บัวมาลัย
email-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ภัยพิบัติครั้งยิ่งใหญ่ต่อหัวใจและบ้านเมือง

ชื่อตอน : ภัยพิบัติครั้งยิ่งใหญ่ต่อหัวใจและบ้านเมือง

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย ลึกลับ,สืบสวน สอบสวน

คนเข้าชมทั้งหมด : 45

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 13 ต.ค. 2562 14:31 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ภัยพิบัติครั้งยิ่งใหญ่ต่อหัวใจและบ้านเมือง
แบบอักษร

ภัยพิบัติครั้งยิ่งใหญ่ต่อหัวใจและบ้านเมือง 

ใกล้เพลแล้ว ทุกสิ่งยังคงเงียบสงัด จนกระทั่งได้ยินเสียงนกร้อง วัว ควาย ร้อง ผู้คนจึงค่อยทยอยเดินออกมาจากภูเขา และที่ซ่อนอื่น ๆ พระเจ้าหรรษาชยวรมันต์และพระธิดาศศิพินเองก็ลงจากพระราชวังมายังพื้นที่ที่เคยเป็นตลาด แต่บัดนี้ถูกถับถมด้วยต้นไม้ บ้านที่พังล้มไปกับพื้น ปฎิมากรรมรูปปั้นที่ตั้งอยู่ในสำนักชี พราหมณ์ และศาลาของพุทธ แตกหัก พังทลาย จนสภาพเหมือนเมืองล้าง เมืองที่มีแต่ซากปรักหักพัง และศพที่ถูกกทับเอาไว้ บางศพก็ถูกคลื่นซัดไปกระทกกับสิ่งก่อสร้างอื่น ๆ หรือต้นไม้ ร่ายกายดูพิศดารจนไม่สามารถทนดูต่อไปได้ 

ขุนทหาร ก็เหมือนหายไปจนสิ้น เจ้านางศศิพินทุเทวีทรงกังวลพระทัยจนเก็บกิริยาไว้ไม่อยู่ ฉุนเฉียวใส่นางกำนัลที่พยายามจะให้กินอาหารทั้งเช้าและเพล หรือแม้แต่ให้ไปล้างหน้าล้างตาเพื่อให้สดชื่นขึ้น 

พระมเหษีเทวีนทีนาถยังไม่รู้สึกพระองค์ อาจจะเป็นการดีแล้วที่หลับไปในยามนี้ ไม่ต้องรู้เห็นสิ่งที่น่ากลัวเบื้องนอกพระมหาราชวัง 

ทั้งสองพระองค์เด็จเคียงคู่กันไป ท่ามกลางท้องฟ้าที่ยังคงเป็นสีแดง ที่ไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นอีก แต่ยามนี้น้ำในทะเลอยู่ในระดับที่เคยเป็น แม้จะถอยล่นออกไปมาก แต่ก็มากอย่างที่เคยเป็นมาก่อนหน้านี้  

        แต่แล้วทั้งสองพระองค์ก็ได้พบกับสิ่งมหัศจรรย์ เพราะบริเวณตลาดส่วนนี้ทั้งหมด ถูกคลื่นซัดเข้าหาเต็มแรง ความเสียหายที่เกิดจากการพังทลายของอาคารจึงมีให้เห็นทั่วไป ต้นไม้ขนาดใหญ่ที่ล้มลงทับบ้านหลาย ๆ หลัง ใบไม้ที่ปกปิดร่างของผู้คนที่หนีไม่พ้นเงีอมมือจากทะเล แต่ท่ามกลางกองซากที่พังทับถมกันนั้น มีหลังคาอาคารทรงวิหารที่ก่อสร้างด้วยอิฐแผ่นขนาดใหญ่ มีเสามังกรหรือเสาประทีปประดับด้วยลวดลายมังกร อันเป็นสัญลักษณ์ของชาวกวางตุ้งที่ทำมาค้าขายเจริญรุงเรืองช่วยกันสร้างขึ้นมาเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจ ไม่ได้รับความกระทบกระเทือนเลย แม้แต่ลวดลายปูนปั้นคล้ายวรรณกรรมเรื่องไซอิ๋ว ก็ไม่ได้หลุดล่วงตามกระแสของน้ำที่เข้ากระแทก  แต่ภายในที่มีตุ๊กตาหินผู้หญิง อ่อนช้อยงดงาม แต่งกายเหมือนชาวจีนในละครย้อนยุค ที่ศรีษะประดับด้วยปูนปั้นเป็นรูปดอกบัวปล่อยชายผมยาวมาถึงช่วงไหล่ แขนทั้งสองข้างอุ้มหม้อน้ำที่มีหูหิ้วและมีก้านดอกบัวออกมาจากปากของหม้อน้ำที่บานออก ซึ่งเป็นปฎิมากรรมแรกในวันที่ฉันเข่ามายังภพภพภูมินี้ เกือบทุกตัวล้มลงกับพื้น แตกหัก ดอกบัวที่บานออกมาจากหม้อน้ำ หักแทบไม่เหลือชิ้นดี ตุ๊กตาบางตัวได้รับความเสียหายไปทั้งแขนหรือตั้งแต่เอวลงมา มองแล้วชนหดหู่ยิ่งนักเมื่อเข้ากับบรรยากาศที่เงียบเชียบและวังเวงเช่นนี้ 

                   ทั้งสองพระองค์นั่งลงแสดงความสักการะต่อสิ่งศิกดิ์ของสถานที่นี้อันประดิษฐานเทวรูปที่มีลักษณะคล้ายพระวิษณุที่สวมหมวก ที่ไม่ได้รับความเสียหายเลยแม้แต่น้อย 

