บัวมาลัย
email-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

วิบัติของแผ่นน้ำ

ชื่อตอน : วิบัติของแผ่นน้ำ

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย ลึกลับ,สืบสวน สอบสวน

คนเข้าชมทั้งหมด : 55

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 19 ต.ค. 2562 21:13 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
วิบัติของแผ่นน้ำ
แบบอักษร

วิบัติของแผ่นน้ำ 

 

                             ความโกลาหลในห้องท้องพระโรงที่กึกก้องไปด้วยเสียงที่แสดงความตกใจทั้งของนายเวร ขุนทหาร อำมาตย์ต่าง ๆ ไม่เว้นแม้แต่นางกำนัลที่ติดตามพระมเหษีเทวีนทีนาถ และเจ้านางศศิพินทุเทวีที่กรีดร้องตกใจถลามารับผู้เป็นนายของตนไม่ให้ต้องร่วงหล่นหรือล้มไป  

               ผู้คนที่อยู่ภายในท้องพระโรงแห่งนี้เสียการทรงตัว ซวนเซ ฉุดดึงกันจนล้มดูชุลมุนวุ่นวาย ท่ามกลางความชุลมุนนั้น แท่นที่ใช้วางกระบะแผนที่ ก็สั่นคลอนรวมกับการที่คนเข้ามาล้มโดนบ้างหรือชนบ้างจนเป็นเหตุให้กระบะไหลหล่นลงมาจากแท่นเทลงสู่พื้นท้องพระโรง 

                             เสียงนกกา ร้องก้องดังไปทั่ว จนฉันสดุดคิดไปว่าก่อนจะเกิดภาพเหตุการณ์นี้ ฉันได้ยินเสียงร้องของเหล่านกกาบ้างหรือไม่ 

                             ใช้เวลาเกือบ 15 นาที ทุกอย่างจึงกลับคืนสู่สภาพปกติ ไม่มีการสั่นไหวขนาดที่ทำให้ต้องเสียการทรงตัว หรือข้าวของต้องร่วงหล่นเช่นเมื่อครู่ที่ผ่านมา  ต่างฝ่ายต่างสำรวจสภาพร่างกายของตนเองและผู้อื่นที่อยู่ใกล้ ท่ามกลางความโกลาหลเมื่อสักครู่ เจ้านางศศิพินทุเทวีจึงได้รู้ว่าผู้ที่เอาลำตัวปกป้องเจ้านางและพระเจ้าหรรษาชยวรมันต์ และช่วยไม่ให้พระมารดาของนางต้องร่วงหล่นไปคืออำมาตย์มนตรีรณกฤติสันตเดโชชัย 

                             ตอนนี้ทุกคนในท้องพระโรงต่างค่อย ๆ คลายการยึดจับจากสิ่งที่ตัวเองเหนี่ยวรั้งไว้ แล้วขยับกายเข้ามาตรงกลางท้องพระโรง ซึ่งพระเจ้าหรรษาชยวรมันต์ พระมเหษีเทวีนทีนาถ เจ้านางศศิพินทุเทวี และอำมาตย์มนตรีรณกฤติสันตเดโชชัย ยืนอยู่ตรงกลางห้องมองไปยังกระบะแผนที่ที่หล่นล้มจนกลายเป็นกองดินกลองทรายอย่างตื่นตะลึง 

                             เสียงโขลนในท้องพระโรงประกาศว่าให้ทุกคนนั่งอยู่ในอาการสงบเพื่อรับฟังพระราชโองการของพระเจ้าหรรษาชยวรมันต์ต่อไปดังขึ้น เสียงต่าง ๆ ในห้องจึงเงียบลง ผู้คนในห้องบางคนมีบาดแผนที่ศรีษะ หน้าผาก จึงมีรับสั่งให้หมอหลวงนำตัวไปทำแผลและเจียดยาให้ไปกินที่เรือนของตน 

                             บางคนที่ผมเผ้าเกล้ารัดหลุดล่วง เต็มไปด้วยฝุ่นที่ล่วงลงมาจากหลังคา ก็มีรับสั่งให้ออกไปแต่งตัวให้เรียบร้อยแล้วกลับบ้านเรือนของตนไป 

                             จึงเหลือเพียงไม่กี่คนในท้องพระโรง ที่มีสภาพพร้อมที่จะทำงานต่อไปได้ ซึ่งแน่นอนว่าหนึ่งในนั้นคืออำมาตย์มนตรีรณกฤติสันตเดโชชัย 

“อำมาตย์สมุตรมนตรี ท่านยังอยู่ในห้องนี้หรือไม่” 

พระเจ้าหรรษาชยวรมันต์ ตรัสเรียกหาทันทีที่นางกำนัลจัดแต่งพระองค์ใหม่เรียบร้อยแล้ว 

“ยังอยู่พะยะค่ะ” 

อำมาตย์สมุตรมนตรีขานรับ แม้เนื้อตัวจะไม่มีบาดแผลหรือสภาพการแต่งกายที่หลุดหลุ่ยเช่นคนที่ต้องออกไปจากท้องพระโรง แต่เนื้อตัวก็เต็มไปด้วยฝุ่นผง 

                             “เจ้าไปจัดการตัวเองให้เรียบร้อยแล้วออกไปสำรวจแคว้นทั้งหมดว่ามีแผ่นดินสั่นทั่วทั้งแคว้นหรือแค่เพียงเขตเมืองนี้ และมีอะไรเสียหายร้ายแรงปานใดบ้าง” 

                             “พะยะค่ะ” 

                             อำมาตย์สมุตรมนตรีค่อย ๆ คลานออกไปจากท้องพระโรง พระเจ้าหรรษาชยวรมันต์ทรงหาหาอำมาตยนายก โขลนเฝ้าท้องพระโรงจึงรายงานว่า  

                             “ท่านอำมาตยนายก ได้รับบาดเจ็บมีเลือดออกจากกาย จึงกลับออกไปพร้อมหมอหลวงพะยะค่ะ” 

                             “เหตุการณ์ครั้งนี้ส่งสัญญาณให้รู้ว่า เราต้องเร่งดำเนินการทุกอย่างให้เร็วขึ้นแล้วเพคะท่านพ่อ ไพร่ฟ้า ข้าไท คงตกใจเสียขวัญ ผีไร่ผีนาผีทุ่งผีท่า คงเตลิด ลูกขอเร่งการสำรวจพื้นที่บนภูเขาให้เร็วขึ้นได้มั้ยเพคะเสด็จพ่อ” 

                             เจ้านางศศิพินทุเทวีหันไปหาพระราชบิดาที่ตอนนี้ความวิตกกังวล ความห่วงใยต่อแคว้นที่ปกครองทำให้ทรงดูชราภาพมากกว่าตอนที่เริ่มต้นเข้าสู่ข้อราชการเมื่อไม่กี่เพลาที่ผ่านมาในเช้าวันนี้มากยิ่งนัก 

