บัวมาลัย
email-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

วิบัติของแผ่นดิน

ชื่อตอน : วิบัติของแผ่นดิน

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย ลึกลับ,สืบสวน สอบสวน

คนเข้าชมทั้งหมด : 53

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 11 ต.ค. 2562 21:03 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
วิบัติของแผ่นดิน
แบบอักษร

วิบัติของแผ่นดิน 

 

                             เสลี่ยงรอรับเสด็จเจ้านางอยู่เชิงเขา ขุนทหารที่ส่งลงมาก่อนคงนำความเข้าไปทูลพระเจ้าหรรษาชยวรมันต์และพระมเหษีเทวีนทีนาถ เพราะถัดไปนั้นก็เป็นเสลี่ยงของทั้งสองพระองค์ที่มารออยู่เช่นกัน ทันทีที่เจ้านางเสด็จลงมาถึงพื้นเบื้องล่าง พระมเหษีเทวีนทีนาถก็รีบเดินเข้าไปหาพระธิดาทันที ทั้งสองพระองค์สวมกอดกัน ฉันรับรู้ความรู้สึกตรงนี้ได้ว่า สำหรับคนเป็นแม่นั้นทั้งห่วงทั้งกังวลสารพัดจนเป็นทุกข์ แต่สำหรับคนเป็นลูกเช่นเจ้านางนอกจากความคิดถึงที่มีต่อบุพการีแล้ว ความรู้สึกอื่นถูกกลบมิดด้วยความตั้งมั่นในพระทัยที่จะดำเนินการสิ่งที่คิดไว้ให้สำเร็จ 

                             เจ้านางทรงเสด็จมาที่พระเจ้าหรรษาชยวรมันต์ซึ่งทรงยืนรออยู่ข้างเสลี่ยง แล้วก้มลงกราบแทบพระบาท ผู้เป็นพระราชบิดารีบก้มลงประคองตัวให้ลุกขึ้น 

                             “พ่อกับแม่เป็นห่วงเจ้าเหลือเกินศศิพิน คนที่ต้องไปทำภารกิจนั้นใยต้องเป็นเจ้าด้วย” 

                             “ก็เพราะลูกเป็นเจ้านาง เป็นพระราชธิดาเพียงองค์เดียวของพระเจ้าหรรษาชยวรมันต์และพระมเหษีเทวีนทีนาถ ผู้ครองแคว้นรัฎฐณสุวรรณอันยิ่งใหญ่น่ะสิเพคะ” 

                             หากเจ้านางสังเกตสักนิด จะเห็นได้ว่าพระพักตร์ของพระเจ้าหรรษาชยวรมันต์สลดลงทันที พระมเหษีเทวีนทีนาถจึงกล่าวว่า 

                             “รีบเสด็จกลับเข้าเมืองกันเถิดเพคะเจ้าพี่ อำมาตย์มนตรีรณกฤติสันตเดโชชัย นายเวร ขุนทหารและสนมกำนัลทั้งปวงจะได้พักผ่อนคลายความเหนื่อยล้าและกลับไปหาครอบครัว” 

              คำว่า”ครอบครัว” สุรเสียงของพระมเหษีเทวีทรงแฝงความเศร้าปนมาด้วย หรือบางทีฉันอาจจะคิดมากไปเอง 

                             ขบวนเสลี่ยงทั้งสามขบวนกลับเข้าเขตพระราชวัง อำมาตย์มนตรีรณกฤติสันตเดโชชัย แบ่งจำนวนพลทั้งหมดให้บางส่วนกลับเข้าเขตค่ายทหารและบางส่วนกลับไปยังเรือนของตนได้  ตัวของเขาเองกลับเข้าเขตทหารเพื่อดูแลไพร่พลที่เหลือ แล้วก็น่าใจหายที่จำนวนไพร่พลลดลงมาก ซุ้มที่พักนี้เคยมีพลทหารอยู่กันเต็มร่อยหรอลงไปกว่าครึ่ง เขาสั่งให้จัดอาหารและเครื่องดื่มต่าง ๆ เพื่อให้ทุกคนพักผ่อนอย่างเต็มที่ ก่อนจะหันมามองตัวเองว่า เขาควรไปที่ใดระหว่างบ้านที่ไม่มีใคร กับค่ายทหารที่ได้อยู่ใกล้คนที่เขาต้องปกป้อง 

                             หลังจากทุกคนกินข้าวกันอย่างอิ่มหนำสำราญแล้ว นายเวรจากภายในพระมหาราชวัง ก็เข้ามาตามให้อำมาตย์มนตรีรณกฤติสันตเดโชชัย เข้าเฝ้าพระเจ้าหรรษาชยวรมันต์ในยามวิกาล เขารู้ดีว่าต้องมีเหตุไม่ปกตินัก 

                             เมื่อเขาถวายความเคารพเบื้องหน้าพระแท่นของพระเจ้าหรรษาชยวรมันต์ พระองต์ก็กล่าวด้วยสุรเสียงที่อ่อนโยนปนห่วงใยว่า 

                             “ข้ารู้ดีว่าเจ้าต้องเหน็ดเหนื่อยเพียงใดกับภารกิจที่ต้องขึ้นไปทำบนนั้น แล้วยังต้องรักษาความปลอดภัยให้ศศิพินในทุกเพลา เจ้าคงไม่ได้หลับสนิทได้เยี่ยงผู้อื่น บัดนี้ศศิพินอยู่กับข้าและแม่ของนาง เป็นที่ที่เจ้าควรห่วงใยได้น้อยที่สุด ข้าอยากให้เจ้ากลับไปพักผ่อนที่บ้าน บัดนี้พ่อกับแม่ของเจ้าขึ้นมาจากหัวเมืองทางใต้รอเจ้าอยู่ พรุ่งนี้หลังเพลเจ้าค่อยพาพ่อกับแม่ของเจ้ามาเฝ้าข้าที่ท้องพระโรงชั้นใน ส่วนข้อราชการในวันพรุ่งนี้ขอให้อำมาตย์ ขุนทหารภายใต้สังกัดของเจ้าพักผ่อนกับครอบครัวของเขา วันมะรืนพวกเขาคงอยากจะพบข้า เจ้าค่อยพาไพร่พลในสังกัดของเจ้าทั้งหมดเข้ามาในวันนั้น” 

                             แม้รับสั่งจะดูมีนัยยแฝงแปลก ๆ แต่เมื่อรู้ว่าพ่อกับแม่ของเขาอยู่ที่เรือน เขาก็ควรจะรีบกลับไปพบท่านทั้งสองเพราะตลอดช่วงเวลานับแต่เดินขึ้นเขาในวันแรกเขาคิดว่าอาจจะไม่มีโอกาสได้กลับมากราบเท้าทั้งสองท่านได้อีก  