ในสมัยของฉันเองนั้น สถานที่แห่งนี้ก็มีสิ่งมหัศจรรย์เกิดขึ้นในลักษณะเดียวกัน ใครจะรู้บ้างว่าเมื่อเวลาผ่านไปอีกมากกว่า 2,500 ปี ตลาดที่ยังคงอยู่ล้อมรอบเช่นเดียวกันนี้ เกิดเพลิงไหม้ ความเสียหายมากมายหนักหนาสำหรับชาวอำเภอ แต่เมื่อไฟสงบ ก็พบว่าวิหารแห่งนี้เทวรูปที่มีลักษณะคล้ายพระวิษณุที่สวมหมวกนี้ยังคงสภาพเหมือนเดิม ไม่ได้เสียหายอะไรเลย จนเป็นที่เคารพสักการะสูงสุดของชาวอำเภอนั้นและล่ำลือกันไปทั่วทั้งจังหวัด 

                    วันแรกที่ฉันได้เข้ามาในภพภูมินี้ ฉันจำได้ว่าวิหารนี้ตั้งอยู่ชุมชนริมคลองสายหนึ่งซึ่งน่าจะเป็นแหล่งซื้อขายของที่สำคัญของเมืองนี้ เพราะมีผู้คนคับคั่งที่กำลังเดินเลือกซื้อของ คำแนะนำให้รู้จักกับสถานที่แห่งนี้จากปากของคุณลุงอำมาตย์ในวันนันคือ                                      

“นี่เป็นตลาดใหญ่ในเมืองของเรา เรือสำเภาที่มาจากดินแดนโพ้นทะเล หลายเชื้อชาติ หลายศาสนา จะจอดเรือไว้แล้วใช้เรือเล็กขนสินค้าล่องมาตามลำน้ำเพื่อขายและซื้อสินค้านำกลับไป" 

........................................................................................... 

                    แต่ในวันนี้...............สถานที่แห่งนี้.....กลาดเกลื่อนไปด้วยต้นไม้ เรือที่ถูกซัดขึ้นมากระแทกจนแตก บ้านช่องหลังคาเรือนทั้งหมดล้มพับพังไม่เหลือรอดสักหลังเดียว 

                     คลื่นขนาดใหญ่กลืนกินชุมชนตลาดหน้าเมืองจนราบสนิทเหลือเพียงสิ่งเดียวที่มันไม่สามารถทำลายได้คือวิหารแห่งนี้  แล้วชาวบ้านย่านนี้ล่ะ ฉันยังคิดไม่ทันจบ เจ้านางศศิพินทุเทวีก็วิ่งออกมา ยกซากทางพระพร้าว ต้นไม้ เพื่อหาร่างของคนที่ยังรอดชีวิต 

                     พระเจ้าหรรษาชยวรมันต์ทรงยืนมองอย่างเงียบเชียบแต่น้ำตาหลั่งไม่ขาดสาย  ไม่นานนักขุนทหารก็เข้ามาละนั่งคุกเข่าลงกับพื้น ด้วยดวงตาที่แดงก่ำ ช้ำไม่ต่างกันสักคน 

                     “เจ้าไปเกณฑ์คนมาสัก 20 คน ช่วยกันเก็บกวาดพื้นที่นี้ และหาให้ทั่วว่ามีศพอยู่ที่ใดบ้าง นำไปทำพิธีตามที่เขาเคารพ ส่วนคนที่ยังพอต่อชีวิตได้ ให้นำไปที่มหาวิหารเขาเทียมสุวรรณ” 

                     “ที่นั่นไกลเกินไปเพคะเสด็จพ่อ ให้นำคนเจ็บทั้งหมดไปที่มหาวิหารทางด้านซ้ายของลูกจะดีกว่า ที่นั่นไม่ได้ใช้ประโยชน์อะไร มีห้อง มีที่สำหรับทำความสะอาด และการเดินทางสั้นกว่า อาจยื้อชีวิตของพวกเขาได้ทัน” 

                     “ตามหมอทั่วทั้งแคว้น ทั้งหมอยา หมอพื้นบ้าน และพวกโพ้นทะเลที่เหลืออยู่ เข้าไปทำการรักษาผู้คนเหล่านี้ในมหาวิหารของเจ้านาง” 

สถานการณ์ในเมืองเริ่มวุ่นวาย ชาวบ้านที่วิ่งหนีเอาตัวรอดได้ หรือบางคนเอาตัวรอดได้จากเงื้อมมือมัจุจราชที่กระชากพวกเขาลงทะเลไปแล้ว แต่กลับปล่อยให้พวกเขาว่ายน้ำไปยึดเกาะกับอะไรสักอย่างที่มั่นคงพอจะให้เขาใช้เป็นหลักค้ำชีวิตไว้ได้ 

                    พระเจ้าหรรษาชยวรมันต์ทรงตั้งซุ้มตรงหน้าตลาดเพื่อดูความเสียหายครั้งนี้ด้วยตนเอง และสั่งให้อำมาตยมนตรี เรียกบรรดาอำมาตย์ ขุนหลวงทั้งหลายเข้ามารายงานเหตุการณ์แต่ละแห่งที่ได้รับผลกระทบ 

                    ตะวันเริ่มคล้อยลงจากฟ้า เหล่าอำมาตย์ ขุนหลวงทั้งหลาย ก็มาอยู่บริเวรฯด้วยกันคับคั่ง อำมาตยมาตรีรายงานว่า 

                    “บ้านของพวกศักดินาส่วนใหญ่ไม่ได้รับความกระทบกระเทือนมากนักพะยะค่ะ แค่เพียงหลังคาปลิวไปกับลม ข้าวของในบ้านพัดกันวุ่นแต่ตัวเรือนไม่ได้โดนน้ำซัด หนักที่สุดก็คือเวิ้งตลาดนี้ล่ะพะยะค่ะ” 

                    “เจ้าเกณฑ์ผู้คนจัดเก็บพื้นที่นี้ให้เรียบร้อย ก่อนตะวันตกดินให้เผาร่างของผู้เสียชีวิตไว้รวมกัน เชิญพระครูหมู่พราห์มเข้ามาทำพิธี ตั้งซุ้มทานแจกจ่ายอาหารให้ทุกคนที่รอดชีวิตได้กิน หาที่ให้เขาหลับนอนในคืนนี้ แล้วพรุ่งนี้เราค่อยประชุมกันอีกที” 

