เจ้าชิบะ

ฝากสนับสนุนนิยายด้วยนะคะ

รักร้ายๆ ของผู้ชายอันตราย# 37

ชื่อตอน : รักร้ายๆ ของผู้ชายอันตราย# 37

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 28.6k

ความคิดเห็น : 19

ปรับปรุงล่าสุด : 05 ต.ค. 2562 21:28 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
รักร้ายๆ ของผู้ชายอันตราย# 37
แบบอักษร

37 

 

 

 

 

ช่วงสายของอีกวัน 

 

“เป็นห่วงก็โทรไปดิ นั่งจ้องไปเฮียเค้าก็ไม่โทรกลับมาหรอก” เสียงนายพูดอยู่ใกล้ๆดังขึ้น ก่อนที่คนนั่งจ้องโทรศัพท์อยู่บนโซฟาจะหันไปมอง พลางถอนหายใจทิ้งเพราะแอบตกใจเสียงของนายอยู่หน่อยๆ  

“ถ้าโทรไปแล้วเฮียมึงวิ่งวุ่นเรื่องฮิวโก้อยู่ กูไม่โดนด่าหรือไง” เพลิงตอบกลับนาย ก่อนเอนหลังพิงโซฟาอย่างเป็นกังวล นายที่ยืนมองเพลิงอยู่ข้างๆแทบยกมือกุมขมับ แต่ก็เอาเถอะ เพลิงจะคิดงั้นก็ไม่แปลก เพราะเจ้าตัวคงเคยชินกับอะไรที่เป็นแบบเมื่อก่อนอยู่ 

“เฮียเค้าจะด่ามึงทำแป๊ะอะไรล่ะ มึงจะโทรก็โทร ลีลาอยู่ได้” นายว่าออกมาไม่จริงจังนัก ก่อนจะเดินเข้าไปหยิบโทรศัพท์เพลิงแล้วกดเบอร์ที่โชว์เด่นอยู่ที่หน้าจอ 

“เฮ้ย! ไอ้นาย มึงจะกดไปทำบ้าอะไรเนี่ย!” เพลิงโวยรีบลุกไปแย่งโทรศัพท์จากมือนายอย่างรวดเร็ว ก่อนยืนจ้องหน้าจอด้วยความเลิ่กลั่ก เตรียมนิ้วจิ้มกดตัดสายทิ้ง แต่ทว่ายังไม่ทันนิ้วแตะหน้าจอ ปลายสายก็ดันกดรับสายเสียก่อน จนเพลิงต้องรีบยกโทรศัพท์แนบหูอย่างรวดเร็ว 

“ฮะ..ฮัล..” 

( ฮัลโหล!.. ) 

 

ตืด! 

 

“เฮ้ย มึงจะตัดสายทำบ้าอะไรเนี่ย” นายตาโต มองเพลิงที่ยืนทำหน้าตะลึงค้างมองอยู่หน้าจอโทรศัพท์ เพลิงค่อยๆหันมามองนายข้างๆก่อนทำหน้าเหว๋อใส่พูดด้วย 

“มันตะคอกกูอ่ะ” เพลิงบอกด้วยน้ำเสียงเหมือนฟ้องผู้ปกครอง ซึ่งนายก็ตกใจแอบคาดไม่ถึงเหมือนกัน  

 

**************************************** 

 

อีกด้านทางฝั่งพีค 

 

           พีคที่พึ่งโมโหเดินออกมาจากห้องสอบปากคำหลังคุยกับฮิวโก้ได้ไม่นาน ตอนแรกเขากะจะแวะไปหาอะไรดื่มแก้เซ็งก่อนที่จะกลับเข้าไป แต่ด้วยความโมโหที่ติดมาจากด้านในเมื่อกี้ เมื่อมีสายเรียกเข้า ทำให้พีคกดรับสายไปโดยไม่ได้ดูเลยว่าเบอร์ที่โทรเข้ามาเป็นใคร 

( ฮะ..ฮัล.. ) 

“ฮัลโหล!” 

 

ตืด.. ตืด.. 

 

           พีคขมวดคิ้วขึ้นเมื่อถูกตัดสายทิ้งไปดื้อๆ น้ำเสียงที่ดูคุ้นหูนิดๆ ทำให้พีคต้องเลื่อนโทรศัพท์ออกมาดูเบอร์ที่พึ่งโทรเข้ามาเมื่อกี้ ดูเหมือนจะมีคนตั้งใจโทรเข้ามาหาเขา แต่ถูกเขาพูดใส่อารมณ์กลับไปทำให้ต้องรีบตัดสายทิ้งไปดื้อๆ อารมณ์โมโหในตอนแรกผ่อนลงทันที พีคยืนล่วงกระเป๋ามองหน้าจอโทรศัพท์อยู่สักพัก รอดูว่าเพลิงจะโทรกลับมาอีกมั้ย แต่ความเงียบราวๆหนึ่งนาทีก็เป็นคำตอบแล้วว่าเพลิงคงไม่โทรกลับ ก่อนที่เขาจะเป็นฝ่ายโทรกลับไปเอง ถือสายได้ไม่ถึงสามสิบวิปลายสายก็กดรับ 

( ฮัลโหลครับเฮีย ) พีคขมวดคิ้วนิดๆเมื่อคนรับสายเป็นนายไม่ใช่เพลิง 

“ไอ้เพลิงไปไหน ทำไมมึงถึงรับแทนมัน” พีคถามขึ้น 

( อยู่ข้างๆผมเนี่ยแหละ มันกลัวว่าเฮียจะตะคอกมันอีกเลยให้ผมรับดักเอาไว้ ) นายบอกพลางหัวเราะเบาๆ เพราะเมื่อเหลือบมองข้างๆ เพลิงกำลังทำหน้าบูดดูลุ้นๆกับคำตอบจากการสนทนาครั้งนี้จากเขา 

“ไปเรียกมันมาคุยซะ” พีคพูดสั่ง ยืนรอให้นายส่งโทรศัพท์ให้เพลิง เหมือนว่าปลายสายมีเสียงเถียงกันเล็กน้อย ก่อนที่เจ้าของโทรศัพท์จริงๆจะกลับมาคุยกับเขาต่อ 

( ฮัลโหล ) น้ำเสียงขุ่นๆพอจะเดาได้ทันทีเลยว่าเพลิงกำลังทำหน้าอะไรอยู่  

“ใครสั่งให้ตัดสายทิ้ง” พีคถามขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบดุ แต่มุมปากที่ยกขึ้นนิดๆนั้นมันกลับแตกต่างจากเสียงที่พูดโดยสิ้นเชิง 

