winterandwhite

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : ตอนที่ 10

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย Yuri

คนเข้าชมทั้งหมด : 61

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 05 ต.ค. 2562 13:10 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 10
แบบอักษร

“เอ้า พี่เบธ ไม่ทำงานทำการเหรอคะ แล้วเดินมาจากไหนเนี่ย”

“นี่แหละงานพี่ ทดสอบประสิทธิภาพโดรนที่พี่ออกแบบขึ้นมาใหม่ ส่วนถ้าถามว่าเดินมาจากไหน ก็เริ่มเดินมาจากที่ทำงานนั่นแหละ”

“ฮะ! จากที่ทำงานพี่เบธ มาถึงร้านแก้ว ก็ร่วม 30 กิโลไม่ใช่เหรอคะ”

“ก็เดินบ้าง ขึ้นวินมอเตอร์ไซค์บ้าง”

“อะโด่ว แก้วว่าแล้วเชียว”

ช่วงบ่ายของวันนี้ เบธรู้สึกซึมๆ เซ็งๆ ก็เลยบอกสองสมาชิกทีม KBD ว่าจะลองเอามิสเตอร์บีมาทดสอบข้างนอก เสร็จแล้วจะกลับบ้านเลย เพื่อนร่วมทีมเห็นว่า ช่วงนี้เบธดูไม่ค่อยสดใส แล้วเบธก็ทำงานเพื่อทีมมาเยอะแล้ว ก็เลยปล่อยให้มาพักบ้าง นอกจากจะเป็นการทดสอบมิสเตอร์บี เบธก็ยังใช้โอกาสนี้สืบหาข้อมูลเรื่องคดีความของกัญญพีร์ไปด้วย

เบธที่เดินบับคับโดรนซึ่งติดกล้องเรียบร้อยแล้วแต่ยังไม่ได้ติดอาวุธ หยุดเดินครู่หนึ่งแล้วก็ชะเง้อชะแง้ไปเห็นว่า มีรถกระบะคันหนึ่งจอดอยู่หน้าร้าน แล้วก็มีคนงานเดินพลุกพล่านอยู่ในร้านตาขวัญ

“แล้วนี่ทำไมคนเยอะแยะจัง”

“ลูกค้าของแก้วเอง เค้ามารับแคคตัสไปขายต่อน่ะพี่เบธ เจ้านี้เจ้าเดียว แก้วถอนทุนคืนเลย ที่เหลือคือกำไรแล้ว”

“แบบนี้พี่ก็ไม่ต้องมาช่วยซื้อแล้วสิ”

“ซื้อเถอะน่า คิดซะว่าช่วยค่าเทอมเจ้าอาช”

“แล้วหนังสือที่ยืมมาให้น่ะ อ่านบ้างหรือยัง”

“อ่านแล้ว แก้วชอบมากเลยพี่เบธ ภาพสวยมาก ได้ข้อมูลเชิงวิชาการที่หาในเว็บภาษาไทยไม่ค่อยได้ นี่แก้วจดไว้เต็มเลยนะ”

“แบบนี้คนยืมมาให้ชื่นใจตายเลย”

“ชื่นใจได้ค่ะ แต่อย่าเพิ่งตายเลยเนอะ” แก้วว่า พลางยิ้มหวาน

“แก้ว แก้วได้ยินเสียงโดรนพี่มั้ย” เบธอาศัยจังเพลินๆ ถามแก้ว พร้อมกับชี้มิสเตอร์บีที่บินอยู่เหนือศีรษะของทั้งคู่ การทดสอบเรื่องเสียงกับประชาชนทั่วไปที่ไม่มีความรู้เรื่องโดรน ก็เป็นอะไรที่ดูเป็นกลางดี

