มณีน้ำเพชร

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ตอนที่ 2 เฝ้ามอง Part 1

ชื่อตอน : ตอนที่ 2 เฝ้ามอง Part 1

คำค้น : มนตรา , นักศึกษาฝึกงาน , เจ้านาย , เทพบุตรซาตาน

หมวดหมู่ : นิยาย อีโรติก

คนเข้าชมทั้งหมด : 2.4k

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 19 พ.ย. 2558 21:28 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 2 เฝ้ามอง Part 1
แบบอักษร

Chapter2  เฝ้ามอง

 

          “หนูจันทร์”

          ภา หรือภารินี วิ่งกระหืดกระหอบมาหาร่างอวบอิ่มด้วยวัยสาวของเพื่อนสาวขณะกำลังเดินกอดตำราเรียนอยู่ ดวงตาคู่สวยสีน้ำตาลอ่อนเป็นประกายวาววับ เมื่อหันหน้ามาตามเสียงเรียกของเพื่อนสาว

          หนูจันทร์ของครอบครัว และของเพื่อนๆ มีชื่อเต็มๆ ว่า ศศิวิมล วิริยะเจริญ ด้วยความที่เกิดมาในตระกูลที่มีฐานะมั่นคง และได้รับการเลี้ยงดูมาอย่างประคบประหงม เนื่องจากบิดาและมารดานั้นมีบุตรสาวเพียงคนเดียว สาวน้อยอย่างหนูจันทร์ จึงเหมือนเจ้าหญิงองค์น้อยๆ ที่อ่อนหวานน่ารัก หนูจันทร์เป็นสาวสวยเหมือนตุ๊กตาญี่ปุ่น มีผมสีดำสนิทเป็นเงางาม มีดวงตาสีน้ำตาลสวย มีผิวสีขาวอมชมพู และริมฝีปากจิ้มลิ้มน่ารัก จึงเป็นที่หมายปองของชายหนุ่มมากมาย ทั้งรุ่นพี่ รุ่นเดียวกัน หรือแม้แต่รุ่นน้อง แต่หนูจันทร์ไม่เคยยอมใจอ่อนคบหากับชายใดเลย เธอตั้งหน้าตั้งตาร่ำเรียน เพื่อจะจบการศึกษาด้วยคะแนนสูง เป็นความภูมิใจของพ่อแม่ นั่นคือสิ่งที่เพื่อนๆ รู้ แต่หารู้ไม่ว่าจริงๆ แล้ว หัวใจของหนูจันทร์นั้นไม่ได้ว่างเปล่า แต่มีเงาของชายหนุ่มผู้หนึ่งซ่อนอยู่ในนั้น เต็มสี่ห้องหัวใจ

          สาวน้อยยังจำได้ดีถึงเหตุการณ์ในครั้งนั้น วันนั้นเป็นวันที่ฝนตกหนัก หนูจันทร์ที่อยู่ในชุดนักเรียนมัธยมของโรงเรียนชื่อดังแห่งหนึ่ง กำลังจะข้ามถนนตรงทางม้าลาย แต่จู่ๆ ก็มีรถที่แล่นมาด้วยความเร็ว ทั้งที่ฝนตกหนักถนนลื่น จึงไม่เห็นร่างบางของเด็กสาวที่กำลังเดินข้ามถนน ครั้นใกล้ตัวเจ้าของรถคนนั้นคงเพิ่งเห็นเด็กสาว ก็เลยเหยียบเบรก แต่... ไม่ทันเสียแล้ว รถคันดังกล่าวได้ชนร่างบางทันที ร่างของหนูจันทร์ลอยลิ่ว เหมือนใบไม้ และตกลงที่พงหญ้าข้างทาง ตอนนั้นสมองของหนูจันทร์เบลอไปหมด ทั้งตัวชาหนึบหนูจันทร์กระดุกกระดิกตัวไม่ได้เลย จนเมื่อมีอ้อมแขนอันอบอุ่น แข็งแรง ช้อนร่างแน่งน้อยเอาไว้อย่างทะนุถนอม เปลือกตาบางใสจึงกระพือขึ้นมองเห็นต้นคอแข็งแกร่ง ปลายจมูกโด่งสวย ปลายขนตายาวไม่แพ้อิสตรี ผมของเขาเปียกลู่แนบเข้ากับศีรษะทุย เขาคงรู้สึกว่ามีคนมองอยู่ จึงก้มหน้ามาสบตาสีสวยของเธอ แววตาที่แสดงถึงความเป็นห่วงเป็นใยเธอนักหนาทั้งที่ไม่เคยรู้จักกันเลยด้วยซ้ำ แล้วสติสัมปชัญญะของศศิวิมลก็ดับวูบลง

