Ex-SoulL

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : : Black Diamond : 7

คำค้น : Omegaverse,BlackDiamond,มังกรซ่อนเพชร

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 15.1k

ความคิดเห็น : 39

ปรับปรุงล่าสุด : 14 ต.ค. 2562 19:39 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
: Black Diamond : 7
แบบอักษร

 

7. 

 

“เริ่มมีการปล่อยภาพแล้วก็ให้ดารากับเซเลปโปรโมทแล้วนะ กระแสดีเลยล่ะ...ลี่ชิง” แกเรนเรียกชื่อลี่ชิงเมื่ออีกคนมีท่าทีเหมือนจะไม่ได้ฟังในสิ่งที่เพิ่งพูดไป

“หืม?” คนถูกเรียกขานรับเมื่อได้สติ

“คิดอะไรอยู่?”

“...ก็เรื่องงาน” ลี่ชิงตอบด้วยสีหน้าราบเรียบ

“ช่วงนี้ก็ยังเตรียมตัวไปเรื่อยๆ เหมือนเดิมนะ แล้วก็เดี๋ยวมะรืนเข้ามาคุยกันเรื่องลุคที่จะปรับ จะมีหัวหน้าสไตล์ลิสประจำโมฯ ที่เพิ่งกลับจากเที่ยวมาช่วยดูด้วย”

“อืม”

“แล้วก็สร้างแอคเคาท์ไอจีด้วย มันจำเป็นที่จะต้องมี” 

ลี่ชิงพยักหน้ารับโดยความคิดบางส่วนยกคงกระหวัดถึงเรื่องเดิมในหัว

“วันนี้ก็มีเท่านี้แหละ กลับไปพักผ่อนได้” แกเรนบอกคนที่เพิ่งกลับมาจากฟิตเนส ก่อนที่ลี่ชิงจะพยักหน้ารับแล้วกล่าวคำบอกลา จากนั้นจึงเดินออกจากห้องไปพร้อมทั้งโทรบอกคนขับรถให้มารับ

“ช่วงนี้ลี่ชิงเหมือนมีเรื่องอะไรในใจ” เกรซพูดขึ้นทันทีที่ประตูห้องปิดลง

“ทุกคนก็มีเรื่องในใจกันทั้งนั้น” แกเรนตอบกลับอย่างไม่ใส่ใจนักเพราะเชื่อว่าทุกคนต่างมีเรื่องส่วนตัวให้ต้องคิด

“นั่นสิเนอะ” ผู้ช่วยคนสนิทอย่างเกรซพยักหน้าด้วยความเห็นด้วยพลางถอนหายใจกับปัญหาส่วนตัวเล็กๆ ที่ตัวเองก็กำลังเผชิญ

 

“ชิงชิง”

คนถูกเรียกละสายตาจากวิวข้างทางกลับมาหาคนเป็นแม่ซึ่งนั่งอยู่ข้างตัวพร้อมเลิกคิ้วถาม

“ยังไม่เลิกคิดถึงสิ่งที่เฟิงหลงพูดวันนั้นอีกเหรอหืม”

“...กับคนสำคัญ แค่คำเดียวยังเก็บมาคิดเลย” 

ลลิตาระบายยิ้มบางอย่างเข้าใจคนเป็นลูก

“วันหนึ่งเฟิงหลงจะได้รู้จักลูก จะได้เข้าใจถึงเหตุผลของลูก แล้วก็จะได้รู้ทุกเรื่องราว”

ลี่ชิงผ่อนความหนักอึ้งในอกออกมาผ่านลมหายใจ ก่อนจะพูดออกมาด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา

“กว่าจะถึงวันนั้นคงต้องผ่านความใจร้ายของเขาไปอีกมากมาย” รอยยิ้มเกิดขึ้นบนใบหน้าสวย แต่กลับไม่ได้ขลับให้ดูเป็นสุขเนื่องจากเป็นรอยยิ้มที่มีความขื่นขม

“อย่างที่แม่บอก เป็นเรื่องธรรมดาที่เขาจะคิด...อดทนนะ แล้วความอดทนจะตอบแทนเรา อย่างน้อยในตอนนี้ก็เป็นเรื่องที่เฟิงหลงยอมหมั้น” มือบางเอื้อมไปลูบแก้มลี่ชิงเบาๆ แววตาเต็มไปด้วยความอ่อนโยน “มองหาเรื่องดีเล็กๆ ในปัญหาให้เจอ แล้วความทุกข์ใจก็จะเบาบางลง”

แต่ในความอ่อนโยนกลับมีความเข้มแข็งจนคนที่แข็งนอกแต่อ่อนปวกเปียกข้างในอย่างลี่ชิงนึกชื่นชม ดวงตาเรียวทอดมองใบหน้าสวยหวานของแม่ นึกถึงสิ่งที่ผู้หญิงคนนี้ทำมาตลอดแล้วเอ่ยคำพูดได้เพียงประโยคเดียว

“แม่เก่งจัง”

คนถูกชมยิ้มรับแล้วตอบกลับ

“ลูกก็เหมือนกัน”

--

“พรุ่งนี้ไปรับน้องมาลองชุดที่บ้านเราหน่อยนะ” จาง ผิง พูดขึ้นระหว่างกำลังทานมื้อเย็นกับหลานชาย ทว่าเฟิงหลงกลับนั่งนิ่งจนต้องเอ่ยเรียก “เฟิงหลง”

“ครับ” การตอบรับนั้นเป็นทั้งการขานรับและรับคำ

คนแก่ทอดมองใบหน้าคร้ามคมที่คล้ายคลึงกับสามีตัวเองพลางถอนหายใจแล้วเอ่ยพูดด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย ไม่ให้ฟังดูเหมือนกำลังตำหนิ 

“การที่เฟิงหลงยอมหมั้น ไม่ได้หมายความว่าจะพูดหรือทำอะไรไม่ให้เกียรติอีกฝ่ายก็ได้”

“...” 

