Ex-SoulL

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : : Black Diamond : 6

คำค้น : Omegaverse,BlackDiamond,มังกรซ่อนเพชร

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 15k

ความคิดเห็น : 33

ปรับปรุงล่าสุด : 11 ต.ค. 2562 21:13 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
: Black Diamond : 6
แบบอักษร

 

6. 

 

เสียงเปิดประตูดังเข้าหูแว่วๆ ให้คนคนป่วยซึ่งกำลังนอนดูโทรทัศน์อย่างเรื่อยเปื่อยหันไปมอง พลันสีหน้าเบื่อหน่ายก็เปลี่ยนเป็นมีรอยยิ้มเมื่อเห็นคนมาเยี่ยม

เฟิงหลงที่นั่งทำงานอยู่มุมโซฟารับแขกลอบถอนหายใจ ยามสายตาสบกับใครบางคนทิฐิก็กำเริบ ความไม่ชอบใจยังคงมีอยู่ แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังมีมารยาทพอจะลุกขึ้นไหว้แม่ของอีกฝ่าย

ลลิตารับไหว้พร้อมรอยยิ้ม จากนั้นจึงเดินไปข้างเตียงคนป่วย

“สวัสดีค่ะคุณยาย เป็นยังไงบ้างคะ”

“สวัสดีๆ ไม่เป็นไรแล้วล่ะ พรุ่งนี้ก็กลับบ้านได้...ว่าแต่นั่นหอบอะไรมา”

“ผลไม้ค่ะ”

“คราวหลังมาแต่ตัวก็พอนะ” จาง ผิง รับกระเช้าผลไม้มาก่อนจะบอกให้พยาบาลประจำตัวที่มารับไปปลอกใส่จานให้เรียบร้อย

คนที่เมื่อวานโดนปฏิเสธใส่ว่าไม่อยากกินผลไม้มองตามอย่างขุ่นเคือง

“หายเร็วๆ นะครับ” ลี่ชิงพูดกับคนบนเตียงเสียงแผ่ว ผลมาจากใครบางคนที่นั่งอยู่มุมห้อง แม้อีกฝ่ายจะไม่ได้สนใจกันแต่แค่ได้เห็นหน้าหัวใจก็เต้นถี่รัว สมองลืมเลือนความใจร้ายครั้งก่อนไปอย่างง่ายดาย

“ขอบใจ...ลี่ชิงตัดผมใหม่หรือ” จาง ผิง สังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงของร่างเพรียว ทั้งเรื่องรูปร่าง และผิวพรรณ โดยที่เด่นชัดคือผมซึ่งเหมือนจะสั้นลง ขลับให้ความดูดีที่มีมากอยู่แล้วยิ่งมีมากขึ้น

“ครับ พอดีรู้สึกว่ามันยาวมากแล้ว”

“ดีๆ น่ารักเชียว”

คำชมนั้นทำให้คนที่นั่งทำงานอยู่หยุดมือแล้วเลื่อนสายตาไปมองเพื่อค้านอยู่ในใจ ทว่าพอได้เห็นเต็มตาคำปฏิเสธกลับไม่ดังขึ้น รอยยิ้มน้อยๆ รับคำชมส่งผลให้ใบหน้าซึ่งมักจะหยิ่งยโสดูน่ามอง

เฟิงหลงถอนหายใจเพื่อตั้งสติให้กับความคิดที่แวบเข้ามาในหัว อาจเพราะกลิ่นหอมอ่อนซึ่งไม่รู้ที่มามอมเมาสติให้ค่อยๆ สับสนมึนงง

กลิ่นอะไรกัน...

คนทั้งสามสนทนากันไปเรื่อยๆ มีเสียงพูดคุยและเสียงหัวเราะดังแผ่ว รบกวนสมาธิคนที่กำลังทำงานจนต้องหยัดกายลุกขึ้น

“อาเฟิงจะไปไหน” จาง ผิงเอ่ยถามคนเป็นหลาน

“ร้านกาแฟ ไหน่ไนจะเอาอะไรหรือเปล่า” 

“พาน้องไปด้วยสิ”

เฟิงหลงเหลือบมองหน้าน้องที่ย่าหมายถึง เช่นเดียวกับลี่ชิงที่มองหน้าคนจะไปร้านกาแฟโดยที่ปากเตรียมขยับเอ่ยคำปฏิเสธ

“อยากมาก็ตามมา”

ร่างสูงก้าวยาวๆ ออกไปทิ้งให้คนทั้งสามชะงักกับคำพูดนั้น มีอาการมากสุดคงไม่พ้นลี่ชิงที่ยืนตัวแข็งทื่อ ใจเต้นรัว ตาเบิกขึ้นอย่างลืมเก็บอาการ

“ไปสิลี่ชิง” คนป่วยบนเตียงเอ่ยเร่งด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม ด้านลลิตาก็พยักหน้าให้ลูก คนถูกส่งเสริมจึงสูดลมหายใจเข้าลึก ค้อมหัวลงให้ผู้ใหญ่ทั้งสองก่อนจะรีบเดินตามบางคนออกไป

ร่างสูงไม่ได้ยืนรอ ลี่ชิงจึงต้องเร่งจังหวะการก้าวเดิน โชคดีที่ว่าอีกฝ่ายรอลิฟต์อยู่จึงตามทัน 

ดวงตาเรียวรีเหลือบมองคนที่สูงกว่า พยายามปั้นหน้านิ่ง ซ่อนความตื่นเต้นและเป็นสุขเอาไว้ให้มากที่สุด

