candy on

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : Chapter End

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 3.5k

ความคิดเห็น : 7

ปรับปรุงล่าสุด : 11 ต.ค. 2562 16:04 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
Chapter End
แบบอักษร

- 20 - 

 

ชีวิตของเรา 

 

16.13 

 

แม้อาการปวดหัวจากพิษไข้ยังมีเข้ามาทักทายเป็นระยะๆ แต่มันก็น้อยกว่าความสุขสมเมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อน

คนตัวเล็กขยับมุดเข้ามาในอ้อมกอดแล้วดึงผ้าห่มที่ร่นอยู่ตรงเอวขึ้นมาปิดหน้าไปเกินครึ่ง เพิ่งจะเข้าใจประโยคที่ว่าการรอคอยมักหอมหวานก็ตอนที่ได้มาเจอกับตัวนี่แหละครับ ไม่ว่าจะจูบ สัมผัส ตีตราไปที่จุดไหนมันก็รู้สึกว่าคนตัวเล็กช่างหวานละมุมไปเสียหมด

ถึงแม้จะเป็นเพียงแค่ภายนอกแต่ผมกลับรู้สึกว่าทุกการกระทำที่เราได้ทำร่วมกันนั้นมันช่างมีความหมาย

เสียงคราง สีหน้าเร้าอารมณ์ หรือแม้แต่การเรียกชื่อผมในจังหวะร้องขอ 

‘ธัน... เร็วกว่านี้ได้ไหม’ 

ไม่ไหวจริงๆ ว่ะ ยิ่งจังหวะที่ช้อนตาขึ้นมามองพร้อมกัดปากล่างตอนที่ใกล้จะถึงแบบนั้น ผมแทบจะขาดใจรอนๆ เลยด้วยซ้ำ ไม่ใช่ว่าไม่อยากทำมากกว่านี้ แต่ผมอยากศึกษาวิธีการที่จะทำให้เรามีความสุขไปพร้อมๆ กันก่อน

ผมผงกหัวขึ้นดูคนที่ยังหลับอยู่ แนบริมฝีปากลงที่เปลือกตาเขาซ้ำแล้วซ้ำเล่า ความสุขที่เริ่มต้นช้าไปมันก็มีรสหอมหวานในแบบของมัน

“อื้อ...” เสียงครางเบาๆ จากคนที่หลับตาพริ้ม เขาระบายยิ้มเงยหน้ารับจุมพิตที่ข้างแก้มจากผมแล้วค่อยๆ ขยับเข้ามาในอ้อมกอด

“อ้อนเก่ง” แซวเขาแล้วกดจูบที่กลางกระหม่อมไปอีกรอบ ปลายนิ้วไล่เรื่อยไปยังแผ่นหลังของคนตัวเล็กไม่หยุด

“อยากอ้อน” เขาเงยหน้า ยู่ปากแล้วยักคิ้วส่งมาให้

“แน่จริงก็อ้อนทุกวันดิ”

“จะอ้อนทุกวันเลย” ฟินน์วางคางไว้บนอกผม เอียงศีรษะแล้วฉีกยิ้มน่ารัก

“ฟินน์ชอบธันตั้งแต่เมื่อไหร่”

“...” เขาไม่ตอบแต่อมลมในแก้มแล้วเสหน้ามองไปทางอื่นแทน ผมยกมือขึ้นจับหน้าฟินน์ให้หันกลับมาสบตากัน

“เมื่อไหร่”

“ปีที่แล้วมั้ง จำช่วงเวลาไม่ได้”

“อืมมมม”

“จะยิ้มอะไรขนาดนั้นเล่า” ฟินน์ดีดหน้าผากผมแล้วขยับลุกขึ้นนั่งพิงหัวเตียง สีหน้าเหมือนกำลังทบทวนช่วงเวลาของการแอบชอบผม “มันเป็นความสุขที่ได้มองธันจากมุมตัวเอง แต่วันนึงกันต์รู้เข้าก็รีบจัดแจงให้เราไปสมัครเข้าชมรมทั้งๆ ที่เราไม่ได้อยากทำแบบนั้น เราอยากชื่นชมธันจากตรงนี้ เป็นแฟนคลับที่ตกหลุมรักรูปภาพและคนถ่ายภาพเฉยๆ”

