บัวมาลัย
email-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

จุดหมายที่สองของเวลาที่ห่างกัน 2,500 กว่าปี

ชื่อตอน : จุดหมายที่สองของเวลาที่ห่างกัน 2,500 กว่าปี

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย ลึกลับ,สืบสวน สอบสวน

คนเข้าชมทั้งหมด : 53

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 11 ต.ค. 2562 11:30 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
จุดหมายที่สองของเวลาที่ห่างกัน 2,500 กว่าปี
แบบอักษร

จุดหมายที่สองของเวลาที่ห่างกัน 2,500 กว่าปี 

        

               เช้าตรู่ของวันรุ่งขึ้น หลังจากกินอาหารมื้อเช้าที่นางกำนัลเตรียมไว้เสร็จเรียบร้อย เจ้านางทรงตรัสกับอำมาตย์มนตรีรณกฤติสันตเดโชชัยว่า 

                             “เรามีเวลาวันนี้ทั้งวัน ค่ายพักแรมตรงนี้ ทหารของของท่านก็ทำรั้วรอบขอบชิดไว้ดีแล้ว เราลองไปสำรวจพื้นที่ตามที่ฝันกันไว้มั้ยอำมาตย์มนตรีรณกฤติสันตเดโชชัย  

                             “ข้าพเจ้าเดินสำรวจตั้งแต่แรกที่มาถึงแล้วพะยะค่ะ แต่ไม่พบเลยจริง ๆ สุดเขตของลานหินนี้ทางด้านขวามือที่ควรจะเป็นภูเขาที่นูนออกมา แต่ภูเขาด้านนั้นเป็นผาหินที่ไม่ได้ราบเรียบดังเช่นที่เราเห็นในนิมิตเลยพะยะค่ะ” 

                             “ถ้าเช่นนั้นก็อย่าเดินหาตามที่ตาเห็น เราลองเดินหาตามที่ใจรู้สึกกันดีกว่ามั้ย” 

                             อำมาตย์มนตรีรณกฤติสันตเดโชชัย อยากจะดุน้องหญิงของเขามาก ที่เริ่มจะซุกซนทั้งที่นางอายุเลยวัยดรุณีน้อยมาแล้ว 

               เจ้านางทรงเดินไปยังจุดหน้าสุดของหน้าผา ที่มองตรงลงมายังด้านหลังของพระมหาวิหารของพระองค์ ทรงยืนนิ่งมองลงไปยังทิศทางเบื้องล่างนั้น กำหนดจิตให้นิ่งกับภาพที่ปรากฎในสุบินนิมิตของพระองค์ แล้วทรงค่อย ๆ หมุนพระองค์ เดินตรงลงมาตามภาพที่ปรากฎในดวงจิตของพระองค์ ทรงก้าวตามร่างของฉันกับพี่สรรค์มาติด ๆ เมื่อถึงจุดที่ฉันกับพี่สรรค์นั่งลงเพื่อกราบพระธุดงค์บริเวณถ้ำ พระนางก็นั่งลงตามแล้วหันไปเรียกอำมาตย์มนตรีรณกฤติสันตเดโชชัย ให้มานั่งข้าง ๆ  

                             “ท่านหลับตาแล้วกำหนดจิตตามภาพนิมิตของท่าน ทำจิตให้นิ่งแล้วทำตามชายหญิงสองคนนั้น” 

                             ฉันยืนอยู่ในมิติของความเวิ้งว้างที่ไม่มีพื้น ผนัง ท้องฟ้าใด ๆ เป็นเขตกั้น แต่น่าจะอยู่สูงพอสมควร เพราะต้องก้มหน้าเพื่อจะมองไปยังภาพเบื้องล่างที่ปรากฎ 

                             ภาพที่ฉันเห็นได้อย่างชัดเจน คมชัด คือภาพของตัวฉันเองกับพี่สรรค์ ที่นั่งลงเบื้องหน้าพระธุดงค์ในวันนั้น ภาพที่ซ้อนอยู่เบื้องหลังจาง ๆ        แต่ก็เห็นเป็นรูปร่างได้ คือภาพของเจ้านางกับอำมาตย์มนตรีรณกฤติสันตเดโชชัย  