“ไม่ใช่แค่เราที่ต้องอดทน เขาก็ต้องใช้ความอดทนมากเหมือนกัน” 

“ดะ ลี่ชิงเล่าให้ไหน่ไนฟังเหรอครับ” เป็นอีกครั้งที่เกือบจะเผลอหลุดสรรพนามการเรียกลี่ชิงในแบบของตัวเอง แต่ก็ยังสามารถเปลี่ยนได้ทัน

“เปล่า แต่ท่าทางของเรากับลี่ชิงมันบอก” 

“ผมก็ไม่ได้พูดอะไรมาก”

“ไม่ได้มากมายแล้วรุนแรงต่อคนฟังหรือเปล่า เราคุยกันดีๆ ด้วยเหตุและผลได้เพราะโตกันแล้ว”

ปากที่เตรียมจะขยับเถียงเปลี่ยนเป็นเม้มเข้าหากันเมื่อนึกถึงผลที่จะตามมา ภาพที่ไหน่ไนโงนเงนอยู่บนเก้าอี้เพราะคำพูดนั้นยังตราตรึง เฟิงหลงสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อลดความกรุ่นร้อนในอก จากนั้นจึงทำเพียงรับคำสั้นๆ

“...ครับ”

“อีกเดือนเดียวก็ถึงงานหมั้น ใจดีกับน้องหน่อยอาเฟิง”

“ยังไงผมจะไปรับ...ลี่ชิงมาลองชุดที่บ้านก็แล้วกัน” เฟิงหลงเลือกทำในสิ่งที่ทำให้คนตรงหน้าสบายใจ ถึงแม้ความไม่พอใจจะยังมีอยู่ไม่น้อยก็ตาม

--

เมื่อรู้ว่ามีคนจะมารับแทนรถประจำตัวลี่ชิงก็ไม่ได้รู้สึกดีใจมากมาย เหตุการณ์ในครั้งก่อนยังคงตราตรึงอยู่ในความรู้สึก ความจริงที่ว่าอีกคนไม่ได้เปิดใจให้กันเลยแม้แต่น้อยตอกย้ำว่าฝ่ายนั้นมองตัวเองเป็นคนอย่างไร

หากแต่เมื่อรถคันหรูมาจอดอยู่ตรงหน้าแล้วกระจกรถถูกลดต่ำลงก็รู้สึกแปลกใจอยู่บ้างที่คนอย่างอาร์เธอร์ จางขับรถมารับด้วยตัวเอง

“ขึ้นมา” 

ลี่ชิงเปิดประตูแล้วสอดตัวเข้าไปนั่งในรถแบบเงียบเชียบ หันหน้าออกนอกหน้าต่าง มองสิ่งที่อยู่นอกรถแบบที่ชอบทำ

การจราจรในบ่ายวันศุกร์ย่ำแย่จนเฟิงหลงรู้สึกหงุดหงิด ทว่าเมื่อเหลือบไปมองคนข้างกายแล้วได้กลิ่นหอมอ่อนๆ ลอยเข้าจมูกอารมณ์ก็เหมือนจะเย็นลงโดยไม่ทราบสาเหตุ

ระหว่างทางไม่มีบทสนทนา มันเงียบและน่าอึดอัด เมื่อรถจอดนิ่งยามถึงที่หมายร่างเพรียวก็เปิดประตูลงไปโดยไม่รีรอ ทิ้งให้คนขับรถได้แต่มองตาม

พอกลิ่นหอมนั้นหายไปเฟิงหลงก็รู้สึกเหมือนความหงุดหงิดตีรวนกลับมา ไหนจะท่าทีปั้นปึงใส่กันของอีกฝ่าย

คิดว่าเขาจะเอ่ยคำขอโทษหรือยังไง

ร่างสูงใหญ่ก้าวลงจากรถโดยไม่สนใจแม้แต่จะปิดประตู จากนั้นก็ก้าวตามลี่ชิงเข้าไปในบ้าน

“นี่ชุดของคุณอาร์เธอร์ แล้วนี่ก็ชุดของคุณลี่ชิง” 

ชุดทั้งสองในถุงคลุมแขวนอยู่บนราวเล็กๆ ที่ทีมงานเตรียมมา ทั้งสองเป็นชุดสูทสีขาวที่ถูกออกแบบมาให้คลายคลึงกัน มีกิมมิคลวดลายเป็นสีแดงซึ่งเป็นสีมงคลของคนจีนเล็กน้อย ขลับให้ตัวชุดดูมีอะไรมากขึ้น

“โอเคหรือเปล่าคะ” 

เฟิงหลงพยักหน้าส่งๆ ขณะที่ลี่ชิงสำรวจชุดอยู่สักพักก็พยักหน้ารับให้ทีมงานระบายยิ้มอย่างดีใจ

“งั้นเชิญลองได้เลยค่ะ” 

ทีมงานถือชุดตามคนทั้งสองไปยังห้องน้ำคนละฝั่ง ผ่านไปสักพักเฟิงหลงและลี่ชิงก็กลับมาเจอกันตรงห้องรับแขกซึ่งมีหลายคนรอดูอยู่

ลี่ชิงชะงักไปเล็กน้อยเมื่อเห็นอีกคนอยู่ในชุดมงคลเต็มตา ไม่ต่างจากเฟิงหลง ทว่าต่างฝ่ายต่างเก็บอาการไว้ภายใต้สีหน้าเรียบนิ่ง