“สรุปว่าภาพถ่ายที่เคยบอกว่าชอบคือธันสินะ”

“อือ”

“แล้วก็บอกว่าไม่ใช่ธัน”

“ช่างดิ” เจ้าตัวยู่ปาก สีหน้าเขินๆ ของเขาแสดงออกมาอย่างปิดไม่มิด “เลิกยิ้มล้อได้แล้วสรุปจะฟังต่อป่ะ”

“ฟังครับฟัง”

“อือ ก็ชอบตั้งแต่ตอนนั้นแหละ และพอมาได้รู้จักกับธันจริงๆ ความปรารถนาที่ได้แค่แอบรักมันก็แปรเปลี่ยนเป็นความคาดหวัง และอยากถูกรักบ้าง”

ผมดึงมือฟินน์มาจูบเบาๆ ในหัวคิดภาพไม่ออกว่าถ้าวันนั้นฟินน์ไม่เข้ามาที่ชมรม ผมจะยังมีความสุขเท่าวันนี้หรือเปล่า ตอนนั้นจำได้ว่าอยากมีคนที่รัก แต่คนที่เข้ามาก็ไม่มีใครสักคนที่ทำให้รู้สึกอยากรักและอยากดูแลมากพอ

กับบุ๊คเอง... ก็เหมือนกัน ถ้าไม่มีฟินน์เข้ามา ผมก็อาจจะยังทำร้ายความรู้สึกและให้ความหวังเธอไปเรื่อยๆ โดยที่ผมเองก็ไม่ได้รู้ตัวเลยด้วยซ้ำว่าไอ้ความสัมพันธ์ที่ผมมอบให้บุ๊ค มันกำลังจะทำให้เธอเจ็บปวดได้ในอนาคต

“พอเริ่มมีความหวัง ก็คิดว่าตัวเองจะสมหวัง แต่หลังจากได้ยินคำพูดจากบุ๊คในคืนนั้น เราเหมือนคนที่ถูกเด็ดปีกแล้วร่วงลงสู่พื้น แถมธันยังมายืนยันว่าเป็นแฟนอีกมันก็เลยยิ่งเจ็บเข้าไปใหญ่”

“ขอโทษ...”

“เราทั้งรู้สึกแย่ รู้สึกว่าพอแล้วดีกว่า ไม่อยากรักแล้ว ทำทุกอย่างให้ตัวเองลืม ปิดแจ้งเตือนไลน์ ไม่เข้าโซเชียลและก็ไม่รับโทรศัพท์”

“...”

“เราผิดที่ไม่ยอมรับฟังธันตั้งแต่ตอนนั้น”

“ธันต่างหากที่ผิด ถ้าธันไม่พูดแบบนั้นเรื่องมันก็คงไม่เกิด”

“เราผิด”

“ธันต่างหาก”

“...”

“...” เงียบกันไปนานสุดท้ายเลยหลุดขำออกมาทั้งคู่

“เราเลิกพูดถึงเรื่องนี้กันเถอะเนอะฟินน์ ลืมอดีตแล้วเดินไปข้างหน้าดีกว่า เอาสิ่งเหล่านี้เป็นประสบการณ์เพื่อที่เราจะได้เดินต่อไปอย่างมีความสุข ดีไหมครับ...”