                             เมื่อฉันกับพี่สรรค์เดินไปนั่งกินอาหารที่มุมด้าหนหนึ่งของลานหิน ทั้งสองคนก็ตามไปนั่ง เพียงแต่ภาพที่เด่นชัดนั้นนั่งลงตามสบายไปกับลานหินที่โล่งเตียน สายลมพัดเย็นระรื่น แต่ภาพซ้อนเบื้องหลัง กลับกลายเป็นเจ้านางและอำมาตย์มนตรีรณกฤติสันตเดโชชัย ที่ต้องลุยเข้าไปนั่งในพื้นที่ป่ารก ๆ นายเวร ขุนทหารและนางกำนัลตกใจเตรียมที่จะเข้าไปช่วยเหลือ แต่เมื่อกำลังจะก้าวเข้าไป ทั้งอำมาตย์มนตรีรณกฤติสันตเดโชชัย และเจ้านางก็ยกมือขึ้นห้าม อันป็นสัญญาณว่าอย่าเข้ามายุ่ง ในขณะที่ทั้งสองคนยังคงหลับตา การเคลื่อนไหวทุกอย่าง ทั้งสองคนไม่ได้ลืมตาขึ้นมาเลย 

                             เมื่อฉันกับพี่สรรค์ กลับไปลาพระธุดงค์ ก้มลงกราบ ภาพซ้อนเบื้องหลังก็ทำเช่นเดียวกัน วันนั้นฉันไม่ได้เป็นผู้มองเช่นวันนี้ จึงไม่ได้สังเกตเห็นว่า สายตาของพระธุดงค์องค์นั้นมองเลยฉันกับพี่สรรค์ไปเบื้องหลังอย่างนิ่งและสงบด้วยเช่นกัน 

                              ฉันกับพี่สรรค์เดินไปยังทางโค้งของหน้าผาหินเพื่อจุดธูปและสวดคาถาบูชาพญานาคตามที่สรรค์ให้ฉันพูดตาม ร่างที่ซ้อนอยู่เบื้องหลังทั้งสองร่างนั้นก็กล่าวตามพี่สรรค์ไปพร้อมกับฉัน และเช่นเดียวกันคือฉันกับพี่สรรค์อยู่ในที่โล่งเบื้องหน้าคือทางโค้ง เราปักธูปลงที่ทางโค้งนั้น แต่ร่างซ้อนเบื้องหลังก้มลงกราบลงไปกับพื้นหญ้าและต้นไม้เล็ก ๆ เท่าที่จะก้มกราบลงได้ 

                             ฉันกับพี่สรรค์เดินไปตามทางที่มีขนาดเดินคู่กันไปได้เพียงสองคน เตียนโล่งไม่มีเถาวัลย์หรือพืชใด ๆ บนทางที่เดินนั้น แต่ร่างที่ซ้อนเบื้องหลังทั้งสองต้องลุยเข้าไปในป่า ต้นไม้ขนาดใหญ่ ต้องหลบหลีกบ้าง แต่เครื่องแต่งกายที่กรุยกรายยาวกรอมเท้ากลับไม่เป็นปัญหาในการที่จะถูกกิ่งไม้ใด ๆ เกี่ยวเอาไว้เลย 

                             นายเวร ขุนทหารและนางกำลัง พยายามจะเดินติดตามไป แต่ก็ต้องผงะถอยและส่งเสียงวี๊ดร้อง เพราะเบื้องหน้ามีอสรพิษร้าย แผ่พังพาน รวมทั้งงูอื่น ๆ เลื้อยอยู่เสมือนกั้นไม่ให้ผู้อื่นเข้าไปได้ ทุกคนจึงต้องกลับมานั่งรอด้วยใจคอที่ไม่ปกตินัก คอยชะเง้อไปในทิศทางที่เจ้านายของตนเดินหายเข้าไป 

                             ทิศทางที่เดินเริ่มไต่สูงขึ้น การเดินค่อนข้างต้องปีนป่ายสำหรับชายหญิงเบื้องหน้า แต่ดูง่ายดายนักสำหรับชายหญิงที่ซ้อนอยู่เบื้องหลังทั้งที่เดินฝ่าความรกชัฏของป่าและความสูงชันที่มากกว่า แต่ทุกก้าวที่ก้าว เหมือนเดินไปบนพื้นที่ราบ 