              คืนนี้เจ้านางทรงประทับในพระมหาราชวัง เพื่อให้พระราชบิดาและมารดาได้ทรงคลายความคิดถึง หลังจากเสวยเครื่องเช้าร่วมกันสามคนพ่อแม่ลูกแล้ว เจ้านางจึงสรุปเรื่องราวทั้งหมดให้ทั้งสองท่านได้รับทราบ 

                             “ขณะที่ลูกลงมาตามพระราชบัญชาของเด็จพ่อ ทหารจำนวนหนึ่งกำลังถางเส้นทางจากพุน้ำที่พบไปยังพื้นที่ลุ่มขนาดใหญ่ตามที่ลูกและท่านอำมาตย์มนตรีรณกฤติสันตเดโชชัย เห็นตรงกันในความฝัน โดยท่านอำมาตย์มนตรีได้ใช้ขุนทหารคนสำคัญของเขา นำกำลังไปตามเส้นทางที่เขียนลงในผืนหนัง ทุกคนจะไปรอลูกอยู่ตรงนั้นเมื่อลูกได้เวลาต้องขึ้นไปสำรวจอีกครั้งหลังเสร็จราชกิจของเสด็จพ่อ” 

                             ได้ยินดังนั้นพระมเหษีเทวีนทีนาถถึงกับทรงชงักมือที่กำลังจะป้อนหมากเข้าปากแล้วถามออกมาด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียดว่า 

                             “เจ้าไม่ต้องไปได้มั้ยศศิพิน พ่อกับแม่จะอายุสั้นตายกับการรอเจ้าอยู่ที่นี่ ไม่รู้จะกลับวันไหน” 

                             “ใจเย็นพระน้องนาง  ลูกไปทำงานเพื่อแคว้นเพื่อประชาชน เป็นหน้าที่ของลูก และตลอดเวลาอำมาตย์มนตรีรณกฤติสันตเดโชชัยก็อยู่กับนาง มันเป็นหน้าที่ของเราสามคนที่ต้องอดทนผ่านภาวะนี้ไปด้วยกัน” 

                             เจ้านางทรงรู้สึกเศร้ากับคำพูดของพระเจ้าหรรษาชยวรมันต์ จึงเดินไปยังพระแท่นของพระมเหษีเทวีนทีนาถ สวมกอดพระนางแล้วจูงมือไปยังพระราชบัลลังก์ของสมเด็จพระเจ้าหรรษาชยวรมันต์ซึ่งทรงลงมารอเบื้องล่าง ทั้งสามคนสวดกอดกันนิ่งและนาน 

                             อำมาตย์มนตรีรณกฤติสันตเดโชชัย หยิบหมอนขวานเข้ามาเอนกายหลังจากอิ่มกับอาหารคาวหวานที่แม่ของเขาเตรียมไว้ต้อนรับตั้งแต่รู้ข่าวว่าเขาจะลงมาจากเขาในวันวาน แม่นางจารุศจีลูบคลำเนื้อตัวลูกชายด้วยความคิดถึง นับเป็นเวลาเกือบเดือนที่ลูกของเขาต้องขึ้นไปเสี่ยงภัยอันตรายบนภูเขาแห่งนั้น ท่ามกลางข่าวลือจากนายเวร ขุนทหารว่าบนนั้นมีอสรพิษมากมาย เสมือนเป็นดินแดนเฉพาะที่ไม่ต้อนรับคนนอก นางจึงยินดีอย่างยิ่งที่ลูกชายแคล้วคลาดกลับมาโดยมิได้มีบาดแผลใด ๆ ตามร่างกาย 

                             “ท่านพ่อท่านแม่ต้องกลับหัวเมืองทางใต้เพลาใดเล่า”  อำมาตย์มนตรีรณกฤติสันตเดโชชัย 

เอานิ้วไล้ไปตามกลีบดอกบัวที่นำมามวนบุหรี่ ยามนี้เป็นของราคาแพงและหายากมาก นอกจากบ้านคหบดีหรือขุนนางชั้นผู้ใหญ่เท่านั้นจึงจะมีบุหรี่กลีบบัวในยามนี้ได้ 

                             ขุนหลวงลาภยศสรรเสริญบ้วนน้ำหมากสีแดงลงในกระโถนเคลือบสีน้ำเงินสวยงาม  

                             “พ่อกับแม่ไม่ต้องไปยังหัวเมืองทางใต้แล้ว” น้ำเสียงที่กล่าวไม่มีแววแห่งความยินดีแฝงเอาไว้เลย เป็นเหตุให้อำมาตย์มนตรีรณกฤติสันตเดโชชัย ลุกขึ้นนั่งตรงอีกครั้งเพื่อฟังความจากพ่อของเขาต่อ 

                             “ไม่มีไพล่ ชาวบ้านใด ๆ ที่นั่นให้ต้องดูแลต่างพระเนตรพระกรรณแล้ว” 

                             ขุนหลวงลาภยศสรรเสริญกล่าวจบ แม่นางจารุศจีก็ยกชายผ้าขึ้นซับน้ำตา ก่อนที่จะฟังสามีเล่าให้ลูกชายฟังถึงเหตุที่เกิดขึ้น 

                             “ช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา ฝนตกหนักอย่างต่อเนื่อง น้ำจากภูเขาไหลหลากเข้าท่วมตัวเมืองอย่างหนัก ชาวบ้านไม่สามารถออกมาหาอาหารได้ ล้มตายด้วยน้ำพัด หรือลมหอบเอาไปกันหลายครอบครัว พอฝนสงบลงได้ไม่นาน ทะเลก็คลุ้มคลั่ง คลื่นขนาดยักษ์ถาโถมม้วนเอาบ้านเรือนและผู้คนลงไปในทะเลเกือบครึ่งเมือง ถ้าวันนั้นพ่อกับแม่ไม่ได้ขึ้นไปบูชาพระธาตุบนเขาพญานาค ก็คงถูกม้วนตามไปกับคุ้มแล้ว” 

                             แม่นางจารุศจีเสริมต่อว่า  

                             “พ่อกับแม่อยู่บนวิหารนั้นถึงสามวันจึงกล้ากลับลงมาที่ตัวเมือง อาศัยข้าวปลาอาหารของพระ พราหมณ์ บนวิหารแห่งนั้น พอลงมาที่ตัวเมืองก็คละคลุ้งไปด้วยกลิ่นซากศพ เมืองทั้งเมืองเหมือนสุสาน สมณะชีพราหมณ์ นักบวชทั้งหลาย ต่างพากันเดินทางไปอาศัยยังอาณาจักรศรีวิชัย พร้อมด้วยผู้คนที่เหลือ พ่อกับแม่และขุนทหารเพียงหยิบมือเท่านั้นที่เดินทางกลับมายังเมืองหลวง” 

