บัวมาลัย
email-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ผู้ละทิ้งหน้าที่

ชื่อตอน : ผู้ละทิ้งหน้าที่

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย ลึกลับ,สืบสวน สอบสวน

คนเข้าชมทั้งหมด : 53

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 14 ต.ค. 2562 17:37 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ผู้ละทิ้งหน้าที่
แบบอักษร

ผู้ละทิ้งหน้าที่ 

                             พระอาทิตย์ใกล้พ้นขอบฟ้าแล้วเจ้านางทรงแต่งองค์ด้วยชุดที่เป็นชั้นยศสูงสุด ทรงใส่กระจังหน้า ข้อรัดพระกร นุ่งผ้ายกดอกสีทองรัดด้วยเข็มขัดลายดอกพิกุลเล็ก ๆ เรียงกัน ใช้ทับทรวงเป็นแผ่นสีทองขนาดใหญ่ลงอักขระและสัญลักษณ์ที่เป็นภาพประมหาราชวังทับลงบนทรวงอกที่รัดไว้ด้วยชายผ้าสีเหลืองมีเส้นใยของกลีบดอกไม้ สว่างอร่ามเรืองรองไปทั้งวรกาย 

เมื่อเดินผ่านแท่นประทับของพระมหาเถรสังฆราชก็ปรากฎความว่างเปล่า จึงทรงเดินตรงไปที่ประตูยกมือดึงเชือกระฆังเพื่อให้นายเวรเปิดประตู ทรงก้าวข้ามธรณีประตูแล้วถามนายเวรที่เฝ้าประตูทางด้านซ้ายว่า 

“คนป่วย คนเจ็บ ในนั้นเป็นอย่างไรกันบ้าง” 

“บางคนที่เพียงแต่เป็นแผลเลือดตกไม่มาก ก็รับยาไปต้มกินและพอกแผลต่อที่บ้าน เมื่อคืนจึงมีคนออกไปหลายคนอยู่ และมีคนที่ตายเพิ่งเอาออกไปลานเผาสุดเมืองก่อนหน้าที่เจ้านางจะเสด็จมานี่เองพะยะค่ะ” 

                             “หลายคนมั้ย” 

                             “เกือบสิบคน พะยะค่ะ” 

                             “ไปเชิญพระครูหมู่พราห์มที่เขาเคารพ ทำพิธีให้ด้วยนา อย่าลืม เถ้ากระดูกทั้งหมดคงแยกใครเป็นใครไม่ได้ ให้ลอยลงไปในทะเลลึก ข้ามั่นใจว่าคลื่นยักษ์และการสั่นของแผ่นดินจะยังไม่เกิดขึ้นในเร็ววันนี้แน่” 

“ขุนทหารผู้นี้” 

คือผู้ที่ถือดาบคอยป้องกันอันตรายต่าง ๆ ทางด้านประตูแถบริมต้นคูนที่วันนี้แทบไม่มีมีสีเหลืองให้เห็น และใบก็ร่วงจนเหลือติดลำต้นเบาบางมาก 

“ไปแจ้งโรงครัวให้นำสำรับเช้าเข้ามาได้แล้ว  นำมาให้พอสำหรับคนเจ็บ ผู้รักษา และญาติที่เฝ้าพวกเขาด้วย” 

“พะย่ะค่ะ” 

สั่งการเสร็จก็เดินตรงไปพระมหาราชวัง เพื่อรอเครื่องเช้าร่วมกับพระเจ้าหรรษาชยวรมันต์และพระมเหษีเทวีนทีนาถ ก่อนจะเข้าท้องพระโรงว่าราชการพร้อมกัน 

                             แต่เมื่อเข้าเขตพระมหาราชวังกลับปรากฎว่าเสียงพูดคุยมาจากท้องพระโรง แสงจากคบ ใต้และเทียนยังสว่างอยู่ แสดงว่าผู้คนในห้องนี้ยังไม่ได้หลับนอนกันเลย แม้แต่พระองค์เองที่ไม่สามารถข่มตาหลับได้ 

                             “เสด็จพ่อเพคะ ท่านยังไม่ได้บรรทมเลยเหรอเพคะ”  

เจ้านางรีบเดินไปยังพระแท่นของพระเจ้าหรรษาชยวรมันต์ 

                             “ยังเลยลูก ตอนนี้เหล่าอำมาตย์เหลือกันอีกไม่มากนัก แต่ต้องดูแลราษฎรในแคว้นเราทั้งหมด แม้ว่าหัวเมืองบางแห่งจะร้างผู้คนไปแล้วก็ตาม การณ์ใหญ่วันนี้คือต้องให้เหล่าขุนทหารเก็บซากศพตามชายหาดให้หมด เพราะศพเริ่มส่งกลิ่นแล้วและท่านราชครูกล่าวว่าเป็นลางไม่ดี  เทวดาและผีที่คุ้มครองเมืองจะเตลิด” 