                     ตลอดเวลาที่พระเจ้าหรรษาชยวรมันต์ทรงบัญชาการทั้งหมด เจ้านางศศิพินทุเทวีเอาแต่เหลียวซ้ายแลขวา เพราะไม่เห็นบุคคลที่ควรจะเห็นเป็นคนแรกในทุกครั้งที่มีภัยอันตรายใด ๆ เกิดขึ้นทั้งกับชาวบ้ายชาวเมืองและคนที่เขาถวายความจงรักภักดี เจ้านางทรงรออยู่พักใหญ่ เมื่อไม่เห็นเขาแน่แล้วจึงตามเสด็จกลับเข้าพระมหาราชวัง 

                     ฉันรู้ว่าเจ้านางทรงกระสับกระส่ายมาก ที่ไม่รู้ข่าวคราวใด ๆ ของอำมาตย์มนตรีรณกฤตสันตเดโชชัย จนกระทั่งได้ยินสุรเสียงของพระเจ้าหรรษาชยวรมันต์ว่า 

                    “วันนี้แม่เจ้าคงยังต้องกินน้ำต้มข้าวอยู่ที่แท่นนอน พ่อก็จะไปพักก่อน ไม่ต้องจัดเครื่องเย็นให้พ่อ ส่วนเจ้า หากรู้สึกกลัว ไม่ไว้ใจเหตุการณ์ เจ้าก็ยังไม่ต้องกลับเข้ามหาวิหารของเจ้านะ” 

                     ทรงเอามือลูบหัวพระธิดาด้วยความอ่อนโยนอีกครั้ง แล้วกล่าวกับนายเวรที่อยู่ใกล้ ๆ ว่า 

                    “เจ้าไปดูที่ค่ายพักแรมของบรรดาขุนทหารด้วยว่ามีความเสียหายใด ๆ เกิดขึ้นบ้าง รวมทั้งมีใครเห็นอำมาตย์มนตรีรณกฤตสันตเดโชชัย อยู่ที่ใดบ้าง ได้ความอย่างไรแล้วเอามาแจ้งแก่เจ้านางศศิพินทุเทวีทันที” 

                     คนเป็นพ่อเข้าใจจิตใจลูกในยามนี้ และคงจะมีอีกหลายครอบครัวในเย็นนี้ที่ต่างตามหาซึ่งกันและกัน สรรพเสียงจากหน้าตลาดเริ่มเซ็งแซ่มากขึ้นเรื่อย ๆ แสงสว่างจากใต้ที่ถุกจุด เหมือนดวงวิญญาณที่เคลื่อนไหว ทุกคนที่มาช่วยกันนั้นต่างก็ต้องคอยมองไปที่พื้นทะเลด้วยความกลัวและระแวงว่าจะเกิดเหตุการณ์เช่นเดียวกันอีกหรือไม่ 

                    เจ้านางศศิพินทุเทวีไม่ได้รอคอยคำตอบจากขุนทหาร เมื่อพระเจ้าหรรษาชยวรมันต์ลับสายตาไป พระนางก็เดินตามนายเวรที่ได้รับคำสั่งไปทันที 

“นายเวรผู้นั้น เจ้ารอข้าก่อน ข้าจะเข้าไปพร้อมกับเจ้า” 

ในที่พักค่ายทหารเต็มไปด้วยทหารที่บาดเจ็บและเสียชีวิต เจ้านางทรงแวะเอายาให้คนเจ็บ และสั่งให้นำคนที่เสียชีวิตไปทำพิธีตามที่เขาศรัทธา อาจจะฝังหรืออาจเผา หรือบางชนเผ่าที่พลีร่างนี้ใหักับสวรรค์ โดยนำไปทิ้งให้เป็นอาหารของฝูงแร้งฝูงกาก็ให้จัดหาที่ที่เหมาะสม ห่างไกลจากหมู่คน ทรงเสด็จดูจนทั่วก็ไม่พบอำมาตย์มนตรีรณกฤตสันตเดโชชัย จึงตรัสถามขุนทหารที่เดินกันวุ่นวายในค่าย 

                    “มีผู้ใดเห็นอำมาตย์มนตรีรณกฤตสันตเดโชชัยบ้างมั้ย” 

                    “ไม่มีใครพบเห็นท่านอำมาตย์มนตรีมา 2 ค่ำแล้วพะยะค่ะ” 

                     เจ้านางสลดลงอย่างเห็นได้ชัด คงเพราะความห่วงใย และคาดการณ์ไว้ว่าในยามหน้าสิ่วหน้าขวานขนาดนี้  ไม่มีทางเป็นไปได้ที่เขาจะไม่มาเข้าเฝ้า ต้องมีบางอย่างเกิดกับเขาเป็นแน่  

                      ฉันสัมผัสได้ถึงการเต้นที่ผิดปกติจากหัวใจของเจ้านาง จากลมหายใจที่ไม่สม่ำเสมอ จากท่าทางที่อ่อนระโหยขึ้นมาอย่างกระทันหัน และเข้มแข็งขึ้นมาได้ทันที่ ก่อนจะเอ่ยว่า 

                     “พวกเจ้าพาข้าไปเรือนของอำมาตย์มนตรีรณกฤตสันตเดโชชัย” 

                      "แต่นี่ค่ำแล้วนะเพคะเจ้านาง" ทะลิมาศทัดทานการเดินทางครั้งนี้ 

"ข้าร้อนใจนักมะลิมาศ ทนนั่งรอฟังอยู่ไม่ไหวดอก" 

 เสียงในใจของเจ้านางที่ไม่มีใครได้ยินนอกจากฉัน เป็นเสียงที่แทรกมากับเสียงของหัวใจที่เต้นเร็วและแรง  

                    “ไม่เคยมีสักเพลาที่เจ้าพี่จะหายไปเช่นนี้ โดยเฉพาะเมื่อข้าต้องอยู่ในอันตราย ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นเจ้าพี่ต้องรีบมาหาข้าก่อนเสมอ เจ้าพี่ได้รับอันตรายอย่างใดเป็นแน่ ไม่เช่นนั้นท่านต้องมาพบข้าแล้ว” 