ขณะคนที่มีสีหน้าราบเรียบก็กำลังหน้านิ่วคิ้วขมวดเพราะกลิ่นหอมอ่อนๆ รบกวนไม่หยุด กลิ่นที่ยิ่งสูดดมยิ่งให้ความรู้สึกผ่อนคลาย...แล้วก็ได้รู้สาเหตุเมื่อหันไปหาคนข้างกาย

เป็นกลิ่นที่มาจากเด็กนี่นี่เอง

ติ๊ง

เสียงลิฟต์ดังขึ้นเป็นสัญญาณของการมาถึง ประตูค่อยๆ เลื่อนออก เมื่อคนทั้งสองก้าวเข้าไปมันก็ปิดลง กักกั้นให้คนสองคนอยู่ในพื้นที่เดียวกันอย่างเป็นส่วนตัว

ระยะห่างคนละมุมลิฟต์ไม่ได้มากมายนัก ลี่ชิงยืนกำมือแล้วคลายออกเพื่อลดอาการสั่นไหว ดวงตาจ้องมองหน้าจอที่บอกเลขชั้นแทบไม่กะพริบ น้ำลายก้อนเหนียวถูกกลืนลงคอช้าๆ

ระหว่างทางไม่มีใครกดลิฟต์ราวกับเป็นใจให้ความใกล้ชิด ห้องโดยสารแคบมีเพียงความเงียบหากแต่ก้อนความสุขเล็กๆ กลับเติบโตได้เป็นอย่างดี

ลี่ชิงสูดลมหายใจเข้าลึกเมื่อลิฟต์พามาถึงชั้นที่หมาย พอร่างสูงกว่าก้าวออกไปจึงค่อยก้าวตาม ทิ้งระยะห่างไว้หนึ่งก้าว ทอดมองแผ่นหลังกว้างภายใต้เสื้อเชิ้ตสีขาวอย่างหลงใหล

กว่าจะรู้ว่าเผลอมองนานแค่ไหนก็เป็นตอนที่เกือบจะชนคนข้างหน้าที่หยุดเดิน

ลี่ชิงเพิ่งมีสติกวาดสายตามองรอบตัว แล้วก็พบว่าตรงหน้าคือร้านกาแฟ

“รับอะไรดีครับ”

“อเมริกาโน่เย็น Grande Sizeกับ...” อีกแก้วถูกเว้นเอาไว้ ใบหน้าคมเอี้ยวไปด้านหลัง แล้วใช้สายตาถาม

ด้านคนถูกถามที่ไม่รู้เรื่องราวก็ยืนนิ่ง มองหน้าอีกคนด้วยสายตาราบเรียบทั้งที่ปลายเล็บเท้าจิกแน่น

“เอาอะไร?”

“ช็อกโกแลตเฟรปเป้ ซีรัปหนึ่งช็อต Grande Size” ลี่ชิงตอบไปด้วยสมองที่ว่างเปล่า ด้วยไม่คาดคิดว่าอีกคนจะคุยด้วยจึงไม่ทันได้ตั้งตัว ถึงอย่างนั้นก็คาดหวังว่าตัวเองจะเก็บสีหน้าได้ทัน

“อเมริกาโน่เย็น Grand Size กับ ช็อกโกแลตเฟรปเป้ ซีรัปหนึ่งช็อต Grande Size” เฟิงหลงหันกลับไปสั่งเครื่องดื่ม พนักงานทวนรายการอีกครั้งแล้วแจ้งยอดที่ต้องชำระ จากนั้นการ์ดสีดำก็ถูกยื่นไปให้

ดวงตาเรียวรีลอบสังเกตการกระทำของคนร่างสูงอยู่เงียบๆ ไม่คัดค้านหรือถามอะไร โดยในใจเต็มไปด้วยความเป็นสุข

คุณเฟิงสั่งเครื่องดื่มแล้วก็จ่ายให้ด้วย

ระหว่างยืนรอลี่ชิงก็กวาดสายตามองไปทั่ว ทว่าสุดท้ายแล้วก็มักจะมาจบลงที่แผ่นหลังกว้างของคนตรงหน้า

“อเมริกาโน่เย็นกับช็อกโกแลตเฟรปเป้ค่า”

เฟิงหลงเอื้อมไปหยิบแก้วอเมริกาโนของตัวเอง ก่อนจะขมวดคิ้วมุ่นเมื่อคนด้านหลังยังคงนิ่ง แก้วช็อกโกแลตตั้งอยู่อย่างนั้นจนต้องหันกลับไปมอง แล้วก็ได้เห็นว่าอีกคนกำลังยืนเหม่อ

“ชาเขียวค่า” กระทั่งรายการต่อไปถูกวางลง มือหนาจึงเอื้อมไปหยิบแก้วช็อกโกแลตปั่นมา กระแอมไอเรียกสติร่างเพรียว กดดันทางสายตาว่าให้รับมันไป

กึก

ด้วยเพราะลนลานลี่ชิงจึงจับแก้วสะเปะสะปะ ชั่ววินาทีที่ปลายนิ้วสัมผัสกับปลายนิ้วแกร่งก็รู้สึกราวกับมีกระแสไฟฟ้าแล่นไปทั่วร่างจนเกือบจะปล่อยแก้วร่วงหล่น ยังดีที่กำเอาไว้ได้ทัน

ขณะที่เฟิงหลงก็รู้สึกถึงความอุ่นตรงปลายนิ้ว มากจนต้องกำมือเข้าหากัน ความรู้สึกแปลกๆ ทำให้หัวคิ้วขมวดมุ่น เหลือบสายตามองเจ้าของสัมผัสนั้นอย่างไม่เข้าใจ

ความรู้สึกมัน...