                             “ตอนนี้เท่ากับว่าตลาดหน้าเมืองก็จะร้างอีกเช่นกันพะยะค่ะ เพราะแม้จะมีผู้รอดชีวิตแต่ก็ไม่กี่สิบคน แต่ทรัพย์สินและบ้านเรือนพังพินาศหมด เราต้องหาทางช่วยเขาเช่นกัน” 

                             อำมาตยนายกกล่าวเสริม 

                             “ตอนนี้พื้นที่ที่สามารถใช้ทำกินได้ก็น้อยเต็มทีแล้ว เสบียงอาหารที่เก็บตุนไว้ก็ร่อยหรอ เพราะต้องขนเอามาแจก มาทำโรงทาน คงเหลือแต่เมล็ดพันธ์ของลูกที่มีอยู่มาก บ้างก็แตกต้นอ่อนแล้ว พ่อจึงจะให้เอามาปลูกแถวริมลำธารก่อน ลูกคิดว่าอย่างไร” 

                             “ถ้าแตกต้นอ่อนเยอะแล้วก็นำมาลงดินเถิดเพคะ จะได้แตกหน่อแตกกิ่งได้อีก เท่ากับได้ขยายพันธ์ไปด้วยในตัว” 

                             “ข้าจัดการสำรับอาหารเรียงไว้ด้านระเบียงใกล้ลำธาร ขอให้ทุกท่านวางมือจากราชการแล้วไปร่วมสำรับกับข้าก่อนเถิด ข้าขอร้อง” 

                             พระมเหษีเทวีนทีนาถกล่าวด้วยน้ำเสียงที่เป็นทุกข์ 

                             เมื่อท้องอิ่ม ก็เริ่มอยากจะพักหลับนอน หลายคนจึงออกอาการอ่อนล้าแม่แต่พระเจ้าหรรษาชยวรมันต์ 

                             เจ้านางเห็นดังนั้นจึงทรงตรัสขึ้นด้วยเสียงอันดังว่า 

                             “ข้าศศิพินทุเทวี เจ้านางแห่งแคว้นรัฎฐณสุวรรณ มีเรื่องแจ้งยังทุกท่าน ลูกขออภัยเสด็จพ่อและเสด็จแม่ด้วยนะเพคะสำหรับราชกิจที่ลูกเร่งด่วนต้องทำยามนี้” 

                             ทุกคนเพิ่งสังเกตุเห็นว่าเจ้านางศศิพินทุเทวีแต่งกายเต็มยศ ซึ่งมักจะแต่งในโอกาสสำคัญเท่านั้น 

                             “ช่วงเช้าวันนี้ลูกคิดว่าเสด็จพ่อคงอ่อนล้าต้องการพัก เช่นเดียวกับท่านทุกคนในที่นี้ ข้าจะเป็นคนไปจุดไฟเผาร่างผู้คนของเราเอง เมื่อขุนทหารจัดเตรียมพร้อมแล้ว และข้าขอให้ท่านอำมาตยนายกช่วยเตรียมคนสำหรับขึ้นบนเขาให้ข้า เลือกคนที่พร้อมจะเดินทางได้ตลอดเวลา 20 คน เลือกคนที่มีปีเกิดในนักขัตรมะโรง 5 คน และหญิงสาวพรหมจรรย์ 1 คน ให้ทุกคนเตรียมตัวให้พร้อมที่ข้าจะเรียกได้ตลอดเวลา 

                             “ขุนหลวงลาภวัตมนตรี บุตรชายของท่านไปไหนเสียเล่า ได้รับบาดเจ็บอันใดหรือไม่ จึงไม่มาเฝ้าราชการเลย” 

                             อยู่ดี ๆ เจ้านางก็ถามถึง ขุนหลวงลาภวัตมนตรีจึงอึก ๆ อัก ๆ ตอบไม่ถูกนัก 

                             “ที่บ้านของข้าพเจ้ามีเหตุให้รณกฤตต้องอยู่ดูแลสัก 2-3 เพลาพะยะค่ะ” 

                             “คงเป็นเหตุสำคัญมากถึงกับทิ้งงานราชการที่เคยพลีชีพถวาย” 

                             เจ้านางกล่าวด้วยน้ำเสียงที่มั่นคงแล้ว จึงไม่มีผู้ใดจับอารมณ์ได้ นอกจากจะคิดว่าจับผิดที่หายไปในยามนี้ 

                             “นั่นสิ ลาภวัต รณกฤตเป็นอะไรหรือเปล่า อย่าปิดข้าเลย” 

