10969

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : EP.4 Last time

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 1.4k

ความคิดเห็น : 11

ปรับปรุงล่าสุด : 14 ต.ค. 2562 19:39 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
EP.4 Last time
แบบอักษร

EP.4 

Last time 

 

 

 

 

“ขะ ข้ารู้แล้ว”

อาชาน้อยก้มหน้ารับปาก ภาพดอกไม้งามตรงส่วนนั้นยังสลักตราตรึงไว้ในห้วงความคิด มีเสี้ยวหนึ่งที่อาชาน้อยอยากลูบสัมผัสตราสัญลักษณ์นั้นขึ้นมา อดไม่ได้จนต้องลอบมองอีกครั้ง แต่อาชาน้อยต้องผิดหวัง เมื่อเด็กหนุ่มสวมใส่เสื้อผ้าเรียบร้อยแล้ว

” เคิร์ก เจ้าขึ้นจากน้ำได้แล้ว” เจวาเอ่ยเตือน เมื่อเห็นอีกฝ่ายมัวแต่เล่นน้ำเพลิน ทั้งที่ก่อนหน้านั้นยังนอนใกล้สิ้นลมอยู่บนพื้นหญ้าอยู่เลย

“ก็ได้” เด็กหนุ่มผมสีส้มขานรับอย่างเกียจคร้าน พาร่างอวบอิ่มของตัวเองขึ้นจากน้ำ เดินมาทางพวกเขา เจวาได้แต่ส่ายหน้าหยิบเสื้อเพียงตัวเดียวส่งให้อีกฝ่าย

“พวกเจ้าจะกลับตอนไหน” เคิร์กเอ่ยถาม รีบสวมเสื้อใส่แล้วดึงมาปิดส่วนนั้นของตัวเองอย่างกระดากอาย เมื่อมีเด็กน้อยอีกคนอยู่ที่นี่ด้วย

“อีกประเดี๋ยวก็กลับ” เจวาเป็นฝ่ายตอบ ฝ่ามือเอื้อมไปลูบเส้นผมเปียกชื้นของอาชาน้อยสางไปมาอย่างเบามือ การกระทำของเด็กหนุ่ม ทำให้อาชาน้อยรู้สึกอุ่นวาบข้างใน

“วันนี้ข้าเห็นมีทหารมาเดินรอบเมืองด้วย”

เด็กหนุ่มผมสีส้มชวนคุย มืออวบควานหากิ่งไม้มาก่อไฟ เมื่อรู้สึกหนาวเย็นช่วงล่าง เสื้อเพียงตัวเดียวแถมยังเปียก ไม่อาจสร้างความอบอุ่นได้ ส่วนชั้นไขมันตามร่างกายก็ไร้ซึ่งประโยชน์

คำพูดของเคิร์กทำให้เจวาที่กำลังสางผมให้อาชาน้อยชะงัก รีบผละมือออกหันไปหาเพื่อนตัวอ้วนด้วยสีหน้าเคร่งเครียด

“พะ พวกเขามาทำอะไร” ถามด้วยเสียงหวาดหวั่น เหลือบมองไปยังอาชาน้อยโดยไม่รู้ตัว เคิร์กเห็นสีหน้าเพื่อนก็ไม่ได้ติดใจสงสัยอะไร กล่าวตอบเท่าที่รู้มา

“เห็นว่ามาตามหาคนเผ่าภูตไม้ ทหารพวกนั้นเป็นทหารเผ่าอาซรัฟ”

เผ่าอาซรัฟ

เผ่าภูตไม้!