“ขอโทษนะคะ” เสียงเอ่ยเพื่อขอทางทำให้เฟิงหลงดึงสติแล้วก้าวเท้าออกจากร้านเพื่อให้มีพื้นที่สำหรับคนอื่น โดยมีคนที่ดูดช็อกโกแลตเฟรปเป้ก้าวตามเงียบๆ

กลับขึ้นมาถึงห้องพักของคนป่วยด้วยการสนทนากันเพียงหนึ่งประโยคถ้วน สำหรับลี่ชิงเท่านี้ก็ยิ่งกว่าเพียงพอ ดีกว่าคุยกันหลายประโยคแต่เต็มไปด้วยถ้อยคำร้ายๆ

จาง ผิง และ ลลิตา ลอบสังเกตอาการคนทั้งสองอยู่เงียบๆ แล้วมองหน้ากันพร้อมรอยยิ้มน้อย 

จากนั้นคนมาเยี่ยมก็ขอตัวกลับ ไม่รบกวนเวลาของคนป่วยนานไปมากกว่านี้

เมื่อห้องพักเหลือเพียงสองคน จาง ผิง ก็เลือกจะหยิบหนังสือขึ้นมาอ่าน ไม่ถามหรือพูดถึงเหตุการณ์ระหว่างคนสองคนให้เฟิงหลงรู้สึกอึดอัดที่จะตอบ

ปล่อยให้ทุกอย่างค่อยๆ ซึมซับไปดีกว่า

--

“มะ แม่พูดว่ายังไงนะ” ลี่ชิงเอ่ยถามเสียงสั่นเมื่อแม่เล่าบางอย่างให้ฟังในตอนขึ้นรถ ไม่เพียงแค่เสียงแต่มือยังสั่นจนต้องบีบกันเอาไว้

“คุณยายผิงบอกว่าเฟิงหลงยอมหมั้น” ลลิตาพูดแต่ละคำช้าๆ ชัดๆ ให้คนฟังมั่นใจว่าไม่ได้ฟังผิด

เมื่อชัดเจนสำหรับลี่ชิงปลายจมูกก็รูสึกร้อนผ่าว ดวงตาค่อยๆ มีน้ำมาคลอหน่วย ใจเต้นระรัว

คุณเฟิงจะหมั้น...จะยอมหมั้นกับเขา

น้ำตาหยดสวยๆ ค่อยกลิ้งลงจากตรงหางตา

“แม่...ไม่ได้โกหกใช่ไหม”

ลลิตาเอื้อมไปจับมือลูกเอาไว้ทั้งสองข้าง

“คุณยายผิงบอกว่าเฟิงหลงพูดแบบนั้นจริงๆ อีกอย่างวันนี้เขาก็ยอมให้ลูกลงไปร้านกาแฟด้วยนะ คงกำลังเปิดใจอย่างที่พูด”

คนเป็นแม่เล่าพร้อมรอยยิ้ม ใจรู้สึกเป็นสุขไม่ต่างจากคนเป็นลูก

ลี่ชิงมีความสุขเธอก็มีความสุขด้วยเช่นกัน

“กำลังเปิดใจ...”

“ลูกเองก็ต้องเปิดใจให้เขาได้รู้จักเหมือนกัน”

“...” ใบหน้าเรียวที่มีรอยน้ำตาจางๆ พยักหน้ารับหงึกหงัก

“หลังจากงานหมั้นแล้วยังมีเวลาให้ได้เรียนรู้กันอีกเยอะ ถึงเวลานั้นก็ไม่ต้องรีบร้อนแล้วนะ ค่อยๆ เป็นค่อยๆ ไป ให้ทุกก้าวไปอย่างเชื่องช้าแต่มั่นคง”

“อื้อ” 

ลี่ชิงยิ้มรับทั้งน้ำตาด้วยกายที่เต็มเปี่ยมไปด้วยกำลังใจในการต่อสู้กับทุกอย่าง

แก้วช็อกโกแลตที่วางอยู่ข้างมือถูกจับจ้อง พลันหัวก็นึกไปถึงคนที่สั่งและจ่ายเงินให้ คิดย้อนไปถึงเหตุการณ์ที่ได้อยู่ด้วยกันเพียงลำพังซ้ำๆ พร้อมกับคำว่าหมั้นที่ดังซ้ำไปมา

วันนี้เป็นวันที่ดีที่สุดเลย

--

ลี่ชิงยังคงอยู่ในช่วงเวลาเตรียมตัวเองเพื่อการทำงานอย่างมุ่งมั่น พลังใจส่งผลให้มีพลังกายเต็มเปี่ยม ความอ่อนล้าจากการเปลี่ยนยาไม่อาจส่งผลให้รู้สึกอะไรอีกต่อไป

“เปอร์เซ็นกล้ามเนื้อเพิ่มขึ้น อยู่ในเกณฑ์ดีมากๆ...เยี่ยมมาก” 

ใบหน้าที่แดงเรื่อจากการออกกำลังอย่างหนักหน่วงพยักรับ สายตาแสดงออกถึงความพอใจในสิ่งที่ได้ยิน ก่อนจะหันกลับไปสำรวจร่างกายตัวเองในกระจก

ความพยายามไม่เคยสูญเปล่า ลี่ชิงเห็นมันได้ชัดเจนจากร่างกายและผิวพรรณที่ดูแลมาอย่างดีตลอดระยะเวลาเกือบสองเดือน

Rrrr

โทรศัพท์ที่ดังขึ้นขณะกำลังรอรถมารับทำให้คิ้วได้รูปขมวดเข้าหากัน เมื่อเห็นชื่อของคนที่โทรเข้ามันก็คลายออก ใจเต้นไปก่อนโดยอัตโนมัติทั้งที่ไม่รู้ว่าผู้อาวุโสโทรมาด้วยเรื่องใด