                             เมื่อเดินมาถึงบริเวณทุ่งดอกไม้ที่ฉันกระโดดโลดเต้นถ่ายรูป ภาพชายหญิงที่ยืนอยู่เบื้องหลังพี่สรรค์ กลับชงักลง น่าจะประหลาดใจกับอาการของฉันและเอาโทรศัพท์ถ่ายรูปต่าง ๆ ที่เจ้านางและอำมาตย์มนตรีรณกฤติสันตเดโชชัย แปลกใจว่าฉันเอาแท่งกระจกขึ้นมาส่องต้นไม้ดอกไม้เหล่านั้น รวมทั้งส่องดูตัวเองด้วยท่าทางประหลาดแบบนั้นทำไม 

                             และเมื่อถึงบริเวณที่เจอน้ำผุดขึ้นมานั้น ดวงจิตของเจ้านางก็สั่นไหวจนมีเสียงเตือนจากท่านมหาเถรสังฆราชว่า  

“ทำจิตให้นิ่งให้สงบ ขณะนี้เจ้าใช้ดวงจิตละเอียดนำมาพากายหยาบมาถึงที่นี่ หากควบคุมไม่ได้ กายหยาบของเจ้าจะได้รับอันตราย” 

                             สำหรับคนที่หมั่นฝึกวิปัสสนาสมาธิมา การนำดวงจิตกลับเข้ามาให้อยู่ในสมาธิที่นิ่งไม่ใช่เรื่องที่ยากนัก 

                             “เจ้าสองคนเห็นเท่านี้ก็พอแล้ว ทางข้างหน้ากายหยาบของเจ้าจะไปได้ยากขึ้น จงหันหลังกลับ และกำหนดจิตเดินย้อนไปในทิศทางที่เจ้ากลับมา” 

                             สิ้นเสียงของท่านมหาเถรสังฆราช ร่างซ้อนจาง ๆ นั้นก็หันหลังแล้วค่อย ๆ เดินกลับไปในทิศทางเดิม ส่วนร่างที่ชัดเจนนั้น ยังคงมีอาการตื่นเต้นดีใจ และเล่นกับสายน้ำเบื้องหน้าที่เป็นจุดหมายหนึ่งของการขึ้นมาผจญภัยในวันนั้น 

                             เมื่อเจ้านางและอำมาตย์มนตรีรณกฤติสันตเดโชชัย เดินมาตนถึงจุดที่พบพระธุดงค์หน้าถ้ำ ทั้งสองก็ยืนสงบนิ่งแล้วค่อย ๆ ลืมตาขึ้นมา แล้วก็พบว่า นายเวร ขุนทหาร นางกำนัล อยู่ล้อมรอบบริเวณนั้นเต็มไปหมด นางกำนัลบางคนถึงกับร่ำไห้แล้วมาเกาะขาลูบแขนของเจ้านาง 

                             อำมาตย์มนตรีรณกฤติสันตเดโชชัย หันหลับไปหาเจ้านางพร้อมกับกล่าว่า 

                             “เจ้านางทรงพักผ่อนเถิดพระเจ้าข้า หม่อมฉันขออนุญาตไปเขียนแผนที่ เพื่อจะให้ทหารที่กำลังจะตามมาในช่วงก่อนพลบค่ำนี้ได้ใช้เดินทำเส้นทางสำหรับการเดินทางไปยังพุน้ำแห่งนั้นในวันพรุ่งนี้” 

                             “ขอบใจท่านยิ่งนัก ท่านเองก็หาเวลาพักผ่อนบ้างเถิด” 

                             น้ำเสียงที่กล่าวดูอ่อนโยน ห่วงใย เหมือนไม่ใช่น้ำเสียงของผู้อยู่เบื้องสูงที่เพียงแต่กล่าวไปตามหน้าที่ที่ต้องมีกับผู้อยู่เบื้องล่าง อำมาตย์มนตรีรณกฤติสันตเดโชชัย รับรู้ได้ถึงความห่วงใยที่แฝงมานี้ 

                             หลังจากเสวยพระกายาหารมื้อเย็นเสร็จ นางกำนัลกำลังจัดเก็บโตกอาหารทั้งหลาย ก็มีเสียงเดินเท้าของกลุ่มคนหลากหลายคนดังเข้ามา อำมาตย์มนตรีรณกฤติสันตเดโชชัย จึงกล่าวขึ้นว่า 

                             “ทหารชุดที่สามมาถึงแล้วพะยะค่ะ” 