เจวารู้สึกว่าลมหายใจตนเองติดขัด สองมือกอบกำแน่น หลังจากคิดว่าทุกอย่างเชียบหลายวันมันน่สงสัยเกินไป จนกระทั่งสิ่งที่เขากลัวกำลังเกิดขึ้น

“เจ้าแน่ใจนะ”

บางทีเคิร์กอาจจำสัญลักษณ์ทหารแต่ละเผ่าผิดเพี้ยนไปก็ได้ อีกทั้งเคิร์กยังไม่รู้ว่าเลือดครึ่งหนึ่งของเขานั้นเป็นคนของเผ่าภูตไม้ เจวาได้แต่ปลอบใจตัวเองให้หายหวาดหวั่น ภาพวันนั้นยังติดตาเขาไม่จางหาย

“ทหารพวกนั้นแตกต่างจากพวกเราขนาดนี้ ทำไมข้าจะจำไม่ได้” อาชาอ้วนตอบกลับน้ำเสียงจริงจัง เป็นครั้งแรกที่เจวาเห็นอาชาอ้วนแคระตัวนี้ดูฉลาดขึ้นมา

พรึบ!

“กลับกันเถอะ”

เจวาลุกขึ้นทันที รีบเปลี่ยนร่างเป็นอาชาเต็มตัวกะทันหัน ดวงตาสีฟ้าปรายมองอาชาน้อยให้เปลี่ยนร่างตาม ความกังวลหวาดหวั่นทำให้เจวาไม่อาจนิ่งเฉยอยู่ได้ และไม่รู้ว่าที่หมู่บ้านตอนนี้เป็นอย่างไรบ้าง

ท่านแม่จะรู้เรื่องนี้แล้วหรือยัง

“ข้ายังไม่หายเหนื่อยเลยนะ!”

เจ้าคนอ้วนโอดครวญ ใบหน้ายับยู่ยี่ไม่เห็นด้วย เพราะตนพักไม่กี่ชั่วยามก็กลับต้องวิ่งกลับ มันเป็นความโหดร้ายต่ออาชาเจ้าเนื้ออย่างตนมาก

“นั่นมันเรื่องของเจ้า ข้าจะกลับแล้ว”

เจวาเอ่ยทิ้งท้ายไว้แค่นั้น อาชาสีขาวก็ควบทะยานออกไปอย่างเร่งรีบ ตามด้วยอาชาน้อยควบไล่ตาม ทิ้งฝุ่นตลบไว้เบื้องหลัง เคิร์กได้แต่ดิ้นพล่านร้องโอดโอยอย่างทำอะไรไม่ได้ จำใจต้องเปลี่ยนร่างเป็นอาชาเต็มตัวแล้วควบทะยานตามไป

 

ใกล้เข้าเขตหมู่บ้าน เจวาแยกย้ายกับเพื่อนตัวเอง และกำชับห้ามแพร่งพรายเรื่องญาติของเขาออกไป ถึงแม้เจ้าอาชาอ้วนจะทึ่มแต่ไม่ถึงกลับโง่เขลา อาร์ซในร่างอาชาน้อยมองปราดเดียวก็รู้ว่าเด็กคนนี้ต้นกำเนิดมาจากเผ่าใด และมันคงไม่ใช่เรื่องดีแน่ ที่จู่ๆ อาชาน้อยแปลกหน้าของเผ่าอาซรัฟ มาปรากฏตัวที่หมู่บ้านอันห์วา อาชาเผ่าชั้นล่างสุดแบบนี้

เคิร์กมองอาชาน้อยครู่หนึ่ง แววตาเต็มไปด้วยความสงสัยและคำถามมากมายที่อยากรู้ตามนิสัย แต่สุดท้ายก็รับปากเพื่อนตัวเองไป

“ก็ได้ ข้ารับปาก”

“’ งั้นเจอกันพรุ่งนี้”

เจวากลับร่างมนุษย์จับมือกับอาชาน้อยแยกทางกลับบ้านตนเอง ส่วนเคิร์กบ่นอุบอิบเล็กน้อยก็แยกกลับบ้านตัวเองเช่นกัน เพราะเสียอย่างไร สิ่งที่อยากรู้เขาต้องได้คำตอบในวันพรุ่งนี้แน่นอน

