Punmile09

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะคะ

ชื่อตอน : CHAPTER F I V E

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 7.3k

ความคิดเห็น : 17

ปรับปรุงล่าสุด : 06 ต.ค. 2562 17:12 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
CHAPTER F I V E
แบบอักษร

 

 

_________________________________ 

 

ท่ามกลางความเงียบสงบในค่ำคืนที่มีเพียงเสียงเครื่องปรับอากาศและสายฝนที่สาดเทกระหน่ำลงมากระทบบานกระจกเป็นระลอก นาฬิกาพรายน้ำที่ตั้งอยู่ข้างจอโทรทัศน์แสดงเวลาให้เห็นว่าอีกยี่สิบนาทีจะเที่ยงคืน ร่างสูงใหญ่ที่นอนเอนกายอยู่บนโซฟารับแขกค่อยๆ ลุกขึ้นยืนโดยไม่ให้เกิดเสียงรบกวนคนที่นอนอยู่ในห้อง

บานประตูไม้ถูกเปิดออกอย่างเบามือ แสงสลัวที่ลอดผ่านเข้ามาในห้องนอนนำทางให้เขาเดินฝ่าความมืดเข้าไปยืนอยู่ข้างคนที่กำลังนอนซุกผ้านวมผืนใหญ่โผล่มาให้เห็นแค่เปลือกตาที่ปิดสนิท โคมไฟบนโต๊ะข้างเตียงถูกเปิดเพื่อให้แสงสว่างสีนวล เด็กหนุ่มเอื้อมมือไปวางบนหน้าผากเนียนเพื่อวัดอุณหภูมิร่างกายของอีกฝ่าย

เมื่อช่วงหัวค่ำฮานะเพิ่งสระผมไปเขากลัวว่าไข้จะขึ้นแม้จะกินยาดักเอาไว้แล้วก็ตาม แต่ก็คลายความกังวลลงไปได้มากเมื่ออีกฝ่ายแค่ตัวอุ่นเท่านั้นไม่ถึงกับร้อนจัดจนน่าเป็นห่วง

“อือ” เสียงที่เครืออยู่ในลำคอดังขึ้นตอนที่เจ้าตัวบิดกายไปมาจนผ้าห่มเคลื่อนลงมากองที่หน้าขา ชายเสื้อที่เลิกขึ้นสูงจนเห็นจิวสะดือและรอยสักข้างสะโพกทำให้ลมหายใจของคนมองสะดุด ชีพจรเต้นเป็นจังหวะที่หนักแน่นและรัวเร็วขึ้นจนหูอื้อ พีทดึงปลายผ้าหวังจะห่มคืนให้แต่ทว่าร่องรอยบางอย่างที่โผล่มาให้ได้เห็นบริเวณข้างบั้นเอวทำให้เขาหยุดมอง

...รอยช้ำ 

ความรู้สึกที่อัดแน่นอยู่ภายในอกตั้งแต่คืนวันนั้นทำให้เขาถือวิสาสะเลิกชายเสื้ออีกฝ่ายขึ้นสูงกว่าเดิม...แล้วภาพที่ปรากฏตรงหน้าก็ทำเอาทั้งตัวชาวาบตั้งแต่หัวจรดปลายเท้า

ร่องรอยป่าเถื่อนที่กระจายตัวอยู่บนแผ่นอกขาวเนียนนั้นแสดงให้เห็นถึงความคลุ้มคลั่งรุนแรง รอยฟันปรากฏอยู่ทั่วทุกตารางนิ้ว ไม่เว้นแม้แต่บริเวณสีข้าง ยอดอกบวมแดงคงเพราะถูกย่ำยีมาไม่น้อย ทั่วผิวขาวจัดมีรอยนิ้วมือหลงเหลือชัดเจนเพราะเพิ่งผ่านมาได้ไม่นาน รอยดูดที่กำลังห้อเลือดได้ที่ทำเอาสมองเขาพร่าเลือนเมื่อหวนนึกถึงเหตุการณ์ในค่ำคืนนั้น

หากนี่เป็นการร่วมรักที่ทั้งสองยินยอมก็คงจะไม่ผิดเพราะถือว่าเป็นรสนิยมส่วนตัว

แต่ถ้าไม่ใช่...นี่ก็ไม่ต่างอะไรกับการทำร้ายร่างกาย... 

“เจ็บ...” เสียงสั่นเครือที่เจือปนก้อนสะอื้นทำให้ต้องดึงเสื้อลงปิดเอาไว้ดังเดิม “อเล็กซ์…อย่า...”

คนที่นอนอยู่บนเตียงคู้กายเข้าหากันก่อนหยดน้ำตามากมายจะไหลรินออกมาจนเปียกแก้ม ฮานะนอนนิ่งน้ำตาไหลพรากไม่หยุด มือพยายามไขว่คว้าอากาศที่ว่างเปล่าเพื่อหาทางหลุดพ้นจากความทรมานในห้วงฝัน เด็กหนุ่มยืนมองภาพตรงหน้าด้วยความรู้สึกชาหนึบที่กลางอกเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายกำลังถูกความทรงจำอันเลวร้ายเล่นงาน พีทลงไปนั่งข้างๆ จนฟูกอ่อนยวบ ก่อนจะเอื้อมมือไปคว้าฝ่ามือที่เล็กกว่ามากอบกุมเอาไว้อย่างถือวิสาสะ

มือฮานะเล็กมาก...เมื่อเทียบกับเขา 

ปลายนิ้วค่อยๆ สอดประสานเพื่อเติมเต็มความว่างเปล่า ความอบอุ่นถูกส่งผ่านไปยังผู้ที่กำลังหลงทางอยู่ในความทรงจำอันแสนเจ็บปวด