                             เจ้านางทรงหันไปหาหัวหน้านางกำนัล แล้วตรัสว่า 

                             “มะลิมาศ สั่งนางกำนัลทั้งหลายให้จัดเตรียมอาหารให้หมู่ทหารที่มาถึงเหล่านี้ด้วย” 

                             เจ้านางหันไปหาอำมาตย์มนตรีรณกฤติสันตเดโชชัย แล้วกล่าวว่า 

                             “ข้าจะกลับเข้าซุ้มที่พักของข้า ท่านอย่าลืมพักผ่อนด้วยนะ นางกำนัลที่มากับข้ามากมายหลายคน หากประสงค์จะให้ใครเข้าไปปรนนิบัติข้าอนุญาต” 

                             สุรเสียงเรียบแต่สายพระเนตรกลับอ่อนโยน คงเป็นความเห็นใจกันของคนที่ต้องทำงานร่วมกัน ไม่ได้แฝงด้วยการประชดประชันแค่อย่างใด 

                             “ขอบพระทัยพะยะค่ะ กระหม่อมคงต้องไปรับรายงานจากขุนทหารเหล่านั้น และดูแลให้กินให้อยู่ แล้วยังต้องเขียนแผนที่ ไม่มีเวลาสำหรับการอื่นใดอีกหรอกพะยะค่ะ” 

                             สำหรับอำมาตย์มนตรีรณกฤติสันตเดโชชัย เพียงเท่านี้เขาก็สุขใจยิ่งนักแล้ว 

                             สำหรับเจ้านางศศิพินทุเทวี ยามนี้คนที่เข้าใจในสิ่งที่ผู้อื่นไม่มีวันเข้าใจก็มีแต่เขาผู้เดียว และมีเขาเพียงผู้เดียวที่ยอมทำตามสิ่งที่มิอาจรู้ได้ว่าจะสำเร็จหรือไม่ แต่เขากลับทำมันอย่างสุดชีวิต 

                             จากหน้าผาหินแห่งนี้ พระอาทิตย์ที่ปรากฎขึ้นช่างงดงามนัก แสงที่ค่อย ๆ ผ่านหมู่เมฆขึ้นมา อากาศออกจะเย็นแต่ก็สบาย พระนางมองไปเบื้องล่างด้วยสายตาที่เป็นห่วงอย่างยิ่ง ภาพที่สวยงามของท้องฟ้าและแสงอาทิตย์มิอาจกลบความหวาดหวั่น และกังวลที่มีอยู่ในพระราชหฤทัยได้ 

                             “เจ้านางพะยะค่ะ ทหารที่มาเมื่อค่ำวานนี้ มีพระราชสาส์นขององค์สมเด็จพระเจ้าหรรษาชยวรมันต์ฝากมายังเจ้านางด้วยพะยะค่ะ” 

                             อำมาตย์มนตรีรณกฤติสันตเดโชชัย คุกเข่าอยู่เบื้องหลังเจ้านาง ในยามนี้พระองค์ทรงอยากบอกเหลือเกินว่าไม่ต้องแสดงความเคารพหรือแสดงออกอันทรงไว้ซึ่งพระเกียรติสูงสุดต่อพระองค์ก็ได้ แต่ก็ยังทรงมีทิฐิที่ยังละไม่ได้ จึงมิได้เอ่ยออกไป แต่การแสดงออกต่าง ๆ ก้ไม่ได้ปั้นปึงเข้าใส่เหมือนช่วงก่อนขึ้นมาบนภูผานี้ 

                             เจ้านางรับพระราชสาส์นนั้นมาเปิดอ่าน แล้วสีหน้าก็เปลี่ยนไป จากที่ทรงอ่อนโยนสดใสยามแสงอาทิตย์อ่อน ๆ กระทบวงหน้า กลับกลายเป็นเคร่งเครียด หมองหม่นอีกครั้ง 

                             “แผนที่จากที่นี่ไปยังพุน้ำเบื้องบนนั้น ท่านเขียนเสร็จแล้วหรือยัง” 

                             อำมาตย์มนตรีรณกฤติสันตเดโชชัย หยิบแผ่นหนังที่ม้วนเสียบไว้ด้านหลังของชายกระเบน แล้วส่งให้เจ้านางทรงทอดพระเนตร 