สองขาเรียวก้าวเดินไปตามเส้นทางกลับบ้านอย่างรีบร้อน อาชาน้อยที่ไม่รู้ว่าเกิดเรื่องผิดปกติอะไร รีบเดินตามไม่ขาดช่วง ยิ่งเห็นสีหน้าเคร่งเครียดของอีกฝ่าย อาชาน้อยเริ่มรู้สึกไม่ดีขึ้นมา

“จิน เกิดอะไรขึ้น” อาชาน้อยเอ่ยถาม ก้มมองดูฝ่ามือที่ถูกอีกฝ่ายจับแน่น จนรู้สึกเจ็บ ใบหน้าที่เคยสดใสตอนนี้มีแต่ความตึงเครียด

“พวกเราต้องรีบกลับ”

เจวาตอบอาชาน้อยเพียงเท่านั้น ก็จับข้อมือเล็กวิ่งทันที เขารู้สึกร้อนรนกระวนกระวายและเป็นห่วงมารดาตัวเองขึ้นมา หลังจากได้ข่าวว่า ทหารอาซรัฟพวกนั้นมาตามหาเผ่า ภูตไม้ ซึ่งก็คือพวกเขาสองแม่ลูก สาเหตุคงไม่อาจเป็นอย่างอื่นได้ นอกเสียจากเขาไปช่วยเหลืออาชาน้อยที่เป็นถึงรัชทายาทของเผ่าอาซรัฟ กำลังถูกลอบสังหารให้รอดพ้นจากความตายไปได้

เจวาไม่รู้ว่าทหารพวกนั้นตามหาศพของอาชาน้อยหรือเปล่า แต่การที่ทหารพวกนั้นถูกลอบโจมตีจากเหล่าแมกไม้ผิดธรรมชาตินั้น คงต้องเป็นใครสักคนที่ต้องการขัดขวางการลอบสังหารรัชทายาทครั้งนี้ ซึ่งคนที่ต้องการอยากให้รัชทายาทตายไม่มีทางปล่อยเรื่องนี้ไปเด็ดขาด ถ้าจับคนผู้นั้นได้ ก็เท่ากับรู้ว่ารัชทายาทที่พวกเขาต้องการฆ่านั้นยังมีชีวิตอยู่หรือตาย

ซึ่งคนนั้นก็คือตัวเขา!

เป็นครั้งแรกที่เจวารู้สึกหวาดกลัวจับใจ เพราะสิ่งที่ตัวเองได้กระทำลงไป อาจนำมาซึ่งความตายของท่านแม่หรือตัวเอง เหมือนดั่งที่ท่านแม่ด่าทอเขาในวันนั้น ดวงตาสีฟ้าหันไปมองอาชาน้อยที่ตัวเองจับมือวิ่งตามหลัง เจวาเห็นแต่เพียงใบหน้าใสซื่อไร้เดียงสาของเด็กคนหนึ่งเท่านั้น และเขาคงไม่ใจร้ายมองดูเด็กคนนี้ตายต่อหน้าได้ ในเมื่อมันเป็นสิ่งที่เขาเลือกหรือโชคชะตากำหนดแบบนี้ เจวาก็พลันถอนหายใจรีบตั้งสติ กอบกุมข้อมือเล็กนั้นแน่นขึ้น

ถ้าจะรอด ก็ต้องรอดไปด้วยกัน

ถ้าจะตายก็ขอให้เขาเป็นคนโชคร้ายคนนั้นแทน

ทั้งสองพากันวิ่งกลับบ้านอย่างเร่งรีบ เห็นหลังคาบ้านปกคลุมด้วยหญ้าและมวลไม้อยู่ไม่ไกล เจวาพลันรู้สึกใจเต้นแรง เขารีบผลักประตูเข้าไปในบ้านร้องเรียกหามารดาเสียงดัง

“ท่านแม่!”