“อืม ไหน่ไนว่าดูดี ลินว่ายังไง” จาง ผิง หันไปถามความคิดเห็นจากแม่ของลี่ชิงขณะมองคนทั้งสองอย่างพึงพอใจ

“ดูดีค่ะ แต่ของลี่ชิงเหมือนจะหลวมอยู่หน่อยเพราะผอมลงจากวันที่วัดตัว”

“ถ้าอย่างนั้นก็ให้ช่างเขาดูแล้วกัน”

ทีมงานขยับเข้าไปเช็กตามจุดต่างๆ จากนั้นจึงสรุปในสิ่งที่ทั้งสองชุดต้องแก้ เมื่อพูดคุยกันเสร็จเรียบร้อยก็กลับไปเพื่อเตรียมชุดต่อ ในห้องรับแขกที่เคยวุ่นวายจึงเหลือเพียงคนสี่คน

“เรื่องของมงคลทางฝั่งนั้นเป็นอย่างไร มีอะไรให้ช่วยไหม” 

“เรียบร้อยดีค่ะ กำลังเตรียมกันอยู่” ลลิตาเอ่ยตอบพร้อมรอยยิ้มบางๆ

“ดีๆ ทางนี้ก็เรียบร้อย”

ผู้ใหญ่ทั้งสองพูดคุยเกี่ยวกับของต่างๆ และพิธีที่ต้องเตรียมอีกเล็กน้อยก็ถึงเวลาทานข้าวเย็น มื้ออาหารผ่านพ้นไปด้วยบรรยากาศตึงๆ จากคนทั้งสอง 

“เดี๋ยวย่ากับลินมีเรื่องจะคุยกัน อาเฟิงดูแลน้องด้วยนะ” จาง ผิงทั้งตั้งใจและไม่ได้ตั้งใจที่จะเปิดโอกาสให้เฟิงหลงกับลี่ชิงอยู่ด้วยกัน เพราะเรื่องที่จะคุยคือเรื่องสินสอดทองหมั้นจึงเป็นเรื่องของผู้ใหญ่ การเปิดโอกาสให้ได้อยู่ด้วยกันจึงเป็นผลพลอยได้

บรรยากาศในห้องอาหารมีเพียงความเงียบเมื่อไม่มีใครเอ่ยพูดอะไร เป็นเฟิงหลงที่เตรียมจะพูดแต่แล้วแรงสั่นตรงกระเป๋ากางเกงก็ทำให้ชะงัก เอื้อมมือล้วงโทรศัพท์ออกมาดูจึงพบว่าเป็นสายจากแกเรน

“ว่าไงแกรน”

กึก

สรรพนามนั้นทำให้คนที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามชะงัก ความหวงพุ่งพล่านให้อกจนไม่อยากให้อีกฝ่ายคุย แต่ความเป็นจริงไม่อาจทำอะไรได้ จึงทำเพียงพาตัวเองไปจากตรงนี้ก่อนจะเผลอแสดงอาหารออกไป

ไม่มีสิทธิ์ คำนั้นดังขึ้นมาในหัว

ลี่ชิงเหลือบมองคนที่คุยโทรศัพท์อยู่ตรงหน้าอย่างน้อยใจ จากนั้นจึงหยัดกายลุกขึ้น

ครืด ปึก

เสียงเก้าอี้เลื่อนเรียกสายตาของเฟิงหลงให้หันไปสนใจ จึงได้เห็นภาพต่อมาที่ทำให้ต้องเอ่ยวางสาย ร่างกายลุกพรวดไปหาคนที่ล้มไม่เป็นท่าลงบนพื้นตามสัญชาตญาณ

“ทำไมไม่ระวัง” น้ำเสียงนั้นทั้งเข้มและดุ ใบหน้าคร้ามคมมีความหงุดหงิดราวกับรำคาญ คนที่สะดุดขาโต๊ะจึงขยับหนีแล้วลุกขึ้นเพื่อเดินออกจากตรงนี้

“ระวัง!” เฟิงหลงตะโกนขึ้นเมื่อร่างเพรียวซวนเซจากการที่ข้อเท้าไม่อาจรับน้ำหนักได้ ร่างที่กำลังจะล้มไปกระแทกกับโต๊ะอาหารถูกคว้าเอวเอาไว้ กว่าที่ลี่ชิงจะรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นก็เป็นตอนที่กลิ่นของอีกคนปะทะเข้ากับจมูกอย่างรุนแรง สัมผัสแนบชิดส่งผลต่อใจอย่างมหาศาล มากจนหายใจหอบ

ขณะที่เฟิงหลงก็ตัวแข็งทื่อ คำที่ตั้งใจจะต่อว่าไม่พ้นลำคอ กลิ่นหอมอ่อนรุนแรงขึ้นเพราะความใกล้ชิด ร่างกายส่วนที่สัมผัสกับลี่ชิงรู้สึกได้ถึงความวูบวาบ

ดวงตาคมเลื่อนลงมองคนในอ้อมแขน คิ้วเข้มขมวดเข้าหากัน เมื่ออีกคนช้อนสายตาขึ้นมองความรู้สึกแปลกๆ ก็จู่โจมในอกจนรับรู้ได้

ลี่ชิงเงยหน้าเข้าหาเฟิงหลงตามความต้องการของใจที่ไม่อาจปฏิเสธ ระยะห่างระหว่างใบหน้าทั้งสองลดน้อยลง ขณะที่เฟิงหลงกำลังสับสนระหว่างการปล่อยให้เกิดขึ้นหรือหยุดมันเอาไว้