                             เจ้านางคลี่มองดูสักครู่ ก่อนจะเดินนำไปที่ซุ้มที่ตั้งเครื่องเสวยมื้อเช้า แต่เมื่อถึงยังแท่นที่วางเครื่องเสวย กลับนำแผ่นหนังวางบนพื้นที่ว่าง แล้วใช้นิ้วไล่ไปตามเส้นทางแต่ละจุด 

                             “ทหารที่จะเปิดเส้นทางไปตามแผนที่นี้คงต้องใช้มากหน่อย เพราะเส้นทางรกทึบกว่าจุดเชิงเขามายังที่นี่ และพื้นที่ชื้นไปด้วยน้ำ ท่านคงต้องคัดทหารฝีมือดีสัก 20-30 คนไปกระมัง” 

                             “ข้าพเจ้าคิดว่าจะนำกำลังทหารไปประมาณ 20 นายก็คงเพียงพอ ส่วนอีก 20 นาย จะถวายอารักษาให้เจ้านางที่นี่พะยะค่ะ” 

                             “ท่านคงไม่ต้องทิ้งขุนทหารไว้ให้ข้ามากเช่นนั้นดอกท่านอำมาตย์มนตรีรณกฤติสันตเดโชชัย เพราะพระราชสาส์นของเสด็จพ่อมีเรื่องสำคัญที่ข้าจำเป็นต้องไปหารือร่วมกับข้อราชการในท้องพระโรง เป็นเรื่องสำคัญและเร่งร้อนนัก ท่านให้ทหารไปกับข้าสักสิบคนก็พอ แล้วนำกำลังคนแบ่งเพิ่มไปถากถางเส้นทางจะได้เสร็จเร็วขึ้น” 

                             อำมาตย์มนตรีรณกฤติสันตเดโชชัย มีท่าทีเคร่งเครียดขึ้นมาทันที วางแผ่นหนังอีกแผ่นหนึ่งบนแท่นที่ว่างเช่นกัน 

                             “ข้าพเจ้าตั้งใจจะนำกำลังทหารฝ่าดงป่าเพื่อสร้างเส้นทางไปยังพุน้ำด้านบน  20 คน แต่หากพระนางต้องทรงเสด็จลงไปยังพระมหาราชวัง ข้าพเจ้าคงไม่สบายใจนักที่จะให้กำลังทหารเพียงน้อยนิดคุ้มกันพระองค์ลงไป แม้เส้นทางในครั้งนี้เป็นการใช้เป็นคราที่หกแล้ว ข้าพเจ้ามั่นใจในความเตียนโล่งของเส้นทางเดินที่ท่านจะเสด็จ ด้วยกระบวนทหารที่ผ่านขึ้นลงหลายครั้งเส้นทางจึงเตียนมากขึ้น กว้างกว่าเดิมมากขึ้น แต่ในทุกครั้งของการขึ้นลง จะมีขุนทหารที่เสียชีวิตจากการฉกกัดของอสรพิษทุกครั้งเสมอ แม้ว่าจะสวดคาถาใด ๆ ตามที่ข้าพเจ้าเคยเรียนรู้จากราชครูหมู่พราห์มทั้งหลายก็ตาม” 

                             “มันเป็นการเช่นสังเวยต่อเจ้าของพื้นที่ที่เราล่วงล้ำเข้ามา” 

                             เจ้านางกล่าวอย่างสงบนิ่ง 

                             “เราจักต้องสังเวยด้วยชีวิตขุนทหารอีกมากเท่าใดพระยะค่ะ” 

                             น้ำเสียงของอำมาตย์มนตรีรณกฤติสันตเดโชชัย แฝงแววเจ็บปวดและไม่พอใจ 

                             “หากท่านไม่พอใจก็จงนำทหารของท่านกลับไป เหลือเพียงหมู่องครักษ์ของข้าไว้เพื่อทำตามสิ่งที่ข้าต้องการ” 

                             คราวนี้สุรเสียงของเจ้านางเข้มขึ้น ความโกรธน่าจะมากขึ้นกว่าอำมาตย์มนตรีรณกฤติสันตเดโชชัย  

                             “มิใช่เช่นนั้นพะยะค่ะ หากแต่หม่อมฉันเสียกำลังทหารไปมาก และยังไม่รู้ว่าจะต้องเพิ่มขึ้นอีกเท่าใด จึงจะเพียงพอต่อการสังเวยให้กับสถานที่แห่งนี้ ข้าพเจ้าเจ็บปวดที่ต้องแจ้งแก่ลุกเมียของเขายังเบื้องล่างพะยะค่ะ” 