“สวัสดีครับ” ลี่ชิงรับสายขณะที่สายตาก็มองเห็นรถประจำตัวกำลังแล่นมาอยู่ไกลๆ

“ลี่ชิงว่างอยู่หรือเปล่า”

“ตอนนี้ก็...ว่างครับ”

“แล้ววันอื่นว่างหรือเปล่า ฉันอยากจะชวนมากินข้าวที่บ้านตระกูลจางสักหน่อย จะได้มาคุยกันเรื่องงานหมั้นด้วย”

ริมฝีปากบางเม้มเข้าหากัน จิตใจโฟกัสอยู่ตรงคำว่าบ้านตระกูลจางและงานหมั้น นึกไปถึงใบหน้าคร้ามคมราบเรียบ นานกระทั่งได้ยินเสียงเรียกชื่ออีกครั้งจึงได้สติแล้วตอบกลับไป

“ผมยังไม่แน่ใจ”

“ถ้าอย่างนั้นว่างวันไหนก็บอกนะ”

“ครับ”

“ฝากบอกแม่เธอด้วย พอดีฉันอยากคุยกับเธอเลยไม่ได้โทรบอกลินก่อน”

“ได้ครับ...เรื่องวัน ยังไงผมจะโทรบอกอีกที”

“ได้ๆ”

“สวัสดีครับ”

บทสนทนาที่ไม่ยาวมากนักจบลงพร้อมๆ กับที่รถแล่นมาจอดอยู่ตรงหน้า ประตูถูกเปิดออก ขาเรียวจึงก้าวขึ้นไปนั่งโดยที่โทรศัพท์ยังคงอยู่ในมือ

“เมื่อกี้คุณยายผิงโทรมาชวนไปกินข้าวที่บ้าน แล้วก็...จะคุยเรื่องงานหมั้น” ลี่ชิงเอ่ยบอกคนเป็นแม่ เรียกสีหน้าแปลกใจระคนตกใจจากคนฟัง

“งั้นหรือ ไม่เห็นคุณยายโทรหาแม่” ลลิตารู้สึกแปลกใจแต่ก็ไม่ได้มากมายหรือรู้สึกว่าเป็นเรื่องผิดปกติ “งั้นเดี๋ยวแม่ดูตารางลูกอีกทีแล้วจะโทรไปบอกคุณยายเอง”

“อื้ม” ลี่ชิงรับคำในลำคอ ก่อนจะหันหน้าไปมองวิวนอกกระจก ปล่อยความคิดให้ล่องลอยไปกับเรื่องเดิม สักพักจึงหันกลับเมื่อแม่พูดคุยเรื่องอื่นด้วย กระทั่งถึงจุดหมาย

“ไม่เจอกันแค่สามวันแต่รู้สึกว่าลี่ชิงสวยขึ้นอีกแล้ว” เกรซเอ่ยชมยามใช้สายตาสำรวจลี่ชิงไปด้วย

การเปลี่ยนแปลงอาจไม่ได้มากมายหรือเห็นผลชัดเจน แต่เมื่อเล็กน้อยรวมกันก็ขลับให้ร่างเพรียวมีออร่ามากขึ้น จากที่ดูดีมากอยู่แล้วกลายเป็นแทบละสายตาไม่ได้

เข้าใจแล้วว่าทำไมแกเรนถึงอยากได้มาเป็นนายแบบคนแรกของ SCENT

“เกรซก็สวยขึ้นนะ”

“อันนี้แกล้งชม รู้หรอก...แต่ถึงยังไงวันนี้ก็ไม่ใจดี แกเรนบอกให้ประเมินหนักๆ ว่าฝีมือเป็นยังไงบ้างแล้ว”

ลี่ชิงลอบสูดลมหายใจพลางหันไปหาแม่ที่ยืนยิ้มอยู่ข้างตัว แล้วก็ได้รับสายตาซึ่งเต็มไปด้วยกำลังใจกลับมา

แกเรนกับเกรซจะมีการเช็กพัฒนาการในเรื่องที่เรียนอยู่เสมอเพื่อติดตามผล หากไม่สามารถพัฒนาไปตามเกณฑ์ได้ก็ต้องมีความพยายามที่มากขึ้น

เริ่มต้นด้วยการเดิน ดนตรีถูกเปิดเป็นจังหวะช้าๆ โดยธีมของการพรีเซนต์ถูกบรีฟโดยครูผู้สอน

ขาเรียวก้าวตามจังหวะ สายตาราบเรียบแต่ส่งความรู้สึกตามสิ่งที่ถูกกำหนด เมื่อเดินมาถึงตรงกลางก็ยืนนิ่ง จากนั้นจึงขยับไปทางด้านซ้ายและขวา ก่อนจะกลับมาที่ตรงกลางอีกครั้งแล้วหมุนตัวกลับไป

จบการจากเดินก็เป็นการโพสต์ท่าถ่ายรูป ซึ่งมีหลักการสำคัญคือการจัดท่าทางร่างกาย และความรู้สึกทางดวงตา

เมื่อทุกอย่างเสร็จสิ้นลง เกรซจะแจ้งและอธิบายภาพรวมที่ได้เห็น

“สำหรับเกรซที่เป็นคนดูนะ...ลี่ชิงสื่อสารความรู้สึกได้ดีขึ้น แต่มันยังต้องชัดเจนกว่านี้อีกนิดหนึ่ง ทั้งการเดินและการถ่ายแบบเลย แล้วจะทำให้สินค้าที่เราพรีเซนต์ดูมีอะไรมากจนคนดูหรือคนมองต้องสนใจ ตอนนี้มันดีมากเลย แต่ก็ยังดีได้มากกว่านี้อีก” เกรซอธิบายต่อจากสิ่งที่ครูผู้สอนบอกกับลี่ชิง

“อืม...”