                             อำมาตย์มนตรีรณกฤติสันตเดโชชัย ไม่สามารถสกดความตลึงพรึงเพริศที่เกิดขึ้นในจิตใจของเขาได้ ทุกอย่างกำลังล้อมกรอบเข้ามาให้ดินแดนแห่งนี้ต้องมีชะตากรรมตามที่เขาเห็นในนิมิตเดียวกับเจ้านางศศิพินทุเทวี 

                             “แล้วท่านจะทำเช่นใดต่อเล่า” เขาถามกลับไปด้วยน้ำเสียงที่เหมือนลอดหลุดออมาจากความคิด 

                             “พ่อรายงานสิ่งที่เกิดขึ้นให้กับพระเจ้าหรรษาชยวรมันต์ได้ทรงทราบตั้งแต่วันแรกที่เข้ามาถึง พร้อมด้วยกำลังพลทหาร บ่าว ไพร่ทั้งหมด พระองค์ก็ทรงตกพระทัยไม่น้อยแม้จะได้รับการรายงานเข้ามาถึงสภาพฝนฟ้าพายุที่เกิดอย่างต่อเนื่อง แต่ทรงคิดไม่ถึงว่าจะเกิดคลื่นยักษ์ม้วนเอาบ้านเรือนและผู้คนลงทะเลไปเยี่ยงนั้น” 

                             ทั้งสามคนพ่อแม่ลูกถอนหายใจขึ้นมาพร้อมกัน ก่อนที่ขุนหลวงลาถยศสรรเสริญจะกล่าวต่อไปอีกว่า 

              “พระเจ้าหรรษาชยวรมันต์จึงโปรดให้พ่อกับแม่อยู่ช่วยราชการในเมืองหลวงนี้ เพราะขณะนี้ในเมืองหลวงเองก็เผชิญกับสภาวะภัยต่าง ๆ ข้าวยากหมากแพง ดินแล้งแห้งนา ไพร่ฟ้า ข้าไท ย้ายไปยังอาณาจักรอื่น ๆ เช่นกัน โดยพาะอย่างยิ่งอาณาจักรสุพรรณภูมิที่ดูจะได้รับผลกระทบจากภัยต่าง ๆ เหล่านี้น้อยนัก น้ำท่าแม้จะลดน้อยลงแต่ก็ยังอุดมสมบูรณ์กว่าแคว้นของเรา” 

                             ใบหน้าของคนในครอบครัวขุนหลวงลาภยศสรรเสริญเคร่งเครียดเช่นเดียวกันหมด หลังจากที่เงียบไป แม่นางจารุศจีก็เอ่ยขึ้นว่า 

                             “พ่อกับแม่ได้เข้าเฝ้าพระเจ้าหรรษาชยวรมันต์และพระมเหษีเทวีนทีนาถ จึงได้ทราบนิมิตมหัศจรรย์ที่เกิดขึ้นของลูกกับเจ้านางศศิพิพินทุเทวี รวมทั้งการที่เจ้ากับเจ้านางต้องเสาะหาแผ่นดินใหม่ที่จะสามารถทำการเกษตรกรรมเลี้ยงดูราษฎรหรืออาจจะต้องขยับขยายย้ายเมืองหากจำเป็นขึ้นมา แม่รู้สึกว่าทั้งสองพระองค์ไม่สบายพระทัยกับสิ่งที่เกิดขึ้น รวมทั้งความพยายามของเจ้ากับเจ้านางที่จะแก้ไขภัยพิบัติในครั้งนี้ด้วยวิธีที่เสี่ยงภัยอันตรายและลบหลู่สิ่งศักดิ์สิทธิ์ตามคำกล่าวของผู้เฒ่ายายเฒ่า” 

                             “คงด้วยเหตุนี้กระมังที่ทรงมีพระราชกระแสรับสั่งให้ลูกกับเจ้านางลงมาจากเขาอย่างเร่งด่วน” 

อำมาตย์มนตรีรณกฤติสันตเดโชชัย กล่าวขึ้นบ้าง 

                             “ยังมีราชการเรื่องอื่นที่ต้องหารือเป็นการเร่งด่วนอีกมาก พระเจ้าหรรษาชยวรมันต์จึงต้องการให้เจ้ากับเจ้านางร่วมหารือด้วย รวมทั้งรายงานเรื่องที่เจ้าขึ้นไปค้นหาแผ่นดินใหม่ข้างบนนั้น พรุ่งนี้เจ้าก็จะได้คุยพร้อมกันในท้องพระโรง” 

                             ขุนหลวงลาภยศสรรเสริญหยุดเล่า แม่นางจารุศจีจึงเอ่ยขึ้นด้วยสีหน้าที่เคร่งเครียด นางป้ายปูนแดงไปกับหมากด้วยแรงที่กดลงมากจนใบพลูฉีกขาด ก่อนจะเอ่ยขึ้นว่า 

                             “งานหลวงพรุ่งนี้เจ้าค่อยไปคิดไปหารือในพระมหาราชวัง แต่งานในบ้านเจ้าคงต้องจัดการวันนี้ให้แล้วเสร็จ ทุกคนรอเจ้าอยู่เช่นกัน” 

                             อำมาตย์มนตรีรณกฤติสันตเดโชชัย แสดงสีหน้าประหลาดใจทั้งถ้อยคำและกิริยาอาการของผู้เป็นแม่ รวมทั้งใบหน้าที่เริ่มเคร่งเครียดของผู้เป็นพ่อ 

                             “งานในบ้านเรื่องใดที่ข้ามีความสำคัญเยี่ยงนั้นและถึงกับทำให้ท่านทั้งสองต้องเป็นทุกข์เยี่ยงนี้” 

                             “นกเอี้ยง เจ้าไปเรียกรำเพยกับพ่อและแม่ของมันมาที่นี่ทีสิ” 

                             แม่นางจารุศจีหันไปกล่าวกลับนางรับใช้คนสนิท และก่อนที่นางนกเอี้ยงจะคลานพ้นไป อำมาตย์มนตรีรณกฤติสันตเดโชชัย ก็เอ่ยขึ้นว่า 

                             “นี่ท่านอำมาตย์กฤตธรรมฤทธิ์ก็กลับมาอยู่ที่เรือนด้วยหรือ” 