( ก็ใครให้มึงตะคอกล่ะ ถ้ารบกวนมึงก็ไม่ต้องรับก็ได้หนิ ) เพลิงพูดบอกคนปลายสาย จากที่พีคฟัง เพลิงเหมือนจะแอบงอนอยู่หน่อย  

“แล้วกูพูดหรอว่ามึงรบกวน ถ้ายังไม่ได้พูดอะไรก็อย่าพึ่งคิดไปเอง เข้าใจมั้ย” พีคปรับน้ำเสียงอ่อนลงเล็กน้อย แต่ยังคงความหนักแน่นเอาไว้เพราะต้องการพูดเตือนถึงสิ่งที่เพลิงคิด 

( รู้หรอก แต่มึงเล่นรับสายแล้วตะคอกแบบนั้น เป็นใครก็ต้องคิดแหละวะว่ามึงไม่พอใจที่มีคนโทรมา ) พูดตอบตามที่ตัวเองคิด  

“โทษที กูไม่ได้ดูเบอร์ก่อนรับน่ะ พอดีก่อนที่มึงจะโทรมากูพึ่งทะเลาะกับไอ้ฮิวโก้มา ตอนรับเลยเผลอใส่อารมณ์ใส่ ..ไม่โกรธกูนะ” พีคพูดขอโทษก่อนถามเพลิงกลับ กลัวว่าเพลิงจะโกรธที่โดนตะคอกไปโดยที่ไม่ได้รู้เรื่องอะไรเลย 

( เกือบโกรธละ ตะคอกอัดลงมาได้ โทรศัพท์กูแทบปลิวเพราะเสียงมึงเนี่ย จะรับสายใครก็หัดเช็คเบอร์ซะบ้าง นี่ถ้าเป็นเพื่อนกูกูด่ากราดแล้วนะเว้ย ) เพลิงโวยวายใหญ่พร้อมทำหน้าจริงจังอยู่ปลายสาย พีคหัวเราะให้เพลิงเบาๆ อารมณ์ที่โมโหในตอนแรกแทบคลายทิ้งทันทีเมื่อได้ยินเสียงโวยวายของเพลิง 

“หึหึหึ งั้นมึงก็ลองด่ากูดูสิ ถ้าไม่คิดว่ากูกลับไปแล้วจะไม่ทำอะไรมึงนะ” พีคแกล้งพูดขู่ นึกหน้าเพลิงออกได้ทันทีว่าเพลิงกำลังแสดงสีหน้าอะไรอยู่  

( ไอ้สัด ) เพลิงด่าออกไม่เต็มเสียงนัก เหมือนจะแอบด่าด้วยซ้ำแต่พีคดันได้ยิน 

“สงสัยคงจะอยาก ชอบล่ะสิท่าของๆกูน่ะ” พีคแกล้งพูดต่อ พลางแอบขำเงียบๆอยู่คนเดียว 

( ไอ้พีค ไอ้สัด กูไม่คุยกับมึงแล้ว ลากมาแต่เรื่องเหี้ย ไอ้เหี้ย ) เพลิงด่าจบถึงกับรีบตัดสายทิ้ง พีคจากที่หัวเราะอยู่เงียบๆ ถึงกับฉีกยิ้มขำกว่าเดิม ยอมรับเลยว่าอารมณ์ดีขึ้นมาก การแกล้งเพลิงเปรียบเสมือนยาแก้เครียดดีๆนี่แหละ เพียงแต่ยามันค่อนข้างฮาร์ดคอนิดนึง  

           รุจเดินโผล่ออกมาจากห้องสอบสวนเพื่อแวะหาอะไรกินเหมือนพีค แต่ก็ต้องชะงักเมื่อเห็นพีคยืนยิ้มอยู่คนเดียวอยู่กลางทางเดิน รุจคิดว่าพีคไปแล้วถึงได้ออกมาหาอะไรกินบ้าง แต่ไม่คิดว่าเพื่อนที่ทำหน้าโหดในตอนแรก จะกลายเหมือนคนบ้าในไม่กี่นาที  

“อาการนักนะมึง แวะหาหมอหน่อยมั้ย จิตเวชอยู่ใกล้ๆ” รุจพูดขึ้นจากด้านหลังพลางชี้ออกไปทางทิศของโรงพยาบาล พีคหันมามองพลางปรับอารมณ์ลดลงไปหน่อย แต่ยังคงแสดงสีหน้าอารมณ์ดีเอาไว้ 

“เรื่องของกู ว่าแต่มึงสอบไอ้เวรนั่นเสร็จแล้วหรอ?” พีคถามขึ้นสลับกับมองไปทางด้านหลัง 

“สอบห่าไรล่ะ เจอมันกวนตีนหน่อยมึงเล่นต่อยมันร่วงลงพื้นขนาดนั้น แม่งคงจะตื่นให้กูสอบต่อหรอก ว่าแต่มึงเถอะ ยังจะอยากได้เงินคืนจากมันอยู่หรือเปล่า กูเห็นมันเอาเงินที่ได้ไปจากมึงไปเปิดสนามใหม่ให้น้อง แล้วก็เอาไปลงบ่อนกับรถในสนามแข่งมันเพิ่ม ถ้ามึงอยากได้ กูเกรงว่ามันจะคืนมึงไม่หมดจนต้องไปเดือดร้อนเงินพ่อแม่มัน แล้วมึงก็บอกว่าไม่อยากให้พ่อแม่มันมาเกี่ยวด้วย” รุจถามกลับเป็นชุด พีคหุบยิ้มลง ยืนนิ่งราวกับกำลังใช้หัวคิดอยู่สักพัก ใช่ ถ้าเงินที่ฝั่งนั้นได้ไปมันค่อนข้างเยอะพอตัวจนเงินในร้านลำบากไปช่วงนึง แต่ถ้าเอาคืนมันจะไปลำบากทางครอบครัว เพราะสำหรับพีคแล้วเขาอยากให้ฮิวโก้รับผิดชอบในส่วนที่ตัวเองทำทั้งหมด ไม่อยากให้เดือดร้อนใคร พีคยืนคิดอยู่สักพักก่อนจะนึกเรื่องโฉนดที่ดินได้ รอยยิ้มร้ายกระตุกขึ้นมานิดนึง ก่อนกลับไปคุยกับรุจตามเดิม 

“ไม่ต้องถึงครอบครัวมันหรอก แค่พวกมึงทำเรื่องโฉนดที่ดินกับเงินครึ่งนึงของมันให้กูก็พอ”  