                             “หากจะเร่งขึ้นไปบนภูเขา ยามนี้พ่อคงให้อำมาตย์มนตรีรณกฤติสันตเดโชชัยขึ้นไปไม่ได้ เพราะการเร่งสำรวจความเสียหายและฟื้นฟูแผ่นดินเบื้องล่างก็เร่งด่วนเช่นกัน เจ้ามอบหมายอำมาตย์มนตรีคนอื่น ๆ ไปทำการแทนก่อนได้มั้ยศศิพิน” 

                             “ได้เพคะเสด็จพ่อ แต่ลูกขอเป็นคนนำการขึ้นสำรวจครั้งนี้ด้วยตนเอง ขอเสด็จพ่อเสด็จแม่โปรดประทานอนุญาตด้วยเพคะ ทุกอย่างในยามนี้เร่งด่วนหมด เราจะมัวรอกันไม่ได้ ต้องเร่งที่จะหยัดยืนให้ได้ ไพร่ฟ้าข้าไทจะได้มีที่ยึดเหนี่ยวเพคะ” 

                             “พรุ่งนี้ให้บรรดาขุนหลวงและอำมาตย์ทั้งหลายรายงานเรื่องราวที่ตัวเองสำรวจ เพื่อเตรียมหาทางแก้ไข หากไม่มีอะไรต้องกังวลมากพ่อจึงจะอนุญาตเจ้าได้ศศิพิน” 

                             ในยามนี้ดูทีว่าพระเจ้าหรรษาชยวรมันต์ทรงเด็ดเดี่ยวและเข้มแข็งมากกว่าปกติ ตรัสเสร็จก็ทรงเดินกลับเข้าท้องพระโรงชั้นใน พระมเหษีเทวีนทีนาถและนางกำนัลจึงเสด็จตาม 

                             ในท้องพระโรงจึงเหลือเพียงอำมาตย์มนตรีรณกฤติสันตเดโชชัย เจ้านางศศิพินทุเทวี และนางกำนัลผู้ใกล้ชิด ท่ามกลางบรรยากาศที่ยังมีฝุ่นคลุ้งตลบไปในท้องพระโรง อำมาตย์มนตรีรณกฤติสันตเดโชชัยและเจ้านางศศิพินทุเทวีต่างก็เดินตรงมาที่กระบะแผนที่ แล้วช่วยกันเก็บซากต่าง ๆ ลงในผืนผ้าที่นางกำนัลนำมาปูรอไว้อย่างเงียบ ๆ 

               หลังจากเก็บซากของสิ่งที่เคยประกอบกันเป็นแผนที่จำลองของแคว้นรัฏฐณสุวรรณเรียบร้อยแล้ว อำมาตย์มนตรีรณกฤติสันตเดโชชัยก็ห่อผ้านั้นผูกไว้ เตรียมนำกลับออกไป 

                             “เจ้านางไม่ต้องกังวลพระทัยไปนะพะยะค่ะ กระหม่อมจะนำไปสร้างมาถวายให้ใหม่ภายในวันพรุ่งนี้” 

                             “ไม่เป็นไรหรอกท่านรณกฤต ภาระที่ท่านต้องทำมากมายนัก และข้าคิดว่ามีสิ่งอื่นที่เราต้องรีบดำเนินการให้เสร็จเร็วขึ้นกว่าเดิม ข้าอาจรอท่านเสร็จภารกิจที่เสด็จพ่อมอบหมายให้ไม่ได้ คิดว่าจะนำหน้าท่านขึ้นไปบนนั้นก่อน” 

                             “ขอเจ้านางทรงโปรดเถิดเพะยะค่ะ รอข้าพเจ้าอีกเพียงไม่กี่ค่ำเช้า ข้าพเจ้าขอถวายอารักขาและร่วมเดินทางไปยังพื้นที่ลุ่มพร้อมกันกับท่าน” 

                             “จะทำเช่นนั้นได้อย่างไรล่ะท่านรณกฤต ท่านก็เห็นว่าเกิดอะไรขึ้นกับแคว้นของเราบ้าง เสด็จพ่อไม่วางพระทัยใครได้มากกว่าท่านดอก ส่วนการขึ้นไปยังข้างบนนั้นท่านก็ให้คนของท่านเตรียมสถานที่และเดินทางล่วงหน้าไปอยู่แล้ว ส่วนข้าเป็นเพียงผู้ที่เดินตามไปทีหลังพร้อมกำลังทหารชุดใหม่ที่ไม่ได้อ่อนล้าเช่นชุดเดิม เพลาผ่านมาจนป่านนี้หากข้างบนเกิดเหตุอันใดขึ้นย่อมมีคนส่งข่าวมาให้เราทราบแล้ว ท่านอยู่ช่วยข้าเจ้า บ่าวไพร่ เบื้องล่างนี้กับเสด็จพ่อของข้าเถิด” 

                             เป็นครั้งแรกหลังจากวันที่เขาได้ฝังทุกอย่างไว้ที่ใต้ต้นคูนข้างมหาวิหาร ที่เจ้านางทรงพูดคุยกับเขาได้นาน ๆ อีกทั้งยังเป็นการพูดคุยด้วยดีกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา สร้างความสบายใจและมีแสงสว่างเกิดขึ้นในใจของอำมาตย์มนตรีรณกฤติสันตเดโชชัย ซึ่งเขาเองก็ไม่รู้ว่าแสงสว่างที่เกิดขึ้นนี้ ความปิติที่เกิดขึ้นนี้มันคืออะไร 

                             “บนพื้นดินยังสั่นสะเทือนขนาดนี้ หากเป็นข้างบนนั้นแรงสั่นสะเทือนจะยิ่งมากกว่านี้ หม่อมฉันอาจเสียงานทั้งบนแผ่นดินนี้และเบื้องสูงบนภูเขาแห่งนั้น เพราะความพะวงเป็นแน่ขอเจ้านางทรงไตร่ตรองและเมตตาข้าพเจ้าด้วยเถิด” 

                             “เรายังพอมีเวลาคิดกันอยู่อีกเล็กน้อย ขอข้าได้ฟังรายงานทั้งหมดในข้อราชการวันพรุ่งนี้แล้วเราค่อยวางแผนร่วมกัน” 

                             ทรงยิ้มอ่อน ๆ ให้กับอำมาตย์มนตรีรณกฤติสันตเดโชชัย เป็นรอยยิ้มที่เขาบอกตัวเองว่าต่อให้ต้องบุกน้ำลุยไฟอีกมากขนาดไหนเขาก็ยินดีทำด้วยความเต็มใจ  เขายิ้มตอบกลับให้เจ้านางด้วยรอยยิ้มกว้างสดใสวิบวับไปถึงดวงตา แต่แล้วอยู่ดี ๆ สิ่งที่สว่างสดใสนี้ก็หยุดลงอย่างกระทันหันและเริ่มหมองลงจนเจ้านางเองทรงแปลกพระทัยว่าสิ่งใดที่กระทบความคิดของ “เจ้าพี่” จนทำให้ใบหน้าที่เจิดจ้าด้วยรอยยิ้มมัวหมองลงได้อย่างทันทีทันใด 