ทว่าวินาทีที่ตัดสินใจได้กลับเป็นวินาทีที่ริมฝีปากบางแนบชิดเข้าหา ความตั้งใจจะปฏิเสธถูกซัดปลิวหายไปทันใด

ริมฝีปากสองคู่บดเบียดเข้าหา เรียวลิ้นสอดเข้าไปเกาะเกี่ยวกันและกัน ลึกซึ้งจนเกิดเสียงดังแผ่ว ลมหายใจเริ่มกรุ่นร้อนตามอารมณ์

ลี่ชิงทำทุกอย่างไปตามความรู้สึก สะเปะสะปะไม่ค่อยเป็นท่าต่างจากอีกคนที่เชี่ยวชาญจนกลายเป็นฝ่ายนำ ความต้องการในใจถูกแสดงออกผ่านทางสัมผัส

วินาหนึ่งเฟิงหลงรู้สึกหงุดหงิดที่ตรงนี้ไม่ใช่ห้องนอนที่ไม่อาจทำอะไรได้มากกว่าจูบ...

“ว๊าย”

เสียงอุทานเพราะความตกใจที่ลลิตาห้ามเอาไว้ไม่ทันทำให้คนทั้งสองผละออกจากกัน ลี่ชิงหันไปมองต้นเสียงอย่างเลิ่กลั่ก ก่อนที่ดวงตาจะเบิกกว้างขึ้นเมื่อเห็นผู้ใหญ่ทั้งสอง

ด้านเฟิงหลงก็เก็บทุกอย่างเอาไว้ภายใต้สีหน้าเรียบเฉย

“ไหน่ไนว่าขึ้นห้องกันจะดีกว่านะ”

คนทั้งสองมีสีหน้ากลืนไม่เข้าคลายไม่ออกกับประโยคที่ถูกเอ่ยด้วยน้ำเสียงและสีหน้าเย้าหยอก บรรยากาศมึนตึงเล็กๆ ก่อนหน้าไม่หลงเหลือในตอนนี้เลยแม้แต่น้อย

“ลี่ชิงจะค้างที่นี่เลยหรือเปล่า” จาง ผิง ถามอย่างจริงจังผสมกับการตั้งใจจะเย้าหยอก แม้จะแปลกใจกับภาพที่เห็นแต่ก็รู้สึกยินดีโดยไม่จำเป็นต้องถามหาที่มา

เห็นทั้งสองใกล้ชิดกันได้แบบนี้ก็เบาใจ

“มะ ไม่ครับ” ลี่ชิงรีบปฏิเสธพร้อมส่ายหน้าหวือ กระดากอายต่อผู้ใหญ่จนต้องหลุบตาลงมองพื้น ยึกยักอยู่ชั่วครู่จากนั้นจึงค่อยๆ เดินไปหาแม่เพื่อเอ่ยชวนกลับบ้าน แต่ความเจ็บตรงข้อเท้าก็ทำให้ต้องคว้าขอบโต๊ะแล้วเขย่งเดินไป

“แล้วเป็นอะไรล่ะนั่น”

“เมื่อกี้ผมสะดุดล้ม สงสัยข้อเท้าจะแพลง”

“งั้นเฟิงหลงอุ้มน้องไปนั่งบนเก้าอี้หน่อยไป” จาง ผิง เสนอทางออกพร้อมทั้งก้าวเข้าไปดูด้วยความเป็นห่วง “แบบนี้ไม่ต้องกลับหรอก ค้างที่นี่เลยดีกว่า จะได้ไม่ต้องเดินมาก”

“ผมกลับบ้านจะดีกว่า” ลี่ชิงรีบส่งสายตาไปหาคนเป็นแม่ที่ยืนอมยิ้มอยู่โดยไม่ทำอะไร

“เอางั้นหรือ แต่ห้องเฟิงหลงก็ออกจากกว้าง ไม่ลำบากสำหรับการนอนสองคนหรอก” คนแก่ยังคงไม่หยุดการเย้าหยอกจนเฟิงหลงต้องเอ่ยเรียกเสียงเข้ม

“ไหน่ไน...บ้านเรามีห้องรับแขก”

“ก็จะให้แม่บ้านทำความสะอาดให้เหนื่อยไปทำไม”

เฟิงหลงถอนหายใจใส่ย่าตัวเองแทนประโยคที่จะพูด เหลือบมองคนที่เอาแต่ก้มหน้าแล้วก็รู้สึกอยากขมวดคิ้ว

เป็นฝ่ายจูบเขาเองแล้วจะมาเขินอะไรกัน 

“ให้ลี่ชิงกลับบ้านดีกว่าค่ะ พรุ่งนี้มีธุระแต่เช้าด้วย” ลลิตาพูดขึ้นเพื่อช่วยคนเป็นลูกที่ยืนตัวลีบ จาง ผิงจึงหยุดการแกล้งคนทั้งสองเอาไว้เท่านั้นแล้วหันไปบอกเฟิงหลงอย่างจริงจัง

“ถ้าอย่างนั้นอาเฟิงก็อุ้มน้องไปขึ้นรถหน่อยไป”

ลี่ชิงเตรียมจะหันไปบอกว่าไม่เป็นไรแต่แล้วร่างกายก็ลอยขึ้นเหนือพื้น รู้สึกถึงการเคลื่อนไหวโดยที่ตัวเองไม่ได้ขยับ เป็นคนอุ้มที่กำลังก้าวเท้ายาวๆ ออกจากห้องทานอาหาร ปากบางเม้มเข้าหากันเพื่อสะกดกลั้นความสั่นไหว ใบหน้าเห่อร้อนเมื่อเผลอนึกถึงเหตุการณ์เมื่อครู่ ลืมเลือนความน้อยใจไปจนหมดสิ้น