“โฉนด?” รุจขมวดคิ้วงง 

“โฉนดสนามแข่งรถที่มันเคยทำเรื่องขายฝากไว้กับกู ในเมื่อมันไม่มีปัญญาไถ่คืนตามระยะเวลาที่กำหนด เพราะฉะนั้น ตอนนี้มันเป็นของกูแล้ว”  

“กิเลสล้วนๆเลยนะมึง” รุจว่า 

 

********************************** 

 

กลับมาด้านเพลิง 

 

“ลืมถามมันเลยว่ะว่าจะกลับมาตอนไหน” เพลิงพึมพำอยู่คนเดียวหน้ากระจก ขณะที่มือกำลังเป่าผมให้แห้ง หลังจากคุยกับพีคและถูกแกล้งกวนตามเดิม เพลิงก็ใช้ชีวิตเรื่อยเปื่อยโดยการนั่งเล่นPS4อยู่เกือบทั้งวัน ก่อนที่ช่วงเย็นของวันก๊วนเพื่อนจะโทรศัพท์เข้ามาและชวนออกไปกินข้าวข้างนอก ซึ่งเพลิงก็ตอบตกลงไปเพราะขี้เกียจทำกับข้าวกินเอง 

“เรื่องคดีคงนานอยู่นั่นแหละ กว่าจะขึ้นศาล กว่าจะอะไรอีก” เพลิงพูดบ่นออกมาเล็กน้อย เมื่อส่องกระจกเห็นว่าทุกอย่างโอเคแล้ว เพลิงจึงรีบเดินไปหยิบกระเป๋าตังแล้วลงไปข้างล่างทันที แต่เมื่อลงไปก็ต้องชะงักเท้าหยุด เพราะคนที่ไม่คิดว่าจะมาดันโผล่นั่งเชิดอยู่บนโซฟาซะงั้น 

“ไม่ได้เจอกันตั้งนานนะยะ นายเพลิง”  

“คุณลีเดีย” เพลิงยิ้มแห้งใส่เมื่อสาวสวยนั่งหันมามองด้วยสายตาคาดโทษ 

“ทำไมต้องทำหน้าแบบนั้นด้วยยะ แล้วนั่นนายแต่งตัวจะไปไหน” ลีเดียถามเสียงเรียบ พลางขยับแว่นตานิดหน่อย 

“ไปกินข้าวกับเพื่อนน่ะครับ ว่าแต่คุณเถอะ ผมพึ่งรู้ว่าคุณใส่แว่นด้วย” เพลิงถามเมื่อรู้สึกแปลกตา ใช่ วันนี้ลีเดียแต่งตัวแปลกตาจริงๆ เสื้อยืดแขนยาวลัดรูปกับยีนเอวสูงขายาว แถมแว่นตากับเมคอัพที่ดูสบายตาจนเพลิงอดคิดไม่ได้ว่าลีเดียสวยในลุคธรรมชาติจริงๆ 

“แฟชั่นน่ะ ชั้นแค่ใส่ให้เข้าเซ็ตเฉยๆ แต่นายจะออกไปข้างนอกก็ดีแล้ว ชั้นมาเพราะจะชวนนายไปทานข้าวพอดี” ลีเดียพุดยิ้มอย่างร่าเริงพร้อมเดินไปเกาะแขนเพลิงอย่างอารมณ์ดี เพลิงมองลีเดียนิ่งพลางย่นคิ้วงงอย่างแปลกๆ 

“คุณมาอารมณ์ไหนเนี่ย อย่าบอกว่าผู้จัดการอะไรนั่นไม่ว่างอีกอ่ะ” เพลิงถามออกมา คาดไม่ถึงว่าลีเดียจะมาชวนเขาไปกินข้าวเฉยๆ เพราะคิดว่าลีเดียจะชวนไปทำงานแทนผู้จัดการอะไรประมาณนั้นมากกว่า 

“ไม่เกี่ยวกับผู้จัดการหรอกย่ะ พอดีคิวถ่ายงานชั้นเสร็จแล้ว แล้วตอนนี้ชั้นก็ว่างเลยกะไปกินข้าวตามถนนสบายๆเสียหน่อย ไม่อยากไปกินแบบพวกปาร์ตี้ไฮโซกับเพื่อนอ่ะ มันเบื่อ” เรื่องเหลือเชื่ออีกอย่างของสาวมั่นคนนี้คงจะเป็นร้านข้าวที่ไปกิน เพราะไม่คิดว่าไฮโซแบบนี้จะกินข้าวข้างทางเป็นด้วย  

“คุณทำผมอึ้งไปเลย นึกว่าทำอะไรที่ดูธรรมดาไม่ได้ซะอีก” เพลิงว่า 

“นี่ เห็นชั้นแต่งจัดเต็มแค่ไม่กี่วันอย่าพึ่งมาตัดสินสิยะ ปกติอยู่คนเดียวชั้นก็แบบนี้แหละ แต่เพราะชั้นเป็นพวกมีชื่อเสียงในสังคม อะไรๆมันก็ต้องคีพลุคไว้หน่อย แม้แต่เพื่อน ถ้าชั้นแต่งเบามากก็ไม่ได้ด้วย เพราะแต่ละคนจัดเต็มกันมาก จนชั้นแอบคิดนะว่าพวกมันพยายามแข่งเป็นเจ้าแม่ไฮแฟชั่นกันหรือเปล่า บางทีเห็นแล้วก็ปวดหัว อยากจะพูดบอกเหมือนกันนะว่าวันๆพวกเธอแต่งกันแบบปกติไม่เป็นหรือไง” ลีเดียพูดบ่นเรื่องของตัวเองอย่างนึกขำ เพลิงเองก็ไม่ค่อยเข้าใจผู้หญิงมากหรอก แต่ฟังๆมากลับรู้สึกอึดอัดแทน 

“เอาจริงคุณไม่ต้องพยายามคีพอะไรหรอก ตามจริงคุณเป็นคนสวยอยู่แล้ว ถ้าคนจะชอบคุณก็ชอบที่เป็นคุณนั่นแหละ ผลงานคุณก็มี ถ้าคิดว่าความสามารถดีก็ไม่เห็นต้องทำอะไรที่มันดูฝืนตัวเองเลย” คำพูดของเพลิงทำให้ลีเดียอึ้งอีกแล้ว ก่อนจะฉีกยิ้มกริ่ม เพราะรู้สึกสบายใจตลอดเมื่อได้ฟังอะไรดีๆที่ดูเรียบง่ายจากเพลิง 