                             พระมเหษีเทวีนทีนาถทรงตรัสด้วยความห่วงใย 

                             “รณกฤตมิได้เป็นอะไรจริง ๆ พะยะค่ะ พรุ่งนี้ก็จะกลับเข้ามารับราชการได้” 

                             “งั้นพวกเจ้าก็แยกย้ายกันไปพักผ่อน ใครที่เกี่ยวข้องกับคำสั่งของเจ้านางก็จัดการให้เรียบร้อยก่อน” 

                             “ศศิพิน เจ้าแต่งกายเต็มยศงดงามเช่นนี้เพื่อพิธีการส่งพวกเขาที่กองฟอนสุดเมืองใช่หรือไม่” 

                             “เพคะท่านพ่อ ลูกอยากให้พวกเขารู้ว่าข้าโศกเศร้าและขอส่งเขาขึ้นสู่สวรรค์ด้วยศักดิ์ของผู้ที่ดูแลเขาสูงสุดองค์หนึ่ง” 

                             “ขอบใจเจ้ามากศศิพิน ในยามนี้พ่อคิดอะไรไม่ทันการณ์จริง ๆ” 

“เจ้ารอแม่แต่งตัวสักครู่นะศศิพิน ขอแม่ได้ทำหน้าที่ของมเหษีเทวีเจ้าในครานี้ด้วย” 

พระมเหษีเทวีนทีนาถทรงตรัสสั่งกำชับ ก่อนเสด็จขึ้นบนชั้นที่สองของพระมหาราชวังและลงมาด้วยเครื่องแต่งกายสีทองทั้งพระองค์ มงกุฎที่สวมล้อมกรอบคลอบศรีษะสวยงาม อ่อนช้อย 

                             “ท่านอำมาตยมนตรีสั่งคนของท่านว่าหากได้คนตามที่ข้าต้องการแล้วให้นำคนทั้งหมดเข้าไปรอข้าในพระมหาวิหาร มะลิมาศเตรียมรับคนเหล่านั้นแล้ว” 

                             “พะยะค่ะเจ้านาง” 

                             “ข้าต้องขอโทษท่านด้วยที่เอางานทั้งหมดมาไว้ที่ท่าน เพราะในยามนี้ไม่ควรมีอำมาตย์มนตรีคนใดที่ไม่ได้รับอันตรายถึงขั้นลูกผีลูกคน ต้องละทิ้งหน้าที่ ท่านช่วยการณ์ครั้งนี้ข้าหน่อยเถิดนะ แล้วจะได้พักสัก 3-4 วัน” 

                             “พะยะค่ะ หม่อมฉันจะรีบหาคนตามที่เจ้านางต้องการ” 

                             ไม่มีใครสังเกตว่าเจ้านางไม่ได้ทรงเครื่องเช้าเช่นเดียวกับพระมารดา เนื่องจากต้องเร่งเดินทางไปยังพื้นที่เลยมหาวิหารเทียมสุวรรณไปอีก การเผาศพต้องทำพิธีก่อนเพล  

                             เมื่อมาถึงเหล่าบรรดาญาติของผู้ตายต่างก็นำข้าวของที่พวกเขาใช้ประจำตัวมาวางไม่ว่าจะเป็นคณโฑที่ใส่น้ำจนเต็มเปี่ยม ถาดทอง ถาดเคลือบเงา ถาดดินเผา ที่ใส่ข้าวตอกดอกไม้เล็ดงานจนพูน มีด ดาบ ธนู เครื่องประดับต่าง ๆ ที่ทำจากดินเผา เครื่องเคลือบ ทองคำ กระดูกสัตย์ เพื่อให้ผู้ตายได้มีติดตัวไปใช้ในภพอื่น 

                             เจ้านางและพระมเหษีเทวีนทีนาถทรงวางคบไฟลงบนกองไม้ที่ทับซากศพ ราดไว้ด้วยน้ำมันและก้อนไขมันจากสัตย์ เพื่อให้ไฟติดได้เร็วและแรงพอที่จะเผาร่างนั้นให้มอดไหม้เหลือแต่เถ้ากระดูก เสียงสวดมนต์ของศาสนาต่าง ๆ ดังระงมขึ้นทั่วทิศ ผู้คนต่างร้องไห้ พระมเหษีเทวีนทีนาถขยับวรกายให้ห่างจากความร้อนของเปลวไฟ แต่ก็ยังอยู่ในฝั่งของตนเองเพื่อส่งวิญญาณของข้า เจ้า บ่าว ไพล่ทั้งหลาย จึงไม่เห็นว่าพระธิดาของพระองค์ไม่ได้ทรงขยับวรกายแม้แต่ก้าวเดียว ใบหน้าเคร่งเครียด กันฟันจนเป็นสันขึ้นที่ข้างแก้ม แสงไฟวูบวาบบนใบหน้า ทำให้ใบหน้าที่เคยงดงามดูน่ากลัว เปลวความร้อนที่กระทบผิวพระวรกาย คงไม่เท่ากับความร้อนของผู้คนในกองนี้ ของคนที่เคยเป็นเมีย เป็นผัว เป็นพ่อ เป็นลูก ที่ต่างยื่นร่ำไห้อยู่รอบกองไฟ 