                             “ใช่ หัวเมืองที่อำมาตย์กฤตธรรมฤทธิ์ต้องไปรับใช้ขุนหลวงหัสยบดินทร์ดูแล ผู้คนต่างก็อพยพไปยังแคว้นอื่นจนหมดสิ้นเช่นกัน ตอนนี้ขุนหลวงทุกหัวเมืองที่รอดชีวิตจากภัยภิบัติต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในเมืองของตนต่างก็กลับเข้ามายังเมืองหลวงทั้งหมด อำมาตย์กฤตธรรมฤทธิ์ ก็เช่นกัน” 

                             ขุนหลวงลาภยศเอ่ยขึ้น 

                             “แล้วนี่ไปตามที่ไหนกัน นางรำเพยก็พักอยู่บนเรือนนี่มิใช่หรือท่าน” 

                             “แม่ให้ทั้งสามคนไปอยู่เรือนของเจ้านางที่เจ้าได้รับมา เพราะระหว่างที่เจ้าไม่อยู่นี้สถานการณ์บ้านเมืองไม่ค่อยดีนักพวกนางจึงไปทูลขอต่อพระเจ้าหรรษาชยวรมันต์เพื่อกลับไปอยู่ยังแคว้นของตน จึงมีเรือนที่ว่างพอสำหรับครอบครัวของอำมาตย์กฤตธรรมฤทธิ์” 

                             ยามที่รุ่งเรืองก็มีแต่คนอยากอยู่ด้วย หวังพึ่งพิง ยามตกอยู่ในสถานการณ์ลำบากย่อมเห็นได้ว่าใครที่เหลืออยู่ข้างเราจริง ๆ อำมาตย์มนตรีรณกฤติสันตเดโชชัย มัวแต่คิดจึงไม่ได้หันไปมองด้านหลังที่มีหญิงชายคู่หนึ่งกำลังประคองผู้หญิงที่อุ้มครรภ์แก่ ค่อย ๆ ขึ้นบันไดมาและกำลังก้าวข้ามธรณีประตูเพื่อเดินมายังตั่งไม้ยกพื้นสูงกลางบ้านที่ทุกคนนั่งรวมกันอยู่  

                             เมื่อแม่นางจารุศจีเหลือบตาเห็นเข้า จึงรีบลุกแล้วเดินไปรับหญิงที่อุ้มครรภ์แก่มานั่งบนพื้นตั่งเอนพิงกับเสาและห้อยขาเพื่อให้อยู่ในท่าที่สบายสำหรับคนท้อง 

                             ส่วนอำมาตย์กฤตธรรมฤทธิ์ผู้เป็นพ่อและนางรำเพยผู้เป็นแม่ นั่งพับเพียบอยู่กับพื้นบ้านเพื่อรอผู้เป็นใหญ่แห่งบ้านนี้มีคำสั่งให้ทำอย่างไรต่ไป 

                             อำมาตย์มนตรีรณกฤติสันตเดโชชัย จึงเพิ่งเห็นได้ชัดเจนว่าหญิงที่เคยดูแลปรนนิบัติตนจนเป็นเรื่องเป็นราวใหญ่โต ในวันนี้ได้อุ้มท้องลูกของเขา รำพึงดูเปล่งปลั่งและงดงามกว่ายามปกติ เป็นอีกครั้งที่เขาต้องเปลี่ยนอิริยาบถจากท่านั่งเอนกายสบาย ๆ มานั่งตัวตรงเพื่อฟังเรื่องที่จะมีการพูดคุยต่อไป 

                             “พ่อกับแม่กลับมาที่บ้าน เจออำมาตย์กฤตธรรมฤทธิ์ พักอยู่ในเรือนไพร่เดิมของนางรำเพย จึงเรียกตัวขึ้นมาไต่สวยเรื่องราว ได้ความว่าเมืองที่อำมาตย์กฤตธรรมฤทธิ์ ไม่เหลือไพร่ฟ้า ข้าไท อยู่อีกแล้ว จึงตามขุนหลวงผู้ดูแลเมืองกลับเข้ามากันหมด และมีรับสั่งให้อยู่ช่วยแก้ไขงานราชการในเมืองหลวง อำมาตย์กฤตธรรมฤทธิ์ จึงกลับมาหาเมียและลูก แต่มิกล้าที่จะขึ้นมาอยู่บนเรือนจึงพักที่เรือนเดิมของตนเอง ในเวลากลางวันก็เข้าเฝ้าขุนหลวงที่เรือนหรือติดตามเข้าพระมหาราชวัง ครั้นพ่อจะให้ขึ้นมาอยู่บนเรือนกันหมดแม่เจ้าก็ติงว่าจะดูเป็นการรับเอาครอบครัวของอำมาตย์กฤตธรรมฤทธิ์ มาร่วมเรือนอย่างเปิดเผยถูกต้อง อาจจะกระทบกระเทือนต่อความคิดของเจ้า” 

                             ขุนหลวงลาภยศสรรเสริญหยุดพูดซะเฉย ๆ หลังจากบ้วนน้ำหมากลงกระโถนก็เคี้ยวอย่างเนิบ ๆ                       “รำเพยไหว้พี่เขาซะก่อนลูก” 

                             แม่นางจารุศจี ลูบหัวลูบตัวนางรำเพยอย่างปิดอาการของคนที่มีความเมตตา กรุณา และเอื้ออาทรเป็นพิเศษไม่มิด นางรำเพยก็กระทำตามอย่างงดงามเช่นเดิม 

                             ส่วนอำมาตย์มนตรีรณกฤติสันตเดโชชัย ในสมองเขาตอนนี้สับสนวุ่นวายไปหมด ใจหนึ่งก็ดีใจจนตื่นเต้นที่รู้ว่าตนเองจะมีลูก อีกความรู้สึกหนึ่งที่วิตกกังวลขึ้นมาไม่ด้อยไปกว่าเลยคือความรู้สึกของเจ้านางศศิพินทุเทวี ที่ระยะนี้เขารู้ว่าพระนางทรงคลายทิฐิลงมามากแล้ว และด้วยความที่ต้องลำบากตรากตรำเสี่ยงภัยทำงานด้วยกันในช่วงที่ผ่านมา เจ้านางทรงแทบจะลืมเรื่องราวที่ทำให้ต้องแตกหักลงไปเกือบหมด หลายครั้งที่ทรงเผลอเรียกเขาว่า “เจ้าพี่” และหลายครั้งที่ทรงเผลอเรียกตัวเองว่า “น้อง” 

                             “รำเพยท้องแก่ใกล้คลอด ไม่น่าเกินเพ็ญเดือนหน้าก็คงจะคลอดแล้ว หากให้ท้องอยู่บนเรือนก็เท่ากับเป็นเมียกลางนอกมาเป็นเมียกลางเมือง (เมียกลางนอก = อนุภรรยา , เมียกลางเมือง = เมียหลวง)ให้คนรับรู้กันทั่วไป แม่จึงให้นางพร้อมพ่อแม่ลงไปอยู่ยังเรือนของเจ้านางที่ว่างไว้ เพราะกว้างขวาง สมเกียรติของอำมาตย์กฤตธรรมฤทธิ์ ซึ่งก็มีบ่าวไพร่ที่ติดตามมารับใช้ด้วย” 