                     ระหว่างการเดินที่เกือบจะเป็นวิ่งนั้น เจ้านางต้องทรงปาดน้ำตาไปเกือบตลอดทาง ด้วยความห่วงใยและวิตกกังวลต่างๆ ว่าเกิดอะไรขึ้นกับอำมาตย์มนตรีรณกฤตสันตเดโชชัย                     

“เบื้องหน้านั้นคือเรือนของอำมาตย์มนตรีรณกฤตสันตเดโชชัย” 

                     ทรงหยุดยืนดูก็ไม่เห็นถึงความเสียหายที่ได้รับจากคลื่นทะเล สิ่งที่มองเห็นมีเพียงผู้คนที่อยู่กันคับคั่งในบริเวณใต้ถุนเรือนแต่ละแห่งแสงไฟจากคบ จากใต้ และเทียน สว่างไสวไปทั้งเรือนเหมือนไม่ได้มีเรื่องร้าย ๆ เข้ามาย่างกรายในเขตเรือนนี้ 

                    “เจ้าไปถามสิว่าเกิดอะไรขึ้นผู้คนจึงมากมายเช่นนี้” 

                    เจ้านางสั่งให้นายเวรไปถามเพราะไม่กล้าที่จะเดินเข้าไปเอง ด้วยไม่แน่ใจว่าจะทนรับฟังสิ่งที่เกิดขึ้นได้หรือไม่ หากความจริงนั้นคือเกิดสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่เป็นอันตรายต่ออำมาตย์มนตรีรณกฤตสันตเดโชชัย ฉันได้ยินเสียงในใจของพระองค์และลมหายใจที่หอบถี่ เดินวนไปวนมาที่บริเวณนั้นว่า 

                    “ขออย่าให้เจ้าพี่เป็นอะไรเลย ขอให้เจ้าพี่ปลอดภัย หรือเพียงข้อ ขา เข่าแตกเจ็บจึงไม่สามารถไปหาข้าได้ ข้าจะทนได้มั้ยหากเจ้าพี่ทรงไม่อยู่แล้ว” 

                     แปลก!! ที่ตลอดเส้นทางมาที่นี่ เจ้านางทรงร้องไห้มาตลอดทาง แต่เมื่อมาถึงหน้าเรือนกลับไม่มีน้ำตาซักหยด มีเพียงริมฝีปากที่แห้งสนิท และการกลืนน้ำลายที่ยากกว่าปกติ ดวงเนตรเบิกโพลงกว่าทุกครั้ง พระองค์คงเครียดมาก และเฝ้ารอคำตอบซึ่งคิดไปแต่ทางร้าย นายเวรเข้าไปในบ้านพักหนึ่ง ซึ่งดูเหมือนจะเป็นระยะเวลาที่นานมาก ๆ สำหรับเจ้านาง 

                     “เจ้านางเพคะ ตรงนี้มีแท่นหินนั่งได้ เสด็จมาตรงใต้ต้นไม้นี้เถิดเพคะ” 

                      มะลิมาศเองก็กังวลกับข่าวที่กำลังจะมาถึงนั้นเช่นกัน และเป็นห่วงเจ้านางหากเกิดอะไรขึ้น 

                      “สงบพระทัยเถิดเพคะ อะไรจะเกิดก็ต้องเกิด” 

                      “ข้ารับสิ่งร้าย ๆ ที่ข้ากลัวจะเกิดจนนั่งไม่ลงหรอกมะลิมาศ” 

                        นายเวรวิ่งมาคุกเข้าเบื้องหน้าเจ้านางพร้อมกับรายงานว่า 

                       “เมื่อวานที่แผ่นดินเขย่ารุนแรงนั้น เรือนของบ่าวไพล่หลายครัวล้มพังลง ขุนหลวงลาภลาภวัตมนตรี จึงให้มาอยู่รวมกับบริเวณหมู่เรือนใหญ่ จะได้คอยช่วยกันดูแล ส่วนอำมาตย์มนตรีรณกฤตสันตเดโชชัยยุ่งอยู่กับบุตรที่คลอดจากนางรำเพย และวันพรุ่งนี้จะมีพระและพราห์มมารับขวัญเด็กที่เกิดพะยะค่ะ” 

                         ข้อความท้าย ๆ นั้น เจ้านางไม่ได้ยินแล้วล่ะเพราะทรงหูอื้อไปตั้งแต่ประโยคที่ว่า “อำมาตย์มนตรีรณกฤตสันตเดโชชัยยุ่งอยู่กับบุตรที่คลอดจากนางรำเพย 

                         พระองค์ทรงยืนนิ่ง ร่างกายสั่นระริก ก่อนที่จะประคับประคองตัวเองให้เดินฝ่าความมืดไปที่เรือนของอำมาตย์มนตรีรณกฤตสันตเดโชชัย ผู้คนใต้เรือนต่างหันมามองกันเพราะผู้ที่กำลังก้าวเท้าขึ้นเรือนนั้นไม่คุ้นตาและอยู่ในความมืดจึงเห็นได้ไม่ชัด หากแต่การแต่งกายและความนอบน้อมของชายหญิงที่ตามมาบอกให้รู้ว่านางผู้นี้ไม่ใช่สตรีธรรมดา 

เมื่อก้าวเหยียบบันได้เรือน ก็มีเสียงหัวร่อต่อกระซิกให้ได้ยิน 

“หลานย่าน่าเกลียดน่าชังจริง ๆ เลย” 

“ผิวพรรณดีเหมือนแม่เขานั่นล่ะ” 

“พ่อให้คนไปนิมนต์พระและพราห์มมาทำพิธีแล้ว วันพรุ่งจ้าอยู่ดูลูกและเมียก่อนนะ ยามนี้บ้านเมืองวุ่นวายพ่อจะเข้าไปถวายงานคืนนี้เอง เจ้าจัดแจงเรื่องครอบครัวเสร็จก็รีบตามไปเชียว” 

                         “เอ๊า รำพึงส่งลูกให้ผัวเจ้าเสียสิ” 