“คมเชียว”

“บาดใจเลยไหมล่ะ”

“สุดๆ” คนตัวขาวพยักหน้าแล้วยื่นมือมาหยิกแก้มผมอย่างเอ็นดู แต่หลังจากนั้นไม่นานฟินน์ก็เปลี่ยนจากมือที่เคยหยิกแก้มเป็นใช้ปลายนิ้วเกลี่ยเบาๆ แทน “บุ๊คเป็นไงบ้าง”

ผมรู้ว่าฟินน์คิดยังไง เขาคงเข้าใจความเจ็บปวดจากการที่รักแล้วไม่ถูกรักตอบ เข้าใจเหตุผลว่าทำไมบุ๊คถึงทำแบบนี้กับเราสองคน

“ไม่ได้ติดต่อเลย หลังจากวันนั้นที่บอกเขาไปว่าเลิกยุ่งสักที เขาก็ไม่เข้ามาวุ่นวายอะไรอีก” ทั้งเลิกเป็นเพื่อนในเฟซบุ๊ค ไอจี ลบทุกอย่างที่เคยลงเกี่ยวกับผม ลึกๆ แล้วผมคิดว่าเธอรู้สึกผิดเพราะตอนที่โทรไปถามเรื่องฟินน์หลังจากคืนนั้น ผมร้องไห้กับเธอเป็นครั้งแรก แม้จะไม่ได้ฟูมฟายแต่มันก็มากพอให้บุ๊ครู้ว่าผมรักฟินน์แค่ไหน “ฟินน์...”

“ห๊ะ”

“จำได้หรือเปล่าว่าธันเคยพูดกับฟินน์เรื่องคนที่คบด้วยว่ายังไง”

“จำได้... ธันพูดว่าจะไม่เป็นคนบอกเลิกคนที่คบก่อน”

“แล้วไงต่อ”

“ก่อนคบธันเลยเลือกคนที่ดีและรักมากที่สุด”

“ใช่เลย เก่งจัง” พูดพร้อมกับขยับลุกขึ้นหอมแก้มฟินน์ไปฟอดใหญ่ “ธันแน่ใจแล้วเหรอว่าคนคนนั้นเป็นเรา”

“เอ๋?”

“แน่ใจแล้วใช่ไหมว่าเลือกคนที่ถูกต้อง”

“ดึงดราม่าเหรอฟินน์”

“เปล่าดึง แค่ถามดูว่าแน่ใจหรือเปล่า”

“แน่ใจดิ... มากๆ ด้วย”

“...”

“ฟินน์รู้ไหมก่อนหน้านี้ธันเคยคบกับผู้หญิงคนนึงตอนมัธยม ธันรักเขามากเลยแหละ ตอนนั้นคิดไว้ว่าจะไม่รักใครอีกนอกจากเขา เพราะธันเป็นประเภทที่เวลารักใครสักคนก็จะทุ่มเทให้เขาจนลืมมองคนอื่น แต่ความรักที่ทุ่มเทไปบางครั้งมันก็อาจจะถึงทางตันและทำให้เขาอึดอัด จนสุดท้ายก็เลิก”

“อืม”

“แต่สิ่งหนึ่งที่รับรู้หลังจากเลิกกันครั้งนั้นก็คือธันไม่เคยเลิกรักใครก่อนเลย... ไม่เคยเลยสักครั้ง”

“สรุปคนที่ดึงดราม่าน่าจะเป็นธันมากกว่า”

“เปล่าดึง” ก๊อปปี้คำตอบฟินน์จนเจ้าตัวยีหัวผมจนยุ่ง “แต่แค่อยากบอกว่านิสัยธันแบบนี้ รักใครก็ไม่เคยเลิกรักก่อน แต่ถ้าเมื่อไหร่ที่ฟินน์อึดอัดกับความรักที่ธันมอบให้ บอกนะ... ธันไม่อยากให้ฟินน์อยู่แบบไม่มีความสุข”

“พระเอกมาก”

“แหงดิ บอกไว้ก่อนเดี๋ยวคนแถวนี้จะมโนว่าธันไม่ยอมโฟกัสแฟนตัวเอง”

Rrrrrrrrrrrr 

เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นขัดจังหวะการพูดคุย ฟินน์เอื้อมมือไปหยิบมาดูก่อนจะหันหน้าจอมาทางผม

“รับดิ”

“ธันโอเคใช่เปล่า”

“สุดท้ายยังไงเขาก็เป็นเพื่อนฟินน์ไม่ใช่เหรอครับ”

“ทำไมเป็นคนน่ารัก”

“ก็เป็นแบบนี้มาตั้งแต่แรก” เขาพยักหน้าแล้วบีบแก้มผมอีกรอบ ส่วนผมก็ขยับไปนอนหนุนตักฟินน์แทน

“ว่าไงปูน...”