                             และไม่เท่ากับความร้อนในหัวใจขอเจ้านางที่จะเร่งดำเนินการณ์ตามที่วางแผนให้เสร็จด้วยพระองค์เองทั้งหมด.....ด้วยพระองค์เองเพียงผู้เดียว.......นับจากนี้จะไม่ทรงหวังการช่วยเหลือหรือความเข้าใจจากผู้ใดอีก โดยเฉพาะชายที่ชื่อ “รณกฤตสันตเดโชชัย” 

                             บ่ายมากแล้ว....กว่าที่ไฟจากกองฟอนจะสงบลง ร่างทุกร่างเหลือเพียงกระดูกที่มองออกว่าครั้งหนึ่งเคยเป็นคนที่มีเนื้อหนังห่อหุ้มอยู่ ยังจะต้องมีการเผาและราดน้ำเย็นทันทีเพื่อให้เปราะและแตกเล็กลง ไม่อุจาดตาในยามที่ต้องนำไปลอยในทะเล ผู้คนที่นี่ต้องทำงานหนักมากเพราะศพเข้ามาทุกวัน บางวันก็ซัดจากทะเลมาเกยชายฝั่งในสภาพที่เน่าจนเปื่อยยุ่ยเป็นอาหารของปลา ปู 

                             เจ้านางกลับไปพระมหาราชวังก็เจอกับอำมาตยานายก นั่งรออยู่ 

                             “เจ้านางพะยะค่ะ ข้ามานั่งรอเฝ้าเจ้านาง” 

                             “ท่านมีเรื่องใดฤา ถึงต้องมาดักพบข้าเช่นนี้” 

                             “แม่ขอไปพักก่อนนะศศิพิน ข้าขออภัยท่านด้วยท่านอำมาตยนายก ข้าคลื่นเหียนและเวียนไปทั่งหัว” 

                             “พระองค์กำลังจะเสด็จขึ้นเขาตามลำพังใช่มั้ยพะยะค่ะ” 

                             “ตามลำพังที่ไหนกันเล่าท่านอำมาตยนายก ท่านจัดคนให้ค่านับสิบคน” 

                             “อำมาตย์รณกฤตติสันตเดโชชัย กำลังยุ่งเรื่องบุตรชายที่เกิดมา และมารดาของเด็กก็เจียนตาย แม่นางจารุศจีก็ยื่นคำขาดให้เขาต้องดูแล จนเขาไม่สามารถมาเข้าเฝ้าได้ แต่คอยถามข่าวคราวทุกวันและสั่งการณ์ทหารของเขาให้คอยดูแลเจ้านาง”

                             “เลิกพูดชื่อนี้ได้แล้ว และขอให้ท่านไปนำตัวคนของเขาที่เข้ามาดูแลสังเกตุการณ์หรือจะอะไรต่าง ๆ มาเฝ้าข้าที่ท้องพระโรงบัดเดี๋ยวนี้ ก่อนที่ข้าจะเอาไฟของความโกรธมาลงที่ท่าน”

                             กล่าวจบก็ทรงเดินเข้าไปนั่งสมาธิในท้องพระโรงด้านใน เพื่อควบคุมลมหายใจให้สม่ำเสมอและทำจิตใจให้หนักแน่น เหมือนเจ้านางจะดำรงซึ่งสติในยามคับขัน  แต่คนที่ล่วงรู้ในใจของเจ้านางทั้งหมดอย่างฉัน รับรู้ได้ว่ามันไม่ได้เป็นไปในทางที่ดี เจ้านางไม่ได้ทรงแข็งแกร่งเลย ที่ทำอยู่ได้ทั้งหมดนี้มีเพียงเหตุผล 3 ข้อคือ

                             1.เพื่อช่วยแบ่งเบาราชกิจจากพระบิดและมารดา ให้ทุกข์น้อยลง

                             2.เพื่อช่วยเหลือข้าไท ไพล่ ฟ้า ให้มีถิ่นฐานทำกิน ไม่ต้องไปขออาศัยแคว้นอื่นให้เขาลบหลู่