“อย่าลืมว่าการเป็นนายแบบคือเราพรีเซนต์ผลิตภัณฑ์ ไม่ใช่พรีเซนต์ตัวเอง...เดี๋ยวคลาสวันนี้ครูจะเน้นตรงนี้ให้เข้มข้นขึ้น อย่างที่เกรซบอกว่าตอนนี้ทำดีมากแล้ว เทียบเท่านายแบบมืออาชีพเลย แต่ลี่ชิงยังดีได้มากกว่านี้ สามารถเป็นนายแบบแถวหน้าได้”

ความมั่นใจที่มีไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วยถูกเติมเต็มด้วยคนรอบข้างที่คอยให้กำลังใจและคำแนะนำจนลี่ชิงรู้สึกพร้อมที่จะไปต่อ โดยใช้ความอดทน ความพยายาม และความมุ่งมั่นตั้งใจมาพัฒนาตัวเองให้ดีขึ้นไปเรื่อยๆ

--

“ไปไงมาไงถึงได้แวะมาหาฉันได้” แกเรนเลิกคิ้วถามหลังจากที่ร่างสูงใหญ่ของจาง เฟิงหลงนั่งลงบนเก้าอี้หน้าโต๊ะทำงาน

สตูดิโอของ SCENT คือตึกมีขนาดไม่เล็กไม่ใหญ่ มันดูพอดีสำหรับการทำงาน แต่ในเวลานี้กลับดูเล็กไปถนัดตาเพราะคนตัวโตชุดดำเดินวนเวียนไปมาอยู่สามสี่คน

“นายบอกว่ามีเรื่องอยากจะคุย”

“ก็นึกว่าผมต้องเป็นฝ่ายไปหา”

“เผื่อมีอะไรให้ช่วย”

“งั้นก็ดีเลย...จะให้ช่วยดูภาพโปรโมทเซ็ตแรกที่กำลังจะปล่อยไปเรียกน้ำย่อยหน่อย” แฟ้มภาพที่วางอยู่ข้างมือถูกเลื่อนไปวางตรงหน้าอีกฝ่าย พอดวงตาราบเรียบมองเป็นเชิงถามก็พยักหน้าให้ลองเปิดดู

ด้านเฟิงหลงก็เปิดแฟ้มออกแล้วกวาดสายตามองแต่ละภาพช้าๆ 

ทั้งหมดล้วนเป็นภาพที่ไม่เห็นหน้าของคนถูกถ่าย เผยให้เห็นบางส่วนของร่างกายนายแบบเพียงเสี้ยว แต่มู้ดแอนด์โทนกลับดึงดูดจนเผลอทอดมองนิ่ง โดยเฉพาะภาพสะโพกด้านข้างที่ทำให้รู้ว่าคนในรูปไม่ได้สวมใส่อะไรปกปิด

“เป็นไง” 

คำถามนั้นเรียกสติที่เผลอไผลไปกับรูปให้กลับมาอยู่ตรงหน้า สายตาที่จับจ้องอยู่บนรูปเหล่านั้นถูกเลื่อนขึ้นไปหาคนที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม

“ก็ดี”

“ชอบไหม”

คนถูกถามชะงักเมื่อเผลอคิดไปว่าแกเรนถามถึงรูปหรือว่าคนในรูป

“ถ้าเป็นรูป...ก็ชอบ” 

แกเรนยิ้มให้กับคำตอบอย่างพึงพอใจเพราะหากคนอย่างเฟิงหลงบอกว่าชอบนั่นหมายถึงมันดีในระดับมาก

นอกจากเรื่องรูปแล้วก็ยังมีการคุยกันในเรื่องอื่นๆ แม้เฟิงหลงจะให้สิทธิ์ในการตัดสินใจทุกอย่าง แต่เจ้าตัวก็สมควรจะได้รับรู้เรื่องของการทำงานในฐานะคนลงทุนซึ่งเป็นส่วนที่สำคัญกับSCENTAgency Modelling เกือบจะที่สุด

“ไหน่ไนดีขึ้นมากแล้วใช่ไหม” แกเรนถามขึ้นระหว่างที่เดินลงมาส่งเฟิงหลงข้างล่าง

“อืม ปกติแล้ว”

“งั้นก็ดีแล้ว ไว้ว่างๆ ผมจะไปเยี่ยมท่านที่บ้านนะ ช่วงนี้ยุ่งๆ เลยยังไม่ได้ไป” หลังจากไปเยี่ยมที่โรงพยาบาลก็ยังไม่ได้แวะไปเยี่ยมย่าของเฟิงหลงอีกเลย

“ไม่เป็นไร นายทำงานไปเถอะ” 

แกเรนยิ้มรับ ก่อนที่เสียงเปิดประตูหน้าตึกจะทำให้ต้องหันไปมอง แล้วก็ได้เห็นร่างเพรียวเดินเข้ามาพร้อมแม่ของเจ้าตัวและผู้ช่วยของตัวเอง

ขณะที่การพบกันแบบไม่คาดคิดก็ทำให้ลี่ชิงชะงักงัน การเดินผิดจังหวะไปเล็กน้อย สายตาที่ประสานกันในวินาทีหนึ่งทำให้หัวใจสั่นไหวอย่างไม่อาจควบคุม 