“...”

“เหรอ... เราทำเสร็จว่ะ ใช่... พวกไอ้เบามันเก่งอ่ะ...” ถึงจะบอกว่าโอเคแต่สุดท้ายก็หึงอยู่ดี เพราะตอนนี้คนปลายสายยังไม่รู้ไงว่าผมคบกับฟินน์แล้ว “อ่าวจริงดิ เหลือเยอะแค่ไหนอ่ะ อ๋อ... ก็ได้นะ... จะให้เราเอาไปให้เดี๋ยวนี้ไหมล่ะ”

เหมือนไอ้พี่ปูนจะบอกให้ฟินน์เอาอะไรสักอย่างไปให้ ผมจับใจความสำคัญไม่ได้ว่าพูดเรื่องอะไร แต่ตอนนี้มันเย็นแล้วป่ะวะ ทำไมถึงยังให้ออกไปหาอยู่อีก

“ได้ๆ เดี๋ยวเอาเอกสารไปให้... ว่างอยู่ จะเอาข้าวหรือขนมอะไรไหม เดี๋ยวแวะทีเดียว โอเคๆ ข้าวคะน้าหมูกรอบ เรารู้น่าว่าปูนชอบกินอะไร” ผมกลอกตาไปมา เบื่อชะมัดกับการรู้ใจอะไรแบบนี้ สุดท้ายเพราะความหึงของตัวเองล้วนๆ ผมเลยขยับศีรษะจากที่นอนตักฟินน์เป็นหันหน้าเข้าหาท้องเขาแทน มือข้างหนึ่งเลิกเสื้อกล้ามคนตรงหน้าขึ้นแล้วเริ่มจูบไปตามผิวเนื้อ ขบเม้มอยู่แถวหน้าท้องก่อนจะขยับสูงขึ้นเรื่อยๆ “ปูนเราว่า... อึก... เปล่าไม่มีอะไร”

ฟินน์ชะงักไปจังหวะหนึ่งตอนที่เรียวลิ้นลากลงบนตุ่มไตสีสวย

‘พอน่าธัน อย่าทำแบบนี้’ ฟินน์กระซิบบอกผมในช่วงจังหวะที่ปลายสายกำลังพูดอยู่

“อ๊ะ...” ผมไม่ได้ฟังแต่เลือกที่จะสอดมือเข้าไปใต้กางเกงบอลแทน ริมฝีปากที่ว่างอยู่ก็พรมจูบไปทั่วผิวเนียนนุ่ม “อึก... ปูน คือเรา... ยุ่งอยู่”

คนตรงหน้าพยายามรวบรวมสติ เอียงหน้าและคอหนีแต่ก็ทำอะไรไม่ได้มาก ในเมื่อผมตรึงเข้าไว้แบบนี้ จนสุดท้ายเจ้าตัวก็ทำได้แค่เกาะไหล่ผมแล้วขยำเสื้อไว้จนแน่น

“เดี๋ยวค่อยคุยนะ... อื้อ” เสียงครางดังเป็นจังหวะตามมือผมที่เริ่มขยับขึ้นลง ฟินน์กดวางโทรศัพท์ก่อนจะอ้าขาเพื่อเปิดทางให้ผมสัมผัสเขามากขึ้น “ธันวา...”

“ครับ...”

“เรา...”