                             สิ่งที่อำมาตย์มนตรีรณกฤติสันตเดโชชัยต้องวิตกกังวลจนทำอะไรไม่ถุก ไม่ได้มีแค่ข้อราชการที่ได้รับมอบหมายจากพระเจ้าหรรษาชยวรมันต์และภารกิจเดินทางต่อบนภูเขาที่ค้างไว้ หากแต่ยังมีสิ่งที่รอให้เขาตัดสินใจอยู่ที่บ้านอีกด้วย สิ่งที่ทำให้เขาทั้งปลาบปลื้มและกังวล ตลอดชีวิตของเขาไม่เคยต้องเผชิญสถานการณ์ที่ต้องตัดสินใจอะไรยากเท่านี้มาก่อนเลย 

                             “ข้าจะกลับพระมหาวิหารแล้ว มะลิมาศ” 

                             เจ้านางทรงเรียกนางกำนัลคนสนิทเพื่อเตรียมออกจากพระมหาราชวังไปยังมหาวิหารของพระนาง ที่ซึ่งการเดินทางไม่ได้สะดวกเช่นที่เคยมา ด้วยตอนนี้มีลำธารคั่นไว้ และต้องเสด็จผ่านสะพานที่ยังสร้างไม่เสร็จสมบูรณ์นัก 

                             “ข้าพเจ้าขอตามส่งเสด็จด้วยนะพะยะค่ะ” 

                             เจ้านางไม่ได้ตอบอะไร เดินนำหน้าไปเงียบ ๆ ฉันรับรู้เสียงในใจของเจ้านางได้ว่า สิ่งที่ทำให้เจ้าพี่ต้องทรงหุบยิ้มและดูเคร่งเครียดวิตกกังวลคืออะไรหนอ ต้องเป็นสิ่งที่สำคัญมากจนเจ้าพี่ไม่สามารถควบคุมอาการได้ การเดินทางจากพระมหาราชวังไปยังมหาวิหารจึงเงียบกริบ ไม่มีเสียงพูดคุยจากผู้ใดเลย 

                             กว่าอำมาตย์มนตรีรณกฤติสันตเดโชจะกลับถึงบ้านก็เกือบเพลาพระอาทิตย์ตกดิน เมื่อขึ้นเรือนเขาก็เดินตรงไปยังตั่งยกพื้นในเรือนเล็กซึ่งเป็นพื้นที่พาะของเขา ขุนทหารที่ตามมาแบกถุงผ้าขนาดใหญ่วางอยู่กับพื้น แล้วนั่งรอคำสั่งของผู้เป็นนาย 

                             “เจ้ารื้อในห่อผ้านี้  จะมีไม้แปที่เอาไว้ทำกระบะของแผนที่อยู่ 8 ชิ้น สร้างเป็นกระบะได้สองกระบะขนาดเท่ากัน จงรื้อหาแล้วนำไปประกอบเข้าด้วยกันทำให้แข็งแรงเสร็จเมื่อใดเอามาให้ข้าเมื่อนั้น” 

                             กล่าวจบเขาก็กลับเข้าเรือนของตน สักพักจึงออกมาสมทบยังศาลาทรงสูงกลางบ้าน ที่มีตั่งยกพื้นเช่นเดียวกัน ที่ซึ่งเป็นจุดศูนย์รวมของทุกคนในบ้าน สำรับอาหารตั้งไว้เรียบร้อย รอเพียงเขาเข้ามานั่งร่วมวงเท่านั้น 

                             “เหนื่อยมากมั้ยรณกฤต” 

                             แม่นางจารุศจีเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน เขาเพียงแต่หันมาสบตามารดาแล้วยิ้มอ่อน ๆ ให้ เพราะไม่รู้จะตอบว่าอย่างไร 

                             “กินข้าวกินปลาซะก่อนเถิดลูก” 

                             อำมาตย์มนตรีรณกฤติสันตเดโชดูท่าทางจะไม่อยากกินอะไร เพราะฉันเห็นเขาตักแต่แตงโมแล้วโรยหน้าด้วยของที่เหมือนเกล็ดน้ำตาลเข้มๆ แล้วมีชิ้นส่วนเล็ก ๆ ฉีกป่นคลุกเคล้าเข้ากันไว้ น่าจะเป็นน้ำตาล เกลือ หัวหอมแห้งและปลาแห้งตำคลุกเคล้าเข้าด้วยกัน 

                             “ไม่ลองน้ำพริกกับผักกูดราดหัวกะทินี่หน่อยหรือลูก รำเพยมันตั้งใจทำบอกว่าลูกชอบกิน” 

                             อำมาตย์มนตรีรณกฤติสันตเดโช ถอนหายใจแล้วเอานิ้วล้างลงในชามที่บรรจุน้ำลอยมะนาวที่ฝานเป็นแผ่นบาง ๆ ไว้ เป็นอันรู้กันว่าเขาอิ่มแล้วกับอาหารมื้อนี้ ทั้งที่กินกันไปได้ไม่กี่คำ  แววตาขุนหลวงลาภยศมนตรีที่มองมายังแม่นางจารุศจีแฝงแววตำหนิอย่างชัดเจน 

                             “ข้าไม่เข้าใจเจ้าเลยจารุศจี เจ้าจะต้องเร่งรัดบีบบคั้นอะไรรณกฤตหนักหนา ยามนี้ข้อราชการก็หนักมากมายอยู่แล้ว งานในหน้าที่ที่ลูกต้องรับผิดชอบหนักยิ่งกว่าขุนนางคนอื่น เข้าบ้านเจ้าจะทำให้ลูกได้พักบ้างจะเป็นอะไรเชียวหรือ” 

                             พูดจบขุนหลวงลาภยศมนตรีก็จุ่มนิ้วมือลงในภาชนะข้างตัวที่เตรียมไว้สำหรับล้างมือเมื่ออิ่มจากอาหารแล้วเช่นเดียวกับบุตรชาย 

               “พอกันพ่อลูก คิดว่ามีแต่เรื่องงานกันหรือไงนะที่เร่งด่วน เด็กจะเกิดอีกไม่กี่เพลายังไม่คิดจะเตรียมการณ์อะไร” 

                             แม่นางจารุศจีบ่นอย่างอารมณ์เสียแล้วก็ล้างมือเดินตามสองคนพ่อลูกไปนั่งที่ระเบียงบ้าน ซึ่งแต่ก่อนมองไปจะเป็นลำคลองที่มีเรือพายค้าขายกันตลอดทั้งวัน แต่บัดนี้แม่แต่ก้นคลองยังแห้งดินแตกระแหง ลูกไพร่ ข้าเรือนในบ้านลงไปวิ่งเล่นกันสนุกสนาน 

                             “ถ้าเจ้าเดินตามมาเพื่อจะเอาคำตอบจากลูกในเวลานี้ข้าคงต้องคุยกับเจ้าเป็นจริงเป็นจังแล้วนะจารุศจี” 