“อ้าว มาแล้วเหรอ” แกเรนร้องทักคนทั้งสาม พลางเหลือบมองคนข้างตัว “เดี๋ยวแนะนำกันเลยแล้วกัน นี่เฟิงหลง เป็นคนลงทุนให้กับ SCENTส่วนนี่ก็ลี่ชิงที่เป็นนายแบบคนแรกของโมฯ แล้วก็คุณลินแม่ของลี่ชิง”

ทั้งที่พอจะรู้ว่าทั้งสองฝ่ายรู้จักกันอยู่แล้วแต่แกเรนก็แนะนำตามมารยาท

ลี่ชิงจำต้องค้อมหัวทักทายร่างสูงก่อนเพราะตัวเองอายุน้อยกว่า โดยที่เฟิงหลงก็ค้อมหัวให้คนที่เป็นผู้ใหญ่กว่าอีกที

“ฉันกลับเลยแล้วกัน เดี๋ยวต้องไปพบลูกค้าต่อ” เฟิงหลงหันไปเอ่ยกับแกเรน

“โอเค ไว้คุยกัน” 

บทสนทนาที่บ่งบอกถึงความสนิทสนมทำให้คนที่ยืนฟังอยู่รู้สึกวูบโหวงในอก เป็นความรู้สึกอัตโนมัติของการเป็นเจ้าของใครสักคนแต่ไม่เคยได้รับความสำคัญและไม่อาจแสดงออกได้

ลี่ชิงเก็บอาการเอาไว้ภายใต้ความนิ่งเฉยเมื่อร่างสูงใหญ่เดินผ่านหน้าไปโดยไม่แม้แต่จะชายตามอง

ไม่ชินกับการถูกหมางเมินทั้งที่สมควรจะชิน

“งั้นเราขึ้นไปคุยกันข้างบนเถอะ” แกเรนหันมาพูดกับทุกคน จากนั้นจึงเดินนำขึ้นไปยังห้องทำงานของตัวเอง โดยมีเกรซเดินตามและลี่ชิงกับแม่เดินรั้งท้าย

ลลิตาเอื้อมไปจับมือลูกแล้วระบายยิ้มอย่างให้กำลังใจ พลันคนเป็นลูกก็ยิ้มกลับมาบางๆ

 

ด้านคนที่เดินไปขึ้นรถก็มองเข้าไปในตึกราวกับสามารถมองทะลุกระจกซึ่งติดฟิล์มดำเกือบสนิทไปได้

เฟิงหลงนึกถึงคนที่เพิ่งเจอกับกลิ่นซึ่งกรุ่นติดปลายจมูกด้วยความไม่เข้าใจ

กลิ่นของลี่ชิงเป็นกลิ่นที่อธิบายไม่ถูก รู้เพียงมันรบกวนความคิดและจิตใจเล็กๆ ทำให้ต้องนึกถึงเจ้าของกลิ่นกายนั้น

มันต้องมีบางอย่างผิดปกติ...ก่อนหน้านี้ไม่เคยจะได้กลิ่นนี้จากตัวเด็กนั่นเลย

--

คฤหาสน์ตระกูลจางใหญ่โตโออ่า หน้าบ้านประดับด้วยน้ำพุขนาดใหญ่ รอบด้านคือต้นไม้ซึ่งขลับให้บรรยากาศดูร่มเย็น ทว่าสิ่งที่ทำให้คนมาครั้งแรกตื่นเต้นไม่ใช่สิ่งก่อสร้างเหล่านั้น

ลี่ชิงสูดลมหายใจเข้าออกช้าๆ ควบคุมความสั่นไหวยามรถจอดนิ่งสนิทอยู่หน้าเทอร์เรซ ประตูรถถูกเปิดออก เมื่อก้าวตามแม่ลงไปก็มีแม่บ้านมาเชิญเข้าไปข้างใน

“มาพอดีเลย” จาง ผิง หันมาพูดพร้อมรอยยิ้ม ก่อนจะรับไหว้จากคนทั้งสอง “ลี่ชิงมานี่มา”

คนถูกเรียกเดินช้าๆ ไปนั่งลงข้างผู้อาวุโส เหลือบมองกล่องเครื่องประดับที่มีสร้อยคอ สร้อยข้อมือ และแหวน อย่างสงสัย

“ชอบไหม” 

สายตาซึ่งจับจ้องอยู่ที่เครื่องประดับเลื่อนไปมองหน้าคนถาม คิ้วได้รูปขมวดเข้าหากันน้อยๆ 

“ก็สวยดีครับ”

“อันนี้เป็นชุดเครื่องเพชรที่ถูกออกแบบมาให้ใส่ได้ทั้งผู้หญิงและผู้ชาย ฉันว่ามันเหมาะกับเธอ” มือเหี่ยวย่นหยิบสร้อยคอขึ้นมาเทียบกับลำคอบางพลางมองภาพโดยรวมแล้วยิ้มกับตัวเอง “ลองใส่ดูสิ” 

ได้ยินดังนั้นลี่ชิงก็ส่ายหน้าไปมาช้าๆ ดวงตามีแววตื่นตระหนกเล็กน้อย

“ผมว่า...มันคงไม่เหมาะ”

“ไม่เหมาะยังไง” คนแก่เลิกคิ้วขึ้นถาม

“ไหน่ไนคะ เครื่องเพชรนี้มีมูลค่าเกินไปสำหรับลี่ชิง” ลลิตาอธิบายช่วยลูก สีหน้ามีความลำบากเมื่อรู้ว่าคุณยายผิงจะมอบเครื่องประดับชุดนี้ให้ลี่ชิง