          เมื่อศศิวิมลรู้สึกตัวอีกครั้ง บุคคลที่ได้พบก็คือบิดาและมารดาของสาวน้อยนั่นเอง อาการของสาวน้อยไม่น่าเป็นห่วงดังที่คิดไว้ คงเป็นเพราะตอนที่เธอตกลงมานั้น มีความนุ่มของพงหญ้าที่รับร่างเอาไว้ ลดการกระแทกลงได้มาก อาการของศศิวิมลก็มีเพียงที่สะโพกซึ่งได้รับการกระแทกจากตัวรถ และรอยฟกช้ำดำเขียวตามร่างกายที่มีไม่มาก หมอลงความเห็นว่าควรจะต้องตรวจดูให้แน่ใจก่อน ในเรื่องของระบบประสาทและสมอง สาวน้อยจึงต้องนอนโรงพยาบาลอยู่ 4 วัน

          และในวันสุดท้ายของการนอนโรงพยาบาล บุคคลที่อยู่ในความทรงจำของสาวน้อยก็ปรากฏตัวขึ้น ร่างสูงในชุดเสื้อเชิ้ตสีฟ้าอ่อน และกางเกงสแลคสีเทาดำ เขาส่งยิ้มมาให้ศศิวิมลก่อน แล้วจึงยกมือทำความเคารพบิดาและมารดาของเด็กสาว ท่านทั้งสองยกมือขึ้นรับไหว้ และส่งยิ้มยินดีให้ชายหนุ่ม

          “พ่อชลาทิศ ไปยังไงมายังไงกันล่ะจ๊ะนี่ ถึงได้มาที่นี่ได้” มารดาของศศิวิมลทักทายชายหนุ่มอย่างสนิทสนม

          “ผมผ่านมาแถวนี้น่ะครับ ก็เลยแวะเข้ามาเยี่ยม” รอยยิ้มอ่อนโยนของชลาทิศทำให้สาวน้อยที่อยู่บนเตียงคนไข้ตาลาย

          “เหรอจ๊ะ แหมดีจริง น้ายังไม่ได้ขอบใจพ่อชาร์ลเลยตั้งแต่วันนั้น ได้แต่โทรไปคุยกับแม่เรา ถึงวีรกรรมของลูกชายที่น่ายกย่อง”

          “แหม คุณน้าครับ ไม่ใช่วีรกงวีรกรรมอะไรหรอกครับ ถ้าเป็นคนอื่นเขาก็คงต้องทำอย่างผม แต่บังเอิญคนที่ผมช่วยไว้ เป็นลูกสาวของคุณน้าศศิมณี และคุณอาศุภกฤษเท่านั้นเอง”

          ชายหนุ่มปรายตาคมหวานมายังสาวน้อยที่อยู่บนเตียงคนไข้นิดนึง

          “นั่นแหละที่เป็นความโชคดีของยัยหนู และของครอบครัวเราที่คนๆ นั้นคือพ่อชาร์ล แต่เอาเป็นว่าวันนี้ชาร์ลว่างรึเปล่าล่ะลูก น้าอยากเชิญไปทานมื้อเย็นกันที่บ้าน ถือว่าเป็นการเลี้ยงปลอบขวัญยัยหนูด้วย”

          “เอ่อ... ผมต้องขอโทษคุณน้าและคุณอาด้วยนะครับ วันนี้ผมคงไม่สะดวกเพราะผมต้องกลับไปเคลียร์งานเอาไว้ เพื่อจะต้องเดินทางไปควบคุมงานที่อิตาลี 4 ปีน่ะครับ”