                             “เรื่องที่ข้าจะคุยกับท่านและลูกข้าก็คุยเป็นจริงเป็นจังนะท่านพี่” 

                             “ท่านพ่อท่านแม่ไม่ต้องเถียงกันด้วยธุระของลูกหรอก ลูกในท้องรำเพยอย่างไรเสียก็เป็นลูกของข้า ท่านแม่ให้นางมาอยู่เรือนของเจ้านางที่เสด็จกลับแคว้นไปก็เป็นเรื่องที่เหมาะสม ยกย่องนางไม่น้อยหน้าใคร และลูกเองก็มิได้มีหญิงอื่นนอกจากรำพึง แต่ในเวลานี้ไม่ใช่เวลาที่ลูกจะมีงานมงคลใด ๆ ไม่ว่าจะเป็นเพียงภายในครอบครัวหรือประกาศให้ผู้คนทั่วไปได้รับรู้” 

                             “เจ้าเองก็ยกย่องนางเสมอสะใภ้อยู่แล้วไม่ใช่หรือจารุศจี ยามนี้เจ้านางศศิพินทุเทวีมีเรื่องต้องคิด ต้องตริตรองจนแทบไม่ได้เสวยอาหารครบมื้อ เจ้ายังคิดจะทำอะไรให้กระทบน้ำใจนางอีกเหรอ” 

                             “ข้าก็เพียงแค่อยากได้หลานมาอยู่ใกล้ ๆ อยากให้ครอบครัวอยู่กันพร้อมหน้า หม่อมฉันพูดตรงๆว่าใจคอไม่ค่อยจะดีกับเหตุเภทภัยทั้งหลายที่เกิดขึ้นในช่วงนี้ ท่านเป็นผู้ชายยุ่งอยู่แต่ข้างนอก เมื่อเช้าที่แผ่นดินสั่นสะเทือนจนเรือนโยก ข้าวของร่วงหล่น ผู้คนล้ม ในเรือนมีแต่ผู้หญิง คนแก่ คนท้อง และหากเกิดเหตุร้ายอะไรขึ้น อย่างน้อยก็ยังพอหยิบจับช่วยเหลือกันได้ทันเวลา” 

                             “เจ้าจะเอานางสองแม่ลูกมาอยู่บนเรือนเป็นเพื่อน ข้ากับลูกก็คงไม่ห้ามหรอก แต่เรื่องจะต้องโพนทะนาให้บ้านอื่นเรือนอื่นรู้กันนั้น ข้าไม่เห็นด้วย" 

                             “ลูกคิดเช่นเดียวกับท่านพ่อ และตอนนี้ลูกก็มีงานต้องเร่งทำต่อแล้ว ขุนทหารนำกระบะสำหรับทำแผนที่เมืองมาโน่นแล้ว ลูกขอตัว” 

                             ยังมิทันที่อำมาตย์มนตรีรณกฤติสันตเดโชชัย จะลุกขึ้นยืน พื้นเรือนก็สั่นไหวจนเขาทรงกายไม่อยู่ ล้มลงไปและยึดไม้ที่สร้างเป็นที่นั่งตรงขอบระเบียงไว้ เมื่อยึดได้มั่นแล้วจึงรีบไปประคองมารดาของตน เสียงหวีดร้องดังมาจากด้านหลังของเรือนซึ่งเป็นที่พักของบรรดาบ่าว ไพร่ ในบ้าน สักครู่ก็มีเสียง “ครืน” เหมือนของใหญ่ ๆ ล้ม  

                             “เจ้ารีบไปดูนางรำเพยเถอะรณกฤติ แม่อยู่กับพ่อเจ้าได้” 

                             อำมาตย์มนตรีรณกฤติสันตเดโชชัย ค่อย ๆ ไต่ตามผนังเรือนเพื่อไปยังเรือนของรำเพยที่อยู่ไม่ไกลนัก แต่ไม่สามารถไปถึงเพราะแรงสั่นไหวค่อนข้างมากกว่าเมื่อเช้า เท้าที่ค่อย ๆ วางลงเหยียบพื้นไม่ทันมั่นคงก็เซล้มลงอีก แล้วเขาก็หยุดยึดเสาเรือนเอาไว้มั่น สิ่งที่อยู่ในหัวของเขากลับกลายเป็นว่า เจ้านางศศิพินทุเทวีจะเป็นอย่างไรบ้าง ป่านนี้นางคงอยู่ในมหาวิหารตามลำพัง น้องหญิงต้องตกพระทัยและกลัวมากแน่ ๆ นางไม่ได้เก่งกล้า อาจหาญชาญชัยเหมือนอย่างที่แสดงต่อผู้อื่น แต่ยามนี้พี่คงไม่สามารถไปหาน้องหญิงได้ภายในเวลาอันรวดเร็วแน่ 

                             ใช้เวลาสักครู่ ความสั่นสะเทือนทั้งหลายจึงหยุดนิ่ง พื้นระเบียงเต็มไปด้วยใบไม้แห้งที่ถูกเขย่าให้ร่วงหล่นจากต้น เสียง ข้าทาส บ่าวไพร่ ภายในเรือนยังเซ็งแซ่อยู่  

                             “รณกฤตเอาแม่เจ้าเข้าไปนอนในเรือนทีเถิด นางเป็นลมไปแล้ว พ่อจะไปดูด้านหลังของเรือนว่าเกิดอะไรขึ้น” 

                             แม้ผู้ชายกำยำทั้งสองเอง ก็ยังเซจนต้องเอามือกุมที่ศรีษะ เพื่อจัดทิศทางของตัวเอง อำมาตย์มนตรีรณกฤติสันตเดโชชัย สลัดหัวไล่ความมึนงงสักครู่ จึงก้มลงช้อนร่างมารดาขึ้นแล้วเดินไปยังเรือนชั้นใน 

                             เมื่อวางผู้เป็นแม่ลงกับพื้นที่นอนแล้ว เขาก็เดินไปยังเรือนของรำเพยด้วยความห่วงใย ต้องใช้เวลานานกว่าปกติ เขาจึงเดินไปถึงเรือนแห่งนี้ ภาพที่เห็นคืออำมาตย์กฤตธรรมฤทธิ์โอบกอดลูกและเมียไว้พร้อมกับยึดเสาเรือนไว้มั่น สองแม่ลูกส่งเสียงร้องไห้ออกมาให้ได้ยินเบา ๆ 

                             “ท่านอำมาตย์กฤตธรรมฤทธิ์ พารำพึงและภรรยาท่านเข้าไปอยู่กับแม่ข้าในเรือนชั้นในก่อนเถิด เอาหยูกยาเครื่องนอนไปด้วย บ่าวไพร่หญิงของท่านหายไปไหนหมด เรียกมาช่วยกัน ส่วนท่านรีบเข้าไปช่วยท่านพ่อในเรือนด้านหลังเดี๋ยวนี้” 