ใบหน้าเรียวงามเต็มไปด้วยเหงื่อไหล นัยน์ตาสีฟ้าตื่นกลัวเมื่อมองรอบๆ บ้านไม่พบเจอผู้เป็นมารดา เจวาจึงไปที่เรือนเพาะไม้ทางด้านหลัง ก็ไม่พบเจอใคร

“ท่านแม่ ท่านอยู่ไหนขอรับ!”

เจวาตะโกนร้องเสียงดัง ปากบางสั่นระริกเม้มขบกันแน่น พยายามข่มความกลัวในจิตใจที่กำลังลุกลาม ถ้าเป็นยามนี้ ท่านแม่คงกลับมาจากตัวเมืองแล้วหลังจากส่งพืชพันธุ์ไปขาย แล้วเหตุใดท่านแม่ยังไม่กลับมา

เผ่าอันห์หวามีหลากหลายเผ่าพันธุ์อาศัยอยู่ที่นี่ แต่น้อยนักที่จะมีเผ่าภูตไม้มาอาศัยอยู่ เพราะคนเผ่าภูตไม้มักจะอยู่เผ่าตัวเองเสียเป็นส่วนใหญ่ ส่วนคนในหมู่บ้านที่เจวากับแม่อาศัยอยู่นั้น ไม่มีใครทราบว่าทั้งสองเป็นคนของเผ่าภูตไม้ คิดแต่ว่าเป็นเผ่าเอเฮิร์นเท่านั้น ท่านแม่จึงกำชับเขาไม่ให้เผยร่างอาชาเต็มตัว และห้ามใช้เวทมนตร์ควบคุมเหล่าพืชพันธุ์ต่อหน้าคนอื่น เพราะมันไม่ใช่เรื่องดี ทั้งยังเป็นภัยต่อตัวเอง

ส่วนร่างอาชาเต็มวัยที่ลักษณะโดดเด่นเหมือนเผ่าอาซรัฟนั้น เพื่อนสนิทอย่างเคิร์ก เจวาก็โกหกไปว่าตนนั้นเป็นอาชาลูกครึ่งของสองเผ่าคือเผ่าอันห์หวาและเผ่าเอเฮิร์น ไม่รู้ว่าเจ้าเพื่อนตัวอ้วนของตนนั้นทึ่มหรือโง่ จึงปักใจเชื่อที่เขาบอก

ตึก ตึก

เสียงฝีเท้าดังใกล้เข้ามา เจวารีบจับอาชาน้อยมาไว้ด้านหลังตามสัญชาตญาณ สองมือก็เตรียมร่ายมนตร์ป้องกัน ดวงตาสีฟ้าตอนนี้เต็มไปด้วยความตระหนกกลัว ร่างกายสั่นเทาพลอยทำให้อาชาน้อยที่อยู่ด้านหลังกลัวไปด้วย

“จิน”

“ข้าจะไม่ทิ้งเจ้า”

เจวาเอ่ยคำมั่น ทำตัวเข้มแข็งไม่ให้อาชาน้อยเสียขวัญ ไม่รู้ว่าเสียงฝีเท้าที่ดังใกล้เข้ามานั้นเป็นของผู้ใด ถ้าเกิดเป็นพวกทหารของเผ่าอาซรัฟ เด็กอย่างเขาอาจสู้ไม่ได้ ต่อให้มีเวทมนตร์ควบคุมเหล่าต้นไม้ แต่พลังของเผ่าอาซรัฟก็แข็งแกร่งน่ากลัวเกินไป

“เจวา!”

เสียงนี่มัน

“เจวา เจ้าอยู่นี่ไหม แย่แล้ว!”

เคิร์ก

เจวาจำเสียงร้องของเพื่อนตัวเองได้ รีบวิ่งไปที่ประตูแล้วเปิดออกทันที เคิร์กยังอยู่ในร่างครึ่งคนครึ่งม้า ใบหน้าอวบอิ่มบัดนี้แดงก่ำ หอบหายใจรุนแรง สงสัยคงวิ่งมาที่เขาเต็มฝีเท้า ทั้งที่แยกย้ายกันไปไม่นาน

“เกิดอะไรขึ้นเคิร์ก!” เจวาจับไหล่อีกฝ่ายเขย่าถาม ถ้าเคิร์กมาหาเขาพร้อมสีหน้าตื่นตระหนกเช่นนี้ คงไม่ใช่เรื่องที่ดีอย่างแน่นอน

หรือว่ามันจะเกี่ยวกับท่านแม่!