ผู้ใหญ่ทั้งสองที่เดินตามหลังลอบมองหน้ากันแล้วยิ้มอยู่เงียบๆ เมื่อลี่ชิงถูกวางลงบนเบาะรถที่จอดรออยู่แล้วลลิตาก็หันไปขอบคุณเฟิงหลง

“งั้นลินกับลี่ชิงกลับแล้วนะคะ” 

“อืม ลี่ชิงก็หายไวๆ ล่ะ อาการเป็นยังไงก็บอกฉันด้วย”

ลลิตารับคำก่อนจะยกมือไหว้คนตรงหน้าและรับไหว้จากร่างสูง ด้านลี่ชิงก็ไหว้คุณยายผิงจากในรถ ทั้งยังยกมือไหว้คนที่อายุมากกว่าอีกคน โดยที่เฟิงหลงก็รับไหว้อย่างงุนงงเล็กๆ

เมื่อรถของแขกเคลื่อนตัวออกจากบ้านไป จาง ผิง ก็หันไปหาคนเป็นหลานที่กำลังเตรียมตัวจะเดินหนี

“อาเฟิง”

“...” คนถูกเรียกชะงัก

“อดทนหน่อย อีกเดี๋ยวก็ถึงงานหมั้นแล้ว”

“ผมไม่ได้จะทำอะไร” เฟิงหลงหันกลับไปเถียงทันควัน

“งั้นหรือ” 

แล้วคำพูดที่มาพร้อมการเลิกคิ้วถามด้วยสายที่เหมือนรู้ทุกอย่างก็ทำให้ได้แต่เรียกคนเป็นย่าเสียงอ่อนใจ

“ไหน่ไน”

“ไม่ทำก็ไม่ทำ...วันไหนที่ทำก็อ่อนโยนกับน้องหน่อยแล้วกัน” 

เฟิงหลงเตรียมตัวจะเถียงแต่คนพูดกลับไม่อยู่ฟัง ร่างท้วมหมุนตัวเดินกลับเข้าไปในบ้าน ทิ้งคนที่กำลังจะแก้ตัวให้ยืนค้างอยู่แบบนั้น

มือหนายกขึ้นเสยผมเมื่อนึกถึงสิ่งที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ อธิบายไม่ถูกกับความรู้สึกและการกระทำของตัวเอง โดยไม่อาจปฏิเสธได้ว่าความนุ่มละมุนยังติดอยู่บนริมฝีปากจนเผลอนึกถึงร่างเพรียว กลิ่นที่เป็นเอกลักษณ์กรุ่นขึ้นมาในจมูกราวกับเจ้าตัวยังคงอยู่ใกล้ๆ

ถ้าไหน่ไนไม่เข้ามาก็ไม่รู้ว่าจะเลยเถิดไปถึงขั้นไหน

--

“อยากเล่าให้แม่ฟังไหม” ลลิตาถามขึ้นพร้อมรอยยิ้มขณะกำลังนั่งประคบข้อเท้าให้ลี่ชิง ด้านคนถูกถามก็ส่ายหน้าไปมาช้าๆ แก้มแดงเรื่อฟ้องถึงเหตุผลที่ไม่อยากเล่า

ลี่ชิงเขินเกินกว่าจะพูดมันออกมา

“เห็นไหมว่ามันมีรางวัลสำหรับความอดทน” 

“...แม่”

“หืม”

“คนเรา...จูบกันโดยที่ไม่รู้สึกอะไรได้ไหม” ลลิตาเลิกคิ้วให้กับคำถามเล็กน้อย

“มันก็ได้ ความรู้สึกตอนที่จูบมันจะบอกเราเอง”

“...” ลี่ชิงเงียบเพราะกำลังนึกย้อนไปถึงความรู้สึกในตอนนั้น

ปากได้รูปขบเม้มดูดดึงกลับ ไร้ท่าทีจะปฏิเสธ มันเพียงพอที่จะสรุปได้ไหมว่าอีกคนรู้สึกอะไร หรืออาจเป็นเพราะสัญชาตญาณคู่แห่งโชคละตา

“ยังไม่ต้องคิดอะไร ไม่ต้องหาเหตุผลหรือข้อสรุป ปล่อยให้ทุกอย่างมันค่อยเป็นค่อยไปดีกว่านะ”

คนที่กำลังคิดอะไรกับตัวเองหลุดออกจากภวังค์ ก่อนจะพยักหน้ารับช้าๆ

“อย่างน้อยตอนนี้มันก็เป็นสัญญาณที่ดี”

คนเป็นแม่ยิ้มกว้างพลางหันไปหยิบหลอดยามาทาเพื่อให้การบวมเล็กๆ ตรงข้อเท้าเรียวบรรเทาลง ระหว่างนั้นลี่ชิงก็ครุ่นคิดอะไรบางอย่างเงียบๆ กับตัวเอง บางอย่างที่ทำให้ต้องกลั้นยิ้มเอาไว้ไม่ให้แม่เห็น

จูบแรกของเขาและเป็นจูบแรกของเรา 

--

“รู้สึกเป็นยังไงบ้าง”

คุณหมอเอ่ยถามด้วยเสียงนุ่มนวล ขณะที่มือก็เปิดแฟ้มประวัติการรักษา กวาดสายตาอ่านข้อมูลบนหน้ากระดาษแล้วมองหน้าคนไข้ประจำที่ดูแลมาตั้งแต่เด็ก

“ช่วงแรกๆ ก็รู้สึกเพลียบ้างแต่ไม่มาก อย่างอื่นโดยรวมก็ปกติดี”