                         “ลูกพ่อ ตัวแดงเชียว พ่อจะตั้งชื่อให้เจ้านะ รุจิภาส คือชื่อของเจ้า เจ้าเป็นแสงสว่างในยามนี้ของพ่อ” 

  น้ำเสียงของคนเป็นพ่อมีความสุขนัก เท้าที่จะก้าวขึ้นขั้นบันไดต่อไปชงักลงแล้วหันกลับโดยเร็ว จนนายเวรและมะลิมาศตามไม่ทัน เมื่อทรงเดินไปถึงทางแยกที่จะไปยังลำน้ำจรเข้ จึงสั่งด้วยเสียงอันดังว่า  

                        “พวกเจ้ารออยู่ตรงนี้และอย่าให้ใครเข้ามาในนี้ได้” 

                   สั่งเสร็จก็เดินเข้าไปยังแนวลำน้ำจรเข้ ที่บัดนี้ไม่มีทั้งจรเข้และน้ำเหลือแล้ว มะลิมาศซึ่งจงรักภักดีต่อเจ้านางยิ่งกว่าชีวิตจึงยอมนั่งลงกับพื้นเพื่อรอตามคำสั่ง พร้อมกับน้ำตาที่หยาดรินไม่แพ้ผู้เป็นนาย ค่ำมืดเช่นนี้จะมีสัตย์ร้ายอยู่บ้างหรือเปล่า พูดไปผู้เป็นนายก็ไม่ฟัง ไม่กลัวอะไรทั้งนั้นแล้ว คงมีแต่นายเวรเท่านั้นที่เพียงแต่นั่งเหม่อมองออกไปโดยที่ฉันก้ไม่สามารถรับรู้ได้ว่าเขาคิดสิ่งใด 

                   ฉันตามเจ้านางเข้าไป อยากโอบกอดปลอบประโลมในฐานะเพื่อน ความเจ็บปวดในเรื่องความรักฉันเข้าใจดี แต่ฉันมีบาดแผลสาหัสหนักหนาแค่ครั้งเดียว สำหรับฉันเจ็บแล้วจบ จบอย่างไม่ต้องรับรู้เรื่องราวใด ๆ ต่อกัน 

                          หากแต่เจ้านางต้องทรงบาดเจ็บถึงสองครั้งกับชายคนเดียวกัน ฉันได้ยินเสียงจากในใจของพระองค์หลายเสียง โกลาหลไปหมด ทั้งเสียงที่มาจากจิตใจที่ดียินดีกับเขา เสียงที่ตอกย้ำว่าโดนทรยศหักหลังเป็นครั้งที่สอง เสียงร้องไห้ปานบาดเจ็บเจียนตาย และเสียงที่บอกให้ลุกขึ้นมาเพื่อทำงานที่ค้างให้เสร็จ 

                         “ตลอดเวลาข้ามัวแต่ยุ่งกับราชกิจ และเห็นท่านอยู่ใกล้ ๆ ตลอดเวลา ข้าไม่ได้คิดถึงความรักความผูกพันธ์ที่ท่านมีต่องนางที่ท่านรักจนมีบุตรด้วยกัน นับแต่นี้ข้าคงให้ท่านอยู่ข้างกายไม่ได้อีกแล้ว ข้าเจ็บปวดเกินหว่าจะเห็นหรือได้ยินชื่อของท่าน หากในแม่น้ำนี้ยังมีจรเข้อยู่เช่นเดียวกับวันนั้น คนที่ควรจะโดดลงไปคือข้า ไม่ใช่พวกท่าน” 

                          พระองค์ทรงกรรแสงอย่างหนัก เดี๋ยวหยุดเหม่อมองเดี๋ยวร้องไห้ คล้ายคนเสียสติที่ติดอยู่ในความดำมืด จนพระจันทร์เคลื่อนตัวสูงขึ้นจนเกือบถึงกลางฟ้า  จึงทรงเดินออกมาและรับสั่งว่า 

                             “เรากลับพระมหาราชวังกันเถอะ และห้ามพวกเจ้าแพร่งพรายเรื่องที่รู้มานี้ให้ผู้อื่นทราบ” 

                             เมื่อเข้าไปยังพระมหาราชวัง ทรงเห็นพระเจ้าหรรษาชยวรมันต์ อำมาตยนายก ขุนหลวงลาภวัตมนตรี ขุนหลวงนทฤทธิเดช อำมาตย์กฤตธรรมฤทธิ์ อำมาตย์สมุตรมนตรี และอำมาตย์ชั้นล่าง ๆ อีกนับสิบรายนั่งประชุมอย่างพร้อมเพรียงกัน นั่นแสดงว่ายังมีขุนหลวงที่หายไปอีกครึ่งหนึ่ง มีอำมาตย์ที่หายไปนับสิบ 

                           “เหตุใดเสด็จพ่อยังทรงงานอยู่เพคะ ค่ำมากแล้วและเหล่าเสนาอำมาตย์ก็มีเพียงไม่กี่คน” 

                           “เพราะเหล่าปวงอำมาตย์ทั้งหลายที่รอดพ้นจากแผ่นดินสั่นเมื่อวานและคลื่นยักษ์เมื่อเช้าเหลือเพียงเท่านี้ เราสูญเสียพวกเขาไปหลายคนและอีกหลายคนที่บาดเจ็บอยู่ คงต้องให้เจ้าจัดที่พักในมหาวิหารเอาไว้ให้คนเหล่านี้และบรรดาผู้รักษาอีกหลายเพลา” 

                           “แม่บอกให้หยุดพักกินข้าวก็ไม่มีผู้ใดกิน สำรับคาวหวานยกเข้ายกออกหลายหนแล้ว 

                           “ทุกคนกำลังเครียด คงไม่มีใครกินอะไรลงดอกเพคะเสด็จแม่ แล้วท่านเองแข็งแรงพอแล้วหรืออย่างใด จึงเสด็จมาดูแลเช่นนี้” 