“ขะ ข้าเห็นแม่เจ้าถูกทหารจับตัวไป”

“เจ้าว่าอย่างไรนะ!”

เจวาแทบทรุดล้มลงเมื่อได้ยิน มือไม้พลันสั่น นี่มันเรื่องอะไร เหตุใดท่านแม่ถึงถูกจับได้ หรือพวกเขารู้ว่าท่านแม่เป็นคนเผ่าภูตไม้

ไม่ เป็นไปไม่ได้

“จับแม่ข้าด้วยเรื่องอันใด เจ้ารู้ไหม!” ใบหน้าเรียวงามซีดเผือด พยายามตั้งสติไม่ให้บุ่มบ่ามทำอะไรสิ้นคิด เจวาพยายามคิดในทางที่ดีเข้าไว้ บางทีความลับของท่านแม่อาจยังไม่ถูกเปิดเผย

“ข้าได้ยินว่า หลายคนที่ถูกจับ เกี่ยวข้องกับการค้าขายพืชพันธุ์ต้นไม้ทั้งนั้น”

ค้าขายต้นไม้อย่างนั้นหรือ

ไม่แปลกที่พวกทหารจะจับคนที่เกี่ยวข้องกับพวกขายพืชพันธุ์ไม้เป็นอันดับแรก เพราะคนเหล่านี้สามารถเพราะปลูกหรือควบคุมเมล็ดพันธุ์พืชได้ตามใจคิด มีโอกาสสูงที่จะเป็นคนของเผ่าภูติไม้ หมู่บ้านต่างๆ ที่ส่งพืชพันธุ์เข้าไปขายในเมือง ก็นับจำนวนได้ไม่กี่คน ในส่วนของท่านแม่พ่อค้าแม่ค้ามักจะซื้อขายด้วยเป็นประจำ เพราะดอกไม้ พืชพันธุ์ต่างๆ ที่ส่งไปขายนั้น ทั้งสดและงามมากกว่าใคร

“ละ แล้วแม่ข้าตอนนี้อยู่ไหน” เจวาหันไปถามอีกฝ่าย ที่กุมหน้าอกตัวเองหอบเหนื่อยหลังจากวิ่งมาแจ้งข่าวให้เขา เคิร์กกลืนน้ำลายพยายามเอ่ยเสียงแหบแห้งเอ่ยบอก

“พื้นที่ห้ามของเผ่าอาซรัฟ”

พื้นที่ห้ามที่อีกฝ่ายหมายถึงคือ ในแต่ละเผ่าจะมีพื้นที่ห้ามของเผ่าอาซรัฟปักหลักอยู่ในเมืองแต่ละเมือง ด้วยอำนาจและเป็นอาชาเผ่าพันธุ์สูงสุด จึงมีสิทธิมากกว่าใคร อีกทั้งยังสามารถควบคุมแต่ละเผ่าไว้ใต้อาณัติได้

“พาข้าไปที!” เจวาเร่งเร้าด้วยความร้อนรนเป็นห่วงมารดา ความโหดร้ายของเผ่าอาซรัฟขึ้นชื่อจนทำให้แต่ละเผ่าหวาดหวั่น ถ้าให้เค้นถามสารภาพคำตอบ คงใช้วิธีโหดร้ายป่าเถื่อนเป็นแน่

“จิน”

เสียงขออาชาน้อยทำให้เจวาลืมอีกคนที่อยู่ข้างกายตัวเองไป เจวารีบย่อตัวลงจับไหล่เล็กทั้งสองไว้แน่น มือข้างหนึ่งลูบเส้นผมนุ่มของอีกฝ่าย