เสียงของเข็มนาฬิกาดังนับวินาที...เดินวนอยู่เป็นพันครั้ง

ในที่สุดเสียงสะอื้นก็เริ่มเบาลงจนเงียบหายไปพร้อมกับสายฝนที่เริ่มซา

พีทค่อยๆ คลายมือออกก่อนจะห่มคลุมผ้านวมกลับให้จนถึงอก “ฝันดีนะครับ” เสียงทุ้มเบาบางคล้ายกระซิบเอ่ยขึ้นก่อนร่างสูงใหญ่จะเดินออกไปจากบริเวณห้องนอน

ฮานะรู้สึกตัวตื่นหลังจากแสงบางส่วนที่ลอดผ่านทางผ้าม่านเข้ามา หน้าปัดนาฬิกาข้างหัวเตียงบ่งบอกว่าตอนนี้เป็นเวลาเจ็ดโมงเช้า

พอนึกได้ว่าเมื่อคืนนี้มีแขกมานอนค้างด้วยเจ้าตัวก็รีบเด้งตัวขึ้นมาจากเตียงก่อนจะเดินไปล้างหน้าแปรงฟันเพื่อออกไปข้างนอก ฮานะยืนมองภาพตัวเองที่สะท้อนอยู่บนกระจก สีหน้าที่เคยเหนื่อยล้าอิดโรยตอนนี้กลับไม่มีให้ได้เห็น คงเพราะเมื่อคืนได้นอนหลับเต็มคาบเต็มเวลา....ซ้ำยังหลับลึกอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนในรอบหลายเดือนที่ผ่านมานี้

เหมือนจิตใจได้พักผ่อนอย่างแท้จริง 

เวลาที่อยู่กับพีทเขาไม่ได้นึกถึงภาพความเจ็บปวดหรือแม้แต่ความรู้สึกในอดีต ทุกอย่างจางหายเมื่อมีอีกฝ่ายอยู่ใกล้ ราวกับเป็นที่พักพิงเพื่อให้หลบซ่อนจากความจริงอันโหดร้าย แม้ว่าพีทจะไม่ได้พูดมันออกมาแต่การกระทำที่แสดงออกโดยไม่คิดจะปิดบังนั่นต่างหากที่ทำให้ฮานะรับรู้ได้ถึงความจริงใจของอีกฝ่าย

‘ผมเป็นห่วงคุณ’  

...แววตาและน้ำเสียงจริงจังที่ปรากฏตอนนั้นไม่เหลือเค้าเด็กวัยรุ่นอายุยี่สิบสองให้ได้เห็นเลยสักนิด..

เมื่อฮานะบิดลูกบิดประตูออกก็พอดีกับที่ได้ยินเสียงฝีเท้าเดินผ่านหน้าห้องไป กลิ่นขนมปังธัญพืชถูกปิ้งจนหอมกรุ่นปลุกโสตประสาทให้สดชื่นรับเช้าวันใหม่ ที่เคาน์เตอร์ครัวเจ้าเด็กตัวโตกำลังง่วนอยู่กับการทำอะไรสักอย่าง พีทสวมชุดตัวเดิมที่ใส่มาก่อนออกกำลังกายเมื่อวานนี้

เป็นความผิดของเขาเองที่ดันชวนอีกฝ่ายค้างคืน แต่ดันลืมไปเสียสนิทเลยว่าไม่มีไซส์เสื้อผ้าที่ใหญ่พอจะให้พีทใส่ได้...เพราะฉะนั้นสภาพมันจึงเป็นอย่างที่เห็น..

“ตื่นแล้วเหรอครับ” ฝ่ายนั้นหันกลับมามอง ในมือมีจานมะเขือเทศกับพริกหวานและแฮมหั่นเต๋าเตรียมพร้อมสำหรับทำมื้อเช้า

“ทำออมเล็ตเหรอ” ฮานะเดินเข้าไปใกล้ พอชะโงกหน้าดูก็เห็นว่าในถ้วยมีไข่ถูกตีเข้ากับนมสดจนเนื้อเนียน ชีสแผ่นถูกฉีกลงไปผสม ปรุงรสด้วยเกลือกับพริกไทยเล็กน้อยก็พร้อมลงกระทะ

“ครับ...ผมเห็นว่าในตู้เย็นมีแฮมกับชีสเหลืออยู่ เลยเอามาทำมื้อเช้าให้คุณ” พีทใส่เนยลงไปในกระทะที่ถูกตั้งไฟเอาไว้แล้วเทไข่ลงไป ก่อนจะใช้พายไม้คนไปเรื่อยๆ จนเนื้อไข่เริ่มจับตัว หลังจากนั้นก็นำส่วนผสมที่เตรียมไว้เทลงไป รอให้เนื้อไข่ด้านนอกสุกพอประมาณก็ทำการกระดกกระทะจนได้ออมเล็ตรูปลูกรักบี้สวยงามส่งกลิ่นหอมฉุยชวนให้น้ำลายสอ

“อยู่กับเธอไปสักพักฉันคงกลิ้งได้” คนอายุมากกว่าเดินวนเวียนซ้ายขวามองอย่างอยากรู้อยากเห็นตอนที่กำลังจัดอาหารเช้าใส่จานสองใบที่ประกอบไปด้วยออมเล็ต ขนมปังปิ้ง และเบคอนที่ทอดจนกรอบ ฮานะอาสาถือจานไปไว้ที่โต๊ะหน้าทีวีก่อนจะเปิดช่องข่าวช่วงเช้าดูไปเรื่อยเปื่อย

“ทานเยอะๆ นะครับ” เด็กหนุ่มยื่นแก้วน้ำส้มสำเร็จรูปที่เพิ่งเทออกจากกล่องให้ก่อนจะนั่งลงบนโซฟาข้างกัน