“ถ้าตอนที่เราคุยกัน แก้วว่า แก้วไม่ได้ยินนะ หรือไม่สังเกตก็ไม่รู้อะ แต่พอเราเงียบ แล้วตั้งใจฟังก็จะได้ยิน อืม แต่ก็เบาๆ หวึ่งๆ เหมือนเสียงผึ้ง เสียงต่อ เวลาบินผ่านเราแบบนั้นน่ะ”

เบธพยักหน้า รู้สึกค่อนข้างพอใจผลงานของตัวเอง เพราะเบธก็คิดไว้ว่า เอาแค่คนทั่วไปไม่ผิดสังเกตก็น่าจะพอใช้ หากจะให้ไม่มีเสียงเลย ก็คงจะเป็นไปไม่ได้ แต่ทั้งหมดนี้ ก็ยังไม่ได้ปรึกษาผู้บังคับบัญชาแต่อย่างใด

“แล้วนี่พี่เบธจะไปไหนต่อคะเนี่ย”

“ก็ว่าจะแวะกวนใจแก้วก่อน แล้วค่อยออกเดินต่อ ว่าจะเดินเรื่อยๆ ไปจนถึงบ้านเลย”

 

“อุ้ย! โทดทีน้อง แต่รบกวนอย่ายืนขวางทางเดิน”

ขณะที่เบธกำลังยืนคุยกับแก้ว คนงานที่ยังขนแคคตัสของแก้วไปที่รถไม่เสร็จก็เดินผ่านหน้าเบธไป แล้วก็ดันเหยียบคอมแบทของเบธ จนเศษดินเศษโคลนเลอะเทอะติดรองเท้า

“พี่เบธ ไปล้างก่อนมั้ย”

“ไม่เป็นไรหรอกแก้ว เดี๋ยวเดินไปอาจจะเลอะอีก ไว้ล้างที่บ้านทีเดียว”

“จ้ะ เอาอย่างนั้นก็ได้ อืม นึกออกแล้ว เดี๋ยวแก้วเอาแคคตัสมาให้ปลอบใจที่รองเท้าทหารเลอะดีกว่า”

“ดีมากๆ เป็นการปลอบใจที่ดี”

สองคนยิ้มให้กัน จากนั้นแก้วก็เดินเข้าไปที่โรงเพาะชำ ส่วนเบธก็เดินบับคับโดรนวนๆ อยู่ที่หน้าร้านระหว่างรอแก้ว ไม่นานนัก แก้วก็เดินออกมาพร้อมกับแคคตัส สามต้น สามสี

“ชอบมั้ยคะพี่เบธ”

“เอร้ย ทำไมมีหลายสีเลย เหลือง ส้ม ม่วง พี่นึกว่ามันมีแต่สีเขียวซะอีก อืม แต่ต้นข้างล่างเป็นสีเขียว แล้วทำไมหัวมันคนละสีล่ะ” เบธบังคับให้โดรนบินนิ่งๆ อยู่เหนือหัว แล้ววางรีโมทไว้บนโต๊ะ จากนั้นก็มาทำหน้าแปลกใจให้กับแคคตัสของแก้วตาขวัญ

“มันเรียกว่า ยิมโนหัวสี ส่วนที่เป็นหัวกลมๆ มันมีชื่อว่า ยิมโน แล้วที่เห็นเป็น สีๆ เนี่ย คือมันไม่มีสีเขียวๆ ของคลอโรฟิลล์ ทีนี้ก็สังเคราะห์แสงไม่ได้ เลยต้องเอามากราฟต์ หรือเอามาต่อกับตอสีเขียวข้างล่าง ให้ต่อมันสังเคราะห์แสงแทน”

“พี่ก็ไม่ค่อยเก่งชีวะ แต่ก็พอเข้าใจ เอ๊ะ แก้วจบบัญชีไม่ใช่เหรอ แล้วทำไมดูเข้าใจเรื่องพวกนี้ดีจัง”