                             “ท่านไม่น่าที่จะเป็นนายทหารระดับอำมาตย์มนตรีได้เลยนะ หากยามศึกสงครามมหารทุกคนก็ต้องออกรบ ต่อสู้ศัตรูอย่างเต็มที่โดยไม่ห่วงชีวิตตนเองมิใช่รึ” 

                             “ใช่พะยะค่ะ แต่เจ้านางยังมิทรงเห็นเวลาที่อสรพิษเหล่านั้นโจมตีกำลังทหารของเรา มันเป็นภาพที่สยดสยองนัก อสรพิษจำนวนมากที่ยิ่งฆ่ากับยิ่งเพิ่ม และที่เพิ่มเข้ามาล้วนมีขนาดลำตัวที่ใหญ่ม้วนขุนทหารขึ้นไปฟาดกับต้นไม้หรือภูผาหินได้อย่างสบาย” 

                             “ถ้าเช่นนั้นท่านคิดการณ์ต่อไปเยี่ยงไร แต่ข้าบอกท่านให้รู้ไว้ก่อนนะว่า ข้าจะยังไม่หยุดแค่นี้ ข้าจะต้องไปให้ถึงทุ่งโล่งเตียนที่จะเตรียมพื้นที่ไว้สำหรับอพยพผู้คนในเมืองของข้า” 

                             “ข้าพเจ้าเข้าใจดีพะยะค่ะ ข้าพเจ้าจะจัดขุนทหารข้างกายข้าที่ฝีมือดีที่สุดสองคน นำกำลังคน 25 คนถากถางเส้นทางขึ้นไป โดยจะต้องใช้กำลังคนใหม่ที่เพิ่งขึ้นมาติดตามขุนทหารที่คัดเลือกอย่างดีแล้วเป็นผู้นำขึ้นไป  

                             กำลังคนที่จะอารักษาเจ้านางลงไปนั้นใช้สิบคนดังที่ทรงตรัส แต่ข้าพเจ้าคงต้องเป็นผู้นำลงไปด้วยตนเอง แล้วทิ้งขุนทหารเฝ้าพื้นที่นี้ไว้เพียงห้าคนก็น่าจะพอ” 

                             แม้ว่าจะวางแผนทุกอย่างโดยขีดเขียนบนแผ่นหนัง สายตาแทบไม่ได้มองไปยังเจ้านางเลย อำมาตย์มนตรีรณกฤติสันตเดโชชัย เป็นห่วงลูกน้องของตัวเอง เขามั่นใจว่าหากเขาอยู่ด้วยการจู่โจมของอสรพิษทั้งหลายจะไม่รุนแรงนัก เช่นเดียวกับครั้งแรกที่ขึ้นมา การจู่โจมของอสรพิษจำนวนมากและรวดเร็วน่าสพรึงกลัวเป็นอย่างยิ่ง  เมื่อเขาตกอยู่ท่ามกลางวงล้อมของอรพิสเหล่านั้น เขาพนมมือสวดคาถาที่พราหม์ราชครูเคยสอนเขาไว้ อสรพิษทั้งปวงก็หลีกทางให้เขาและลูกน้องจนหมด 

                             แต่ขุนทหารทุกคนรายงานว่าบรรดาศพของผู้ที่เสียชีวิตนั้น พื้นดินที่กลบฝังร่างถูกขุดขึ้นมาและศพถูกแทะกินจนเหลือเพียงกระดูกทุกหลุมที่ฝังร่างไว้ 

                             “เราจะเดินทางทันทีหลังเสวยมื้อเช้านี้ หากท่านประสงค์เช่นนั้นก็เตรียมคนของท่านให้พร้อมเถิด” 

                             สุรเสียงสงบลง แต่ก็ยังไม่เป็นที่พอใจเท่าใดนัก อาหารมื้อเช้าท่ามกลางบรรยากาศที่สวยงามของพระอาทิตย์ขึ้น แสงสีสวยที่จับอยู่กับหมู่เมฆไม่ได้ช่วยทำให้บรรยากาศหน้าซุ้มเสวยอาหารของเจ้านางและอำมาตย์มนตรีรณกฤติสันตเดโชชัยได้เลย ไม่มีใครเอ่ยอะไรออกมาอีก 