“ชั้นว่าแล้ว อยู่กับนายนี่สบายใจชะมัด ป่ะ ไปทานข้าวกัน เดี๋ยวมื้อนี้ชั้นเลี้ยงเอง” ลีเดียพูดพร้อมเตรียมลากแขนเพลิงออกไป แต่เพลิงกลับเบรกดึงตัวลีเดียกลับมายืนต่อ 

“เดี๋ยวๆ ผมยังไม่ได้บอกว่าจะไปกับคุณเลย ผมมีนัดกับเพื่อนไว้ก่อนหน้านี้แล้ว และตอนนี้กำลังให้นายออกไปส่ง” เพลิงพูดบอก ลีเดียตีหน้างอทันที 

“อะไรอ่ะ ชั้นอุตส่ามารับนายถึงที่นี่ นายจะทิ้งชั้นดื้อๆไปแบบนี้ไม่ได้นะ ไม่รู้แหละ ชั้นจะไปด้วย ชั้นไม่มานี่ให้เสียเวลาหรอก” ลีเดียเถียงกลับอย่างเอาแต่ใจ เพลิงยืนมองอยู่แปปนึงก่อนจะผ่อนลมทิ้งอย่างเพลียๆ 

“ก็ได้ๆ ผมไม่ห้ามคุณหรอก แต่คุณจะรับเพื่อนผมได้มั้ยก็คิดเอาดีๆนะ เพื่อนผมมีแต่ผู้ชาย นิสัยก็โหวกเหวกตามนิสัยนักศึกษาร้านเหล้าเลย” เพลิงบอก 

“ชั้นไม่มีปัญหาหรอก ชั้นเป็นสาวสังคมนะ เรื่องเข้ากับคนง่ายนั่นของถนัดชั้นเลย” ลีเดียว่า 

“ตามใจแล้วกัน เดี๋ยวผมเดินไปบอกนายก่อนแล้วกัน” ว่าจบ เพลิงเดินตรงออกไปนอกบ้านทันที ลีเดียย่นคิ้วงงเล็กน้อยแต่ก็เดินตามหลังเพลิงไป ก่อนจะมาหยุดอยู่ที่โต๊ะม้าหินอ่อนของสวนหน้าบ้าน  

“จะไปแล้วหรอวะ.. โอ๊ะ คุณลีเดีย คุณไปด้วยหรอครับ” นายรีบทำตาโตแกล้งตกใจเมื่อเงยหน้าเห็นลีเดียอยู่ด้วย 

“ย่ะ” ลีเดียตอบห้วนสั้นๆ 

“แหม นึกไม่ถึงเลยนะครับว่าคนสวยอย่างคุณจะไปด้วย ระวังวีนแตกกลางร้านนะครับ” นายแกล้งหยอกเพราะรู้นิสัยขี้วีนของลีเดีย แต่มีเพียงการเบ๊ะปากใส่เท่านั้นเป็นปฏิกิริยาตอบโต้จากลีเดีย 

“คุณลีเดียจะไปด้วย จะนั่งแท็กซี่ไปหรือจะไปรถคุณลีเดีย” เพลิงถามนาย ลีเดียที่ได้ยินถึงกับหันควับไปมอง 

“นี่ หมายความว่าไงที่จะไปแท็กฯหรือรถชั้นน่ะห๊ะ อย่าบอกนะว่าตานี่ไปด้วย” ลีเดียรีบถามรัว นายยิ้มขำที่ลีเดียพึ่งจะรู้ว่าเขาไปด้วย 

“ไปรถคุณลีเดียก็ได้นะ เดี๋ยวผมขับให้ฟรี” นายบอกอย่างขำๆ  

“นั่งแท็กซี่ไปเถอะย่ะ” ลีเดีย 

“โอเค แท็กซี่ เดี๋ยวผมเรียกแกร็บแปป” เพลิงเป็นคนพูด เตรียมกดเรียกแกร็บในแอพโทรศัพท์ทันทีจนลีเดียต้องเรียกห้าม 

“จะบ้าหรอ ชั้นไม่ได้บอกนายให้ไปแกร็บ” ลีเดียว่า 

“เอ้า ก็เมื่อกี้คุณบอกให้ผมไปแท็กซี่อยู่เลย” นายถามขึ้นพลางทำหน้าตาใสซื่อ 

“ชั้นไม่ได้พูดกับนาย ชั้นพูดกับเพลิง ..เพลิง นายไปรถกับชั้น ปล่อยให้ตานี่ไปคนเดียวเถอะ” ลีเดียเริ่มพูดแว๊ดใส่นายขึ้นเรื่อยๆ ก่อนลดเสียงหันไปพูดกับเพลิงต่อ เพลิงเลิกคิ้วมองสลับระหว่างทั้งคู่ แอบสงสัยว่าทำไมลีเดียถึงไม่อยากให้นายนั่งรถไปด้วย 

“เดี๋ยวสิคุณ แค่ขับรถให้วันนึงถึงกับกลัวเลยหรอครับคุณลีเดีย ตอนนั้นคุณโทษผมไม่ได้นะ ก็คุณมาหาเฮียแล้วดันรีบกลับไปทำงาน ตอนนั้นถ้าเฮียไม่ให้ผมขับรถไปส่ง คุณโดนผู้กำกับด่าเละไปแล้ว” นายพูดย้อนถึงอดีตช่วงที่ลีเดียยังกิ๊กกั๊กกับพีคและก่อนที่พีคจะเอาเพลิงมาอยู่ที่บ้าน เพลิงยืนฟังที่นายเล่าถึงกับบางอ้อทันที  

“มันไม่ขับเร็วหรอกครับคราวนี้ มีผมไปด้วย แล้วขาผมก็เจ็บอยู่ เรื่องที่มันจะซิ่งไม่ต้องห่วงให้เป็นกังวลเลยครับ” เพลิงยิ้มบอกเพื่อให้ลีเดียสบายใจ คนสวยหน้างอเหลือบมองเพลิงนิดนึง ก่อนถอนหายใจเซ็ง 

“ก็ได้ ชั้นเชื่อนายถึงได้ยอมหรอก ส่วนตานาย ขับรถให้มันดีๆอย่างที่เพลิงว่าล่ะ ไม่งั้นชั้นโบกทั้งคู่แน่” ลีเดียพูดขู่ ก่อนโยนกุญแจรถเบนซ์ส่งให้นาย นายรีบรับมาก่อนหันไปยิ้มพลางไหวไหล่ให้เพลิง เพลิงเองก็ไหวไหล่ยิ้มกลับ เพราะช่วยกันเองอยู่แล้วถึงได้ไปรถลีเดียกันทั้งคู่  