มื้อเช้าอันแสนเรียบง่ายค่อยๆ ผ่านไปอย่างไม่รีบร้อน เม็ดฝนที่เพิ่งตกปรอยลงมาในช่วงเช้ามืดยังคงรักษาระดับเอาไว้จนภายนอกถูกปกคลุมไปด้วยเมฆครึ้ม หยดน้ำบางส่วนไหลลงมาผ่านไอเย็นที่เกาะอยู่ตรงบานประตูกระจกใส ฮานะยกขาขึ้นมานั่งขัดสมาธิบนโซฟาเมื่อรู้สึกเย็นที่ฝ่าเท้า ออมเล็ตเนื้อเนียนและขนมปังกับเบคอนถูกจัดการจนหมดเกลี้ยงในเวลาเพียงไม่ถึงยี่สิบนาที รสกลมกล่อมของเนื้อไข่นุ่มละมุนมีมะเขือเทศตัดเปรี้ยวเล็กน้อยแก้เลี่ยน ก่อนน้ำส้มแก้วโตจะถูกยกจิบไปเรื่อยจนหมดแก้ว

“เอาไว้วันหลังผมจะคั้นสดแช่ตู้เย็นไว้ให้” พีทหันมามองคนที่เอนหลังพิงพนักโซฟา ฝ่ายนั้นลูบหน้าท้องแบนราบไปมาพร้อมกับบ่นว่าอิ่มตื้อ

“เริ่มไม่มั่นใจแล้วสิว่าใครเป็นผู้จัดการใครกันแน่” ฮานะยิ้มแซวเมื่อถูกดูแลเป็นอย่างดีก่อนจะหันกลับไปมองจอโทรทัศน์ “...ขอบใจนะ”

“ยินดีครับ” เด็กหนุ่มตอบรับด้วยความเต็มใจ เขาลอบมองเสี้ยวใบหน้าของอีกฝ่ายด้วยความรู้สึกแปลกประหลาดที่คอยวนเวียนก่อกวนมาตั้งแต่ครั้งแรกที่ได้พบกัน

มันเป็นความรู้สึกพิเศษที่ตัวเขาเองก็ยังไม่สามารถอธิบายเพื่อหาคำตอบได้ รู้เพียงแค่อยากปกป้องและทำให้ความเศร้าหมองในดวงตาคู่นั้นจางหายไป...ฮานะเหมาะกับรอยยิ้มมากกว่าคราบน้ำตาเป็นไหนๆ  

“ฮานะ...ชื่อคุณแปลว่าอะไรเหรอครับ” เขาถามด้วยความสงสัยที่ติดค้างมาตลอดหลายวัน

“ภาษาญี่ปุ่นแปลว่าดอกไม้น่ะ” ฝ่ายนั้นพิงหัวเข้ากับพนักพิงก่อนจะหันมายิ้มให้กัน “ถามทำไม”

“ชื่อเพราะ” พีทไม่ได้ชมเกินจริง เขาพูดตามที่รู้สึก

“ไม่รู้สึกแปลกบ้างเหรอไง...ชื่อเหมือนผู้หญิงซะขนาดนี้”

“ไม่...ก็คุณน่ารัก” เหตุผลที่ไม่สมน้ำสมเนื้อทำให้คนอายุมากกว่าหลุดขำด้วยความเอ็นดู

“เธอต้องตาฝาดแน่ๆ” ฮานะส่ายหน้าอย่างนึกขำ

คุณน่ารักจริงๆ ” จู่ๆ เจ้าเด็กตัวโตก็ชมกันออกมาโต้งๆ ทำเอาคนฟังหูดับไปแล้วเป็นที่เรียบร้อย...ก็ใช่ว่าจะไม่เคยถูกชม แต่ครั้งนี้มันแตกต่าง เพียงแค่ถ้อยคำเรียบง่ายแต่ช่างมีอิทธิพลทำลายล้างสูงเหลือเกิน

“ปากหวานพร่ำเพรื่อ...ทำใครเขาอกหักมากี่คนแล้วละ” อุ้งมือเล็กบีบเข้าที่สองข้างแก้มด้วยความมันเขี้ยว

“...” นัยน์ตาสีเข้มมองตามคนที่หันกลับไปสนใจหน้าจอโทรทัศน์เมื่อช่องข่าวเสนอสกู๊ปข่าวในวงการบันเทิง

ฮานะปล่อยมือออกก่อนจะจ้องไปที่หน้าจอ ใครบางคนถูกนักข่าวรุมล้อมสัมภาษณ์เกี่ยวกับงานที่เจ้าตัวลงไปถ่ายแบบทางภาคใต้แถบทะเลอันดามัน เป็นโปรเจกต์ที่ทางSMAได้ร่วมมือกับมูลนิธิอนุรักษ์ปะการังและสัตว์ทะเล คุณแกเรนเป็นคนเลือกอเล็กซ์เองกับมือเพราะเห็นว่าอีกฝ่ายมีคาแรคเตอร์ตรงตามที่ทางลูกค้าต้องการ

นัยน์ตาสวยสะท้อนวูบไหวเพียงครู่ก่อนจะกลับมานิ่งเฉยราวกับว่ากำลังบังคับให้ตัวเองลบเลือนภาพความทรงจำอันเลวร้ายออกไปให้รวดเร็วที่สุด สองมือกำแน่นเข้าหากันโดยสัญชาตญาณส่วนตัวเมื่อต้องการระบายความรู้สึก

“ฮานะ” เสียงทุ้มนุ่มเอ่ยเรียก

“หืม” เจ้าตัวขานรับทั้งที่ไม่ได้หันกลับมามอง

“ขอมือหน่อยได้ไหมครับ” คำขอแปลกประหลาดสร้างความฉงนให้อยู่ไม่น้อย แต่ก็ยอมยื่นมือข้างซ้ายไปให้แต่โดยดี

“จะทำอะไร” ในที่สุดก็อดไม่ได้ที่จะหันไปมองเพราะฝ่ามือกำลังถูกอุ้งมือใหญ่บีบนวดไปมา

“ผมชอบทำแบบนี้เวลามีเรื่องเครียด” การนวดมือไปมาช่วยลดความตึงเครียดได้ในระดับหนึ่ง

“ฉันไม่ได้เครียดซะหน่อยนี่” ฮานะอมยิ้มเล็กน้อยแต่ก็ยอมปล่อยให้อีกฝ่ายทำตามใจ มิหนำซ้ำยังยื่นมืออีกข้างไปให้เป็นการบังคับทางอ้อมเพราะรู้สึกสบายและผ่อนคลายอยู่ไม่น้อย

“คิ้วคุณขมวด” พีทเลียนแบบท่าทางคิ้วผูกโบเคร่งเครียดทำเอาฮานะหลุดหัวเราะเสียงดังเพราะไม่คิดว่าจะได้เห็นมุมนี้ของอีกฝ่าย...ตอนทำงานก็ดูเป็นผู้ใหญ่เงียบขรึมแท้ๆเลยน้า

นับวันเด็กคนนี้มีเรื่องมาให้แปลกใจอยู่เรื่อยเลย...