“ไม่มีอะไรมากเกินหรอก ฉันเก็บไว้ก็ไม่มีประโยชน์อะไร จะให้หลานชายทั้งสองก็ดูจะไม่เข้ากัน” จาง ผิง มองหน้าคนทั้งสองที่แสดงออกถึงความลำบากใจด้วยความเอ็นดู “มันเหมาะกับเธอจริงๆ”

ตะขอของสร้อยถูกปลด จากนั้นก็ถูกคล้องลงบนลำคอของลี่ชิงแล้วใส่กลับ ไม่ปล่อยให้ร่างเพรียวได้ปฏิเสธอีกต่อไป

“ดูสิ เหมาะจริงๆ เห็นไหม” คนแก่หันไปพูดกับลลิตา

“ไหน่ไน” ลลิตาเอ่ยเรียกเสียงอ่อน ทว่าสุดท้ายก็จำต้องพยักหน้าให้ลี่ชิงเพราะรู้ว่าต่อให้ปฏิเสธอย่างไรคนอยากให้ก็คงจะเอาให้ให้ได้

“ขอบคุณครับ” เมื่อปฏิเสธไม่ได้ลี่ชิงก็ทำได้เพียงยกมือขึ้นไหว้พร้อมกล่าวคำขอบคุณด้วยความเกรงใจที่ท่วมท้นอก ก้มลงมองเครื่องประดับบนคอตัวเอง ไม่ปฏิเสธถึงความสวยงามและถูกใจ ทว่าก็ยังไม่ค่อยอยากรับมา

“อีกหน่อยก็จะเป็นคนของตระกูลจาง เครื่องประดับแค่นี้มันเล็กน้อย” 

ริมฝีปากบางถูกเม้มเข้าหากัน ใจสั่นไหวกับคำว่าคนของตระกูลจาง ในหัวนึกไปถึงงานสำคัญที่จะเกิดในอีกเดือนกว่าๆ ข้างหน้า

“เอาล่ะ ไปทานข้าวกันเถอะ” จาง ผิง หันไปบอกให้คนเอากล่องเครื่องประดับเก็บไว้ก่อนพร้อมทั้งสั่งให้คนไปเชิญเฟิงหลง จากนั้นจึงเดินนำคนทั้งสองไปยังโต๊ะอาหารซึ่งเตรียมทุกอย่างไว้แล้วเรียบร้อย

อาหารในวันนี้ราวกับยกภัตตาคารหรูมาตั้ง บนโต๊ะอาหารแบบหมุนได้ไม่มีที่ให้วางอะไรได้อีกต่อไป

ตึก ตึก

เสียงฝีเท้าหนักๆ ที่ดังขึ้นเรียกความสนใจจากคนทั้งสาม เฟิงหลงก้าวมานั่งลงบนเก้าอี้ประจำตำแหน่ง ยกมือขึ้นไหว้แม่ของลี่ชิงตามมารยาท พลันสายตาก็ไปสะดุดกับสร้อยเพชรบนลำคอขาวซึ่งจำได้ว่าเป็นของย่าตัวเอง

คิ้วเข้มขมวดเข้าหากัน ความไม่พอใจเกิดขึ้นทันใด

มื้ออาหารเริ่มต้นด้วยผู้ที่อาวุโสที่สุด บรรยากาศบนโต๊ะดำเนินไปอย่างเรียบเรื่อย ไม่ขมุกขมัวให้ต้องรู้สึกอึดอัดเหมือนครั้งก่อน โดยมีบทสนทนาดังขึ้นเป็นระยะ

“เฟิงหลงพาน้องไปเดินเล่นในสวนย่อยอาหารไป” จาง ผิง ทำหน้าที่เชื่อมความสัมพันธ์เช่นเดิมเมื่อมื้ออาหารผ่านพ้นไป แล้วก็ต้องระบายยิ้มออกมาเมื่อคนเป็นหลานรับคำอย่างง่ายดาย

“ครับ”

ลี่ชิงต้องใช้ความพยายามเป็นอย่างมากกับการปั้นหน้าให้เรียบนิ่ง เมื่อสายตาคมปรายมามองก็ค่อยๆ ลุกขึ้น มองหน้าแม่และคุณยายผิง ก่อนจะเดินตามคนตัวโตกว่าออกไปจากห้องทานอาหาร

เป็นอีกครั้งที่ได้มีโอกาสมองแผ่นหลังกว้างอยู่ตรงหน้า ลี่ชิงทอดมองอยูอย่างนั้นและเดินตามอีกคนไปเรื่อยๆ จนกระทั่งถึงสวนที่มีทั้งต้นไม้และดอกไม้ ทั้งยังมีเรือนกระจกตั้งอยู่

กึก

ขาเรียวต้องหยุดอยู่กับที่เมื่อคนตรงหน้าหยุดเดินแล้วหันมามอง

“หรือที่เข้าหาคุณย่า...เพราะสมบัติ” เฟิงหลงพูดตามสิ่งที่คิด เข้าเรื่องโดยไม่รีรอ 

ด้านคนฟังก็มองสร้อยบนคอตัวเองตามอีกคน อารมณ์ก่อนหน้าปลิวหาย กลายเป็นความผิดหวังและวูบโหวงเข้ามาแทนที่ ลี่ชิงสูดลมหายใจเข้า ซ่อนความเสียใจเอาไว้อย่างแนบเนียนแบบที่เคยทำ ท่องในใจว่าอีกฝ่ายไม่ได้กลิ่นของตัวเอง ไม่รู้สึกถึงการเป็นคู่แห่งโชคชะตาจึงไม่ผิดที่จะคิด

“ไม่ใช่” คำปฏิเสธดังขึ้นเพียงสั้นๆ แล้วคำอธิบายค่อยถูกเอ่ยต่อ “ตระกูลหวังไม่ได้จน”