“ว่าไงครับคนเก่ง”

“อึก ไม่ไหว...” ฟินน์ก้มหน้าลงบนบ่าแล้วส่งเสียงพอใจตามจังหวะที่ผมมอบให้ เสียงกระซิบเรียกชื่อผมดังที่ข้างหู ลมหายใจหอบถี่ขึ้นเมื่อคนตรงหน้าใกล้ถึงฝั่งฝัน

รู้สึกภูมิใจชะมัดที่ผมได้เห็นฟินน์เวอร์ชั่นนี้แค่คนเดียว แม้ไม่ได้เป็นเพื่อนสนิทอย่างไอ้พี่ปูน หรือรับรู้เรื่องราวของเขามากเท่ากับคนที่เป็นเพื่อนสนิทกันมาก่อน แต่ตำแหน่งนี้มันก็สามารถเรียนรู้เรื่องราวของเราทั้งคู่ไปพร้อมๆ กันได้ไม่ยาก แถมยังได้ทำเรื่องอย่างนี้กับเขาโดยที่เพื่อนสนิทอย่างไอ้พี่ปูนไม่มีทางทำได้เหมือนผม

“ทำตัวเหมือนเด็ก” พอฟินน์รู้เหตุผลที่ผมทำแบบนั้นกับเขาตอนกำลังคุยโทรศัพท์ ฟินน์ก็บ่นผมไม่เลิก

“ก็มันน่าหมั่นไส้ รู้เรื่องกันและกันดีจนน่าเบื่อ”

“เราก็รู้ว่าธันชอบกินอะไร”

“จริงอ่ะ ชอบอะไร”

“บอนชอน”

“ผิด”

“อ่าว”

“ชอบกินฟินน์ต่างหาก” ผมหันมายักคิ้วบอกคนที่กำลังเดินเข้าไปที่ตึกสถาปัตย์พร้อมกัน เราแวะกินข้าวและซื้อของกินกับขนมมาให้พี่ปูนกับทีมเขา จริงๆ แล้วฟินน์แค่จะเอกสารมาให้พี่ปูนแต่บังเอิญเป็นคนดีไง ถามเขาว่ากินอะไรหรือยัง สุดท้ายก็ต้องหอบข้าวหอบน้ำมาส่งให้ถึงที่

“ธันจะมาชอบกินเราได้ยังไง ในเมื่อธันยังไม่ได้ลองกินเราเลยสักครั้ง”

“อ่อยเก่ง...” เดี๋ยวสักวันจะเจอผมจับกินแน่ฟินน์ ไม่ต้องห่วงเลย ผมโครงศีรษะคนตรงหน้าด้วยความเอ็นดูก่อนจะพยักพเยิดให้เขาเดินเข้าไปข้างใน “ฟินน์เอาของเข้าไปให้เพื่อนเถอะ เดี๋ยวธันนั่งอยู่หน้าตึก”

เพราะไม่อยากให้เจ้าตัวอึดอัด ผมเลยเลือกที่จะไม่ขึ้นไปกับเขา

“อ่าวทำไมล่ะ”

“เข้าไปเถอะน่า เพื่อนรอไม่ใช่เหรอ”

“ไม่ได้รอ เดี๋ยวเราโทรเรียกมันให้ออกมารับดีกว่า”

“ฟินน์?”

“เอาแบบนี้แหละ เรามีเรื่องจะบอกไอ้ปูนด้วยพอดี” พูดจบเขาก็โทรศัพท์เรียกเพื่อนออกมา ไม่เกินสิบนาทีด้วยซ้ำคนที่ฟินน์เพิ่งโทรหาก็รีบลงมาจากตึก

“ทำไมไม่ขึ้นไปข้างบนล่ะฟินน์...” พี่ปูนชะงักไปจังหวะหนึ่งตอนที่เห็นผมมาด้วย ผมยกมือไหว้พี่เขาแล้วหันมามองคนตัวเล็กราวกับถามเขาว่าจะให้ผมออกไปรอที่รถไหม

“ไม่ต้องไป อยู่นี่แหละ” ฟินน์พูดเสร็จก็คว้ามือผมไปจับ มือเล็กกระชับแน่นจนผมรู้สึกอบอุ่นอย่างบอกไม่ถูก

“นี่เอกสาร ส่วนนี่ข้าวกับขนม”

“โอเค... ขอบคุณนะ” พี่ปูนทำท่าจะหันหลังขึ้นตึกทันที

“ปูน...”