                             เขากล่าวด้วยเสียงอันดัง บ่าวไพร่หญิงที่กาะเสาเรือนหลบมุมต่าง ๆ จึงค่อย ๆ ออกมา 

                             “รำเพย เจ้าดูแลตัวเองและลูกให้ดีเถิดหนา เจ้ายังมีแม่และแม่ของข้าช่วยดูแล อย่าเพิ่งออกจากเรือนมาหากยังไม่แน่ใจว่าจะเกิดเหตุการณ์ร้ายอะไรขึ้นอีก” 

                             สั่งเสร็จเขาก็กลับมายังเรือนในส่วนของเขา ขุนทหารที่นำกระบะขึ้นมาปล่อยกระบะหลุดจากมือจนไปชนกับโอ่งดินขนาดใหญ่เสียรูปไปอีก เขาเก็บของส่วนตัวแล้วบอกให้ขุนทหารตามเขามา 

                             “เจ้าจะไปไหนรณกฤต”  

                             น้ำเสียงของขุนหลวงลาภยศมนตรีแฝงไว้ด้วยความตื่นตระหนก 

                             “ลูกจะไปมหาวิหารของเจ้านางศศิพินทุเทวี ยามนี้เจ้านางทรงอยู่ในมหาวิหารเพียงลำพัง” 

                             “เจ้ารู้ได้อย่างไร นายเวร ขุนทหาร แล้วยังจะสนมกำนัลของเจ้านางอีกเล่า” 

                             “ลูกไปส่งเจ้านางงเข้ามหาวิหารก่อนจะกลับมาที่เรือน เพลานี้ภายในมหาวิหารไม่มีผู้ใดนอกจากเจ้านาง นายเวร ขุนทหารล้วนแต่เฝ้ายามและถวายการอารักขาภายนอกเท่านั้น ท่านพ่อจะให้ลูกทำเช่นใดหรือเปล่าท่าน” 

                             “ไม่หรอกลูก พ่อเพียงแต่เป็นห่วง ยามหน้าสิ่วหน้าขวานเยี่ยงนี้พ่อก้อยากเห็นว่าทุกคนปลอดภัยอยูบนเรือนของพ่อเท่านั้น” 

                             ขุนหลวงลาภยศมนตรีกล่าวในฐานะของหัวหน้าครอบครัว สักครู่เสียงเซ็งแซ่ก็ดังขึ้น 

                             “เรือนเล็กเรือนน้อยของข้าบ่าวไพร่ทั้งหลายล้มพับไปหลายเรือน ผู้เฒ่าผู้แก่เป็นล้มล้มคลุกไปกับแรงสั่นไหวของแผ่นดิน พ่อจึงให้อำมาตย์กฤตธรรมฤทธิ์ นำผู้คนมารวมกันที่นี่ ยังมีเรือนของเจ้านางว่างอีกหลังหนึ่งพ่อจะให้บรรดานางที่ปรนนิบัติพ่อพ่อลูกจูงหลานมาอยู่ที่เรือนนี้ก่อน ส่วนข้าบ่าวไพร่คนอื่น ๆ คงต้องอยู่ในละแวกนี้ ให้ห่างจากต้นไม้ใหญ่ที่อาจล้มทับได้” 

                             “ตอนนี้คงต้องหุงหากินรวมกันที่นี่ไปก่อนขอรับท่านอำมาตย์มนตรี” 

                             อำมาตย์กฤตธรรมฤทธิ์วางร่างของผู้เฒ่าที่อุ้มมาลงยังชานกลางเรือน บ่าว ๆ คนอื่น ๆ ทยอยนำมาวางตาม แล้วช่วยกันปรนนิบัติพัดวีเพื่อให้ฟื้นคืน 

                             ท้องฟ้าเริ่มค่ำ แสงจากตะเกียงและใต้ที่ถูกจุดตามเรือนต่าง ๆ เห็นเป็นจุดสว่างสีส้มท่ามกลางเซียงเซ็งแซ่ที่แฝงมากับสายลม 

                             “ที่เรือนนี้มีท่านพ่อและอำมาตย์กฤตธรรมฤทธิ์ ลูกเบาใจได้ว่าจะสามารถดูแลทุกชีวิตในเรือนนี้ได้ ลูกขออนุญาตไปทำหน้าที่อีกส่วนหนึ่งของชีวิตลูกด้วยเถิดท่านพ่อ” 

                             “ไปเถอะลูก ระวังตัวด้วย” 

                             ขุนหลวงลาภยศมนตรีเข้าใจความรู้สึกของลูกชายเป็นอย่างดี  แม้ว่าเรื่องราวความสัมพันธ์ระหว่างลูกชายของเขากับเจ้านางงจะจบลงอย่างไรก็ตาม แต่ลูกชายของเขาที่ได้รับการอบรมเรื่องหน้าที่ ความรับผิดชอบ และความจงรักภักดีต่อเจ้าผู้ครองแคว้น ย่อมอยู่เฉยไม่ได้แน่นอน เขาจึงไม่คิดจะขัดขวางลูกชายแต่อย่างใด และในยามนี้บ่าวไพร่หญิงชายทั้งหมดก็มาอยู่รวมกันที่นี่แล้ว พอจะช่วยเหลือดูและกันได้ในค่ำคืนนี้ 

                             ที่มหาวิหารนายเวรยังคงรักษาหน้าที่ของเขาเช่นเดิม แต่แววตื่นตระหนกยังมีมาก เมื่อเห็นว่ามีผู้เดินมานั้นคือใคร ก็ถลันวิ่งเข้าไปหาอย่างเสียขวัญ และรายงานด้วยเสียงตะกุกตะกักของคนที่พยายามข่มอารมณ์เอาไว้ให้ได้ 

                             “ท่านอำมาตย์มนตรีรณกฤติสันตเดโชชัย เจ้านางทรงอยู่ภายในมหาวิหารเพียงพระองค์เดียว ไม่มีเสียงกระดิ่งจากภายในเป็นสัญญาณให้ข้าเปิดประตู ข้าก็ไม่กล้าสั่นระฆังเรียก แต่ก็เป็นห่วงเจ้านางว่าพระองค์ทรงปลอดภัยหรือไม่ ท่านช่วยข้าด้วยเถิด” 

                             อำมาตย์มนตรีรณกฤติสันตเดโชชัย เดินไปเขย่าเชือกที่ห้อยจากระฆังขนาดไม่เล็กนักทางด้านขวามือของมหาวิหารที่ห้อยยาวลงมาจากเชือกด้านบน เชือกนี้จะเชื่อมด้วยคานไม้ขนาดเท่าลำต้นไผ่รวก เมื่อเขย่าจากด้านนี้จะทำให้ระฆังข้างในสั่นด้วย นายเวรที่ดูแลจะทำหน้าที่เปิด ปิดประตูมหาวิหารให้ในยามปกติ หรือในยามที่เจ้านางเข้มงวดว่าใครจะเข้าออกในเวลาใดได้บ้าง แต่วันนี้และเวลานี้ไม่มีนายเวรประจุดนี้ เนื่องจากเจ้านางต้องการอยู่เพียงลำพังในมหาวิหาร ทั้งอำมาตย์มนตรีรณกฤติสันตเดโชชัย และนายเวรเริ่มกังวลที่ไม่มีสัญญาณตอบรับใด ๆ จากภายใน แม้ว่าจะมีการเขย่าเชือกอีกหลายครั้ง เขาจึงตัดสินใจเดินไปด้านข้างมหาวิหาร เลาะเลียบริมลำธารเพื่ออ้อมเข้าไปด้านหลังพระมหาวิหาร 