           นายขับรถพาเพลิงกับลีเดียไปกินข้าวนอกบ้านตามคำชวนของเพื่อนเพลิง นายขับรถตรงไปยังร้านนัดที่ว่า ระหว่างนั่นก็คุยทะเลาะกับลีเดียตลอดทาง โชคดีที่นายเป็นคนไม่คิดอะไรมาก เวลาลีเดียเหวี่ยงมาแต่ละครั้งนายก็ตั้งรับได้อย่างชำนาญและอารมณ์ดีอยู่ตลอด เพลิงที่นั่งอยู่เบาะหลังคนเดียวมองทั้งคู่สลับไปมาอย่างตลก แอบคิดว่าเจ้านายกับลูกน้องบ้านนี้แอบเหมือนกันตอนอยู่บนรถเนี่ยแหละ กวนประสาทกันทั้งนั้น ขนาดสองที่ขับมอเตอร์ไซค์ยังติดนิสัยแบบนี้มาเลย 

 เพลิงละสายตาจากคู่ตรงหน้าก่อนหันข้างมองออกไปยังท้องถนนนอกกระจก แม้หูจะเสียบหูฟังฟังเพลง แต่เสียงเถียงกันที่เล็ดลอดผ่านหูฟังเข้ามาแว่วๆก็อดทำให้คิดถึงใครบางคนขึ้นมาไม่ได้ อยากจะลองโทรไปอีกรอบ แต่ก็ไม่เอาดีกว่า รอให้พีคว่างและโทรมาเองนั่นแหละ  

เพลิงนั่งมองถนนเรื่อยเปื่อยอยู่ตลอดทาง ไม่นานนายก็ขับมายังร้านบุฟเฟ่เนยย่างที่เป็นร้านประจำของเพลิงกับกลุ่มเพื่อนในสาขา เว้นเสียแต่ว่าวันนี้เหมือนมีเพื่อนนอกสาขามาด้วย ลีเดียที่ลงจากรถพลางกดอกยืนมองหน้าร้าน เธอถึงกับขมวดคิ้วทันทีเมื่อเห็นสภาพคนด้านไหน 

“ทำไมคนเยอะกับควันฟุ้งแบบนี้ล่ะ” สาวสวยบ่นถามอย่างอึ้งๆ เพราะนี่เป็นครั้งแรกที่เธอมาร้านปิ้งย่างข้างถนนแบบนี้  

“ปิ้งย่างข้างทางนะคุณ ไม่ใช่บุฟเฟ่หนึ่งชั่วโมงในห้าง” นายบอกพร้อมเดินมายืนข้างๆลีเดียอย่างอารมณ์ดี แต่ลีเดียเบ๊ะปากเขยิบห่างไปนิดยังหงุดหงิดเรื่องบนรถไม่หาย  

“แหนะ ทำเป็นรังเกียจ เกลียดมากระวังได้อย่างนั้นน้าาา” นายพูดแซวพลางเอนตัวเข้าไปใกล้  

“อี๊ ฝันไปเถอะย่ะ!” ปฏิเสธเสียงแข็งสุดๆ ไม่ใช่แค่นายที่หัวเราะออกมา เพลิงที่ยืนอยู่ข้างๆก็หัวเราะให้กับลีเดียเบาๆ ก่อนเดินเข้าไปในร้านทิ้งให้ลีเดียยืนเถียงกับนายตามหลังมาที่หลัง เพลิงชะเง้อพยายามมองหาเพื่อน ก่อนจะฉีกยิ้มเมื่อเห็นท็อปนั่งโบกมืออยู่ไม่ไกล แถมรอบนี้พ่วงหนิงตามมาด้วย  

“อะไรเนี่ย นึกว่ามาสังสรรค์เฉพาะแค่ผู้ชายซะอีก ชะนีมาไง” เพลิงแกล้งว่าพลางพลักหัวหนิงเบาๆก่อนเดินเข้าไปนั่งข้างเอกด้านใน 

“โอ๋ยย ไอ้เพลิง!” หนิงยกมือจับหัว สงสายตามองเพลิงอย่างคาดโทษ แต่เพลิงยิ้มขำหัวเราะออกมาเบาๆ  

“แล้วนี่พี่นายไปไหน ไม่มาหรอวะ” เอกหันมาถาม เพลิงมองหานายพร้อมยกมือชี้ไปทางทางเดินที่นายเดินนำลีเดียที่เดินหน้าบึ้งตามหลังมา เอกกับเพื่อนในกลุ่มมองตามที่เพลิงชี้ ก่อนจะเบิกตากว้างตะลึง เพราะผู้หญิงที่กำลังเดินมาที่โต๊ะพวกเขาช่างสวยและดูคุ้นตาเอามากๆ  

“เชี้ย.. ใครวะ โครตสวย” ฟิวส์เผลอพูดออกมาตามความรู้สึก พร้อมมองตามลีเดียตลอดทางจนกระทั่งมาหยุดอยู่ที่โต๊ะพวกเขาพร้อมกับนาย ลีเดียทอดมองคนบนโต๊ะนิ่งก่อนถอดแว่นออกมาพร้อมยกมือสะบัดผมเล็กน้อย ทุกคนนั่งมองอย่างตะลึง และยิ่งตะลึงเข้าไปอีกเมื่อลีเดียยิ้มคุยกับพวกเขา 

“ชั้นนั่งตรงไหนได้บ้างคะ” น้ำเสียงสดใสพร้อมรอยยิ้มหวานๆทำเอาหนุ่มโสดรีบเขยิบเก้าอี้จนเกิดเป็นช่องว่างให้นั่งอย่างรวดเร็ว เพลิงเห็นท่าทางของเพื่อนถึงกับหัวเราะขำ คงจะเป็นเพราะพลังดารานั่นแหละที่ทำให้เพื่อนดูยอมผู้หญิงได้ง่ายมาก 

“เดี๋ยวให้เค้านั่งกับกูตรงนี้ก็ได้ นั่งด้านในเดี๋ยววีนแตกกันพอดี” นายบอกอย่างขำๆ จนคนบ่นโต๊ะหน้าจ๋อยทันที นายดูมีท่าทีสนิทกับเพื่อนเพลิงอยู่พอสมควร เพราะเจอกันที่โรงพยาบาลบ่อย และความไม่ถือตัวกับคุยถูกคอทำให้นายไม่ได้บังคับเรื่องการเรียกแทนตัวของอีกฝ่ายมาก ทำให้เวลาคุยกันจึงใช่กูกับมึงได้ปกติ 