“แล้ว...” ฮานะลากเสียงยาว เอนศีรษะพิงพนักด้วยท่าทีที่ผ่อนคลายลงมาก “ทำไมทั้งชื่อทั้งนามสกุลเธอถึงไทยล้วนเลยล่ะ”

ถามมาถามกลับไม่โกง...แต่แอบโกงนิดหน่อยตรงที่ถามเยอะกว่า

“ก็ผมเป็นคนไทยนี่ครับ” เด็กหนุ่มยิ้มตอบ

“แต่เธอเป็นลูกครึ่งนี่” เท่าที่เคยเห็นมาลูกครึ่งส่วนใหญ่ก็ยึดนามสกุลตามพ่อที่มีเชื้อต่างชาติกันทั้งนั้น

“ตั้งแต่เกิดมาผมก็มีแค่แม่กับยาย ส่วนพ่อแม้แต่ชื่อยังไม่รู้จักเลยครับ” ตอบด้วยท่าทางปกติเพราะมันเป็นเรื่องที่เขาไม่ได้ตั้งใจจะให้มันเป็นความลับอยู่แล้ว เพราะไม่เคยรู้สึกขาด ก็แค่กำพร้าพ่อเท่านั้นเอง

“ขอโทษนะ ที่ฉันเสียมารยาท” ฮานะรู้สึกผิดที่ทำตัวเกินขอบเขตมากเกินไป ทั้งที่เพิ่งรู้จักกันได้ไม่นาน

“ไม่เป็นไรครับ” เด็กหนุ่มยิ้มรับอย่างไม่ถือสา

“ทำไมเธอถึงเลือกเรียนด้านดนตรีละ” ฮานะรีบชวนคุยเรื่องอื่นเพื่อเบี่ยงประเด็น “อยากเป็นศิลปินเหรอ”

“ก็เป็นความฝันตั้งแต่ตอนเด็กน่ะครับ” พีทเอนศีรษะพิงไปบนพนักพิง หันหน้าไปหาคู่สนทนา

ในระยะประชิดแบบนี้ทำให้เห็นจุดขี้แมลงวันเล็กๆ ที่ใต้ตาขวาของฮานะชัดขึ้น...จึงถือโอกาสมองอยู่อย่างนั้นโดยไม่ได้หันไปสนใจสิ่งอื่น

“แล้วถนัดอะไรมากที่สุด” ผู้ใหญ่ที่วันนี้สวมวิญญาณเป็นเจ้าหนูจำไมจ้อถามไม่หยุด...ราวกับว่าถูกสั่งสมความเครียดมานาน พอได้คุยมันเลยหยุดไม่อยู่

“จริงๆ ก็ได้หมดครับ แต่ถ้าถนัดสุดก็คงเป็นกีตาร์ แล้วก็กลอง เบส” ก่อนหน้าจะเข้าโมเดลลิ่งนอกจากรับงานถ่ายแบบแล้วอาชีพหลักเขาคือรับจ็อบเล่นดนตรีที่ร้านอาหารตอนกลางคืน บางคืนก็ไปเล่นที่ผับของคนรู้จัก

“เก่งนะเนี่ย” ฮานะออกปากชม “ว่างๆ เล่นให้ฟังหน่อยสิ ฉันชอบเพลงอะคูสติกมากเลย”

“ได้ครับ” เด็กหนุ่มยิ้มรับ ก่อนจะเคลื่อนสายตาจากจุดรวมเสน่ห์ใต้ตาไปที่ริมฝีปากสีระเรื่อ

ฮานะผิวขาวจัด เรียกได้ว่าขาวจนเห็นเส้นเลือดแค่จับแรงๆ ก็เป็นรอยแดงได้โดยง่าย

แล้วความทรงจำเมื่อคืนก็กลับเข้ามา พีทชะงักเมื่อเห็นว่าคอเสื้อนอนของอีกฝ่ายร่นลงมาจนเห็นกระดูกไหปลาร้า ลำคอขาวที่สวมปลอกคอหนังสีแดงเอาไว้ดูเย้ายวนจนจังหวะชีพจรสะดุด เด็กหนุ่มไม่สามารถถอนสายตาออกจากเครื่องหน้าสมบูรณ์แบบได้ คล้ายกับถูกเสน่ห์ของอีกฝ่ายเล่นงานเข้าอย่างจังตอนที่ฮานะทัดผมเข้าที่หลังหู กลิ่นหอมจางๆ ที่ปนมากับไอหนาวของเครื่องปรับอากาศทำให้ฝ่ามือของเขาชื้นเหงื่อขึ้นมา เรียวปากบางที่ยังคงขยับคุยเจื้อยแจ้วมีแรงบางอย่างดึงดูดจนลำคอแห้งผาก

“พีท” รู้ตัวอีกทีก็ถูกทางนั้นเลิกคิ้วมองด้วยหน้าตาสงสัย “ไม่ได้ยินที่ฉันถามเหรอ”

“คุณ...พูดว่าอะไรนะครับ” เขาถามกลับ ฮานะถอนหายใจออกมาอย่างขบขัน

“ฉันถามว่าเธออยากกลับไปเปลี่ยนชุดที่ห้องไหมหรือจะออกไปที่บริษัทเลย”

