

                             เจ้านางทรงปาดน้ำตาแล้วแจ้งกับพระบิดาว่า 

                             “เช่นนั้น หลังกินเครื่องเช้าในวันนี้ลูกจะนำคนทั้งหมดที่ลูกเตรียมมาขึ้นไปบนเขานั้น ลูกจะนำเครื่องมือเครื่องใช้ทางการเกษตรทั้งหมดใส่รถลากไป รวมถึงเสบียงอาหารแห้งข้าวเปลือก เมล็ดพันธ์ทั้งหลายที่ยังไม่แยกแตกหน่อขึ้นไปทั้งหมด ในท้องพระโรงจะมีเพียงข้าวสารและเมล็ดพันธ์พืชที่ต้องเร่งนำลงดิน เรื่องนี้ลูกฝากเสด็จพ่อด้วยนะเพคะ 

                             ส่วนสิ่งของต่าง ๆ ในสวนริมน้ำหลังมหาวิหารของลูก เป็นสิ่งที่คนในแคว้นเราเคารพ และสร้างขึ้นมาด้วยความปราณีตทั้งหลาย ลูกจะเอาข้ามน้ำด้วยแพที่สั่งให้ต่อไว้ เมื่อข้ามน้ำได้แล้วลูกจะส่งคนมาลากขึ้นไปบนเขานั้น” 

                             “ลูกมั่นใจแล้วเหรอศศิพินว่าบนนั้นมีพื้นที่ มีแหล่งน้ำทำการเกษตรได้จริง ลูกเห็นกับตาตัวเองแล้วหรือไร” 

                             “ลูกยังไม่เห็นกับตาตนเองเพคะ แต่ลูกเชื่อว่าต้องมีพื้นที่เช่นนั้นและแหล่งน้ำจากพุนั้นก็เพียงพอเลี้ยงเมืองใหม่ของเราเพคะ” 

                             “เราไปกินเครื่องเช้ากันเถอะ ป่านนี้แม่เจ้าคงส่งคนเดินหาเรากันวุ่นไปหมดแล้ว” 

                             สองพ่อลูกเดินตามกันมาตามแนวขั้นของถนนหินที่ครั้งหนึ่งเคยมีคนวางกระบุงกระจาดขายของอยู่สองข้างทางแต่บัดนี้ไม่เหลือผู้คนบริเวณนี้แม้แต่คนเดียว 

                             ก่อนเข้าสู่ประตูพระมหาราชวัง เจ้านางทรงหันไปสั่งนายเวรหน้าประตูว่า 

                             “เจ้าจงส่งคนไปบอกกล่าวกับท่านอำมาตยนายก ว่าหลังกินมื้อเช้าเสร็จให้มารอข้าที่หน้าพระมหาราชวังแห่งนี้ และขอให้ท่านอำมาตยนายกนำคนมาขนสิ่งของที่ข้าจัดเตรียมไว้ในท้องพระคลังมาวางรอข้าเบื้องเดียวกันนี้” 

                             เมื่อก้าวเข้าไปในท้องพระโรง ก็พบว่าพระมเหษีเทวีนทีนาถทรงเดินวนไปวนมาอย่างที่พระเจ้าหรรษาชยวรมันต์คิดไว้ 

                             “ข้าไม่เจอท่าน จึงร้อนใจ ไปหาลูกก็ไม่พบ ข้าร้อนใจใหญ่หลวงนัก” 

                             “ไปกินเครื่องเช้ากันเถอะนทีนาถ ศศิพิน” 

                             การเรียกเฉพาะชื่อไม่มียศประดับ ทำให้รู้สึกเหมือนครอบครัวทั่วไป ทำให้สะดุดหูของมะลิมาศเป็นอย่างยิ่ง แต่เนื่องจากไม่มีเวลาคิดนัก ลางสังหรณ์บอกให้นางรู้ว่าตนเองก็ควรไปกินมื้อเช้ากับบิดา มารดา และพี่สาวของตน ก่อนจะลาเพื่อมาทำภารกิจยิ่งใหญ่ครั้งนี้” 

                             แดดยังไม่ร้อนนักทุกคนก็มาพร้อมกันที่ลานด้านหน้าพระมหาราชวัง นายเวรขุนทหารที่สามารถเกณฑ์ขึ้นไปได้จำนวน 10 คน คนของอำมาตย์รณกฤติสันตเดโชชัยที่ถูกปล่อยออกจากคุกใต้พระมหาราชวังตั้งแต่วันวานเพื่อความพร้อมของร่างกายอีก 5 คน คนที่เกิดนักษัตรมะโรง 3 คน ขาดแต่หญิงพรหมจรรย์ 1 คน ซึ่งยังไม่ได้คุณสมบัติตามที่เจ้านางต้องการ นอกนั้นก็จะเป็นนางกำนัลคนสนิทของเจ้านางที่มีมะลิมาศเป็นผู้ดูแล 

                             เมื่อทุกคนมารวมกันพร้อมหน้า พระเจ้าหรรษาชยวรมันต์ทรงกล่าวด้วยสุรเสียงดังกึกก้องบริเวณนี้ว่า 