                             “ท่านแม่ นางตั้งท้องลูกข้าตั้งแต่เมื่อใด” 

                             อำมาตย์มนตรีรณกฤติสันตเดโชชัย ถามมารดาของเขาแทนที่จะถามนางรำพึงผู้ซึ่งตั้งครรภ์ด้วยสีหน้าตื่น ๆ น้ำเสียงลอย ๆ อย่างยากว่าความรู้สึกภายในเป็นอย่างไร 

                             “นางรู้ตัวว่าตั้งครรภ์ตั้งแต่วันที่ไปดักรอพบบิดาของนางที่พระมหาราชวังวันนั้นเจ้าค่ะท่าน” 

                             คนที่ตอบคำถามกลับกลายเป็นนางรำเพย 

                             “ข้าได้รับจดหมายฝากหมู่เกวียนขึ้นล่องเอาไปให้ที่หัวเมืองว่ารำพึงมีเรื่องสำคัญจะหารือ โดยนางจะมาดักรอพบที่พระมหาราชวังก่อนที่ข้าจะเดินทางกลับ เพราะข้อราชการที่มาก พอข้าไม่สามารถปลีกตัวกลับมาหาลูกและเมียที่บ้านได้” 

                             อำมาตย์กฤตธรรมฤทธิ์ เป็นผู้ตอบด้วยน้ำเสียงและสายตาที่ปิดบังความเจ็บปวดไว้ไม่มิด 

                             “ข้าพาลูกกลับจากริมน้ำจรเข้ในวันนั้น ก็ทำได้แค่เพียงขอร้องให้หมอหลวงที่มีความมักคุ้นกันมาช่วยดูแลนาง และเห็นว่านางได้อยู่บนเรือนของท่านแล้ว มีบ่าวไพร่รับใช้จึงคลายความกังวลลงและกลับไปทำข้อราชการต่อ ไม่คิดว่าลูกแทบเอาชีวิตไม่รอด” 

                             คราวนี้น้ำเสียงของอำมาตย์กฤตธรรมฤทธิ์ ยิ่งปิดบังความเจ็บปวดไว้ไม่มิดมากยิ่งขึ้น หากไม่เพราะบุญคุณข้าวน้ำที่รดหัวเขาตั้งแต่เป็นเด็กลูกทาสรับใช้ในเรือนนี้จนได้รับโอกาสให้ติดตามรับใช้ขุนหลวงลาภยศสรรเสริญเข้าเฝ้าในพระมหาราชวังบ่อย ๆ จนได้รับราชการในตำแหน่งนายเวรและเติบโตขึ้นจนเป็นอำมาตย์  เขารู้ตัวดีว่าที่เติบโตด้วยลาภยศนี้เป็นเพราะความซื่อสัตย์ จงรักภักดี ทุ่มเทตั้งใจทำงาน และการสนับสนุนส่งเสริมจากขุนหลวงลาภยศสรรเสริญเขาจึงมีโอกาสได้เป็นอำมาตย์ มีบ่าวไพร่รับใช้ มีเครื่องพระราชทานตามยศ แต่เขาก็ยังคงอยู่ในเรือนนี้เพื่อรับใช้ขุนหลวงลาภยศสรรเสริยและแม่นางจารุศจี ไม่คิดที่จะแยกไปอยู่ตามบรรดาศักดิ์ของตัวเอง แต่ความเจ็บปวดปางตายของลูกครั้งที่ผ่านมาก็ทำร้ายจิตใจของเขาไม่น้อยเลย เขาต้องกล้ำกลืนความเจ็บปวดที่จุกแน่นอยู่ในลำคอให้ลงไปยังจิตใจ กลืนน้ำตาของคนเป็นพ่อที่ไม่สามารถช่วยเหลือลูกที่ตกเป็นเหยื่อของความรัก รุมทึ้ง จิกรั้งทั้งสติและชีวิตจากลูกสาวของตนที่ล้มลุกคลุกคลานคาขื่ออย่างสบักสะบอมครานั้นได้  

                             “พี่ขอโทษเจ้าด้วยนะรำพึงเอ๋ย”  

                             อำมาตย์มนตรีรณกฤติสันตเดโชชัย เอ่ยขึ้นแล้วรีบเดินไปรับไหว้พร้อมกุมมือขาว ๆ เล็ก ๆ นั้นก่อนที่น้ำตาของเจ้าของมือจะหล่นลงมาที่มือของเขาทีละหยดและกลายเป็นหลาย ๆ หยด  เขาจึงปล่อยมือน้อย ๆ นั้นแล้วลูบหัวของนาง 

                             สำหรับเขานางเองก็คือน้องคนหนึ่งเช่นกัน หากความพิสวาสที่มีเป็นเพียงแค่ความต้องการของชายตามวิสัยทั่วไป เขาไม่เคยรักนางมากไปกว่าน้องคนหนึ่ง และไม่มีวันจะมากได้เท่ากับน้องอีกคนหนึ่งอย่างแน่นอน 

                             เขาคลานเข้าไปคุกเข่าต่อหน้าอำมาตย์กฤตธรรมฤทธิ์และนางรำเพย ก้มลงกราบลงเบื้องหน้าของบุคคลทั้งสอง จนทั้งสองคนตกใจรับขยับตัว ก่อนที่อำมาตย์มนตรีรณกฤติสันตเดโชชัย              จะเงยหน้าขึ้นแล้วกล่าวว่า 

                             “ข้าขอขมาท่านทั้งสองด้วย” 

                             “ท่านไม่จำเป็นต้องทำเช่นนี้เลยก็ได้ อย่างไรเสียชะตาชีวิตของรำพึงที่มีโอกาสได้รับใช้ปรนนิบัติท่าน ก็เป็นบุญของมันนักแล้ว ข้าไม่เคยลืมว่าเราสามคนพ่อแม่ลูกเติบโตและอาศัยเรือนของท่านมาตั้งแต่เกิด และข้ามิได้ตั้งใจจะเรียกร้องหรือต้องการให้ท่านต้องทำประการใดกับการที่รำพึงมันตั้งครรภ์ครั้งนี้” 

                             “ที่ผ่านมาท่านก็เมตตาลูกข้ามากยิ่งนักอยู่แล้ว ท่านดูแลคุ้มครองนางเกินกว่าที่บ่าวอย่างข้ากับลูกจะได้รับมากมายยิ่งนัก รำพึงเองมันก็รู้ถึงบุญที่มันได้รับนี้” 