“อาร์ซ รอข้าอยู่ที่นี่นะ ข้าจะรีบกลับมา”

“แต่ข้าอยากไปด้วย” อาชาน้อยดื้อดึงจะไปด้วย เจวาต้องข่มอารมณ์ตัวเองไม่ให้ตวาดต่อว่าออกไป เพราะสิ่งที่ทั้งเขาและท่านแม่กำลังเผชิญอยู่นั้น เป็นเพราะเด็กคนนี้ อีกทั้งความสิ้นคิดของตัวเองที่หาเรื่องใส่ตัวด้วยเช่นกัน

“เดี๋ยวนี้ เจ้าไม่ฟังคำพูดข้าแล้วหรือ” เจวาแสร้งทำหน้าผิดหวัง อาชาน้อยเหมือนรู้สึกตัวว่าทำให้อีกฝ่ายเสียใจ จึงรีบคว้ามือขาวนั้นมาจับไว้แน่น

“ข้าเชื่อฟังจิน ข้าจะรออยู่ที่นี่”

เจวาได้ยินคำพูดหนักแน่นของอาชาน้อย ก็รู้สึกบีบรัดไปทั่วอก เขาสวมกอดร่างเล็กนั้นเอาไว้แน่น ให้คำมั่นกับตัวเองว่าจะดูแลเด็กคนนี้ให้มีชีวิตอยู่ต่อไปให้ได้

“รอข้า ข้าจะรีบกลับมา”

“สัญญา” อาชาน้อยเอ่ยถามเพื่อหาสิ่งยึดเหนี่ยวใจ แขนเล็กตวัดกอดเขาราวกับไม่อยากให้เขาห่างหายไปจากกาย เจวายิ้ม จับใบหน้าเล็กขึ้นแล้วแนบหน้าผากชนกันเป็นคำมั่นที่เผ่าภูตไม้กระทำยามรักษาสัญญา

“ข้าสัญญา”

ทั้งสองกอดกันอีกครั้ง จากนั้นเจวาพาอาชาน้อยไปหลบอยู่เรือนไม้ด้านหลัง ร่ายเวทย์ให้เหล่ารากไม้และใบไม้ห่อหุ้มกายเล็กนั้นเอาไว้ จนมองไม่ออกว่ามีบางอย่างซ่อนข้างใน ภายนอกจะเห็นเพียงพุ่มไม้สูงเท่านั้น

“จิน”

เสียงเล็กร้องเรียก มันเต็มไปด้วยความหวาดกลัว ใจจริงเจวาอยากจะพาเด็กคนนี้ไปด้วย แต่ถ้าทหารพวกนั้นเห็นใบหน้าเด็กคนนี้ก็ต้องจำได้แน่ ถ้าเป็นเช่นนั้น ท่านแม่คงตกอยู่ในอันตราย เจวายิ้มสดใสมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ไม่ให้อาชาน้อยเป็นกังวล

“รอข้านะ อาร์ซ”

ทิ้งคำพูดสุดท้ายไว้แค่นั้น เด็กหนุ่มก็ก้าวเดินจากไป นัยน์ตาดำของอาชาน้อยสั่นระริก มองแผ่นหลังนั้นจนลับสายตา สองมือกอดตัวเองไว้ เฝ้ารอการกลับมาของอีกคนดั่งคำสัญญาที่เคยให้ไว้

“ข้าจะรอ จะรอจินอยู่ตรงนี้”

โดยที่อาชาน้อยไม่รู้เลยว่า

นี่เป็นคำล่ำลาครั้งสุดท้าย ก่อนที่พวกเขาจะไม่ได้พบเจอกันอีก

 

 

 

ใครรอพาร์ทปัจจุบันรออีกนิดน้า ใกล้แย้วว 

ฝากนุ้งเจวากับพ่ออาชาด้วยนะค่า 

 

 

 

ความคิดเห็น