“ใครบ้าจะมาวีนแตกได้ทุกที่ยะ” ลีเดียหันไปแว๊ดใส่นายอย่างไม่สบอารมณ์ ก่อนจะเดินลงไปนั่งกับหนิงที่นั่งอยู่ใกล้ริมทางเดินสุด หนิงเห็นว่าลีเดียจะนั่งด้วยจึงรีบเขยิบเว้นที่ให้ และดูเหมือนหนิงจะกรี๊ดกร๊าดด้วยที่ครั้งนึงมีดาราดังมานั่งกินปิ้งย่างอยู่ใกล้เธอ แถมลีเดียวยังยิ้มคุยด้วยอีก ทำให้ต่อมบ้าดาราทำงานหนักเป็นพิเศษ ส่วนนายก็ลงไปนั่งฝั่งตรงข้ามอยู่ข้างๆฟิวส์ ก่อนทุกคนจะกลับมาคุยสังสรรค์กันตามปกติ  

“แล้วนี่แผลเป็นไงบ้างวะ หมอได้นัดเอาไหมออกหรือยัง” ท็อปหันไปถามเพลิงที่นั่งอยู่เก้าอี้ข้างๆ เอกที่นั่งข้างเพลิงก็สนใจเหมือนกัน 

“หมอบอกครบ 14 วันตัดไหม น่าจะศุกร์นี้มั้ง” เพลิงบอกพลางคีบหมูในจานเข้าปากเป็นระยะ  

“แล้วมึงทำรายงานฝึกงานส่งอาจารย์ยัง เค้านัดส่งศุกร์นี้ แล้วก็ให้เอาสมุดบันทึกการฝึกงานไปส่งพร้อมกันเลย” เอกหันมาบอก เพลิงเหมือนพึ่งนึกได้รีบหันควับไปมองเอกอย่างรวดเร็วพร้อมทำหน้าตกใจ 

“เฮ้ย เชี้ย..กูลืมมมม” ลืมแบบจริงจังมากเพราะช่วงนี้เพลิงต้องเจออะไรหลายอย่างพอตัว ทำให้เรื่องควรจะโฟกัสแทบไม่โฟกัสเลย เอกเห็นเพื่อนดูเอ๋อจริงๆจึงรีบยกมือขึ้นไปจูนสมองให้เพลิงกลับมาใหม่เหมือนเดิม 

“ว้อยย ถ้าอาจารย์มารู้ว่าตัวท็อปของสาขาเป็นเอ๋ออยู่แบบนี้ได้อกแตกตายแน่ กลับไปอย่าลืมทำนะเว้ย เดี๋ยวดึกๆกูส่งตัวอย่างรายงานของกูไปให้ในเฟส” เอกถึงกับบ่น จะเข้าปี 4 อยู่แล้วแท้ๆดันทำตัวขี้หลงขี้ลืมไปได้  

“ทำดีมาก นี่สิเพื่อนรัก” เพลิงยิ้มบอกราวกับไม่ได้สำนึกเลยว่าต้องลำบากเพื่อน แถมยังตบบ่าใส่เอกอีก จนเอกแทบยกตะเกียบมาตีหน้า แต่เพลิงก็เบี่ยงตัวหลบได้ก่อนก่อนจะหัวเราะออกมา  

“แล้วนี่พี่เค้าไปเคลียร์เรื่องให้มึงอยู่หรอไง” ฟิวส์ถามแทรกขึ้นมา เพลิงหยุดเล่นกับเอกก่อนพยักหน้าตอบ 

“อืม แต่ก็เรื่องของตัวเองด้วยส่วนนึง” เพลิงตอบกลับไม่ได้ใส่ใจอะไรมาก  

“เหงาเลยอ่ะดิ” เอกแกล้งแซวคนข้างๆพลางยิ้มล้อเลียนก่อนจะโดนเพลิงหยิบผักบุ้งตีเข้าหน้าอย่างจัง ส่วนนึงเพราะกลบเกลื่อนความอายของตัวเองด้วย  

“เหงาห่าอะไร ทำเหมือนกูอยู่บ้านคนเดียว” เพลิงว่ากลับ 

“อยู่คนเดียวไม่ได้หรอก เดี๋ยวกูโดนเด้งออกจากงานโทษฐานไม่ดูแลเมียเจ้านาย ฮะๆๆ” นายพูดเสริมออกมาอย่างขำๆ เพื่อนเพลิงเองที่ได้ยินก็พากันยิ้มขำตาม เว้นเสียแต่ผู้หญิงสองคนที่นั่งด้วยกันที่โต๊ะ ที่ตอนนี้กำลังพากันทำหน้างงเพราะไม่เข้าใจเรื่องที่ผู้ชายพูดเท่าไร 

“เดี๋ยวนะ นี่อย่าบอกนะว่าไอ้เพลิงกับ..อุ๊บ อื๊อออ!” หนิงรีบชักสีหน้างอแงใส่ท็อปทันที เมื่อถูกท็อปยัดหมูเข้าปากก่อนที่หนิงจะได้พูดอะไรออกมา  

“เรื่องบางเรื่องไม่ต้องถามก็ได้ คิดแบบไหนก็แบบนั้นแหละ” ท็อปพูดบอกเสียงเรียบพลางยกทิชชูมาซับปากให้หนิงเบาๆ เพลิงยิ้มขำนิดๆเพราะท็อปหันมายิ้มส่งซิกให้เขา  

“ทำดี” เพลิงยกนิ้วโป้งให้ท็อปทั้งสองข้าง ก่อนจะกลับมาจัดการปิ้งย่างบนกระทะต่อพร้อมคุยเฮฮากับเพื่อนตัดบทเรื่องความสัมพันธ์ของเขากับพีคทิ้งไปช่วงนึง  

           ความบุฟเฟ่ปิ้งย่างราคานักศึกษาส่วนใหญ่มักไม่จำกัดเวลากัน ทำให้เพลิงกับเพื่อนนั่งกินอยู่นานกันพอสมควร และก็ไม่มีท่าทีจะหยุดกินแต่อย่างใด แม้แต่ลีเดียเองก็กินเอาๆไม่ห่วงสวยกลัวอ้วนเลยสักนิด แถมยังเริ่มเข้ากับเพื่อนเขาได้ดีขึ้นด้วย จะมีก็แค่หนิงที่กินบ้างไม่กินบ้างเพราะเริ่มอิ่ม เพลิงนั่งปิ้งเนื้อสัตว์ในเตาอยู่สักพักโดยไม่ได้สนใจว่าตอนนี้ในมือถือกำลังมีสายเรียกเข้าอยู่ จนเอกที่ได้ยินเสียงโทรศัพท์สั่นอยู่ใกล้ๆเลยต้องรีบสะกิดเพื่อนให้ดู 