                             เขาเดาไว้ไม่ผิดว่าเจ้านางจะต้องอยู่บริเวณนี้ พระองค์ทรงออกมายืนกลางแสงจันทร์เพื่อมองไปยังภูเขา ทันทีที่เขาเข้าไปคุกเข่าด้านข้างเจ้านางก็ทรงตรัสขึ้นก่อนที่จะหันมามองเขาด้วยซ้ำ 

                             “พรุ่งนี้คงมีรายงานเรื่องดินที่ไหลลงมาทางด้านตะวันตก ยิ่งทำให้ลำธารทางด้านนั้นหายไปในภูเขามากยิ่งขึ้น ฝั่งทางด้านมหาวิหารเทียมสุวรรณมีก้อนหินขนาดใหญ่ล่วงหล่นลงมาชนกำแพงด้านหลังแล้วขวางลำธารด้านนั้น พรุ่งนี้เราต้องติดตามความเสียหายที่มหาวิหารแห่งนั้น 

                             แต่เลยลานหินขึ้นไป แผ่นดินบนนั้นไม่ได้มีการสั่นไหวแต่อย่างใด นายเวรขุนทหารที่อยู่เบื้องบนนั้นอาจไม่ได้รับรู้สิ่งที่เกิดขึ้นนี้” 

                             “เจ้านางทรงรู้ได้อย่างไรพะยะค่ะ” 

                             “ใบไม้ ต้นไม้ บนนั้น ไม่มีการสั่นไหว ไม่มีสายลมพัดให้ใบใดกระดิก ทุกอย่างนิ่งตั้งแต่เสียงนกเสียงกาหรือเหล่าแมลงก็ไม่ส่งเสียง” 

                             “เจ้านางพะยะค่ะ ข้าพเจ้าขอพระราชทานอภัย ที่ข้อศอกของท่านมีโลหิตซึมออกมา” 

                             อำมาตย์มนตรีรณกฤติสันตเดโชชัย เปลี่ยนหัวข้อสนทนาทันทีที่สังเกตุว่าบุคคลที่ตนเป็นห่วงอย่างยิ่งนั้นได้รับบาดเจ็บ 

                             “อย่าตกใจไปเลยอำมาตย์มนตรีรณกฤติสันตเดโชชัย” 

  เจ้านางค่อย ๆ หมุนพระองค์มาให้ตรงกับเบื้องหน้าของอำมาตย์มนตรีรณกฤติสันตเดโชชัย เขาจึงได้เห็นว่าที่เหนือคิ้วของเจ้านางก็มีโลหิตไหลออกมามากเช่นกัน 

                             “เกิดอะไรขึ้น แล้วทำไมเจ้านางไม่ทรงเรียกผู้ใดมาทำแผลพะยะค่ะ” 

                             อำมาตย์มนตรีรณกฤติสันตเดโชชัย ลนลานและเผลอตัวลุกขึ้นยืน คว้าข้อมือของเจ้านางเดินไปยังริมลำธาร เจ้านางเองมิได้ทรงขัดขืน หากอำมาตย์มนตรีรณกฤติสันตเดโชชัย สามารถควบคุมอาการตกใจไว้ได้แล้วหันมามองหน้าของ “น้องหญิง” เขาจะได้เห็นหยาดน้ำตาที่ร่วงหล่นลงมาเบา ๆ  

                             เมื่อถึงริมรำธารเขาประคองให้เจ้านางทรงนั่งลง  

                             “หม่อมฉันขอพระราชทานอภัยพะยะค่ะ” 

                             พูดจบเขาก็มืออุ้มน้ำไว้แล้วมาล้างแผลที่เหนือคิ้วของเจ้านาง เมื่อเลือดที่แห้งกรังออกหมดจึงเห็นว่าแผลนั้นมีขนาดใหญ่พอสมควร คงจะมีของแข็งร่วงหล่นใส่พระองค์เป็นแน่ เขาเอาผ้าที่พกไว้สำหรับซับเหงื่อหรือล้างตัวชุบน้ำแล้วค่อย ๆ เช็ดอย่างบรรจง เสร็จจากที่หัวคิ้ว ก็ทำความสะอาดที่ข้อศอก  

                             “เจ็บมากมั้ยพะยะค่ะ” 

                             แทนคำตอบ เจ้านางก็ทรงร้องไห้ออกมาอย่างเงียบ ๆ ความหวาดกลัวต่าง ๆ ที่ทรงเก็บไว้ภายในทลายลง เมื่อเงยหน้าขึ้นสบตาอำมาตย์มนตรีรณกฤติสันตเดโชชัย ความอ่อนแอทั้งหมดจึงแสดงออกมาอย่างชัดเจนที่สายตาคู่งามนั้น อำมาตย์มนตรีรณกฤติสันตเดโชชัย ยับยั้งความรู้สึกตัวเองไม่ได้จึงดึงร่างบางนั้นเข้ามากอดไว้ 

                             “ไม่ต้องกลัวอะไรแล้วนะน้องหญิง พี่อยู่ตรงนี้แล้ว เดี๋ยวพี่เป่าคาถาให้ ก็จะหายเจ็บแผลแล้ว ไม่ต้องร้องไห้” 

                             ตั้งแต่เล็กจนโตเมื่อน้องหญิงของเขาเป็นแผลเพราะหกล้มหรือโดนอะไรตำมือมาก็ตาม เขาจะทำเช่นนี้เสมอเพื่อปลอบขวัยกกันและมักจะเป็นวิธีที่ได้ผล น้องหญิงของเขาจะหยุดร้องไห้และหายเจ็บแผลทุกกครั้งไป 

                             เมื่อเขาเป่าลมลงไปที่บาดแผลทั้งสองแห่ง แล้วเงยหน้ามองผู้ได้รับบาดเจ็บ ก็พบรอยยิ้มที่ทำให้เขาสุขใจยิ่งนัก และดีใจที่ตัดสินใจมาที่นี่ในยามนี้ 

                             “เราไปที่พระมหาราชวังกันดีกว่านะพะยะค่ะ เสด็จพ่อและเส็จแม่ของพระองค์คงเป็นห่วงมาก เรื่องอื่นเอาไว้คุยกันตอนเช้า ตอนนี้คนในครอบครัวควรอยู่พร้อมหน้ากันเสียก่อน” 

                             เขาจูงมือน้องหญิงเดินเข้าไปภายในมหาวิหารเพื่อออกยังประตูหน้าแล้วเดินข้ามสะพานไปยังพระมหาราชวังที่บัดนี้มีแสงไฟถูกจุดไว้หลายแห่ง  