“ว่า?”

“เรากับธันวาเป็นแฟนกัน”

“...”

“ที่เราเคยพูดกับปูนว่าไม่ได้ชอบธันวาและไม่มีทางชอบก่อนหน้านี้ เราโกหก”

“...”

“ซึ่งปูนก็น่าจะรู้อยู่แล้วมั้งว่าเราโกหกไปเพื่ออะไร” ผมไม่รู้เหตุผลที่ฟินน์โกหกพี่ปูน แม้วันนี้เรามีเรื่องคุยกันเยอะแยะแต่เราก็ไม่ได้พูดถึงประเด็นนี้ “ไม่ใช่ว่าเราไม่รู้นะปูน แต่พอลองปะติดปะต่อดู ตั้งแต่ที่ปูนขับรถชน เข้าโรงพยาบาลบ่อยๆ แล้วแป้งมาขอร้องให้เราพูดแบบนั้นไปก่อน จนถึงเรื่องที่เกิดขึ้นในร้านอาหาร เรารู้ว่ามันเป็นแผนของปูนกับบุ๊ค”

“...”

“ถามจริงเถอะ แป้งรู้เรื่องนี้ด้วยไหม”

“ไม่หรอก”

“...”

“แป้งมันแค่กลัวว่าปูนจะเป็นอะไรจริงๆ เลยไปขอร้องฟินน์เฉยๆ ฟินน์ก็รู้ว่าไอ้แป้งมันเป็นคนยังไง ครั้งนี้มันก็คงกลัวว่าปูนจะทำอะไรที่อันตรายต่อตัวเองเลยรีบไปขอร้องฟินน์แบบนั้น” พี่ปูนตอบด้วยสีหน้าเศร้าๆ แม้ในวันนั้นผมจะรู้ว่าบุ๊คจัดฉากแต่ผมก็ไม่เคยรู้เลยว่าทำไมฟินน์ถึงพูดอย่างนั้นออกไป “ฟินน์จะเลิกเป็นเพื่อนกับปูนก็ได้นะ เพราะสิ่งที่ปูนทำกับฟินน์ไป มันแย่เกินกว่าที่เพื่อนคนนึงจะทำกัน”

“เราก็คิดแบบนั้น”

“...” หน้าไอ้พี่ปูนชาไปเลยมั้งพอได้ยินฟินน์พูดว่าจะไม่เป็นเพื่อน ถ้าผมเป็นเขาก็คงรู้สึกแย่ไม่ต่างกัน

“แต่เราก็ไม่ได้อยากเสียเพื่อนดีๆ อย่างปูนไปหรอก”

“...”

“เอาเป็นว่าเราจะแกล้งลืมเรื่องที่ปูนทำกับเราไว้ละกัน ส่วนเรื่องที่ปูนรู้สึกกับเรามากเกินกว่าเพื่อน เราต้องขอโทษจริงๆ ว่ะ เราคงให้ปูนมากกว่านั้นไม่ได้ ต่อให้ไม่มีธันยังไง ปูนก็ยังเป็นได้แค่เพื่อนจริงๆ”

ผมไม่รู้จะพูดอะไรนอกจากกระชับมือให้แน่นขึ้นราวกับบอกคนข้างๆ ว่าขอบคุณซ้ำแล้วซ้ำเล่า

“ปูนเข้าใจแล้ว ยิ่งฟินน์พูดย้ำออกมาแบบนี้ ปูนก็ยิ่งเข้าใจว่าฟินน์รู้สึกยังไง ก่อนหน้านี้ที่ทำไปก็แค่เห็นว่าฟินน์หันมาชอบผู้ชาย เลยอดคาดหวังไม่ได้น่ะ... เผื่อวันนึงฟินน์จะมองปูนแบบเดียวกับที่มองธันบ้าง”

“...”