“อ้อ” เด็กหนุ่มกระแอมแก้เก้อ “ไปเลยก็ได้ครับ จะได้ไม่ต้องวนรถหลายรอบ” ชุดนี้เมื่อวานใส่ไปแค่แป๊บเดียวก็ต้องเปลี่ยนเป็นชุดออกกำลังกายแล้วมันจึงไม่ถือว่าเป็นปัญหานัก

“เชิดหน้าขึ้นอีกนิดพีท....เพอร์เฟค” เสียงปรบมือพร้อมคำชมดังขึ้นอีกครั้งหลังจากที่ลูกศิษย์คนใหม่สามารถฝึกเดินแบบท่าพื้นฐานได้ตรงตามมาตรฐานของผู้ฝึกสอน

เจนนี่ ซู อัลฟ่าสาวสวยลูกเสี้ยวสามเชื้อชาติยืนกอดอกมองลูกศิษย์คนใหม่ด้วยแววตาเป็นประกาย หลังจากที่คุณแกเรนแจ้งมาว่าจะมีเด็กใหม่มาเข้าคอร์สฝึกเทรนด์เธอก็ตั้งตารอว่าอีกฝ่ายจะมีคาแรคเตอร์แบบไหน แต่หลังจากที่ได้เจอพีทก็ยอมรับเลยว่าอดที่จะทึ่งไม่ได้เพราะทั้งรูปร่างหน้าตาและส่วนสูงเรียกได้ว่ากินขาด

นานมากแล้วที่เธอไม่ได้เจอเด็กเทรนด์ที่มีคาแรคเตอร์ประจำตัวโดดเด่นขนาดนี้ นับตั้งแต่หวังลี่ชิงลูกศิษย์รุ่นแรกก็ไม่ได้พบใครที่สามารถทำให้รู้สึกได้ถึงแรงดึงดูดมหาศาลได้เท่านี้มาก่อน ไม่นับรวมกับอเล็กซ์ที่เป็นดาวเด่นในรุ่น แต่ว่าก็ว่าเถอะ ถ้าพีทเข้ามาพร้อมกันรับรองได้เลยว่าแซงหน้าแน่นอน

“เก่งนะเนี่ย แค่วันแรกก็เก็บดีเทลได้ทุกจุดเลย” นับได้ว่าเป็นเรื่องยากมากที่คนอย่างเธอจะชมไม่หยุดขนาดนี้ “เคยฝึกเดินแบบมาก่อนหรือเปล่า”

“ก็เคยฝึกมาบ้างครับ แต่ไม่ได้จริงจังมาก” เพราะนานๆ ทีเขาถึงจะรับงานเดินแบบถ่ายแบบจึงถือว่ายังเป็นมือใหม่

“ได้เท่านี้ก็ดีแล้วล่ะ” เจนนี่ยิ้ม “ตอนแรกฉันวางคอร์สไว้สองเดือน แต่ดูจากพัฒนาการของเธอแล้วเดือนครึ่งก็เหลือเฟือ” เธอไม่ได้ชมเกินจริง เด็กคนนี้มีพรสวรรค์ เชื่อเลยว่าในอนาคตดังเปรี้ยงแน่นอน

“รบกวนด้วยนะครับ” พีทยกมือไหว้ขอบคุณอย่างมีมารยาทจนถูกฝ่ายนั้นโบกมือกลับมาทีด้วยเหตุผลที่ว่าเธอไม่อยากแก่เกินวัย

“เป็นยังไงบ้าง” ฮานะเดินเข้ามาทักหลังจากที่ถูกคุณแกเรนเรียกตัวไปพบตั้งแต่เดินทางมาถึงบริษัท

“กินขาด” อัลฟ่าสาวสวยขยิบตาให้ทีหนึ่ง

“ทำให้คุณเจนนี่ปวดหัวหรือเปล่า” เพราะตอนอเล็กซ์น่ะเรียกได้ว่าทางครูฝึกต้องกุมขมับกันแทบทุกวัน...รายนั้นน่ะอารมณ์ร้อน ตินิดหน่อยสีหน้าก็เริ่มออกแล้ว

“ไม่เลยสักนิด” เจนนี่ส่ายหน้ายืนยัน “เขาเป็นเด็กดี แถมยังหัวไวสุดๆ”

“ชมขนาดนี้ท่าจะจริง” ฮานะยิ้มแววตาเป็นประกาย ก่อนจะหันไปออกปากชมเด็กในปกครองเมื่อเจนนี่เดินห่างออกไป “Good boy” ยกมือขึ้นเกาคางเจ้าเด็กตัวโตไปที...เหมือนหมาโกลด์เดนท์ตัวใหญ่ๆ เลยแฮะ

“คุยธุระเสร็จแล้วเหรอครับ” พีทไม่ได้ขืนตัวหนีกลับยืนนิ่งให้อีกฝ่ายเกาคางไปมา มิหนำซ้ำยังลดระดับตัวลงให้อีกต่างหาก ฮานะจะได้ไม่รู้สึกเมื่อยแขน

“อื้ม” ขวดน้ำในมือถูกยื่นส่งไปให้เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายมีเหงื่อซึมลงมาข้างขมับ...เจ้าเด็กตัวโตเป็นคนขี้ร้อนมาก ดูอย่างเมื่อเช้าอากาศหนาวจนชาเท้าแต่อีกฝ่ายกลับไม่สะทกสะท้าน...ดูอารมณ์ดี เหมือนหมีกริซลี่เวลาถูกอากาศเย็นๆ “เย็นนี้เธอว่างหรือเปล่า”

“ว่างครับ”