          “อ้าว... เหรอ นี่เราเพิ่งจะได้เจอกันแท้ๆ เชียวนะ น่าเสียดายจริงๆ”

          “เอาไว้ผมกลับมาเมื่อไหร่ จะรีบไปเยี่ยมคุณอากับคุณน้าเลยนะครับ”

          พูดจบ ชลาทิศก็หันหน้าไปมองคนป่วย ที่นั่งมองคนโน้นคนนี้คุยกันอย่างเงียบๆ

          “อ้าว... ลืมซะสนิทเลย ว่าพ่อชาร์ลมาเยี่ยมน้อง เชิญจ้ะเชิญ ตามสบายเลยนะ เดี๋ยวน้ากับอาศุภกฤษจะไปเคลียร์เรื่องค่าใช้จ่าย ก่อนออกจากโรงพยาบาลซะหน่อย”

          “ครับ”

          ชลาทิศก้าวเข้าไปใกล้เตียงคนป่วย เขาส่งยิ้มให้เด็กสาวหน้าใส และได้ทันเห็นแก้มเนียนซับสีชมพูระเรื่อขึ้นได้อย่างน่ารัก

          “เป็นยังไงบ้างจ๊ะ หืม... คนเก่ง วันนี้ก็จะได้ออกจากโรงพยาบาลแล้วสินะ” เสียงทุ้มถามอ่อนโยน

          “เสียดายจัง ที่พี่ชาร์ลคงไม่มีโอกาสได้คุยกับหนูจันทร์อีกนานเลยล่ะ นี่คุณแม่บอกพี่นะว่าหนูจันทร์จะออกจากโรงพยาบาลวันนี้ ไม่งั้นพี่คงไม่ได้พบหนูจันทร์อีกนาน”

          ศศิวิมลได้แต่ฟังคำพูดที่แสนจะอ่อนโยนนั่น และมองสบตาคมหวาน ทุกอย่างที่ประกอบเป็นชายหนุ่ม สาวน้อยได้เก็บบันทึกไว้ในหัวใจดวงน้อยๆ หมดแล้ว ที่เธอไม่พูด ก็เพราะใจที่เต้นระทึก จนเกรงว่าเขาจะได้ยิน หัวใจของศศิวิมลเต็มตื้นกับคำพูดหวานๆ นั่น จนไม่จำเป็นต้องขยับปากเพื่อบอกให้รับรู้เลย

          ชลาทิศยกมือหนาขึ้นลูบเส้นผมสลวยอย่างอ่อนโยน ปลายนิ้วแกร่งปัดปอยผมออกไปให้พ้นดวงหน้าหวานล้ำนั้น กิริยาทุกอย่างที่เขาทำเต็มไปด้วยความทะนุถนอม ราวกับกลัวเธอจะแตกหัก

          “ไม่เจ็บแล้วใช่ไหมคนดี พี่ชาร์ลเป็นห่วงหนูจันทร์มากนะ แต่พอรู้ว่าหนูจันทร์ไม่เป็นอะไรมาก พี่ชาร์ลก็ดีใจ พี่ชาร์-ลคงต้องไปแล้วนะจ๊ะ”

          โดยไม่ทันได้ตั้งตัว ริมฝีปากอุ่นจัดของชลทิศ ก็แนบลงไปที่หน้าผากมนของศศิวิมล อย่างแผ่วเบา

          “พี่ชาร์ลลาก่อน แล้วเราคงได้เจอกันเมื่อพี่ชาร์ลกลับมา”

 

          แล้วชลาทิศก็ออกจากห้องไป ทิ้งให้สาวน้อยจมอยู่กับสัมผัส ที่เขาทำราวกับแค่การ กู๊ดไนท์คิสน้องสาวเท่านั้น แต่เขาจะล่วงรู้หรือไม่ว่าเขาได้เข้ามาอยู่ในหัวใจดวงน้อยเต็มทั้ง 4 ห้องแล้ว จากวันนั้นจนถึงวันนี้สี่ปีกว่าแล้ว แต่ศศิวิมลก็ยังไม่ได้พบเจอชลาทิศอีกเลย

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น