                             เจ้านางเดินไปประคองพระมเหษีเทวีนทีนาถ เพื่อให้กลับไปนั่งยังแท่นประทับท้องพระโรงด้านใน 

                             “เกิดอะไรขึ้นกับเจ้าศศิพิน ทำไมหูตาจมูกบวมเยี่ยงนั้น สิ่งใดทำให้ลูกแม่ต้องร้องไห้หนักขนาดนี้” 

                             พระมเหษีเทวีนทีนาถเอื้อมมือลูบไล้ใบหน้าพระธิดา ส่งผลให้น้ำตาที่กั้นไว้ต้องหลั่งไหลลงมาอีกครั้ง 

                             “ลูกไปที่ตลาดหน้าพระราชวังมาเพคะ” 

                             เจ้านางทรงเลี่ยงที่จะตอบคำถาม แต่คำตอบนี้ก็เป็นที่เข้าใจได้สำหรับพระมเหษีเทวีนทีนาถ 

                             “คืนนี้ลูกขอกลับเข้าพระมหาวิหารนะเพคะเสด็จแม่” 

                             ทรงยกมือป้ายน้ำตาและกล่าวด้วยน้ำเสียงเด็ดเดี่ยว  

                             “ดูแลและระวังตัวเองด้วยนะลูก” 

                             “เพคะเสด็จแม่ ต่อแต่นี้ลูกจะดูแลตัวเองให้ยิ่งกว่าเดิม” 

                             กล่าวจบก็ทรงเดินนำมะลิมาศไปตามเส้นทางที่จะเข้าสู่พระมหาวิหาร เมื่อข้ามสะพานมาแล้ว จึงหันไปสั่งให้นางกลับไปอยู่ที่บ้านเพื่อดูแลครอบครัว 

                             “มะลิมาศเอ๋ย เจ้าเองก็มีพ่อแม่ และคนที่เจ้ารักต้องดูแล แต่เจ้าเอาเวลาทั้งหมดมาอยู่กับข้า ดูแลข้า ข้าไม่รู้จะตอบแทนเจ้าได้เยี่ยงไร สักครู่ข้าจะเข้าภายในมหาวิหารแล้ว เจ้าให้นายเวรคุ้มกันกลับเรือนไปหาพวกเขาสักมื้อเถิด พรุ่งนี้หลังเพลเจ้ากินของเช้าร่วมกับครอบครัวเสร็จแล้ว ค่อยมาหาข้า” 

                             “แต่หม่อมฉันเป็นห่วงเจ้านาง ขอหม่อมฉันอยู่รับใช้เถิดเพคะ” 

                             “ข้าอยากอยู่คนเดียว เจ้าคงเข้าใจ” 

                             พูดจบทรงปลดสไบสีกลีบบัวที่คล้องอยู่ห่มให้นาง  ทั้งสองคนนั่งลงยังพื้นดินกอดกันร้องไห้ 

                             เมื่อแยกจากมะลิมาศ เจ้านางทรงสั่งนายเวรที่ดูแลวิหารทั้งสองคน  

                             “เจ้าแยกหมู่คนเจ็บและผู้รักษารวมทั้งบรรดาญาติพี่น้อง ให้เข้าประตูเล็กด้านวิหารส่วนซ้ายเท่านั้นนะประตูกลางห้ามคนเข้าออก ยกเว้นคนที่มาจากเสด็จพ่อ เสด็จแม่ หรือทั้งสองพระองค์ ห้ามใครเข้าไปในมหาวิหารในค่ำคืนนี้เด็ดขาด แล้วเจ้าไปตามนายเวรเพิ่มขึ้นอีก 2 นาย ให้เฝ้าด้านข้างมหาวิหารส่วนขวาที่ติดกับลำธารป้องกันคนที่จะเข้าไปยังด้านหลังมหาวิหารของข้า” 

                             “พะยะค่ะ” 

                             นายเวรกำลังจะอ้าปากรายงาน แต่เจ้านางก็หันตัวเดินไปอย่างรวดเร็ว จึงไม่ทันได้ฟังว่ามีใครอยู่ในมหาวิหารในยามนี้ 

                             เมื่อเข้าไปในมหาวิหารทรงก้มกราบพระพุทธรูปปางนาคปรก องค์ประธานของมหาวิหารนี้ แล้วซบลงกับมือร้องไห้ด้วยเสียงที่ดัง ปลดปล่อยความทุกข์ทั้งหลายออกมากับน้ำตา หมอบราบให้กับโชคชะตาของตัวเอง  สักพักใหญ่ เมื่อเสียงร้องไห้สงบลง ก็มีเสียงหนึ่งดังขึ้น 

                             “เจ้านาง” 

                             เป็นเสียงที่คุ้นเคยยิ่งนัก ทรงรีบหันมาแล้วก้มกราบราบไปกับพื้นอีกครั้ง 

                             “ลูกเจ็บปวดยิ่งนักท่านมหาเถรสังฆราช” 

                             “เจ้าเจ็บเพราะเจ้ายังหวัง ยังยึดถือว่าเป็นของตน หวังว่าทุกอย่างจะไม่เปลี่ยนแปลง แต่เจ้ากลับแสดงออกในทางที่ตรงข้าม ทุกชีวิตมีกรรมของตัวเองทั้งนั้น อำมาตย์มนตรีรณกฤตสันตเดโชชัยและนางรำเพยก็อาจไม่ได้มีความสุขอย่างที่เจ้าคิด แต่ทั้งสองคนต่างก็มีกรรมที่ทำร่วมกันมา เจ้าเองอาจไม่มีวาสนาต่ออำมาตย์มนตรีรณกฤตสันตเดโชชัยต่อให้เขาไม่มีนางรำเพยหรือหญิงอื่นใดก็เป็นได้” 