                             “เจ้าทุกคนในที่นี้คือผู้เสียสละที่จะต้องบุกป่าฝ่าดงสร้างดินแดนใหม่ เจ้าทุกคนจะไปสมทบกับทหารกล้าทั้งหลายที่ขึ้นไปก่อนเจ้านี้ เมื่อได้เจอแผ่นดินใหม่ทุกผู้คนในแคว้นของเราจักได้มีที่ทำกินเลี้ยงดูครัวเรือนกันได้อย่างที่เป็นมา ไพร่ฟ้าข้าไทที่ต้องไปอาศัยแผ่นดินอื่นให้เขารังเกียจก็จะได้คืนกลับแผ่นดิน ข้า หรรษาวรมันต์ เจ้าผู้ครองแคว้นขอบน้ำใจเจ้าทุกคนและจะไม่ลืมความเสียสละของทุกคนในวันนี้ เมื่อเจ้าสำรวจพบแผ่นดินใหม่แล้วข้าจะส่งผู้คนตามขึ้นไป เราจะไม่ละทิ้งกัน” 

                             เสียงชัยโยโห่ร้องของผู้คนนับสิบดังขึ้นกึกก้อง เสียงนี้น่าจะดังไปถึงหูของอำมาตย์รณกฤติสันตเดโชชัยได้บ้างหากในเวลานั้นทารกที่อยู่ในอ้อมอกของผู้เป็นพ่อไม่แผดเสียงร้องดังไปทั่วทั้งเรือนเสียก่อน 

                             “เจ้าทั้งหมดเดินตามเสลี่ยงของข้าไปจนถึงเชิงเขาแล้วเราจะเดินเท้าไปด้วยกัน” 

                             สิ้นเสียงของเจ้านางทุกผู้คนบริเวณนั้นก็ส่งเสียงโห่ร้องอีกครั้งแต่ต้องชงักไปเสียก่อน เพราะเสียงที่ดังขึ้นอย่างนุ่มนวล สุขุม แทรกขึ้นมาว่า 

                             “ข้าควรต้องขึ้นเสลี่ยงไปยังเชิงเขานั้นด้วยมั้ย” 

                             เป็นเสียงที่มาจากร่างสูงสว่างด้วยผ้าสีเหลืองที่ห่มคลุม 

                             “ข้าจะไปกับพวกเจ้าด้วย” 

                             ทุกผู้คนบริเวณนั้นก้มลงกราบไปยังพื้นดิน แม้แต่พระเจ้าหรรษาชยวรมันต์ พระมเหษีเทวีนทีนาถ และเจ้านางศศิพินทุเทวีเอง ก็ทรงคุกเข่าลงกับพื้น 

                             “ถ้าเช่นนั้นโปรดเตรียมเสลี่ยงเผื่อข้าด้วยได้มั้ยเจ้านาง” 

                             เสียงนี้ดังมาจากชายร่างท้วมนุ่มห่มด้วยชุดขาวเดินมาสมทบกับกลุ่มคนที่ออกันอยู่หน้าลานพระมหาราชวัง 

                             “อำมาตยนากยก เจ้าไปจัดเสลี่ยงเพิ่มอีกสองชุดเดี๋ยวนี้” 

                             “รับด้วยเกล้าพะยะค่ะ” 

                             อำมาตยนายกตอบรับคำสั่งและแสดงความคาระด้วยการพนมมือยกสูงเหนือหัว อันเป็นประเพณีที่ทำด้วยความเคารพอย่างสูงสุดและทำในพิธีสำคัญของแผ่นดิน 

                             “ขอให้เจ้าประสบผลดังที่เจ้าหวังนะศศิพิน การณ์ครั้งนี้เจ้าต้องทำตามลำพัง พ่อเชื่อว่าในเวลานี้เจ้าเข้มแข็งพอแล้ว” 

                             “แม่จะคอยดูเจ้าลงมานะลูก” 

                             “ท่านมหาเถรสังฆราช ท่านราชครู ข้าฝากลูกหญิงของข้าด้วย” 

                             พระเจ้าหรรษาชยวรมันต์ และพระมเหษีเทวีนทีนาถ ก้มกราบลงระหว่างผู้นำของทั้งสองศาสนาอันเป็นที่เคารพบูชาสูงสุด  

                             “เยี่ยงนั้นแล้ว ขอให้ทุกคนตามข้ามา” 

                             สุรเสียงที่เคยนุ่มนวลเพราะน่าฟัง แม้จะมีบางครั้งที่เต็มไปด้วยโทสะ แต่ในครั้งนี้กลับดูกึกก้องเสมือนเสียงของชายชาตรีผู้นำทัพ” 

                             ภาพเสลี่ยงที่นำหน้าไปนั้นมองเห็นแผ่นหลังที่ยังอรชรรัดด้วยผ้าสีแดงเข้มเป็นมันเงา มีชายผ้าสีทองห้อยลมาจากบ่าทั้งสองข้างยาวจนถึงขอบผ้าที่รัดไว้ กระจังหน้าสีทองทรงสูงยังพอมองเห็นยอดได้จากจุดที่ฉันยืนอยู่ เหมือนภาพของนักรบหญิงที่ฉันเคยดูจากโทรทัศน์ แต่ครั้งนี้ฉันกลับรู้สึกเหมือนมีก้อนอะไรจุกอยู่ที่คอ ฉันพยายามตามลมหายใจเพื่อให้สม่ำเสมอและเกิดสมาธิ แต่ในครั้งนี้ยากเหลือเกิน แม้ลมหายใจจะช้าลงใกล้จะสม่ำเสมอ แต่ดวงจิตกลับไม่นิ่งจนฉันต้องเปลี่ยนเป็นการดูท้องที่พองยุบ กระจังหน้าของเจ้านางคงจะบีบรัดขมับทั้งสองข้าง เพราะฉันรู้สึกได้ถึงความปวดแน่นนั้น กรรมฐานอีกข้อที่พอจะช่วยฉันได้คือดูความเจ็บปวดนั้น ดูจนกว่ามันจะหายไป 

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น