                             นางรำเพยเอ่ยออกมาด้วย แต่ทำไมนะถึงอดรู้สึกไม่ได้ว่ามีความรู้สึกที่มันแฝงเอาไว้ซึ่งการประชดประชันปนมาอยู่ด้วย 

                             “วันที่พ่อกับแม่ได้รับคำสั่งให้กลับเข้าเมืองมาอย่างเร่งด่วนและต้องเข้าเฝ้าเพื่อรับผิดชอบต่อเหตุการณ์ทั้งหหมดที่เกิดขึ้นจากการไม่สามารถทำตามสัญญาที่ให้ไว้กับพระเจ้าหรรษาชยวรมันต์และพระมเหษีเทวีนทีนาถในครั้งนั้น พ่อกับแม่ก็มัวแต่เคร่งเครียดจนลืมแม้แต่จะเข้าไปถามนางรำพึงในห้อง รู้แค่เพียงเจ้าให้ทรัพย์ไว้ซื้อหยูกยาพอสมควรแล้ว” 

                             แม่นางจารุศจียังคงนั่งบนตั่งยกพื้นเคียงข้างนางรำพึง  ดูเหมือนนางจะให้ความสำคัญกับนางผู้นี้ยิ่งนัก น่าที่จะแสดงให้เห็นได้ว่านางยอมรับหญิงที่ตั้งครรภ์นี้เป็นสะใภ้ของนางแล้ว เพราะเด็กที่อยู่ในครรภ์นั้นเป็นหลานคนแรกของนาง 

                             “เจ้าจะทำอย่างไรต่อไปรณกฤต จะว่าไปเด็กที่อยู่ในท้องของรำพึง  ก็เป็นลูกคนแรกของเจ้าและเป็นหลานคนแรกของพ่อกับแม่” 

                             ขุนหลวงลาภยศสรรเสริญกล่าวขึ้นอย่างเป็นจริงเป็นจัง หลังจากบ้วนน้ำหมากเสร็จ การตัดสินใจของอำมาตย์มนตรีรณกฤติสันตเดโชชัย ในครั้งนี้เป็นเรื่องใหญ่ของครอบครัวเขา ไม่ใช่เรื่องส่วนตัวของเขาอีกต่อไปแล้ว อีกทั้งยังต้องให้เกียรติกับอำมาตย์กฤตธรรมฤทธิ์ตามสมควรอีกด้วย 

                             “ลูกขอเวลาอีกสักพักแล้วจะตอบคำถามท่านพ่อท่านแม่ ในเวลานี้ลูกมีเรื่องที่ต้องทำมากมายโดยพาะข้อราชการเร่งด่วนและสำคัญในยามนี้” 

                             อำมาตย์มนตรีรณกฤติสันตเดโชชัย ไม่แน่ใจในตัวเองเหมือนกันว่าเหตุผลของการที่ยังไม่ให้คำตอบนั้นเป็นตามนั้นจริง ๆ หรือเขาเพียงแค่ถ่วงเวลาในการที่จะให้คำตอบตามที่ทุกคนอยากได้ 

                             “ข้าพเจ้ามิบังอาจจะเรียกร้องหรืออาจเอื้อมสิ่งใดไปมากกว่านี้ เพราะที่ครอบครัวของข้าพเจ้าได้รับความกรุณาจากท่านนี้ก็เป็นพระคุณอย่างสูงแล้ว ยามข้าวยากหมากแพง บ้านเมือเผชิญวิกฤติเช่นนี้ ข้าพเจ้าสามารถวางใจได้ว่าลูกและเมียรวมทั้งหลานที่จะเกิดขึ้นมาอยู่ในที่ที่ปลอดภัย ไม่อดไม่อยาก ข้าพเจ้าก็พอใจมากแล้ว” 

                             อำมาตย์กฤตธรรมฤทธิ์ ตอบตามความรู้สึกด้วยใจจริง เพราะในยามนี้แม้แต่เรือนของขุนหลวงซึ่งเป็นขุนนางชั้นสูงรองจากพระเจ้าหรรษาชยวรมันต์ หลาย ๆ คน ก็ไม่ได้อุดมสมบูรณ์เช่นที่เรือนแห่งนี้ บ่าวไพร่ ในเรือนไม่มีใครอดอยาก   

                             “แม่เป็นห่วงเด็กในท้องของรำพึง กลัวจะได้รับความกระทบกระเทือนจากเหตุการณ์ที่ริมน้ำจรเข้ในวันนั้น และตัวนางรำพึงเองก็เจ็บป่วยอีกเป็นเดือน จนนางรำเพยเองยังคิดว่าเด็กในท้องไม่น่าจะรอดชีวิตมาได้ ทุกวันนี้นางทั้งสองก็ยังต้องเข้าวิหารบูชาสมณชีพราหมณ์ทุกวันเพ็ญ” 

                             แม่นางจารุศจีเอ่ยขึ้นโดยนั่งกุมมือของนางรำพึงเอาไว้  หัวอกของผู้หญิงด้วยกันมักจะเข้าใจกันดีเสมอว่ายามที่ต้องเผชิญความชอกช้ำจากคนที่ตัวเองรัก และต้องรับผิดชอบชีวิตเล็ก ๆ ในท้องของตัวเองที่กำเนิดขึ้น ผู้เป็นแม่ต้องใช้ความเข้มแข็งที่จะมีชีวิตมากขนาดไหน ไม่ใช่มีชีวิตเพื่อตัวเองเท่านั้น 

                             “รำพึงเจ็บออดๆ แอด ๆ ตั้งแต่วันที่ถูกนำตัวออกจากขื่อกลับมาบ้าน เงินทองที่ท่านอำมาตย์มนตรีทิ้งไว้ให้ข้านั้น ก็นำไปซื้อยารักษาทั้งยาของชาวจีนและยาของพ่อหมอดี ๆ ในแคว้นเรา รวมทั้งหมอหลวงที่พ่อของนางพามา แต่กว่านางจะมีสติกลับคืนมาปกติก็ใช้เวลานาน ข้าและพ่อของนางกลัวว่าจะกระทบกระเทือนต่อขวัญของเด็กที่จะมาเกิด จึงต้องหมั่นทำบุญถือศีล ท่านมหาเถรสังฆราช ให้ข้าพานางเข้าไปในมหาวิหารของท่านเพื่อรับดอกบัวจากท่านมาต้มน้ำให้นางกินทุก 7 วัน และทรงสวดเรียกขวัญนางและลูกทุกครั้งที่เข้าไป” 