                             “ศศิพิน !!! แม่เป็นห่วงเจ้าเหลือเกินลูก นายเวรบอกว่าเจ้าไม่ส่งสัญญาณให้เขาเปิดประตู จนทุกคนพากันเป็นกังวลหมด ขอบคุณเจ้ามากรณกฤต ข้าดีใจที่เจ้าไม่ทิ้งน้อง” 

                             ทั้งพระเจ้าหรรษาชยวรมันต์และพระมเหษีเทวีนทีนาถ ต่างกอดกันและพยุงตัวกันเข้าไปนั่งในท้องพระโรงชั้นใน 

                             “รณกฤต เจ้าติดขัดประการใดมั้ย ข้าไม่อยากให้เจ้าเดินทางกลับบ้านในเพลาค่ำมืดเยี่ยงนี้ เจ้าพักในนี้กับพวกข้าเถิด ข้าจะให้เขาจัดที่พักให้เจ้า” 

                             พระเจ้าหรรษาชยวรมันต์ทรงตรัสขึ้น 

                             เมื่อเขาได้นำคนที่เป็นห่วงที่สุดมาส่งยังผู้ที่จะดุแลปกป้องนางได้ดีที่สุดแล้ว เขาเองก็ไม่รู้ว่าตัวเขาควรจะอยู่ยังที่แห่งใด “ที่บ้าน” ทุกคนก็คงเฝ้ารอเขาด้วยความห่วงใย พ่อและอำมาตย์กฤตธรรมฤทธิ์คงเหนื่อยหนักหนานัก 

                             แต่ถ้ากลับไปเขาก็คงห่วงใยผู้ที่เป็นนาย ผู้ที่เขาควายสัตย์ปฎิญาณว่าจะดูแลจนกว่าชีวิตจะหาไม่ ที่สำคัญ “น้องหญิง” ทรงหันมาคอยมองเขาอยู่หลายครั้ง เขาคงไม่สามารถทิ้งนางกลับบ้านไปได้แน่ 

                             “รับด้วยเกล้าพะยะค่ะ” 

                             ค่ำคืนอันแสนวุ่นวายสำหรับทุกคนในเขตเมืองหลวง พรุ่งนี้คงจะได้รู้ว่าความสั่นสะเทือนของแผ่นดินเกิดขึ้นเฉพาะในเมืองหลวงหรือกินอาณาเขตไปยังที่แห่งใดบ้าง มีสิ่งใดที่เสียหายมากน้อยแค่ไหน พรุ่งนี้คงต้องทำการสำรวจ 

                             ฉันคิดว่าคงไม่มีใครหลับได้เต็มตาโดยที่เพิ่งผ่านเหตุการณ์ที่สร้างความตกใจสุดขีดเช่นนี้ไปได้แน่ ฉันไม่ได้รับรู้แรงสั่นไหวที่เกิดขึ้นด้วยเลย แต่ดูจากอาการล้มลุกคลุกคลานของผู้คน ความเสียหายที่เรือนของขุนหลวงลาภยศสรรเสริญก็พอบอกให้รู้ว่าแผ่นดินไหวครั้งนี้ คงจะมีความแรงหลายริกเตอร์ 

                             ทันทีที่แสงอาทิตย์จับขอบฟ้า ผู้คนต่างก็พากันออกมาสำรวจความเสียหายต่าง ๆ ไม่มีใครสังเกตว่าบรรยากาศทั่วไปมีความเงียบเชียบผิดปกติ เพราะทุกคนมัวแต่ส่งเสียงและไปรวมตัวกันที่ตลาดหน้าเมืองซึ่งบัดนี้น้ำทะเลถอยล่นไปไกลกว่าเดิมมากจนเป็นที่ลือกันไปต่าง ๆ นา  

                             “รณกฤต เกิดอะไรขึ้น ทำไมเสียงผู้คนจากตลาดหน้าเมืองดังขึ้นมาถึงบนนี้” 

                             พระเจ้าหรรษาชยวรมันต์เดินตามอำมาตย์มนตรีรณกฤติสันตเดโชชัย ที่ออกมายืนมองลงไปยังตลาดหน้าเมือง แล้วตามเสด็จมาด้วยพระมเหษีเทวีนทีนาถและเจ้านางศศิพินทุเทวี 

                             “ผู้คนแตกตื่นกับพื้นทะเลที่ถอยห่างออกไปมากพะยะค่ะ จากที่เรามองบนนี้ยังไม่เห็นท้องทะเลเลยด้วยพะยะค่ะ” 

                             “เหมือนทะเลถอยหลังออกไป” 

                             เจ้านางศศิพินทุเทวีกล่าวขึ้นแล้วเดินออกมาอยู่เบื้องหน้าทุก ๆ คน 

                             “เรากลับขึ้นไปบนตำหนักกันก่อนดีมั้ย วันนี้เสด็จพี่และเจ้าทั้งสองต้องมีราชกิจหนักหนารออยู่ ขุนหลวงปวงอำมาตย์ทั้งหลายคงต้องมีเรื่องรายงานสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อวานกันอีก รีบเสวยเครื่องเช้าแล้วเตรียมรับมือกับความเสียหายที่เกิดขึ้นกันดีกว่า” 

                             ทุกคนเดินตามพระมเหษีเทวีนทีนาถกลับขึ้นไปบนพระมหาราชวัง แต่เหมือนว่าจะยังคงพะวงกลับอะไรบางอย่าง ทั้งพระเจ้าหรรษาชยวรมันต์ เจ้านางศศิพินทุเทวีและอำมาตย์มนตรีรณกฤติสันตเดโชชัย จึงเดินไปโดยเหลียวหลังกลับมามองในทิศที่เป็นท้องทะเลบ่อยครั้ง 

                             จุดที่ทั้งสี่คนยืนมองอยู่นั้นเป็นจุดที่สูงจากตลาดหน้าเมืองค่อนข้างเยอะ เพราะพระมหาราชวังและมหาวิหารสำคัญ ตั้งอยู่ใกล้บริเวณเชิงเขา จึงไม่ได้เดินไปใกล้ตลาดนัก ยังคงอยู่ในบริเวณคูเมืองชั้นใน ที่ไม่มีผู้ใดมองลงไปยังสายน้ำล้อมรอบคูเมืองว่า น้ำในคูนิ่งสนิทราวกับกระจก เหมือนไม่มีการไหลของน้ำ เหมือนไม่มีเหล่าแมลงเหยียบลงบนพื้นน้ำ เหมือนฝูงปลาหายไปจากแหล่งน้ำโดยสิ้น 

                             ภายในท้องพระโรงด้านใน โตกอาหารถูกวางยังแท่นของแต่ละคน วันนี้วงอาหารค่อนข้างเงียบ ไม่มีใครพูดอะไรกับใคร เหมือนทุกอย่างในแคว้นนี้ต่างพร้อมใจกันเงียบ แต่ความเงียบก็มีเพียงครู่ ก่อนที่จะมีเสียงเอะอะโวยวายดัวขี้นอย่างโกลาหลอีกครั้ง อำมาตย์มนตรีรณกฤติสันตเดโชชัยเป็นคนแรกที่ลุกจากแท่นแล้ววิ่งตรงไปด้านหน้าพระมหาราชวัง สิ่งที่ปรากฎแก่สายตาของเขาทำให้ร่างทั้งร่างหยุดนิ่งกระทันหันเหมือนแข็งทื่อขึ้นอย่างเฉียบพลัน 