“มึงๆ โทรศัพท์” เอกชี้ไปที่ข้างๆบนโต๊ะ เพลิงก้มหน้าดูแปปนึงก่อนจะตื่นตกใจเพราะสายที่ดับไปเมื่อกี้ขึ้นแจ้งเตือนมาแล้วห้าสาย จนต้องรีบหยิบโทรศัพท์แล้วลุกเดินออกไปคุยโทรศัพท์ข้างนอกอย่างเร่งด่วน คนในโต๊ะพากันมองเพลิงที่รีบเดินออกไปอย่างงงๆ ก่อนที่เอกจะเป็นคนบอกว่าเพลิงออกไปคุยโทรศัพท์ ส่วนเพลิงที่เดินพ้นออกมาหน้าร้านรีบกดเบอร์พีคเตรียมโทรกลับไปทันที แต่ยังไม่ทันได้โทรกลายเป็นพีคเสียเองที่โทรเข้ามาอีกรอบ ทำเอาเพลิงแอบสะดุ้งนิดๆก่อนจะกดรับสายแนบหูอย่างรวดเร็ว 

“ฮัลโหล” เพลิงกรอกเสียงคุยก่อน 

( ทำไมรับช้า ทำอะไรอยู่ ) เสียงดุๆของพีคเล่นเอาเพลิงยิ้มเจือนทันที รู้เลยว่าอีกฝ่ายดูไม่พอใจที่เขารับสายช้า 

“พอดีเปิดสั่นไว้น่ะเลยไม่ได้ยิน” เพลิงตอบกลับ 

( แน่ใจนะว่าปิดเสียง ไม่ใช่ว่าอยู่ที่ไหนหรอกนะ ) พีคว่า เพลิงเลิ่กลั่กนิดนึงพร้อมหันไปมองข้างในร้านด้านหลัง ลืมไปว่าคนเยอะจนทำให้เสียงมันดังออกมาถึงหน้าร้านได้ 

“ลืมเปิดเสียงจริงๆ” เพลิงพูดยืนยันสิ่งที่ตัวเองทำจริงๆ ซึ่งพีคก็ไม่ได้ว่าอะไรต่อ 

( แล้วนี่มึงอยู่ไหน ทำไมเสียงดังจังวะ ขาเจ็บอยู่ยังจะออกไปข้างนอกได้อีกหรือไง ) พีคถามออกมาพร้อมยังคงน้ำเสียงดุอยู่เหมือนเดิม เพลิงเลิกคิ้วยิ้มนิดๆเดาไม่ผิดว่าพีคได้ยินเสียงจริงๆด้วย 

“เพื่อนชวนออกมากินปิ้งย่างน่ะ ไอ้นายก็มาด้วยนะ กูไม่ได้ออกมาคนเดียว” เพลิงบอกเพื่อให้พีคสบายใจ ก่อนจะได้ยินเสียงถอนให้ใจจากปลายสาย  

( มึงนี่นะ ..แล้วออกมานานยัง ) คราวนี้พีคปรับน้ำเสียงดุลงมาจนกลับมาดูเป็นปกติ เพลิงแอบโล่งอกไปนิดเมื่อได้ยิน 

“นานแล้ว อีกสักพักคงจะกลับแล้วแหละ มืดแล้วด้วย” เพลิงตอบกลับ 

( อย่าดึกมาก เข้าใจมั้ย? ) พีคพูดสั่ง แต่น้ำเสียงกลิ่นอายที่ดูเป็นห่วงจากปลายสายทำให้เพลิงยิ้มขึ้นมา 

“ไม่ดึกหรอก แล้วนี่มึงเสร็จจากสน.แล้วหรอ ถึงได้ว่างโทรหากู” เพลิงถามออกมาเพราะเห็นว่าพีคเริ่มโทรมาก่อน 

( ก็ใกล้แล้วแหละ แต่วันนี้กูพักไว้แค่นี้ก่อน มะรืนนี้มั้งน่าจะเคลียร์เรื่องก่อนส่งตัวไปศาลเสร็จ ) พีคบอกอย่างไม่แน่ใจนัก เพลิงเองก็พยักหน้าอย่างเข้าใจเพราะที่พีคกำลังจัดการอยู่นั่นค่อนข้างวุ่นวาย 

“แล้วนี่กูต้องไปขึ้นศาลกับมึงมั้ยเนี่ย” เพลิงแกล้งถามอย่างขำๆเมื่อนึกได้ 

( ไปทำไม วุ่นวายจะตาย นอนอยู่บ้านไปนั่นแหละ ) พีคบอกกลับ 

“ไม่คิดว่ากูจะเบื่อหรือไง วันๆเอาแต่อยู่บ้านเนี่ย” เพลิงเถียงกลับแต่ไม่จริงจังเท่าไร 

( เกมก็ซื้อให้เล่นยังจะบ่นมากอีก ) พีคว่านิดๆ พลางยกยิ้มให้กับเพลิงที่อยู่ในสาย 

“เล่นจบแล้วอ่ะ เออใช่ เดี๋ยวพรุ่งนี้กูแวะไปเอาเกมที่ห้องที่กว่า” เพลิงดูกระตือรือร้นทันทีเมื่อนึกขึ้นได้ว่ามีเกมที่ซื้อตุนไว้ที่คอนโด พีคที่ได้ยินน้ำเสียงร่าเริงของเพลิงถึงกับหัวเราะหึในลำคอ 

( ชี้โพรงให้กระรอกชัดๆ ) พีคว่า 

“แล้วนี่ทำอะไรอยู่?” เพลิงถามพีค ก่อนจะเดินเล่นไปเรื่อยๆอยู่แถวร้าน 

( กำลังไปบ้านเพื่อน ตอนนี้ยืนรอมันอยู่หน้าสน. ) พีคตอบพลางมองดูวิวเรื่อยเปื่อย 

“เออเนอะ มึงไม่ได้เอารถไปนี่หว่า แล้วไอ้ดิวไอ้โต้งอยู่กับมึงด้วยป่ะ” เพลิงพูดถามต่อ เพราะไม่เห็นว่าสองคนนั้นจะกลับมาที่นี่เลย 