                             อำมาตย์มนตรีรณกฤติสันตเดโชชัย เสร็จมื้อเช้าของเขาอย่างรวดเร็วและกล่าวทำลายความเงียบที่น่าอึดอัดนั้นขึ้นมาว่า 

                             “ข้าพเจ้าขอพระราชทานอนุญาตไปเตรียมกำลังทหารให้พร้อมก่อนนะพะยะค่ะ” 

                             เจ้านางเพียงแต่ทรงพยักหน้า 

                             อำมาตย์มนตรีรณกฤติสันตเดโชชัย เรียกอำมาตย์สุรกฤตชัยศรี นายทหารคนสนิทที่ผ่านมาทุกศึกสงคราม ทุกความยากลำบากมาด้วยกัน เพื่อสอนคาถาบูชาพญานาค วิธีการก่อนสวดคาถา วิถีการขอขมาต่อเจ้าป่าเจ้าเขาในการนำคนเข้ามาลุกล้ำ 

                             เรียกอำมาตย์กฤตนทีชัยชาญ เข้ามาอธิบายวิธีการและบริกรรมภาวนาก่อนจะสั่งให้ขุนทหารตัดไม้ใหญ่แต่ละต้น 

                             อธิบายให้ทั้งสองอำมาตย์เข้าใจแผนที่วางไว้สำหรับการดำเนินการขึ้นไปยังจุดหมายที่สองแห่งนี้ และเมื่อไปถึงก็จัดเตรียมซุ้มพักแรมไว้ 

                             เรียกขุนทหารทั้งห้าคนที่ต้องเฝ้าพื้นที่บริเวณนี้ ให้นำเครื่องสักการะใส่กระทงใบไม้บูชาทั้งแปดทิศ เพื่อขออนุญาตเจ้าป่าเจ้าเขาต่อการเข้ามารบกวนและใช้สถานที่แห่งนี้ทุกเช้าตรู่ของวัน 

                             เกือบจะถึงเพลาเพล เขาจึงเสร็จสิ้นขั้นตอนต่าง ๆ ในการวางแผนไว้ให้ลูกน้องตัวเองทั้งหมด และตั้งใจจะให้ทุกคนได้ใช้เวลาในการเตรียมตัวเองให้พร้อมในทุก ๆ ด้านก่อนออกเดินทางทันทีที่แสงแรกของวันพรุ่งนี้ขึ้นสู่ท้องฟ้า รวมทั้งการเสด็จของเจ้านางเองด้วยเช่นกัน เพื่อไม่ให้ต้องเสี่ยงที่จะพลบค่ำก่อนที่จะพ้นจากเชิงเขา 

                             “ข้าไม่ได้มีเวลามากขนาดนั้นหรอกท่านอำมาตย์ ข้อราชการที่รออยู่เบื้องล่างนั้นเร่งร้อนนัก ผู้คนข้างล่างกำลังประสบเคราะห์ภัยอย่างหนัก ข้าต้องรีบลงไปช่วยเสด็จพ่อเสด็จแม่” 

                             ข้อความในพระราชสาส์นน่าจะไม่ใช่เพียงข้อความที่พระเจ้าหรรษาชยวรมันต์และพระมเหษีเทวีนทีนาถ ทรงเขียนมาด้วยความห่วงใยพระราชธิดา หรือแจ้งให้เสด็จกลับด้วยความห่วงใยเท่านั้น เพราะจากที่เขาสังเกตเห็น เขารู้ดีว่า “น้องหญิง” ของเขา เคร่งเครียด และร้อนรนอย่างชัดเจน 

                             ขบวนเสด็จลงจากหน้าผาในครั้งนี้จึงไม่มีใครได้กินอาหารมื้อกลางวัน ทุกคนต้องเร่งรีบเพื่อให้ลงพ้นจากชายเขาให้ทันพลบค่ำ ไม่ใช่เพียงเพราะคำสั่งของเจ้านางศศิพินทุเทวีเท่านั้น แต่ทุกคนต่างรู้ในใจว่าอาจจะมีอะไรเกิดขึ้นได้บ้างหากยังอยู่พื้นที่บริเวณทางลงเขาก่อนเวลาพระอาทิตย์ลับขอบฟ้า 

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น