“ไปห้างกับฉันหน่อย คุณแกเรนให้โบนัสล่วงหน้ามา บอกให้ฉันพาเธอไปซื้อของใช้ส่วนตัวแล้วก็พวกเสื้อผ้า” เพราะในอนาคตพีทจะเริ่มได้ออกสื่อมากขึ้น ฉะนั้นเรื่องการแต่งกายจึงถือว่าเป็นเรื่องสำคัญ ใช่ว่าเสื้อผ้าที่อีกฝ่ายมีจะดูไม่ดีแต่อย่างน้อยการที่มีเสื้อผ้าแบรนด์ติดตู้ไว้มันก็ไม่ใช่เรื่องน่าเสียหายอะไร “ห้ามปฏิเสธด้วยล่ะ” ฮานะดักทางอย่างรู้ทัน

“ครับ” เด็กหนุ่มรับปาก โดยไม่คิดที่จะแย้งเมื่อเห็นว่าใบหน้าน่ารักเริ่มแฝงแววข่มขู่

“สีขาวก็สวย แต่น้ำเงินเข้มเหมาะกับเธอมากกว่า” แจ็กเกตผ้าร่มของแบรนด์กีฬาชื่อดังถูกยกขึ้นทาบซ้ำไปมาเป็นรอบที่สี่ ฮานะคิ้วขมวดเมื่อยังไม่สามารถเลือกสีที่ถูกใจได้ จะไม่หนักใจเลยถ้าเจ้าของตัวจริงไม่บอกว่าให้เขาเลือกให้ “เธอชอบสีไหนมากกว่ากัน”

“น้ำเงินก็ได้ครับ” พีทตัดสินใจช่วยเพราะเริ่มเห็นใจคิ้วสวยที่เริ่มขมวดผูกปม

“ใจตรงกัน” แจ็กเกตสีขาวถูกแขวนกลับลงไปบนราวก่อนฮานะจะเดินเอาอีกตัวไปคิดเงิน

ถุงข้าวของเกือบสิบใบวางกองไว้เป็นระเบียบ ทั้งเสื้อ กางเกง รองเท้า ล้วนถูกฮานะเลือกให้ทั้งหมด ส่วนใหญ่ไม่ใช่แบรนด์ระดับไฮเอนด์หรูหราอะไร แต่ก็ถือว่าราคาเอาเรื่องพอสมควรเมื่อเทียบกับเสื้อผ้าตามตลาดนัดที่เคยซื้อใส่เป็นประจำ

อันที่จริงงบที่คุณแกเรนให้มาน่ะหมดเกลี้ยงตั้งแต่ร้านที่สามแล้วด้วยซ้ำ...ส่วนที่เหลือฮานะเป็นคนจ่ายเองทั้งหมด พอเขาปฏิเสธหรือออกปากห้ามก็ถูกพูดดักเอาไว้ก่อน

ฮานะดูมีความสุขมากที่ได้เป็นฝ่ายหยิบเลือกเสื้อผ้าและได้จับเขาแต่งตัว

“อยากได้อะไรอีกหรือเปล่า” ใบหน้าได้รูปยิ้มร่า คล้ายกับความเครียดก่อนหน้าถูกบำบัดด้วยการชอปปิ้ง

“พอแล้วครับ” พีทปฏิเสธ ลองแอบคำนวณเงินที่อีกฝ่ายจ่ายในส่วนของเขาก็นึกเสียดายอยู่ไม่น้อย

“งั้น...อยากกินอะไรหน่อยไหม”

“ตามใจคุณเลย” เด็กหนุ่มยิ้มบางเมื่อเห็นแววตาคู่สวยประกายความสุข “แต่มื้อนี้ผมขอเลี้ยงนะครับ”

“ได้เลย” ฮานะไม่คิดปฏิเสธ “แต่หลังจากนั้นไปกินไอติมกันนะ ฉันไม่ได้กินมานานแล้ว” ถึงแม้จะเคยบอกว่าไม่ชอบของหวานแต่ไอศกรีมที่ถือเป็นข้อยกเว้นเลย

พีทตกปากรับคำ ยิ่งเห็นว่าคนอายุมากกว่ายิ้มร่าอย่างมีความสุขเขาก็พลอยมีความสุขไปด้วย ฮานะดูร่าเริงขึ้นนั่นก็นับว่าเป็นสัญญาณที่ดีมากแล้ว

“กินหมดเหรอ” ข้าวหน้าเนื้อสองกล่องที่พนักงานเพิ่งวางลงบนโต๊ะดึงความสนใจของฮานะได้เป็นอย่างดี...แกงกะหรี่หมูทอดของเขาดูจานเล็กขึ้นมาถนัดตาเลย

“แค่นี้สบายมากครับ” พีทยิ้มรับ ช่วงนี้เขาต้องกินมากกว่าปกติเพราะคุณเคย์บอกว่าอยากให้เพิ่มมวลกล้ามเนื้อในร่างกายมากกว่านี้อีกหน่อยจึงต้องกินให้ถึงแคลอรีที่กำหนดไว้ต่อวัน

“ฉันคงจุกน่าดูเลย”

“ก็คุณตัวเล็ก” เด็กหนุ่มยิ้มล้อเมื่อเห็นว่าถูกย่นจมูกใส่

“เงียบไปเลย” ฮานะเอาคืนโดยการยื่นตะเกียบไปแย่งชิ้นเนื้อในกล่องข้าวของอีกฝ่ายมาเข้าปากก่อนจะเคี้ยวอย่างเอร็ดอร่อยโดยมีเจ้าของชิ้นเนื้อนั่งมองด้วยแววตาที่คล้ายกับว่ากำลังมองเด็กตัวเล็กๆ อย่างนึกเอ็นดู

“เลอะปากแล้วครับ” แผ่นกระดาษทิชชูถูกยื่นส่งไปให้เมื่อเห็นว่ามีน้ำซอสบางส่วนเลอะข้างมุมปาก ฮานะมองนิ่งไม่ได้รับไปเช็ดแต่กลับทำในสิ่งที่เขาไม่เคยคาดคิดมาก่อน เรียวปากอิ่มยื่นเข้ามาตรงมือก่อนจะกดปากเช็ดลงบนเนื้อกระดาษไปมาจนสะอาดเกลี้ยง เด็กหนุ่มมองภาพตรงหน้าพลันหายใจไม่ทั่วท้องเมื่อเห็นประกายวูบไหวบางอย่างในดวงตาคู่สวย

คล้ายไม่ตั้งใจแต่เป็นความไม่ตั้งใจที่มีพลังทำลายล้างสูง...