                             นางรำเพยเล่าถึงเรื่องราวในช่วงเวลานั้นที่อำมาตย์มนตรีรณกฤติสันตเดโชชัย ไม่ได้เข้ามามีส่วนรับรู้ด้วย เพราะเขาหมกมุ่นอยู่กับความทุกข์ของตัวเอง และเมื่อเจ้านางศศิพินทุเทวีได้ตัดสินพระทัยที่จะยุติความสัมพันธ์ส่วนตัวในทุกประการกับเขา เขาจึงตัดสินใจไปใช้ชีวิตที่ค่ายทหารเพื่อที่จะได้อยู่ใกล้เจ้านางให้มากที่สุด เพราะเขารู้ดีว่านางเองก็อยู่ในห้วงความทุกข์ที่หนักหนายิ่งนัก ผู้เป็นพี่เช่นเขาไม่สามารถเข้าไปปลอบประโลมใด ๆ ได้ อย่างน้อยที่สุดแค่ได้เพียงอยู่ใกล้ คอยฟังข่าวคราว หากเกิออะไรขึ้นเขาจะได้ไม่พลาดที่จะไปถึง “น้องหญิง”ของเขาได้เร็วที่สุด  โดยที่เขาไม่ได้คิดถึงรำพึงเลยว่านางผ่านช่วงเวลานั้นมาได้อย่างไร 

                             “แม่ห่วงรำพึง อยากนำนางขึ้นมาอยู่บนเรือนแม่จะได้ดูแลอย่างใกล้ชิด และอย่างไรก็ตาม ลูกเองก็ไม่ได้เป็นว่าที่ราชบุตรเขยแต่อย่างใดแล้ว การนำนางขึ้นมาเป็นแม่เรือน แต่ไม่ต้องทำพิธีอะไรก็น่าจะพอไม่ทำให้ต้องกระทบกระเทือนเบื้องสูงแต่อย่างใด” 

                             แม่นางจารุศจีคงห่วงใยหลานในท้องของนางรำพึงอยู่มากโข 

                             “ลูกไม่คิดเช่นนั้น และลูกเองก็เหนื่อยมากแล้ว วันนี้ลูกขอกลับไปนอนที่ค่ายทหารเพื่อเตรียมข้อราชการที่จะเข้าเฝ้าในท้องพระโรงวันพรุ่งนี้ ท่านพ่อท่านแม่มิต้องห่วงใย ลูกไปล่ะ” 

                             พูดจบเขาก็ลุกขึ้นไปหยิบของใช้ต่าง ๆ ที่ต้องการใส่ห่อแล้วเดินออกจากบ้านไป ทั้งห้าคนบนเรือนต่างมองตามด้วยความรู้สึกที่ต่างกันไป แต่การที่อำมาตย์มนตรีรณกฤติสันตเดโชชัย ไม่ให้คำตอบอะไรแถมยังไม่นอนค้างในเรือนทั้งที่รู้เรื่องสำคัญนี้ต่างคนต่างก็ได้คำตอบในใจของตนเองที่แตกต่างกันไป 

                             ภายในท้องพระโรงวันนี้ ขุนนางอำมาตย์นั่งกันแน่นท้องพระโรง เพราะบรรดาขุนหลวงที่ไปอยู่ยังหัวเมืองต่าง ๆ กลับเข้ามาในเมืองหลวงกันหมด ท้องพระโรงอันเป็นที่ว่าราชการจึงเต็มไปด้วยผู้คน หลังจากอำมตยนายก สรุปเรื่องราวต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นกับหัวเมืองจนเป็นเหตุให้ต้องกลายเป็นเมืองร้าง ขุนนางอำมาตย์ที่รอดชีวิตต้องกลับมาเมืองหลวงให้กับเหล่าอำมาตย์และเจ้านางศศิพินทุเทวีได้รับทราบ 

                             “ไม่น่าเชื่อเลยว่า เพียงแค่ระยะเวลาไม่นานที่ข้าขึ้นไปอยู่บนภูเขานั้น จะเกิดภัยพิบัติมากมายหลายประการเยี่ยงนี้” 

                             เจ้านางศศิพินทุเทวีเอ่ยขึ้น 

                             “ต้อนนี้แคว้นอื่น ๆ เองก็ไม่ได้อยู่เย็นเป็นสุขนัก เพราะบางเมืองก็เกิดเหตุเภทภัยเช่นเดียวกับเรา บางเมืองก็ไม่ได้อุดมสมบูรณ์เหมือนเช่นเคย แต่กลับมีไพร่ฟ้า ข้าไท จากแคว้นอื่นเช่นจากแคว้นของเราเข้ามาอยู่อาศัยเพิ่มจำนวนขึ้น ความอดอยากก็กำลังจะตามมามากขึ้น  แคว้นเหล่านั้นจึงจำเป็นต้องขยายอาณาเขต หาแหล่งที่มีน้ำท่าอุดมสมบูรณ์เพื่อให้ไพร่ฟ้าข้าไทใช้ทำเกษตรกรรมต่าง ๆ ได้ จึงมีการออกแสวงอาณานิคมเขตแดนกันเพิ่มขึ้น และบางเมืองยังมีขุนทหารประจำชายแดนเพื่อไม่ให้คนจากภายนอกเข้ามาตั้งรกรากถิ่นฐาน ทำมาหากินในเมืองของตนอีกด้วย 

                             อำมาตยนายกกล่าวรายงานเสียงดังให้ทุกคนในท้องพระโรงได้ยิน แล้วคลานเข่าไปยังกระบะแผนที่บนแท่นหินใหญ่เบื้องหน้าพระแท่นของเจ้านางศศิพินทุเทวีที่ประทับด้านล่างพระราชบัลลังก์ของพระราชบิดา 

                             “เทือกเขาตลอดแนวนี้เป็นเขตแดนธรรมชาติที่กั้นระหว่างแคว้นต่าง ๆ ที่อยู่ติดพรหมแดน ซึ่งตอนนี้เจ้าผู้ปกครองแคว้นต่างก็เริ่มรู้เรื่องที่เจ้านางกำลังแสวงหาแผ่นดินใหม่เช่นกัน จึงเริ่มที่จะส่งคนขึ้นไปสำรวจพื้นที่บนเทือกเขาแห่งนี้ เพื่อหาแหล่งน้ำ หาแหล่งทำกินให้กับคนของตน คนของข้ารายงานว่า ไม่ใช่ทางเราด้านเดียวที่มีการขึ้นไปสำรวจ  ตอนนี้มีการสำรวจจากแคว้นอื่น ๆ อีกสามแคว้น โดยมีทางขึ้นดังนี้” 