คำพูดนั้นฟังดูถือดี สีหน้าและแววตาคนพูดก็เช่นเดียวกัน

“ความโลภไม่เข้าใครออกใคร” 

“ถ้าอย่างนั้น...ก็มีคนที่รวยกว่าตระกูลจาง”

กรามแกร่งบดแน่นเข้าหากัน สะอึกกับความจริงที่เหมือนถูกตบหน้าเบาๆ ดวงตาคมจ้องมองใบหน้าสวยของลี่ชิงด้วยประกายแห่งความขุ่นเคือง

แม้จะพยายามเปิดใจ ไม่ใช้อารมณ์ แต่สิ่งที่เห็นก็ทำให้คิด สงสัย อย่างไม่อาจวางใจ

ไม่ทันไรก็ทำให้ไหน่ไนยกเครื่องเพชรให้แล้ว ต่อไปจะยกอะไรให้อีก

“ผมไม่ได้เข้าหาไหน่ไนเพื่อหวังผลประโยชน์อะไรทั้งนั้น จากตัวคุณก็ด้วย” ลี่ชิงย้ำจุดประสงค์ของตัวเองด้วยเสียงที่ราบเรียบ

“งั้นเธอเข้ามาเพื่อหวังอะไร”

“เราสามารถเข้าหาคนอื่น โดยไม่ต้องหวังอะไรได้” คำพูดนั้นเหมือนเด็กกำลังสอนผู้ใหญ่ จากนั้นลี่ชิงยังพูดต่อ “สังคมของนักธุรกิจไม่จำเป็นต้องใช้กับสังคมอื่น”

“ไม่มีหรอก คนที่ไม่หวังผลประโยชน์อะไร” เฟิงหลงพูดขึ้นทันควันตามประสบการณ์ที่พานพบมาสามสิบกว่าปี มองคนตรงหน้าด้วยสายตาที่แสร้งเอ็นดูในความคิดอันใสซื่อ

“คุณเคยมีเพื่อนที่จริงใจกับคุณไหม หรือว่าไม่มีเลยคิดว่ามันต้องเป็นแบบนั้น”

กึก

ฝ่ามือใหญ่กำแน่นเข้าหากัน ขาแกร่งขยับไปชิดคนพูดให้กลิ่นที่รบกวนสมาธิรุนแรงขึ้น นึกอยากจะบีบคนตรงหน้าให้กระอักเลือดเพราะคำพูดที่เกินเด็กนั่น

“หวัง ลี่ชิง” เสียงทุ้มเอ่ยเรียกชื่อเป็นการเตือนว่าความอดทนกำลังลดต่ำลง

“อย่าเอาความคิดแคบๆ ของคุณมาตัดสินคนอื่น” แม้ใจจะไหวสั่นเพราะความเสียใจแต่น้ำเสียงและสีหน้ายังแสดงออกได้ดีอย่างน่าชื่นชม

“ฉันตัดสินจากสิ่งที่ฉันเห็น”

“สิ่งที่เห็นก็ไม่ได้เป็นอย่างที่คิดไปทุกอย่าง...ไม่ยักจะรู้ว่านักธุรกิจแบบคุณ ตัดสินอะไรง่ายดายแบบนี้”

ประโยคนั้นเป็นเหมือนคำดูถูกว่าคิดและมองอะไรตื้นๆ อย่างไม่สมกับจุดที่ตัวเองยืนอยู่จนเฟิงหลงต้องเอ่ยด้วยเสียงรอดไรฟัน ย้ำให้ร่างเพรียวรู้ถึงอายุของตัวเอง

“อย่าลืมว่าตัวเองอายุน้อยกว่าฉันเป็นสิบปี”

“ผมไม่ลืม คุณต่างหากที่ลืมหรือเปล่าว่าไม่ว่าใครจะอายุเท่าไหร่ก็สมควรให้เกียรติ ลองคิดดูว่าถ้าเป็นผมที่พูดกับคุณแบบที่คุณพูดตลอดมา คุณจะพอใจไหม”

“...” 

“สุดท้ายแล้วคุณก็ไม่ได้เปิดใจอย่างที่ว่าเอาไว้”  

ชั่ววินาทีหนึ่งลี่ชิงไม่อาจทนเก็บความผิดหวังเอาไว้ได้จนเผลอแสดงออกทางแววตา แม้จะหมุนตัวกลับแล้วเดินหนีออกมาทันทีที่พูดจบแต่ก็ยังปกปิดไว้ไม่ทัน

เฟิงหลงยืนค้างอยู่ตรงนั้น มองแผ่นหลังบางห่างออกไปจนลับสายตา มือยังคงกำแน่นพร้อมความเสียใจในดวงตาเรียวรีที่รบกวนความคิดมาอีกหนึ่งอย่าง

 

 

 

TBC. 

 

อุแงงงง กำลังจะดีแล้วเชียวคุณเฟิงงงงงง 

คุณเฟิงผิดคนเดียว ไม่เกี่ยวกับโซแอลเลยนะคะ 

ให้ด่าได้เต็มที่ๆ>< 

คอมเมนต์ติชมและเป็นกำลังใจให้ทั้งลี่ชิงและโซแอลด้วยน้า 

ฝากแท็ก#มังกรซ่อนเพชร ด้วยฮับ 

แล้วเจอกันตอนหน้า~ 

ปล.แอบบอกว่าปกสวยมากกกกก 

ปกสวยทั้งเซตเลย 

รอวันเปิดจองน้า 

ไม่ใกล้แต่ก็ไม่ไกลแล้วค่ะ อิอิ 

ความคิดเห็น