“ถ้าเรื่องปฏิบัติ ก็ได้จากพ่อ เจ้าอาช แต่ถ้าหลักวิชาการ ก็อ่านเอง ไม่เข้าใจตรงไหน ก็ถามน้องเมธค่ะ”

“อ่อ อย่างนี้นี่เอง แล้วนี่ หัวมันจะหลุดจากตอมั้ยเนี่ย” เบธถาม ขณะที่เอามือแตะๆ ที่แคคตัส

“ไม่หลุดหรอกค่า แต่ก็อย่ารุนแรงกับมันมากนะคะ”

“ค้าบผม พี่จะดูแลอย่างดีที่สุดเลย เอ้อ แล้วหนังสืออ่านเข้าใจอยู่นะ มีตรงไหนแปลไม่ออกไหม”

“ก็เปิดพจนานุกรมแทบทุกตัวค่ะ เรียนจบแค่ปวช. ยังไม่แย่เท่า เราไม่ตั้งใจเรียนเอง”

“ไม่ต้องเศร้าไปนะ คนเราเริ่มต้นใหม่ได้เสมอ โดยเฉพาะเรื่องการเรียน เราเรียนได้ไปตลอดชีวิต”

เบธนั่งคุยกับแก้วตาขวัญอยู่สักพัก ก็ออกเดินต่อ

และเป้าหมายต่อไปของเบธ ยังไม่ใช่ที่บ้าน แต่เป็น ที่ที่เบธไม่ได้ไปมาหลายวัน

 

ที่ห้องสมุด

เบธเดินเลยร้านต้นไม้ตาขวัญไปสองป้ายรถเมล์ ก็ขึ้นสะพานลอยข้ามไปอีกฝั่งของถนน แล้วก็เดินเข้าไปในซอยเล็กๆ อีกสักระยะ แต่ในขณะที่กำลังจะเข้าไปใกล้ห้องสมุด บรรณารักษ์สาวที่ทำให้เบธมีอาการซึมๆ ก็เดินออกมาข้างหน้าห้องสมุด ดูเหมือนว่าเธอจะออกมารับพัสดุจากบุรุษไปรษณีย์ เบธก็เลยยืนแอบอยู่ไกลๆ แต่เพราะว่าอยากเห็นหน้า ก็เลยบังคับโดรนให้เข้าไปใกล้ๆ เพื่อถ่ายภาพหน้าคมๆ คิ้วเข้มๆ ของเธอ

เมื่อคุณบรรณารักษ์กลับเข้าไปข้างใน เบธจึงค่อยๆ เดินไปหยุดอยู่หน้าห้องสมุด หัวใจในอกข้างซ้ายมันเต้นรุนแรง สลับกับความรู้สึกหวิวๆ อาการเหมือนตอนที่ได้ยินกัญญพีร์บอกเลิกไม่มีผิด ทั้งๆ ที่มันยังไม่มีอะไรเลย

แต่สุดท้ายแล้ว เบธก็ทำได้แค่มองประตูบานใหญ่หน้าห้องสมุด ถอนหายใจเฮือกใหญ่ ก่อนจะทำท่ากลับหลังหัน เพื่อเดินทางกลับบ้าน แต่แล้ว เธอคนนั้น คนที่ไม่มีคำว่ารักอยู่ในพจนานุกรม ก็วิ่งออกมา ด้วยอาการตื่นตระหนก ขณะที่คุยกับใครสักคนในมือถือ

“พี่เดือน! ฝนกำลังไป พี่เดือนดูแม่ดีๆ นะ ถ้าแม่ไม่หายใจ พี่ต้องปั้มหัวใจ พี่ทำได้ พี่ตั้งสติเอาไว้นะพี่เดือน! ”

“คุณเมษา! เกิดอะไรขึ้นคะ มีอะไรให้เบธช่วยมั้ย”

“แม่ฉันหมดสติค่ะ พี่สาวกำลังพาไปโรงพยาบาล”

“เดี๋ยวเบธขับรถไปให้ค่ะ”