                             อำมาตยนายกเอาไม้แหลมที่ทาสีแดงปักลงตรงบริเวณเชิงเขาที่รู้มาว่าเป็นเส้นทางที่มีการขึ้นสำรวจ ซึ่งอยู่กันคนละฟากของเจ้านาง 

                             “เท่ากับว่าตอนนี้ขึ้นอยู่กับใครจะขึ้นบนภูเขานี้แล้วเจอแหล่งทำกินก่อน และอาจจะนำมาซึ่งการแย่งชิงพื้นที่ที่สมบูรณ์ที่สุด อาณาจักรเราไม่เคยสู้รบกันเองมานานมาแล้ว แต่ในยามนี้คงไม่สามารถหลีกหนีกันได้เสียแล้ว” 

                             พระเจ้าหรรษาชยวรมันต์ทรงกล่าวขึ้นด้วยความวิตกกังวล เพราะยามนี้นายเวรขุนทหารถูกกวาดต้อนขึ้นไปทำการสำรวจร่วมกับเจ้านางศศิพินทุเทวีจำนวนมาก และล้มตายไปเกือบครึ่ง ส่วนที่ประจำการข้างล่างก็ไม่ได้ทำการฝึกซ้อมสู้รบมาเป็นเวลานาน ยามหน้าสิ่วหน้าขวานเช่นนี้จึงต้องตัดสินพระทัยหลาย ๆ เรื่อง ในเวลาเดียวกัน เพื่อให้เกิดประโยชน์และทันท้วงทีสถานการณ์การแย่งชิงนี้ 

                             “เป็นไปได้มั้ยที่ข้างบนนั้นจะมีแหล่งน้ำและพื้นที่ทำกินมากกว่าแห่งเดียว” 

                             พระมเหษีเทวีนทีนาถตรัสขึ้น 

                             “เรื่องนี้เราไม่สามารถหาคำตอบที่แน่ชัดได้พะยะค่ะ เพราะไม่เคยมีผู้ใดทำการสำรวจเทือกเขานี้มาก่อน แม้แต่แคว้นเราเองยังเพิ่งทำการสำรวจครั้งนี้เป็นครั้งแรก” 

                             อำมาตย์มนตรีรณกฤติสันตเดโชชัย กล่าวขึ้น 

                             “ลูกค่อนข้างมั่นใจว่าแหล่งน้ำสำคัญที่เป็นต้นน้ำของลำธารสายต่าง ๆ จากเทือกเขาแห่งนี้คือพุน้ำที่ลูกกับท่านอำมาตย์มนตรีรณกฤติสันตเดโชชัย สำรวจพบ และจากพื้นที่ตรงนั้นน้ำไหลมารวมตัวกันเป็นลำธาร และลำธารจะขยายใหญ่ขึ้นตามการซับน้ำในดินบนเทือกเขานั้น ลูกคิดว่าต้องเร่งทำการสำรวจและปักหลักเขตแดนให้เร็วขึ้น ก่อนที่แคว้นอื่น ๆ จะส่งคนขึ้นมาสำรวจเจอก่อนแคว้นเรา” 

                             เจ้านางศศิพินทุเทวีกล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงที่จริงจัง 

                             “หากแคว้นอื่นตามขึ้นมาเจอในภายหลัง ในสถานการณ์เช่นนี้ข้าพเจ้าเกรงว่าจะมีการแย่งชิงพื้นที่ทำกินกันระหว่างแคว้นนะพะยะค่ะ” 

                             ขุนหลวงลาภยศสรรเสริญกล่าวขึ้น 

                             “นอกจากต้องเร่งสำรวจให้เจอก่อนแคว้นอื่นแล้ว เราจะต้องเตรียมการสู้รบเพื่อป้องกันอาณาเขตของเราในยามนี้อีกด้วย” 

                             อำมาตย์มนตรีรณกฤติสันตเดโชชัย เอ่ยขึ้นและมองสบสายตากับเจ้านางศศิพินทุเทวีที่มองมายังเขาโดยตรง 

                             “ดังนั้นเมื่อเสร็จจากท้องพระโรงนี้ ขอให้เหล่าขุนหลวงที่กลับมาจากอาณาเขตเมืองทั้งหลาย แบ่งกำลังทหารของตนครึ่งหนึ่งมาให้สังกัดกับอำมาตย์มนตรีรณกฤติสันตเดโชชัย ส่วนที่เหลืออีกครึ่งหนึ่งขอให้เตรียมฝึกกำลังการซ้อมรบให้พร้อม ให้เข้มแข็ง เตรียมตัวให้พร้อมไว้เสมอ” 

                             สิ้นกระแสรับสั่งของพระเจ้าหรรษาชยวรมันต์ เหล่าอำมาตย์ทั้งหลายทุกชั้นยศตอบรับเสียงดังพร้อมกันด้วยการแสดงความเคารพสูงสุด 

                             “พะยะค่ะ” 

                             สิ้นเสียงการตอบรับก็มีเสียง          “ครืน”!!! ที่ดังกึกก้องไปทั่วทั้งท้องพระโรง ม่านวิสูตร ฉัตรยกสูง ธงสามเหลี่ยมที่ปักไว้ในท้องพระโรงต่างสั่นไหว เช่นเดียวกันกับที่ทุกคนสัมผัสได้ว่าพื้นที่ตนนั่งนั่นสะเทือน ก่อนที่พระเจ้าหรรษาชยวรมันต์จะทรงเสียการทรงตัวร่วงหล่นจากพระราชบัลลังก์ เจ้านางศศิพินทุเทวีก็ถลาขึ้นไปยึดพระองค์เอาไว้กับเสาต้นใหญ่ด้านข้างพระราชบัลลังก์นั้น และเช่นเดียวกับความไวของชายอีกผู้หนึ่งที่พุ่งตรงไปประคองพระวรองค์ของเจ้านางไว้อย่างมั่นคง พร้อมทั้งฉุดแขนของพระมเหษีเทวีนทีนาถไม่ให้ล่วงหล่นลงไปทางด้านหลัง ก่อนที่จะมีร่างของมะลิมาศ นางกำนัลคนสนิทของเจ้านางเข้าประคองทางด้านหลังพระมเหษีอีกชั้นหนึ่ง 

                             ตั่งแท่นต่าง ๆ ล้มลง ฝุ่นผงจากหลังคาร่วงโปรยลงมาในท้องพระโรงฟุ้งตลบ ผู้คนต่างวิ่งหาที่ยึดลำตัวให้มั่น เป็นภาพที่ดูวุ่นวายและน่าหวาดกลัว 

                             ฉันเป็นเพียงผู้ดูแต่ก็อดระทึกขวัญไปกับภาพที่เห็นไม่ได้  ป่านนี้ภายนอกพระราชวังจะเป็นเยี่ยงไรหนอ 

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น