“อืม ถือว่าดีเลย แต่ยังไม่มีอาการฮีทใช่ไหม”

“...” ลี่ชิงส่ายหน้าเป็นคำตอบ

“โอเค งั้นเดี๋ยวหมอจะปรับยาลงอีก อาจจะรู้สึกเพลียมากขึ้น แล้วก็จะมีการฮีทอ่อนๆ อีกสองสามเดือนจากนี้ลี่ชิงอาจจะต้องใส่ปลอกคอแล้วนะเพราะตอนนั้นจะฮีทมากขึ้น จำเป็นที่จะต้องป้องกันเอาไว้ก่อน”

ลี่ชิงหันไปมองหน้าแม่ก่อนจะได้รับรอยยิ้มแห่งกำลังใจกลับมา

ปลอกคอคือสิ่งที่บ่งบอกถึงความเป็นโอเมก้า เขาไม่เคยใส่มันเพราะจะไม่มีทางฮีทฉะนั้นจึงมีโอกาสโดนกัดคอน้อย วันหนึ่งต้องมาใส่ก็รู้สึกไม่ค่อยคุ้นชิน

จากนั้นคุณหมอก็ตรวจเลือด เช็กทุกอย่างที่เลือดสามารถแสดงผลได้แล้วบอกให้รู้ว่าทั้งหมดอยู่ในเกณฑ์ที่ดี

หาหมอเสร็จลี่ชิงก็เดินทางไปยังสตูดิโอของ SCENTเพื่อคุยเรื่องลุค ทันทีที่เปิดประตูห้องประชุมเข้าไปก็เจอกับแกเรนและเกรซที่รออยู่ก่อนแล้ว

“ถ้าไม่ถึงเวลาเป๊ะ ฮานะจะยังไม่มา เดี๋ยวเราคุยกันไปพลางๆ ก่อนนะ” 

ลี่ชิงพยักหน้ารับพลางเงยหน้าฟังในสิ่งที่ทีมงานสไตล์ลิสเริ่มพูด สิบนาทีผ่านไปเสียงเคาะประตูก็ดังขึ้นแล้วถูกเปิดออก ก่อนที่ร่างเล็กแต่ดูมีน้ำมีนวลจะเดินเข้ามา

“Hi~”

อีกฝ่ายโบกมือทักทายทุกคนอย่างร่าเริง ขี้แมลงวันตรงใต้ตาขลับให้เจ้าตัวดูน่ามองมากขึ้นไปอีก การแต่งตัวและท่าทางนั้นสมแล้วที่เป็นหัวหน้าสไตล์ลิส 

ดูน้อยแต่มาก

“ไหนของฝาก”

“เอาไว้ก่อนน่า มาคุยเรื่องงานกันก่อนดีกว่า...นี่ใช่ไหมลี่ชิง ฉันฮานะ” มือเล็กยื่นมาตรงหน้า ลี่ชิงจึงยื่นไปจับเป็นการทักทายกลับ “สมแล้วที่แกเรนเลือก”

คนพูดพยักหน้ากับตัวเอง สายตาเต็มไปด้วยความชื่นชม

“มาเข้าเรื่องกันเลยดีกว่า สำหรับนาย คิดว่าอยากให้ลุคลี่ชิงออกมาแบบไหน” แกเรนเกริ่นเข้าเรื่องงานเป็นคนแรก แม้จะไม่ใช่หน้าที่หลักแต่ด้วยความสามารถก็ทำให้แกเรนเลือกให้มาช่วยตัดสินใจ

“ช่วยยืนขึ้นแล้วก็เดินให้ดูหน่อย”

ลี่ชิงขมวดคิ้วเล็กน้อย ทว่าก็ยอมทำตามที่อีกฝ่ายบอก ก่อนจะยืนนิ่งเพื่อรอฟัง

“มีทุนมาเยอะ ท่าทางโดยธรรมชาติก็ดูน่าสนใจอยู่แล้ว เราคงไม่เปลี่ยนในสิ่งที่ลี่ชิงเป็นเพราะอันนั้นมันคือการฝืนหรือการแสดง...ก็จะดึงความเป็นธรรมชาติออกมาให้เด่นและชัดเจนขึ้น ปรับลุคภายนอกให้เข้ากับภายในมากกว่านี้”

“ที่ฉันคิดไว้ ก็จะประมาณ...” นายแบบเก่าผู้มากประสบการณ์อย่างแกเรนเริ่มต้นไอเดีย ไม่เพียงแค่คนทั้งสองแต่เป็นทีมงานแทบทั้งหมดใน SCENT ที่มาร่วมพูดคุยกัน

การประชุมเรื่องลุคที่จะใช้เป็นคาแรคเตอร์ถูกคุยอย่างจริงจัง ทั้งเรื่องอารมณ์ การสื่อสาร และรูปลักษณ์ภายนอก ใช้เวลาตั้งแต่บ่ายไปจนกระทั่งถึงเย็น เมื่อได้ข้อสรุปและรายละเอียดลี่ชิงก็ไปเรียนและออกกำลังกายต่อจนถึงดึก

--

ยิ่งเวลาหมุนไปเท่าไหร่การเตรียมตัวสำหรับเป็นนายแบบยิ่งเข้มข้นขึ้น มากกว่านั้นคือพิธีหมั้นที่กระชั้นเข้ามาอย่างรวดเร็วจนตั้งตัวแทบไม่ทัน เวลาที่เคยยาวไกลกลายเป็นจ่ออยู่ตรงหน้า