“ปูนขอโทษนะฟินน์ ขอโทษที่ทำให้ฟินน์ร้องไห้ ขอโทษที่ทำให้ความสัมพันธ์ของฟินน์กับเขาที่กำลังจะดีอยู่แล้วมันแย่ลงกว่าเดิม”

“...”

“ปูน... ขอโทษ”

“อือ ช่างมันเถอะ เพราะสุดท้ายยังไงปูนก็เป็นเพื่อนเราอยู่ดี”

“ปูนยังมีสิทธิ์เป็นเพื่อนฟินน์ใช่ไหม”

“เป็นดิ ทำไมจะเป็นไม่ได้”

“ขอกอดได้หรือเปล่า...”

“...”

“แค่ในฐานะเพื่อนก็ยังดี” ฟินน์หันมามองหน้าผมเหมือนขออนุญาต ผมพยักหน้าแล้วปล่อยมือเขาให้เดินไปหาเพื่อนตัวเอง อ้อมกอดจากเพื่อนกับคำกระซิบว่าขอโทษเบาๆ ดังขึ้นไม่หยุด ผมเข้าใจพี่ปูนนะว่ารักมากมันเป็นยังไง

หลังจากนี้พี่เขาแค่ต้องเดินต่อไปในฐานะเพื่อนของฟินน์จริงๆ ก็เท่านั้น

ผมกับฟินน์ขับรถมอเตอร์ไซค์ออกจากตึกตอนฟ้ากำลังเป็นสีส้ม ช่วงเวลาปิดเทอมในตอนเย็นๆ แบบนี้ มหา’ลัยดูเงียบเหงาอย่างบอกไม่ถูก

“จะไปไหนอ่ะธัน ทางนี้ไม่ได้กลับหอเราไม่ใช่เหรอ”

“ชมรม”

“ไปทำไมอ่ะ”

“อยากพาฟินน์ไปบนดาดฟ้าอีกครั้งน่ะ อยากไปสร้างความทรงจำใหม่ของเราอีกรอบ” ครั้งที่แล้วแทนที่จะได้มีความทรงจำท่ามกลางพลุและเสียงเพลงมันกลับสร้างความแตกแยกและเสียใจให้เราทั้งคู่

“เดี๋ยวเข้าไปเอากุญแจในห้องชมรมก่อน” ผมตอบเขาแล้วพาเดินขึ้นไปบนตึก พอมาถึงฟินน์ก็ทำหน้าตกใจที่ยังเห็นเต็นท์อยู่ในสภาพเดิม ต่างกันตรงที่มีป้ายติดไว้ว่าห้ามเข้าไปนอนก็เท่านั้น ส่วนบนป้ายก็มีลายมือของพวกไอ้เดียวทั้งดินสอและปากกาขีดเขียนเอาไว้ว่ารังรักของธันวาหรืออะไรก็แล้วแต่ที่พวกมันจะนิยามว่าเป็นที่ของผมกับฟินน์

“ธันยังไม่เก็บเต็นท์กับที่นอนอีกเหรอ ได้ซักบ้างไหมเนี่ย”

“ซักทุกอาทิตย์นั่นแหละ แต่แค่ไม่ได้เข้าไปนอนบ่อยๆ”

“ทำไม”

“คิดถึงคนที่เคยนอนด้วย”

“ไหนตอนนั้นบอกเราว่าเอาไว้ให้พวกเพื่อนๆ นอนด้วยไง จะมาคิดถึงคนที่เคยนอนด้วยได้ยังไงกัน”