( อยู่ที่นี่แหละ มึงเองก็กลับไปหาเพื่อนข้างในได้แล้วไป เดี๋ยวกูก็จะไปแล้ว ) พีคบอกไล่อย่างไม่จริงจัง อาจเพราะเห็นว่าเพลิงทิ้งอาหารแล้วออกมาคุยกับเขา อีกอย่างเขาก็แค่โทรมาเพราะอยากได้ยินเสียงของเพลิงเท่านั้น 

“โอเค เดี๋ยวกูไปกินปิ้งย่างต่อละ เดินทางดีๆล่ะ” ว่าจบเตรียมจะยกโทรศัพท์ออกจากหู แต่พีคกลับเรียกดักไว้ ทำให้เพลิงหยุดรอฟัง 

( ไอ้เพลิง ) พีคเรียก 

“ว่า?” เพลิงถามกลับ 

( คิดถึง ) คำคิดถึงแสนเรียบง่าย กลับทำให้เพลิงชะงัก อกซ้ายเริ่มเต้นขึ้นมาอย่างไม่เป็นจังหวะ เพลิงหน้าขึ้นสีระเรื่อพลางยิ้มดีใจที่ได้ยินคำๆนั้น ความเงียบหายไปของเพลิงแอบทำให้พีคย่นคิ้วงง แต่ไม่นานนักเสียงนุ่มๆของเพลิงก็ดังขึ้นมา 

“อืม คิดถึง ..ไปแล้วนะ” เพลิงพูดแค่นั้นก่อนจะเป็นฝ่ายตัดสายไปเสียก่อน พลางยืนยิ้มเขินเหมือนคนบ้าอยู่คนเดียว ใครจะไปคิดล่ะว่าคำๆนึงจะทำให้ใจเขารู้สึกพองโตขนาดนี้ เพลิงยิ้มพลางเม้มปากเข้าหากันเพื่อลดอาการดีใจของตัวเองลงมาหน่อย ก่อนจะเดินหันกลับเข้าร้านไปอย่างอารมณ์ดี เพื่อนที่เห็นเพลิงเดินยิ้มเข้ามาต่างก็พากันงง แต่คนที่งงกว่าคงจะเป็นเพลิง เพราะเมื่อเดินเข้ามากลับเห็นเทียนถวายพระเล่มใหญ่หนึ่งเล่มปักอยู่กลางจานผลไม้ที่ถูกจัดเป็นอย่าง(กึ่ง)ดี 

“เดี๋ยวนะ อะไรของพวกมึงเนี่ย? ถวายข้าวให้สัมภเวสีหรือไง” เพลิงย่นคิ้วถามอย่างสงสัย 

“ถวายมึงเนี่ย เอาเร็วๆ รีบเป่าก่อนที่ผลไม้จะแดกไม่ได้” ฟิวส์พูดเร่ง แต่เพลิงก็ส่ายหัวปฏิเสธรัว 

“เป่าอะไรของมึง ทำอะไรเนี่ย?” เพลิงยังคงถามงง ก่อนที่เพื่อนจะพากันหัวเราะ เพราะเพลิงเป็นพวกบทจะลืมก็ลืมหนักไปเลย 

“6 สิงหา วันเกิดสัมภเวสีมั้ง ไอ้ห่า วันเกิดมึง!” เพื่อนถึงกับตะโกนเน้นย้ำให้กับไอ้คนขี้ลืมวันเกิด ปกติเพลิงก็มันจะลืมๆอะไรแบบนี้อยู่แล้ว เพราะไม่ได้ใส่ใจและไม่เคยจัดอะไรด้วย ถ้าตอนนั้นไม่ได้คบแก้ม เพลิงคงจะไม่สนใจวันเกิดตัวเองจริงๆนั่นแหละ คนพึ่งโดนว่าขมวดคิ้วขึ้นพลางยืนนับวันเดือนที่ผ่านมา ก่อนจะเบิกตากว้างถึงกับบางอ้อทันทีเมื่อนึกขึ้นได้ 

“จริงด้วย วันนี้วันเกิดกูนี่หว่า แล้วไอ้เทียนนี่มันอะไรวะ มึงไปขโมยจากหิ้งพระบ้านใครมา” เพื่อนทุกคนถึงกับหรี่ตามองคนไม่ได้ตื่นเต้นกับวันเกิดตัวเองเลยสักนิด  

“เป่าเทียนเป็นพิธีเถอะมึง ไอ้เราก็อุตส่าชวนมากินปิ้งย่างกะกินเลี้ยงกันแบบเล็กๆไม่หวือหวากัน เพราะเห็นว่ามึงไม่ชอบจัดวันเกิด ..หรือว่าไง กูต้องร้องเพลงแฮปปี้เบิร์ดเดย์ด้วย มึงถึงจะดีใจ” เอกว่า เพลิงมองเพื่อนถึงกับยิ้มแห้งใส่ 

“อ่ะๆ เดี๋ยวกูเป่าให้เห็นแก่น้ำใจที่ไปขโมยเทียนพระมาเพื่อกู” เพลิงพูดกลั้วหัวเราะ ก่อนจะอธิฐานอะไรบางอย่างในใจแล้วเป่าเทียนให้ดับลงในทันที “เรียบร้อย” 

“ดีมาก ขอให้เรื่องเฮงซวยหมดๆไปนะเพื่อน แล้วเทียนพวกกูก็ไม่ได้ขโมยมาไอ้สัด” ฟิวส์พูดด่าไปทีนึง เพลิงยิ้มขำส่ายหน้าไปมาก่อนจะกลับไปนั่งที่ตัวเองข้างๆเอก ทุกอย่างกลับเข้าสู่สภาวะปกติ มีพูดอวยพรวันเกิดแบบที่เพลิงไม่ค่อยได้ฟังสักเท่าไร แต่ถึงอย่างนั้นก็ทำให้เพลิงรู้สึกดีใจ แม้มันจะไม่ใช่การจัดวันเกิดที่เหมือนคนอื่นเพราะส่วนตัวเพลิงไม่ค่อยชอบจัดอะไรแบบนี้อยู่แล้ว แต่สำหรับเพลิงแค่นี้มันก็ดีแล้วสำหรับเขา 

************************************ 

ตัวห่างไกล ใจไม่ห่างกัน  

จะมีสักครั้งมั้ยที่ฉันแต่งแล้วไม่ลากมาเรื่องกินเนี่ย 

#เจ้าชิบะ 

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น