หลังจากวันนั้นลี่ชิงก็ได้เจออีกคนบ้างเวลาแวะไปที่บ้านตระกูลจาง ทว่าก็ไม่ค่อยมีเวลาอยู่ด้วยกันสองต่อสองเพราะต่างฝ่ายต่างยุ่งกับงานของตัวเอง

“คุณยายผิงบอกว่าวันนี้เฟิงหลงจะรับลูกไปทานข้าว...งั้นแม่กลับไปรอที่บ้านเลยนะ” ลลิตาเอ่ยขึ้นขณะที่มาส่งลี่ชิงที่ฟิตเนส

“เขา...จะมารับจริงเหรอ” น้ำเสียงและสีหน้ายามเอ่ยถามเต็มไปด้วยความมั่นใจ แม้คุณยายผิงจะโทรมาบอกตัวเองแล้วเช่นกัน

“คุณยายพูดก็แสดงว่าจริงสิ ยังไงถ้าเฟิงหลงมารับแล้วลูกก็ไลน์มาบอกแม่หน่อยนะ”

“ถ้าเขาไม่มาจะไลน์ให้แม่มารับ” 

คนเป็นแม่หลุดหัวเราะ ก่อนจะรับคำ

“จ้ะ เจอกันที่บ้านนะ”

“อื้ม” ลี่ชิงโบกมือลาแม่แล้วก้าวลงจากรถ ใช้เวลาในการออกกำลังกายสองชั่วโมง เมื่อเสร็จเรียบร้อยก็อาบน้ำและเปลี่ยนชุด รอใครบางคนบางคนมารับด้วยใจที่สั่นไหว

มือบางเผลอยกขึ้นจับริมฝีปากยามนั่งรอและคิดอะไรไปเรื่อยเปื่อย กระทั่งเสียงโทรศัพท์ดังขึ้นเรียกให้หลุดออกจากภวังค์ ใจเต้นไม่เป็นจังหวะเมื่อเห็นชื่อของคนที่โทรมา

“สวัสดีครับ” ลี่ชิงเลือกจะรับสายด้วยถ้อยคำสุภาพ

(รออยู่ข้างหน้าแล้ว)

“ครับ” รับคำเพียงสั้นๆ พลางลุกขึ้นยืนแล้วเปิดประตูฟิตเนสออกไป

คนชุดดำร่างสูงใหญ่ยืนรออยู่ข้างรถ ก่อนจะเปิดประตูให้ก้าวขึ้นไปนั่งพร้อมทั้งปิดประตูให้เสร็จสรรพ จากนั้นรถก็ค่อยๆ เคลื่อนตัวออกไป

ลี่ชิงลอบสังเกตคนที่นั่งอยู่ข้างกาย พบว่าอีกฝ่ายมีสีหน้าราบเรียบ หากแต่ก็ไม่ได้บึ้งตึงหรือดูหงุดหงิดอะไร

ระหว่างทางไม่มีบทสนทนาอย่างเคย ภายในรถมีเพียงความเงียบ กระทั่งถึงร้านอาหารและเดินไปถึงโต๊ะก็ยังไร้ซึ่งเสียงพูดคุยระหว่างกัน

คนที่เพิ่งออกกำลังกายมาเหมือนหลงเหลือพลังงานอยู่ไม่มาก หลังจากสั่งอาหารเสร็จแล้วรออาหารลี่ชิงก็รู้สึกว่าหนังตามันหนักๆ จนต้องพยายามเบิกเอาไว้ ฝืนความอ่อนเพลียไปเรื่อยๆ กระทั่งอาหารมาเสิร์ฟ 

เฟิงหลงขมวดคิ้วเมื่อกว่าอีกคนกินอาหารด้วยท่าทางเชื่องช้า มื้ออาหารที่ควรจะจบสิ้นลงภายในหนึ่งชั่วโมงกลับเลยไปอีกเกือบเท่าตัว

พอจะลุกขึ้นเพื่อกลับร่างเพรียวก็ยืนนิ่ง มือกำขอบโต๊ะเอาไว้แน่น

“เป็นอะไร”

แล้วประโยคสนทนาแรกก็ดังขึ้น

ดวงตาเรียวที่ปรือจะปิดเลื่อนไปมองหน้าคนถาม

“ผม...รู้สึกไม่ค่อยสบาย” คนฟังขมวดคิ้วมุ่นพลางก้าวเข้าไปหา

เด็กนี่ไม่สบายบ่อยจริง

เฟิงหลงบ่นอยู่ในใจ ก่อนจะต้องขยับเข้าไปประคองลี่ชิงเอาไว้เพราะเจ้าตัวกำลังยืนโงนเงน กลัวว่าหากล้มลงไปคนทั้งร้านจะแตกตื่น

“จะไปหาหมอหรือเปล่า”

ใบหน้าเรียวส่ายหน้าไปมาช้าๆ

“แค่ แค่พากลับบ้านก็พอ” ลี่ชิงยังพอมีสติแต่ไม่อาจควบคุมร่างกายตัวเอง รู้ว่ากำลังจะทิ้งน้ำหนักเข้าหาร่างสูงใหญ่แต่ก็รั้งไว้ไม่ได้ 

เฟิงหลงก้มลงมองคนที่ซบหน้าอยู่กับอกตัวเอง ความใกล้ชิดส่งผลให้กลิ่นกายหอมอ่อนปะทะเข้ากับจมูก มืออยากดันอีกฝ่ายออกทว่าจมูกกลับร่ำร้องจะก้มลงสูดดม ส่งผลไปยังสมองที่สั่งการให้กระชับร่างเพรียวเข้าหาตัว

กลิ่นที่ทำให้รู้สึกผ่อนคลาย

ร่างสูงใหญ่ประคองร่างที่ไร้เรี่ยวแรงลงไปยังรถ จับให้ลี่ชิงนั่งตัวตรง แต่ไม่นานนักไหล่ก็รู้สึกได้ถึงน้ำหนักที่ทิ้งลงมา ใบหน้าที่เอียงซบมาด้านขวาเปิดเผยให้ได้เห็นลำคอด้านซ้าย แล้วดวงตาคมก็สะดุดเข้ากับรอยสักรูปเพชรเล็กๆ ตรงหลังหูนั่น

สักด้วยงั้นหรือ...