แล้วก็ต้องกลับมานั่งก้มหน้าจัดการอาหารของตัวเองบ้างเมื่อถูกทักว่าใบหูแดงจัด

“ชอบกินเชอร์รี่หรือเปล่า”

หลังจากมื้อหลักจบลงทั้งคู่ก็มาต่อที่ร้านไอศกรีม ฮานะดูอารมณ์ดีไม่น้อยเมื่อเห็นของโปรด ลูกเชอร์รี่สีแดงถูกหยิบขึ้นมาถือเอาไว้เตรียมส่งเข้าปาก

“ไม่ครับ” พีทส่ายหน้าปฏิเสธก่อนจะตักเชอร์รี่ของตัวเองไปใส่ไว้ในถ้วยอีกฝ่าย

“เธอเคยได้ยินเรื่องก้านเชอร์รี่ไหม” ผลไม้เชื่อมที่มีรสหวานจัดถูกส่งเข้าไปในปาก ยกเว้นก้านสีแดงที่ยังคงอยู่ในมือ “เขาว่ากันว่าใครใช้ลิ้นผูกก้านเชอร์รี่ได้...แสดงว่าจูบเก่ง”

“ก็...เคยได้ยินมาบ้างครับ” พีทตอบ สายตาก็ยังคงจ้องไปที่จุดรวมเสน่ห์ที่ใต้ตาขวาก่อนจะเคลื่อนไปหยุดที่ริมฝีปากสีสด แล้วก็ต้องชะงักช้อนที่กำลังจะตักไอศกรีมเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายส่งก้านเชอร์รี่เข้าไปในปาก ฮานะชันแขนข้างหนึ่งลงบนโต๊ะก่อนจะวางคางเอาไว้พร้อมกับเริ่มใช้ลิ้นพันก้านเชอรร์รี่

เด็กหนุ่มรู้สึกร้อนวูบขึ้นมาที่ใบหน้าเมื่อเห็นเรียวปากบางเม้มเข้าหากันไปมา กระพุ้งแก้มขาวขยับเล็กน้อยเมื่อถูกลิ้นดุนดัน อีกฝ่ายดูจะสนุกอยู่ไม่น้อย ดวงตาคู่สวยมองสำรวจรอบร้านไปเรื่อยเปื่อยไม่ได้หยุดให้ความสนใจที่ใดที่หนึ่ง ผิดจากเขาที่ไม่สามารถนำสายตาไปมองที่อื่นได้ พีทมองลำคอขาวที่โผล่พ้นออกมาจากคอเสื้อเชิ้ตตัวโคร่ง รอยจ้ำแดงที่เจือจางยังคงปรากฏให้เห็นบนผิวเนื้อขาวจัด...เป็นความบอบช้ำที่งดงามจนยากที่จะถอนสายตาออกไปได้

“เรียบร้อย” ก้านเชอร์รี่ที่ถูกผูกเป็นปมถูกหยิบออกมาโชว์ ซึ่งเจ้าตัวเองก็ดูภูมิใจกับผลงานชิ้นนี้มาก “อยากลองดูไหม” ก้านเชอร์รี่อีกอันถูกเด็ดออกมาพร้อมกับส่งยื่นมาให้

“ผมทำไม่เป็น” ถึงจะบอกแบบนั้นแต่ก็ยอมรับมาถือไว้แต่โดยดี

“ไม่ลองไม่รู้นะ” ฮานะยิ้มกว้างพร้อมกับตักไอศกรีมรสโปรดขึ้นมากิน

เจ้าเด็กตัวโตทำตามอย่างว่าง่ายโดยการส่งก้านเชอร์รี่เข้าไปในปากก่อนจะเริ่มพยายามผูกให้มันเป็นปม แต่คิ้วเข้มที่เริ่มขมวดเข้าหากันก็ทำให้ฮานะต้องขำออกมากับท่าทางที่ดูจะหงุดหงิดไม่น้อยเมื่อไม่สามารถทำมันได้เสียที

“ใจเย็นๆ ลองสมมติว่ากำลังจูบกับแฟนดูสิ” เขาเสนอ แต่พอได้เห็นสีหน้าของอีกฝ่ายก็จำต้องเปลี่ยนคำถามใหม่ด้วยความสนใจ “เธอเคยจูบหรือเปล่า” ไอศกรีมในถ้วยถูกมองเมินจนละลายลงไปทีละนิดเมื่อตอนนี้ความสนใจทั้งหมดมันพุ่งไปที่คนตรงข้าม

คำตอบของคำถามก่อนหน้า...พีทพยักหน้ารับ ซึ่งแสดงว่าเคย

“ระดับไหน...ใช้ลิ้นไหม” คำถามเถรตรงทำเอาเด็กหนุ่มชะงักก่อนจะส่ายหน้าปฏิเสธช้าๆ ...แสดงว่ายังไม่เคย

ใบหน้าคมเข้มเริ่มมีสีเจือจางเมื่อถูกจ้องโดยไม่ละสายตา...ฮานะนึกสนุกเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายเริ่มทำตัวไม่ถูก

“เคยมีแฟนมาแล้วกี่คน” ยกมือขึ้นมาเท้าคางมองอย่างเพลิดเพลิน

หนึ่งนิ้วแสดงว่ามีคนเดียว

“ทำได้หรือยัง” ฮานะถามกลั้วหัวเราะเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายยังคงพยายามผูกก้านเชอร์รี่...ดื้อรั้นใช่ย่อย

แต่ท้ายที่สุดก็ได้ก้านเชอรรี่หน้าตาพิลึกออกมาเพราะพีทดันเผลอใช้ฟันกัดมันจนสภาพดูไม่จืด

“ต้องฝึกอีกเยอะเลย” ทิ้งท้ายไว้แค่นั้นก็หันกลับไปสนใจของหวานตรงหน้าตัวเองต่อโดยไม่ได้หันไปมองฝั่งตรงข้ามอีก

นัยน์ตาคมเข้มที่มองตามช้อนสเตนเลสเข้าไปปากของอีกฝ่ายประกายวูบไหว พีทก้มหน้าลงจัดการส่วนของตัวเองโดยไม่พูดไม่จา ทำเพียงแค่นั่งฟังอีกคนเล่าเรื่องต่างๆ นานา ให้ฟังอย่างเพลิดเพลินราวกับไม่ได้ติดใจอะไร

คงมีแค่เขาที่ยังยึดติดกับริมฝีปากสีอ่อนของคนตรงหน้า...