                             3.เพราะความแค้น  ความแค้นที่เผาใจของพระนางจนลุกโชนที่ดวงตา ฉันรู้ว่านับจากนี้ไปอำมาตย์รณกฤตติสันตเดโชชัย จะเป็นพิษร้ายที่กัดกร่อนเจ้านางจนเป็นแผลที่ไม่มีทางรักษาได้อีกแล้ว จากรักและไว้ใจกลายเป็นแค้นและริษยา

                             ครู่ใหญ่มะลิมาศก็มานั่งเข้าเฝ้าข้าง ๆ เจ้านาง และใช้มือลูบเท้าอย่างรักใคร

                             “หากเจ็บปวดมากนักก็ร้องไห้เอามันออกมานะเพคะ”

                             “ข้าไม่มีน้ำตาจะออกมาแล้วล่ะมะลิมาศ ว่าแต่เจ้าเถอะร้องทำไม”

                             “หม่อมฉันเป็นห่วงพระองค์ ไม่รู้ว่าทรงคิดอ่านอะไร แต่คงใหญ่หลวงนัก”

                             “อย่าสนใจเรื่องเล็กน้อยเหล่านี้เลยมะลิมาศ มันจะทำให้ข้าอ่อนแอลงแล้วเป็นทาสของความเจ็บปวด คนอย่างศศิพินทุเทวีจะไม่ยอมให้สิ่งใดขวางทางที่ข้าจะเดินได้หรอ”

                             เอ๊.....นิสัยนี้ฉันมีหรือเปล่านะ ก็คุ้น ๆ อยู่ แต่ถูกเรียกว่าเอาแต่ใจมาโดยตลอด

                             สักครู่ขุนทหารก็เข้ามารายงาน

                             “คนของท่านอำมาตย์รณกฤตติสันตเดโชชัย รวมอยู่ในท้องพระโรงแล้วพะยะค่ะ”

                             เจ้านางลุกและเดินอย่างรวดเร็วเข้าไปในท้องพระโรง และได้เห็นทหารที่ร่างกายกำยำทั้งหมด 5 คน นั่งคุกเข่าก้มหน้ารอรับชะตากรรม ที่ยามนี้ทุกคนล้วนแต่กลัวเจ้านางที่มีประกายตานิ่ง แข็ง แต่งกายตามราชประเพณีจนผิดสังเกต

                             “นายของเจ้าสั่งให้ทำอะไรบ้าง”

                             คนที่ดูจะเป็นหัวหน้าเป็นผู้ตอบแทน

                             “ข้าจะต้องปะปนขุนทหารนายเวร เพื่ออยู่ใกล้ชิดเจ้านางให้มากที่สุด ดูแลไม่ให้แม้ฝุ่นผงล่วงหล่นสู่พระนาง

                             ขุนทหารเทพนริศ ต้องระวังภัยให้กับทั้งสามพระองค์ โดยให้คอยอารักขาใกล้ชิด หากมีสิ่งใดผิดปกติหรือเกิดเรื่องร้ายขึ้นให้รีบแจ้งอำมาตย์รณกฤตติสันตเดโชชัยทันที”

                             “เทพนริศ เจ้าได้แจ้งหรือไม่ว่าเกิดคลื่นยักษ์ซัดเข้ามาเกือบถึงพระมหาราชวัง”

                             “แจ้งแล้วพะยะค่ะ กระหม่อมวิ่งจากพระมหาราชวังไปแจ้งอำมาตย์รณกฤตติสันตเดโชชัยทันที แต่จังหวะที่กำลังจะก้าวข้ามธรณีประตูข้าพเจ้าได้ยินเสียงเด็กร้องออกมา และเห็นทุกคนกำลังยินดีกับทารกที่เกิดขึ้น จนไม่กล้ารายงาน กระหม่อมสมควรตาย”

                             “ข้าจะให้โอกาสเจ้าในการตายเอง ขึ้นอยู่กับดวงของเจ้าแล้วกันนะเทพนริศ”

                             เจ้านางตรัวได้อย่างเหี้ยมเกรียม จนชายฉกรรจ์ทั้ง 5 ยิ่งหมอบศรีษะราบไปกับพื้น

                             “ที่เหลือล่ะ”

                             คนที่เป็นหัวหน้าตอบแทนว่า

“อีก 2 คนจะอารักขาที่พระมหาวิหาร คอยรายงานว่าเจ้านางเสด็จไปที่ใดบ้าง และทรงทุกข์ร้อนอย่างไร”

“แล้วเจ้าได้ทำหน้าที่ของเจ้ามั้ย”

“กระหม่อมไม่เห็นเจ้านางเป็นเยี่ยงใด นอกจากทรงเข้มแข็งปฎิบัติราชกิจอย่างแข็งขัน จึงไม่มีข้อมูลรายงาน”