                             เจ้านางทรงนั่งพับเพียบตัวตรง น้ำตาหยุดไหลแล้ว 

                      “เจ้าเป็นคู่หมายกันมาแต่เด็ก หากมีวาสนาต่อกันคงได้ครองคู่กันแล้ว ตลอดเวลาที่ผ่านมา เจ้าเองต่างหากที่ประสงค์จะไม่ครองคู่ปฎิเสธที่จะทำพิธีครองคู่ร่วมกับอำมาตย์มนตรีรณกฤตสันตเดโชชัยไม่ใช่หรือ เจ้าเองก็มีสิ่งตกค้างในใจ แล้วใยวันนี้จะต้องเสียใจเยี่ยงนี้” 

                      ฉันรู้สึกได้ว่าเจ้านางเริ่มตั้งสติได้มากขึ้น 

                     “การที่เจ้าบ่ายเบี่ยงมาโดยตลอดนั้น เจ้าเองก็ไม่ได้เข้าใจดอกว่าอำมาตย์มนตรีรณกฤตสันตเดโชชัยรู้สึกอย่างใด เจ้าจะเก็บเขาเอาไว้ข้างกาย ไม่ให้เขาต้องมีเส้นทางของตัวเองในวันที่เจ้าปฎิเสธการดูแลจากเขาโดยไม่ต้องนึกถึงทุกข์สุขของเขาเช่นนั้นหรือ  หากเขากลับมาอธิบายกับเจ้า ให้เหตุผลกับเจ้าและบิดามารดาของเจ้า เจ้าคิดว่าจะสามารถเอาเขาไว้ข้างกายเช่นเดิมได้หรือไม่” 

                      เจ้านางทรงสงบนิ่งมากขึ้นกว่าเดิม ไม่ได้ตอบสิ่งใดมีเพียงแววตาที่เปลี่ยนไป แต่คำตอบที่อยู่ในใจนั้นคงมีแต่ฉันกับท่านมหาเถรสังฆราชเท่านั้นที่ได้ยิน 

                     “เช่นนั้นเจ้าจงทำหน้าที่ของเจ้านางแห่งแคว้นรัฎฐณสุวรรณให้เต็มที่ ให้ทันต่อเภทภัย หายนะที่จะตามมา ความเข้มแข็งครั้งนี้ของเจ้าจะช่วยผู้คนได้อีกหลายชีวิต และช่วยให้แคว้นของเจ้าไม่ต้องสูญสลายหายไปกับกาลเวลา” 

                           “เจ้าค่ะท่านมหาเถรสังฆราช หม่อมฉันขอเวลาจัดการตัวเองในค่ำคืนนี้ และจะทำหน้าที่ที่ได้รับติดตัวมาให้เต็มที่” 

                      พูดจบเจ้านางก็ก้มลงกราบ แล้วขยับถอยไป ลุกขึ้นเดินไปยังสวนด้านหลังมหาวิหาร 

                      “เจ้าได้เห็นทั้งสิ่งที่ตั้งอยู่ทั้งหลาย ความเจริญรุ่งเรืองอันเป็นที่สุดจนกระทั่งใกล้ถึงเวลาที่สูญสลายแล้ว ต่อไปเจ้าก็จะได้รับรู้กรรมที่เจ้านางไม่ได้ทรงอยากกระทำแต่เมื่อต้องกระทำ นางก็ทำอย่างเต็มที่ภายใต้หัวใจที่แหลกสลายครั้งที่สอง การณ์ที่นางกำลังจะทำนี้เป็นบาปใหญ่หลวงนัก และเป็นสาเหตุที่ทำให้นางตั้งสัตย์อธิษฐานว่า ขอให้นางลืมภพลืมชาตินี้ให้สิ้น ขอให้ภพชาติที่ต้องกำเนิดเกิดมาเป็นเพียงผู้หญิงธรรมดา อย่าได้ต้องมีทุกสิ่งทุกอันเป็นเช่นชาตินี้” 

                     “แล้วเหตุทั้งหมดที่ต้องรู้ในครั้งนี้ ข้าเองจะต้องอโหสิกรรมให้ใคร ข้าไม่เข้าใจว่าข้าต้องมารับรู้ทำไม การอโหสิกรรมต่อสถานที่ต่อสรรพสัตย์ต่อบุคคลที่ข้าทำร้ายทั้งที่ตั้งใจและไม่ตั้งใจข้าก็อุทิศส่วนกุศลทั้งหมดจากการเจริญวิปัสสนาในครั้งนี้ให้หมดแล้ว ทำไมข้าถึงยังกลับไม่ได้” 

                           “เพราะมีดวงวิญญาณอีกหลายดวงที่โยมต้องกลับมาปลดปล่อย พวกเขารอเจ้ามาเป็นพันปี ทำตามคำสั่งของเจ้ามาเป็นพันปี รออีกไม่นานเจ้าก็จะรู้และเข้าใจ เวลาของเจ้าก็จะสิ้นสุดกันกับภพนี้และคืนสู่สภาพกรรมในภพของเจ้าต่อไป” 

                            พูดจบท่านมหาเถรสังฆราชก็หลับตาและเข้าวิปัสนาญาณเกือบจะทันที ฉันนั่งตรงนั้นเงียบ ๆ ชั่วครู่ จึงเดินตามเจ้านางไป 

                            ภาพที่ฉันเห็นคือภาพที่ชินตา พระองค์ทรงนั่งอยู่ริมลำธาร เพียงแต่วันนี้ไม่มีดอกบัวให้พับทรงทำแค่เพียงเอามือละสายน้ำเพื่อสัมผัสความเย็น ฉันนั่งลงซ้อนทับร่างของเจ้านาง เพื่อหวังว่าจะได้แบ่งปันความทุกข์โศกครั้งนี้มาให้ฉันได้บ้าง และครั้งนี้ฉันคิดถูก ทันทีที่ร่างซ้อนกัน ความเศร้าสร้อยหดหู่ทั้งหลายก็เข้ามาในใจฉัน มันเสียใจจนฉันแทบทนไม่ไหว นี่ขนาดครึ่งเดียวเองนะ ในขณะที่ฉันกำลังเคียดแค้นคนที่ทำให้ต้องเจ็บขนาดนี้อยู่นั้น ก็มีเสียงดังเข้ามาในสมองว่า 