“รถติดชะมัดเลย” เสียงบ่นอย่างเหนื่อยหน่ายดังขึ้นเป็นรอบที่สามเพราะขบวนรถไม่มีท่าทีว่าจะขยับไปไหน มิหนำซ้ำฝนยังเทกระหน่ำลงมาไม่ขาดสายจนแทบมองไม่เห็นรถคันข้างหน้า ฮานะเท้าแขนมองหยดน้ำฝนที่ไหลลงข้างกระจกรถเป็นการฆ่าเวลาไปเรื่อยเปื่อย อากาศข้างนอกเย็นจนกระจกขึ้นฝ้า เวลาที่ถูกหยดน้ำลากผ่านก็กลายเป็นร่องรอยพาดผ่านจากอีกด้านไปสู่อีกด้าน

“ฮานะไม่น่าลำบากมาส่งผมเลยครับ” พีทยิ้มปลอบเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายดูไม่สบอารมณ์กับสภาพจราจร

“ของเยอะขนาดนี้เธอจะขนยังไงไหว”

“ผมไม่อยากให้คุณเหนื่อย ระยะทางมันไม่ใช่ใกล้ๆ เลย” ยิ่งอาการป่วยของฮานะยังไม่หายสนิทดีเขาก็ยิ่งเป็นห่วง แต่อีกฝ่ายก็ยังดึงดันจะมาส่งให้ได้

“มันไม่ลำบากฉันนักหรอกน่า”

เวลาผ่านไปสองชั่วโมงกว่าก็สามารถหลุดออกมาจากขบวนที่ยาวเหยียดได้เสียที กว่าจะถึงห้องพักของพีทก็ปาไปสามทุ่มกว่าเข้าไปแล้ว สายฝนที่กระหน่ำเทลงมาก็เริ่มซาลงไปมากเหลือแค่ละอองเล็กๆ ที่โปรยปรายลงมารักษาอุณหภูมิเย็นชื้นให้คงที่

ฮานะมองคนที่กำลังปลดเข็มขัดนิรภัยด้วยความรู้สึกที่วูบโหวงอย่างน่าประหลาด จู่ๆ ความรู้สึกประหลาดก็ถาโถมเข้ามาเมื่อคิดว่าหลังจากนี้ต้องกลับไปอยู่ในห้องคนเดียว...นั่งกินมื้อดึกคนเดียว...นอนคนเดียวในห้องที่กว้างมากกว่าเดิมตั้งแต่มีใครอีกคนเข้ามา

ความอ้างว้างเข้ามากัดกินหัวใจจนเริ่มรู้สึกหวาดหวั่น ฮานะพยายามดับความคิดฟุ้งซ่านด้วยการกำพวงมาลัยแน่นบังคับตัวเองไม่ให้เผยความรู้สึกออกไป

แม้จะได้ใช้เวลาอยู่กับพีทได้เพียงไม่กี่วัน...แต่ระยะเวลาสั้นๆ นั้นทำให้เขาไม่อยากจะกลับไปโดดเดี่ยวอีกแล้ว...

“เดินทางปลอดภัยนะครับ ถึงห้องแล้วบอกผมด้วย” เด็กหนุ่มบอกกำชับเป็นรอบที่สามเพราะเป็นห่วง ถ้าเป็นไปได้เขาก็อยากจะไปส่งอีกฝ่ายเสียด้วยซ้ำไป

“อื้อ รู้แล้วน่า” ฮานะไม่หันมามอง

“ถ้ามีเรื่องอะไรรีบโทรหาผมนะครับ เข้าใจไหม” ทิ้งท้ายไว้แค่นั้นก็เอ่ยขอบคุณก่อนจะเปิดล็อกบานประตูเพื่อลงไปจากรถ แต่ยังไม่ทันที่จะได้ก้าวขาลงไปข้อมือก็ถูกใครอีกคนดึงรั้งเอาไว้ก่อนจนต้องหยุดชะงัก

“ฮานะ...” พีทกลับมานั่งที่เดิมพร้อมกับมองอย่างเป็นห่วง ใบหน้าสวยดูซีดเซียวลงเล็กน้อย แต่เพียงเท่านั้นก็นับว่าเปลี่ยนไปมากแล้ว และนั่นก็ทำให้เขารู้สึกไม่สบายใจเป็นอย่างมากเมื่อรู้สึกได้ว่าฝ่ามือเล็กๆ นั้นชื้นเหงื่อทั้งที่ผิวเนื้อเย็นเฉียบ “รู้สึกไม่สบายหรือเปล่าครับ”

“เปล่า...ฉัน...” ฮานะสับสันจนปวดหัวเมื่อจู่ความสุขก่อนหน้าก็จางหายกลายเป็นความวิตกกังวลเข้ามาแทนที่

มันแย่มาก...แค่คิดว่าจะต้องกลับไปอยู่คนเดียวในห้อง ก็แย่เกินกว่าจะทนไหว

“พีท”

“ครับ”

“ฉัน...ขอค้างด้วยได้ไหม”

 

_______________________________________

 

อีกแล้วนะฮานะ!!! /อุ้มเจ้าลูกหมาหนี

ความคิดเห็น