“เชอะ เจ้าช่างหยาบเสียจริง”

การตอบของเจ้านางไม่รู้ว่ามีอารมณ์ใดแอบแฝง

“ส่วนข้า ต้องคอยอยู่ในที่ประชุมท้องพระโรงใหญ่ เพื่อนำความทั้งหมดไปแจ้งให้กับอำมาตย์รณกฤตติสันตเดโชชัย”

                             “ขุนหลวงลาภวัตสรรเสริญ ไม่ได้แจ้งเลยหรือเยี่ยงไร”

                             “กลับจากท้องพระโรงเมื่อสายวันนี้ ขุนหลวงก็ไม่สบาย ยืนไม่ได้ หัวหมุน จนต้องจัดยาให้กินแล้วหลับไปพะยะค่ะ”

                             อย่างน้อยเจ้านางก็พอเข้าใจอะไรขึ้นบ้าง แต่ฉันรู้ว่ามันเป็นเพียงเสี้ยวเล็ก ๆ เท่านั้น  ตอนนี้เจ้านางทรงเป็นอีกคนที่ฉันไม่เข้าใจ นอกจากความรู้สึกเจ็บปวดเสียใจ ความอิจฉาริษยา ความแค้นแล้ว ยังมีความรู้สึกอีกส่วนหนึ่งที่แข็งแรง น่ากลัว เย็นเฉียบจนฉันไม่กล้าที่จะเอาตัวเองแนบสนิทกับเจ้านางหลังจากขึ้นมาจากลำธารน้ำในวันนั้นอีกเลย

                             “นายเวร เจ้าเอาบุคคลทั้ง 5 นี้ไปจำไว้ในคุกใต้ท้องพระโรงเดี๋ยวนี้”

                             ชายทั้ง 5 ต่างตกใจและเสียขวัญ ไม่นึกว่าภัยจะมาถึงตัวรวดเร็วเยี่ยงนี้

                             “ห้ามผู้ใดแพร่งพรายเรื่องนี้ออกไปไม่ว่ากับใครทั้งนั้น หากมีใครรู้ข้าจะถือว่าเจ้าเป็นผู้แพร่งพรายแล้วเจ้าจะไม่มีโอกาสได้พูดกับใครอีก”

                             นายเวรทั้ง 2 คน ที่รับหน้าที่เฝ้ายามอยู่เวลานี้รีบเดินตรงมาที่ชายทั้ง 5 ด้วยท่าทีตกใจ ลนลาน หน้าตาตื่น จนฉันกลัวว่ามีดที่จ่อคอผู้เป็นหัวหน้าจะบาดเข้าไปในคอ ด้วยมือที่กำดาบนั้นสั่นเทายิ่งนัก

                             สรุปว่าผู้ชายทุกคนที่อยู่ในห้องนั้นต่างตกประหวั่นพรั่นพรึงกับไปคนละแบบ เจ้านางยืนเด่นอยู่กลางท้องพระโรงอย่างอ้างว้าง มีเพียงมะลิมาศที่หนั่งพับเพียบก้มหน้าอยู่ด้านข้าง

                             .....ความรักทำให้เจ้านางเปลี่ยนไป.....และครั้งนี้ก็เป็นการเปลี่ยนไปที่ต่างกว่าเดิมจนไม่มีผู้ใดคาดคิดถึง.....แม้แต่ตัวฉันเอง

                             สักครู่เจ้านางก็สั่งกับมะลิมาศว่า

                             “การณ์ที่ข้าจะสั่งนี้เป็นความลับยิ่งนัก ไม่มีใครที่ข้าวางใจได้เท่าเจ้าอีกแล้ว”

                             “โปรดสั่งการมาเถิดเพคะ มะลิมาศผู้นี้ยอมแม้แต่จะตายแทนเจ้านาง”

                             “ขอบใจเจ้ามากมะลิมาศ”

                             เจ้านางเอามือลูบศรีษะของมะลิมาศ นางเองก็ทรงจับมือนั้นกดลงบนศรีษะและสะอื้นเงียบ ๆ ยามนี้นางรู้ดีว่าเจ้านางทุกข์เหลือทน ทุกข์จนต้องเข้มแข็ง เพราะความทุกข์ทั้งหลายมาพร้อมกันในเวลาเดียว

                             ทุกข์จากชายผู้ที่ไว้วางใจที่สุดในชีวิต ในยามที่คิดจะพึ่งพาอาศัยกันกลับหายไปอย่างมีความสุข

                             ทุกข์ของผู้ที่ต้องปกครองดูแลผู้คนแต่กลับไม่สามารถปกป้องความปลอดภัยให้กับพวกเขาได้

                             ทุกข์เพราะภารกิจที่จะต้องช่วยเหลือผู้คนบนความไม่แน่นอนและขาดซึ่งเรื่องราวความเป็นจริงนอกจากยึดตามจิตใต้สำนึกตัวเอง

ทุกข์เพราะไม่สามารถปกปักษ์รักษาแผ่นดินอันเป็นหน้าที่ของตนเอาไว้ได้

                             ทุกข์เพราะรู้ว่าบาปกรรมที่ตัวเองจะต้องทำต่อไปยิ่งใหญ่แค่ไหน.