                             “ลูกนก เจ้าทำเกินกว่าหน้าที่ที่เจ้าต้องทำ นี่ไม่ใช่เรื่องที่เจ้าต้องทำ เป็นวิบากกรรมของเจ้านางเอง เจ้าถอยออกมา ทุกอย่างจะมีทางออกของมันเสมอ” 

                             ฉันจึงถอยออกมาแล้วลุกขึ้น อาการทุกข์ทั้งหลายคลายลง เช่นเดียวกับที่ฉันเองก็รู้สึกว่าเจ้านางคลายลงเช่นกัน 

                             อยู่ดี ๆ เจ้านางก็เปลี่ยนท่านั่งเพื่อเข้าสมาธิ ทรงพยายามกำหนดลมหายใจแล้วมองไปที่ภูเขาเบื้องหน้า จิตวิญญาณหลายดวงปรากฎให้เห็นเป็นดวงไฟตั้งแต่ทางขึ้นเชิงเขาสุดสายตาทางด้านขวาไล่ไปจนถึงลานหิน และเลยไปที่พุน้ำ ร่างของเจ้านางกระตุกและค่อย ๆ ออกจากสมาธิ ลางร้ายนี้อาจจะบอกให้เจ้านางรู้ถึงชะตากรรมที่อาจจะเกิดขึ้นต่อหมู่คณะของอำมาตย์สุรกฤตชัยศรี และอำมาตย์กฤตนทีชัยชัยชาญ ที่เดินสำรวจเข้าไปยังพื้นที่ลุ่มแห่งนั้น ทรงค่อย ๆ ถอยออกจากสมาธิ   

                             เมื่อลืมตาขึ้นก็ต้อองตกใจอีกครั้งเช่นเดียวกันกับฉัน เพราะมีพราห์มเฒ่าแต่งกายชุดขาวตัดกับความมืดมิดที่อยู่รอบกาย ตัวสูงใหญ่ยืนอยู่ฝั่งตรงข้ามกับเจ้านาง แม่จะอยู่ห่างขาดลำน้ำกั้นและเป็นเวลากลางคืนที่ไม่มีแสงใดเลยนอกจากแสงจันทร์ แต่ทั้งฉันและเจ้านางรับรู้ว่าพราห์มผู้นั้นจ้องมองมาที่เราสองคน 

                             “อย่ามัวแต่โศกเศร้าอยู่กับเรื่องของตน เจ้ามีหน้าที่ต่อผู้คนเมืองนี้ที่ต้องช่วย เจ้ามีกรรมต่อเมืองนี้ที่ต้องรักษาเอาไว้ไม่ให้สูญสลายอย่างที่ผู้คนรุ่นต่อไปจะรับรู้ เจ้าต้องรักษาทรัพย์สินทั้งหลายทั้งปวงเอาไว้ให้กับคนที่มีบุญบารมีมากพอใช้ฟื้นฟูเมืองของเจ้า” 

                             ฉันกับเจ้านางเปลี่ยนท่านั่งเป็นพับเพียบและกราบลงกับพื้นทั้งที่ไม่รู้ว่าพราห์มเฒ่านั้นคือใคร 

                             “ข้าอยู่ที่นี่ มองเห็นทุกอย่างจากที่นี่ตั้งแต่เป็นที่อยู่ของเหล่านาคทั้งหลายจนสิ้นอายุขัยของเมือง เรื่อยมาจนมาถึงพวกเจ้าและต่อไปจากนี้อีกนับพันปี เจ้าจะต้องขึ้นไปค้นหาแผ่นดินใหม่ที่ทำกินได้นั้นด้วยตัวเจ้าเอง ในครั้งนี้ขอให้เจ้าเอาคนที่เกิดในนักษัตรมะโรงตามขึ้นไปด้วย 5 คน สาวพร์มจรรย์อีก 1 คน งานของเจ้าจึงจะเสร็จเรียบร้อย และรักษาผู้คน บ้านเมือง สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายเอาไว้ได้ จงรีบทำให้ไวข้าช่วยเจ้าได้เท่านี้” 

                             กล่าวจบพราห์มเฒ่าก็เดินหายเข้าไปในความมืดของต้นไม้ ฉันกับเจ้านางก้มลงกราบลงกับพื้น 

เมื่อเงยหน้าขึ้นเจ้านางที่อยู่ในเครื่องทรงที่มีผ้านุ่งยาวถึงข้อเท้าทิ้งชายด้านหน้าและห่มด้านบนปิดบังช่วงอกด้วยผ้าเนื้อบางเบาสีชมพูเข้ม ทรงถอดทับทรวงแผ่นกลมขนาดใหญ่ไว้ที่ริมน้ำ แล้วเดินลงไปยังลำธารนั้นจนเสมอแค่คอ ทรงยืนนิ่งและหลับตา สายน้ำที่เยียบเย็นนั้นอาจจะช่วยลดความร้อนรุ่ม ความแค้น ความริษยา ความโศกเศร้าเสียใจต่าง ๆ ให้กับหัวใจของเจ้านาง  

                             ฉันลองจับไปที่ดอกพุด ซึ่งก็คงคว้าได้แต่อากาศ แต่ฉันอยากเด็ดดอกพุดที่มีอยู่เต็มสวนนี้ลอยบูชาพระแม่คงคาและแสงจันทร์ทราเบื้องบน ที่เหมือนจะส่องตรงลงมาที่เจ้านางจนเกิดประกายสว่างกว่าบริเวณอื่น 

                             แต่ครั้งนี้ฉันคาดการณ์ผิด เหมือนฉันมีกายหยาบที่สามารถจับสิ่งใดก็ได้  ฉันจึงเด็ดดอกพุดลอยลงน้ำ หลาย ๆ ดอกและค่อย ๆ นำดอกพุดที่คิดว่าสวยที่สุด 3 ดอก เดินลงไปในลำน้ำที่เย็ดจัดเพื่อส่งให้เจ้านางด้วยมือของฉันเอง เราสองคนยืนหันหน้าให้กัน ยิ้มให้กัน และกอดกันในลำน้ำท่ามกลางแสงจันทร์ 

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น