“เปล่า ตอนนั้นโกหก” ผมตอบแล้วเดินมาหาฟินน์ที่กำลังอ่านป้ายอยู่ เจ้าตัวคงเห็นคำว่ารังรักถึงได้หูแดงออกมาแบบนั้น “เพราะเต็นท์หลังนี้ จริงๆแล้วธันมีไว้ให้คนเดียวใช้ ส่วนป้ายนี้ก็ติดไว้รอเจ้าของเขากลับมาปลด ฟินน์อยากรู้ป่ะว่าใครเป็นเจ้าของ”

“ไม่อ่ะ”

“ไม่อยากรู้จริงดิ” ผมก้มหน้าลงมาหาฟินน์แล้วกระซิบที่ข้างหู “แต่ธันอยากบอก”

“...”

“เจ้าของคนนั้นก็คือฟินน์” ผมกอดเขาจากข้างหลังแล้วก้มลงไปแตะที่ผิวเนื้อตรงซอกคอ “มีฟินน์แค่คนเดียวเท่านั้น”

“ใครกันแน่ที่อ่อยเก่ง”

“ฮึ... เก่งแค่กับคนนี้นี่แหละครับ”

“จริงอ่ะ”

“จริงๆ”

“งั้นธันเดินไปล็อกประตูไป”

“ทำไมงั้นอ่ะ ไม่ขึ้นไปบนดาดฟ้าแล้วเหรอ” พูดเหมือนจะปฏิเสธแต่ก็ยอมเดินไปล็อกประตูชมรมใส่กลอนไว้ดิบดี

“เดี๋ยวค่อยขึ้นไปก็ได้ ตอนนี้เราอยากซึมซับบรรยากาศในเต็นท์ก่อน” ฟินน์มุดเข้าไปในเต็นท์แล้วฟุบตัวนอนกับหมอนนุ่ม

“ให้ธันล็อกประตูเพราะฟินน์อยากลองทำในเต็นท์หรือเปล่า เดี๋ยวออกไปหยิบทิชชู่แป๊บ”

“กวนตีนละ เราแค่อยากนอนกอดธันเฉยๆ”

“กอดอย่างเดียวจะไปฟินอะไรอ่ะ อยากกอดแบบมีคำว่ารักฝังลงบนตัวด้วย”

“พอเถอะแค่นี้คำว่ารักก็พล้อยเต็มตัวเราไปหมดแล้ว”

“พูดถึงตัวเองเหรอคุณ” รอยดูดบนตัวผมที่ฟินน์ทำไปเมื่อตอนกลางวันก็ไม่ใช่น้อยๆ “ดูดเก่งขนาดนี้ รักธันมากอ่ะดิ”

“อือ รัก... รักมากที่สุดเลย”

รังรัก เป็นคำที่พวกไอ้เดียวนิยามเอาไว้ ผมว่ามันก็ไม่ได้ผิดไปจากที่พวกมันบอกไว้เท่าไหร่หรอก เพราะที่แห่งนี้มันเป็นที่ที่มีความทรงจำและเรื่องราวดีๆ ระหว่างผมกับฟินน์เต็มไปหมด

มันเป็นรัง... แห่งความรักของเราสองคน 

เป็นที่ที่เขานำพาตัวเองมาให้ผม...รัก 

T U N W A 

TO 

P A R A F I N 

 

จากธันวาถึงพาราฟินน์ 

 

Where the ending is near, that’s where our beginning start 

 

 

 

ชื่อเรื่อง : Tunwa to Paraffin ไม่สนิทใจเป็นแค่เพื่อน 

 

แต่งโดย : Candy On 

 

วาดโดย : VREKX 

 

ราคา : 339 บาท 

 

จำนวนหน้า : 356 หน้า 

 

สามารถสั่งซื้อได้ที่สนพ. Sense-book และร้านหนังสือชั้นนำทั่วประเทศนะคะ 

ตอนพิเศษยังคงจุใจเหมือนเดิมค่ะ 

ขอบคุณนะคะ 

ความคิดเห็น