                             ความทุกข์ทั้งหมดวนเวียนทั้งในจิตใจและในหัว จนรู้สึกว่ากระจังหน้าที่ใส่นั้นบีบรัดจนหน้าผากจะปริแตก แต่ก็ต้องรีบตั้งสติและเรียกความเข้มแข็งอดทนคืนมา

                             “เจ้าไปสั่งนางทั้งหลายในโรงครัว ให้จัดเตรียมอาหารที่สามารถแวะกินได้ระหว่างทางโดยไม่ต้องหุงหา และเตรียมเอาบรรดาของที่ต้องหุงหาใส่อย่างละ 10 กระบุงโกยให้พร้อม เจ้าไปเตรียมดำเนินการเดี๋ยวนี้ ไม่ว่าใครถามเจ้าก็มิต้องบอกว่าเป็นคำสั่งใคร”

                             “เพคะเจ้านาง”

                             มะลิมาศคลานออกไปได้ไม่นาน อำมาตยนายกก็เข้าคุกเข่าห่างจากเจ้านางไม่มากนัก

                             “ข้าหาคนที่เกิดในช่วงนักษัตรมะโรงได้เพียง 3 คนเท่านั้นพะยะค่ะ เนื่องจากเจ้านางให้ข้าพเจ้าเร่งรีบหา ประกอบกับผู้คนยังอยู่กับการทำศพค่อนข้างมาก ล้มตายไปก็เยอะ ส่วนหญิงพรหมจรรย์นั้น อายุยังไม่พ้นโกษจุกหรือมีระดู ข้าจึงนำชายสามคนนี้มาให้ท่านก่อน และขอเวลาเพิ่มเติมเพื่อหาคนที่เหลือให้ครบโดยเร็วพะยะค่ะ”

                             “เวลาไม่เหลือแล้วท่านอำมาตยนายก ท่านไม่มีเวลาแล้ว ท่านจงกลับบ้านพักผ่อนอยู่กับลูกเมียท่านดูแลพวกเขาให้ดี บอกให้พวกเขารู้ว่าทุกคนสำคัญกับเจ้ามากเพียงไหน แล้วพรุ่งนี้เช้าก่อนพระอาทิตย์ขึ้นเจ้าต้องมาพบข้าที่นี่ กลับเรือนของเจ้าได้แล้ว”

                             “พะย่ะค่ะ”

                             อำมาตยนายกรับคำสั่งด้วยเสียงที่เหมือนละเมอออกจากปาก ขนตามลำตัวลุกชันไปทั้งร่าง เขาสังหรณ์ไม่ดีกับคำสั่งนี้ และเมื่อก้าวขึ้นเรือนก็รู้สึกใจหายเหมือนเป็นครั้งสุดท้ายที่จะได้อยู่ในที่ที่เป็นแหล่งพักพิงของเขามาตั้งแต่รุ่นผู้เฒ่า

                             วันนี้เขาให้ทุกเรือนที่เคยปรนนิบัติมาร่วมวงกินข้าวเพลาเย็น เรือนจึงเหมือนสุขสำราญ บ่าวไพล่ ผู้คนเฮฮากับอาหารและเครื่องมึนเมาที่เก็บไว้

                             “ท่านแน่ใจใช่มั้ยท่านราชครู ว่าท่านอำมาตยนายกเป็นผู้ที่เกิดในนักษัตรมะโรง” เจ้านางประทับที่แท่นหน้าพระราชบัลลังก์ของพระราชบิดา ท่ามกลางลำแสงที่ลอดผ่านช่องประตู หน้าต่าง ไม่มากนัก

เสมือนสปอร์ตไลท์ที่ส่องตรงไปยังเจ้านาง

                             “มั่นใจพะยะค่ะ” 

ข้าพเจ้าไตร่ตรองดูแล้ว เขาเหมาะสมที่สุดและไว้ใจได้มากที่สุดสำหรับการณ์ในครั้งนี้

“ข้าเองก็เกิดในนักษัตรนี้ด้วยเช่นกัน”