                             เบื้องหน้าเขานั้น คลื่นลูกใหญ่กำลังถาโถมเข้ามา คลื่นสูงขนาดนี้สามารถโถมใส่ตลาดหน้าเมืองและกวาดต้อนทุกสิ่งทุกอย่างลงทะเลได้สบาย ๆ ตำแหน่งที่เขายืนอยู่นี้เป็นตำแหน่งที่สูงแต่คลื่นนั้นก็สูงมิด้อยไปกว่า เป็นครั้งแรกที่คนอย่างเขาสั่งการออกไปด้วยน้ำเสียงที่สั่นเคลือ 

                             “ปิดประตูทางเข้าพระมหาราชวังทุกด้าน” 

                             “เกิดอะไรขึ้นรณกฤต” 

                             พระเจ้าหรรษาชยวรมันต์ตามมาอย่างรวดเร็วและถามขึ้นด้วยเสียงที่ลนลานไม่แพ้กัน 

                             “พระองค์ทรงพาพระมเหษีเทวีและเจ้านางขึ้นไปยังชั้นบนสุดของพระมหาราชวังก่อนนะพะยะค่ะ ไปทรงมองบนนั้น อาจจะพ้นจากภัยครั้งนี้ได้ รีบเสด็จโดยเร็วเถิดพะยะค่ะ” 

                             ตอนนี้ท่าทางของอำมาตย์มนตรีรณกฤติสันตเดโชชัย เหมือนพี่สรรค์เวลากันคนออกจากจุดเกิดเหตุมาก เขาไม่ได้แสดงอาการที่ต้องนบนอบตามชั้นวรรณะ แต่โอบล้อมต้อนให้คนทั้งสามกลับเข้าไปยังท้องพระโรงชั้นในโดยไม่ฟังคำพูดคำถามของใครสักคน เมื่อถึงบริเวณบันไปที่ขึ้นไปยังชั้นบนของพระมหาราชวังเขาจึงเอ่ยขึ้นกับพระเจ้าหรรษาชยวรมันต์ 

                             “พระองค์รีบพากันขึ้นไปยังชั้นบนสุด แล้วมองจากบนนั้นจะเข้าใจดีพะยะค่ะ แต่ตอนนี้ขอให้พากันขึ้นไปโดยเร็วที่สุดก่อน” 

                             เขากำลังจะผละออก แต่เจ้านางศศิพินทุเทวีคว้าแขนเขาอย่างแรง จนเขาเสียหลักหันไปเกือบชนพระองค์ 

                             “แล้วท่านพี่จะไปไหน ทำไมไม่ขึ้นไปด้วยกัน” 

                             “พี่ต้องออกไปดูภายนอกว่าเกิดอะไรขึ้น ข้าเจ้า บ่าวไพร่ ขุนทหารอยู่ข้างนอกมากมาย พี่ต้องออกไปช่วยเขาก่อน” 

                             “ศศิพิน เจ้าปล่อยให้รณกฤตไปทำหน้าที่ของเขา ส่วนเจ้าขึ้นไปกับพ่อและแม่ ดูว่าสิ่งใดเกิดขึ้น และจะต้องทำอย่างไรต่อไป” 

                             เจ้านางไม่ได้ทรงยอมปล่อยมือจากแขนของอำมาตย์มนตรีรณกฤติสันตเดโชชัย หากแต่เป็นเพราะพระบิดและมารดาต่างทรงเหนี่ยวรั้งให้พระองค์ตามเสด็จขึ้นไป 

                             ภาพที่ปรากฎให้เห็นจากระเบียงชั้นสามของพระมหาราชวัง เป็นชั้นที่อยู่สูงเพื่อเอาไว้เก็บเครื่องใส่กระดูกของเจ้าผู้ครองแคว้นองค์อื่น ๆ พร้อมเครื่องราชบรรณาการ  

                             เมื่อทั้งสามพระองค์รวมทั้งนางกำนัล นายเวร และขุนทหารชั้นใจซึ่งจะต้องอยู่ใกล้ชิด ออกไปยืนหน้าพระระเบียงที่ชั้นสาม กระแสลมที่แรงจนแทบจะทรงตัวดันไม่อยู่ แต่ที่น่าตกใจคือมีละอองน้ำกระเซ็นตามสายลมมาด้วย 

                             คนทั้งเก้าคนซึ่งเป็นคนสนิทของแต่พระองค์ต่างพยายามประคับประคองกันไปยังเบื้องหน้าพระระเบียง เพื่อให้เห็นกับตาว่าสิ่งที่เดิดขึ้นคืออะไร แต่แล้วเมื่อไปถึง ต่างก็พากกันยืนแข็งทื่อ เกร็งไปทั้งตัว 

                             คลื่นขนาดใหญ่ยกตัวขึ้นสูงถาโถมเข้าใส่แผ่นดินจนมาถึงตลาดชั้นใน เมื่อคลื่นถอยกลับไปในทะเลก็จะกวาดเอาสิ่งของ อาคาร บ้าน โบสถ์ ศาลา ต้นไม้และผู้คนลากลงไปด้วย แล้วจึงค่อยยกตัวสูงขึ้นเรื่อย ๆ กระแทกชายฝั่งเข้ามายังตลาดนั้นอีกครั้ง คลื่นยักษ์ที่โถมเข้าใส่เมืองระลอกนี้กลืนเอาวิหารในตลาดที่ซึ่งคุณลุงอำมาตย์พาฉันมาสักการะเป็นที่แรกนับแต่ต้นที่มาเยือนที่นี่ ที่ตรงนี้มีบ้นเรือนผู้คนมากมายทั้งชาวรัฎฐณสุวรรณเอง และพ่อค้าจากต่างเมืองโดยพาะอย่างยิ่งที่มาจากกวางตุ้ง 

                             พระมเหษีเทวีนทีนาถถึงกลับทรงยืนไม่อยู่ ล้มพับลงไป พระเจ้าหรรษาชยวรมันต์จึงมีคำสั่งให้ทุดคนกลับเข้าไปในตัวพระมหาราชวังแล้วปิดประตู่ หน้าต่าง ทุกบาน 

                             “ข้าขอยืนดูวิบัติภัยที่ทำลายเมืองของข้าอยู่ตรงนี้” 

                             “ลูกก็เช่นกันเพคะ” 

                              ละอองน้ำที่สาดกระเซ็นปลิวมาโดนคนทั้งสอง เปียกปอนมากขึ้น  น้ำที่ไหลจากตาลงมานั้น ไม่รู้ว่าเป็นน้ำตาหรือน้ำที่สาดกระเซ็นมาจากคลื่นยักษ์นั้น 

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น