เฟิงหลงครุ่นคิด จับจ้องรอยสักและเสี้ยวหน้าของอีกคนไปจนกระทั่งถึงบ้านตระกูลหวัง

“บอกไปว่ามาส่งลี่ชิง” เสียงทุ้มเอ่ยสั่งคนขับรถเมื่อมาถึงหน่วยรักษาความปลอดภัย

แน่นอนว่าเหตุผลเพียงเท่านั้นไม่อาจทำให้อีกฝ่ายเชื่อ เฟิงหลงเลยต้องเปิดกระจกข้างตัวออกเพื่อให้เห็นหน้าคนที่กำลังพิงไหล่ตัวเองอยู่

“ทางนั้นครับ”

หน่วยรักษาความปลอดภัยผายมือไปด้านซ้าย เมื่อรถแล่นไปเรื่อยๆ ก็ถึงหน้าบ้านหลังเล็กๆ หลังหนึ่ง จังหวะที่คนขับกำลังจะหันมาถามผู้เป็นนายประตูก็ถูกเปิดออกโดยอัตโนมัติ

ลลิตาก้าวเร็วๆ มารอที่หน้าบ้าน เมื่อรถจอดนิ่งสนิทแล้วประตูเปิดออกก็เบิกตากว้างกับภาพที่ได้เห็น

แปลกใจกับความใกล้ชิดทั้งยังตกใจกับท่าทีไร้เรี่ยวแรงของคนเป็นลูก

“ลี่ชิงไม่สบาย” เฟิงหลงอธิบายพร้อมทั้งดันคนหลับให้นั่งตัวตรง จากนั้นจึงขยับตัวแล้วช้อนร่างเพรียวลงจากรถ จำเป็นที่จะต้องทำตามมารยาท ตามสถานะที่กำลังจะเป็น

“งั้นก็พาขึ้นห้องเลยจ้ะ” ลลิตาเป็นฝ่ายก้าวนำ ด้านป้าเหมยที่เห็นคุณหนูโดนอุ้มผ่านหน้าไปก็เบิกตากว้าง การกระทำนั้นบ่งบอกถึงความใกล้ชิดระหว่างคนทั้งสอง ทำให้คนที่ไม่รู้เรื่องราวแปลกใจเหลือหลาย

ห้องนอนของลี่ชิงอยู่ชั้นสอง ประตูห้องถูกเปิดออกรอด้วยคนเป็นแม่ ก่อนเจ้าของห้องจะถูกอุ้มไปวางลงบนเตียง

“ขอบใจเฟิงหลงมากนะจ๊ะ แล้วก็ขอโทษด้วยที่รบกวน พอดีช่วงนี้ลี่ชิงไม่ค่อยสบายเท่าไหร่”

“ไม่เป็นไรครับ ถ้าอย่างนั้นผมกลับเลยแล้วกัน” เฟิงหลงยกมือขึ้นไหว้ผู้ใหญ่ตรงหน้า เสี้ยววินาทีหนึ่งก็เหลือบสายตาไปมองคนที่นอนนิ่งอยู่บนเตียง

“จ้ะ” 

ร่างสูงใหญ่ค้อมหัวลงรับจากนั้นจึงก้าวออกจากห้องที่เต็มไปด้วยกลิ่นของลี่ชิงด้วยความรู้สึกที่ราวกับอยากอยู่ต่ออีกสักหน่อย

ด้านลลิตาที่มองตามอีกคนจนลับสายตาก็หันกลับมามองหน้าลูก ค่อยๆ ทรุดตัวนั่งลงตรงข้างเตียง สัมผัสแก้มเนียนของลี่ชิงอย่างแผ่วเบา

“ความอดทนกำลังตอบแทนลูกอยู่นะ”

แววตาคมที่เธอลอบมองอยู่ตลอดมีความรู้สึกบางอย่างเจืออยู่จางๆ จนคนที่ผ่านโลกมามากแอบยิ้มแทนลูกตัวเอง

แม้วันนี้จะเป็นความรู้สึกที่ยังเบาเบา แต่วันหนึ่งมันจะหนักแน่นและชัดเจนในที่สุด

ขอเพียงแค่ลี่ชิงอดทนเท่านั้น

 

 

TBC. 

 

มาแล้ววววววว 

เขา จูบ กัน แล้ววววว อิอิ 

ก็หวานบ้างอะไรบ้างเนอะ>< 

ให้โอกาสคุณเฟิงหลงหน่อยนะคะ 

เป็นธรรมดาที่เขาจะระวังตัว ถึงจะปากร้ายเกินไปหน่อยก็เถอะ แหะๆ 

มาเป็นกำลังใจให้ลี่ชิงกันต่อน้า 

ฝากคอมเมนต์แล้วก็ติชมกันด้วยนะคะ 

ฝากแท็ก #มังกรซ่อนเพชร ด้วยฮับ 

 

ปล.สำหรับวันนี้และตอนนี้ บางคนอาจจะกำลังใจหาย หรือบางคนอาจกำลังเสียใจ 

เคารพการตัดสินใจนั้นแล้วให้เวลาทำหน้าที่ของมันเองนะคะ 

ความคิดเห็น