เป็นเสียงที่มาจากท้องพระโรงด้านใน ผ้าที่ห่มคลุมร่างนั้นเหลืองอร่ามสว่างท่ามกลางความมืดมนยามใกล้ค่ำเช่นนี้

“พรุ่งนี้ข้าจะไปกับเจ้าและท่านมหาราชครูด้วย  เมื่อที่สุดแล้วแผ่นดินจะอวสาน ข้าก็จะขอทำประโยชน์บูชาให้กับแผ่นดินนี้ ให้แคว้นของเรายังคงเป็นที่รู้จักของคนทั่วไป ให้แคว้นของเรากลับมารุ่งเรืองได้อีกครั้ง ให้คนของเราไม่ต้องเสียเลือดเนื้อมากไปกว่านี้”

กล่าวจบท่านมหาเถรสังฆราชเจ้าก็เดินไปประทับนั่งบนแท่นตรงข้ามกับมหารายครู ต่างฝ่ายต่างเข้าสู่วิปัสสนาญาณตามรูปแบบพิธีกรรมของตน

เจ้านางเสด็จเข้าไปพระราชฐานชั้นใน ก้พบว่าพระมเหษีเทวีนทีนาถพับดอกบัวหลวงดอกเล็ก ๆ อยู่ข้าง ๆ สำรับอาหารที่เตรียมไว้สองที่

“แม่ไม่ได้แจ้งแก่เจ้าก่อนว่าแม่ให้คนไปตัดดอกบัวหลวงจากบ่อหน้าพระมหาวิหารของเจ้ามาทั้งหมด เจ้าจะโกรธแม่มั้ย”

พระมเหษีเทวีนทีนาถทรงกล่าวโดยที่ไม่เงยหน้าขึ้นจากการพับดอกบัว

“ลูกจะโกรธท่านแม่ได้อย่างไรเล่า”

เจ้านางทรงเดินไปนั่งลงกับพื้นและถอดกระจังหน้าวางข้างพระราชมารดาและซบหน้าลงบนตัก น้ำตาของคนเป็นลูกไหลเปียกผ้านุ่งของแม่

                             น้ำตาของผู้เป็นแม่หยดลงบนศรีษะของลูก

                             “เจ้าเอาดอกบัวนี้ไปบูชาพระประธานในโบสถ์ของเจ้านะศศิพิน”

                             ทรงส่งดอกบัวทั้งหมดให้ผู้ที่เป็นธิดา แล้วทรงปาดน้ำตาทิ้ง เปลี่ยนน้ำเสียงเป็นเข้มแข็งขึ้นมาทันที

                             “เรากินสำรับเย็นกันเถอะ พ่อของเจ้าคงยังไม่ตื่นเพราะไม่ได้หลับไม่ได้นอนมาหลายเพลา ราชกิจก็เคร่งเครียดเหลือที่จะกล่าว”

                             พระมเหษีเทวีนทีนาถกล่าวโดยไม่ได้มองหน้าเจ้านาง ทรงเอื้อมแขนมาเปิดฝาครอบโตกแล้วกล่าวว่า

                             “ผักกูดที่เจ้าชอบนี้น่าจะเป็นดงสุดท้ายแล้ว เจ้ากินซะให้อิ่มจะได้มีแรงทำในสิ่งที่เจ้าต้องทำ”

                             พูดจบก็ทรงเปิดฝาครอบโตกของตัวเอง แล้วใช้นิ้วมือจีบข้าวและกลับป้อนเข้าปากตัวเอง

                             อาหารมื้อนี้คงเป็นอาหารมื้อที่กลืนลงคออย่างยากลำบาก ไม่ว่าจะเป็นพระมเหษีเทวีนทีนาถเอง หรือเจ้านางศศิพินทุเทวี ทั้งสองคนกินอาหารเบื้องหน้าโดยไม่ได้พูดจากัน ฉันยืนมองอยู่บนความเคว้งคว้างอย่างที่ต้องกำหนดลมหายใจเข้าออกให้สม่ำเสมอยากลำบากยิ่งนัก แต่ถึงกระนั้นน้ำตาก็หยดลงมาจนได้ ไม่รู้ว่าเป็นน้ำตาในนิมิตหรือจากกายหยาบ เมื่อฉันได้เห็นบุรุษผู้หนึ่งยืนอยู่ในมุมที่มืดที่สุดตรงโถงบันได มองลงมายังลูกและเมีย ก่อนจะถอดมงกุฎที่อยู่บนศรีษะอย่างช้า ๆ นำมาอุ้มไว้กับมือ

                             ฉันมองภาพที่แสนเศร้านี้และเหมือนกับว่าฉันได้ยินเสียงสะอื้นเบา ๆ มาจากมุมมืดที่โถงบันไดนั้น

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น