แม้เธอจะดูมีสติพอที่จะสามารถคุยกับพี่สาวได้รู้เรื่อง แต่มือเธอก็สั่นไหว เบธเห็นอาการแล้วก็รู้สึกเป็นห่วง จึงอาสาขับรถไปให้

ระหว่างทาง บรรณารักษ์ที่นั่งอยู่ข้างๆ ไม่พูดไม่จาอะไรสักคำ บางทีก็นั่งหลับตา คงจะภาวนาให้แม่ของเธอปลอดภัย จังหวะที่รถติดไฟแดง เบธเหลือบมาเห็นว่า มือสองข้างที่ประสานไว้บนตักมันยังคงสั่น เบธก็เลยถือวิสาสะ ยื่นมือซ้ายไปดึงมือขวาของเธอมาจับไว้ แล้วก็จับไปจนกระทั่งถึงโรงพยาบาล

เมื่อถึงโรงพยาบาล เบธส่งบรรณารักษ์ที่เบธเป็นห่วงยิ่งนักที่ประตูทางเข้า แล้วตัวเองก็ไปหาที่จอดรถ ก่อนจะตามไปพบกันทีหลัง

เมื่อเบธมาที่หน้าห้องฉุกเฉิน ก็ได้เห็นภาพคนที่เบธจับมือมาตลอดทางกำลังกอดปลอบพี่สาวของเธอที่อยู่ในอาการตกใจและร้องไห้สะอึกสะอื้น คนปลอบอย่างเธอก็ร้องไห้เช่นเดียวกัน จนเมื่อทั้งสองอาการดีขึ้น เบธจึงเข้าไปไหว้ผู้เป็นพี่

“สวัสดีค่ะ”

“เอ่อ พี่เดือนคะ นี่เบธค่ะ เป็นเพื่อนฝน ส่วนนี่พี่เดือน พี่สาวฝน”

ทำความรู้จักกันเพียงเท่านั้น แล้วเบธก็นั่งเงียบๆ เป็นกำลังใจให้อยู่ข้างๆ จนกระทั่งคุณหมอออกมาบอกว่า แม่ของหญิงสาวทั้งสองปลอดภัยแล้ว อีกสักพักจะย้ายไปที่ห้องพักฟื้น

“ขอโทษนะคะ ดิฉันเป็นลูกสาวของคนไข้ จะขอทำเรื่องให้คนไข้ไปอยู่ห้องพิเศษค่ะ”

“ต้องขอโทษด้วยนะคะ ตอนนี้ห้องพิเศษเต็มจริงๆ ค่ะ”

“เอ่อ ค่ะ ถ้าแบบนั้นก็ไม่เป็นไรค่ะ”

เมื่อเดินเอกสารย้ายแม่ไปห้องพักฟื้นรวมเสร็จแล้ว ลูกสาวคนเล็กก็เดินลงมาที่ร้านสวัสดิการเพื่อซื้อของใช้จำเป็น อย่างกระดาษทิชชู่ ผ้าขนหนู และของกิน ของใช้สำหรับพี่สาวซึ่งจะเป็นผู้ทำหน้าที่เฝ้าดูแลแม่ และแน่นอนว่า เพื่อนของเธอก็ตามติดมาด้วย

พอซื้อของเสร็จ ทั้งคู่ก็หยุดยืนคุยกันครู่หนึ่ง

“ขอบคุณมากนะคะ ที่มาเป็นเพื่อน”

“ที่บ้านของคุณเมษาอยู่กันกี่คนคะ”

“อยู่กันสามคนค่ะ แม่สุขภาพไม่ค่อยดี พี่เดือนเลยต้องออกจากงานมาดูแลแม่อย่างใกล้ชิด ส่วนฝนก็ทำงาน หารายได้มาใช้จ่ายในครอบครัว”

“แปลว่าคืนนี้ คุณเมษาต้องอยู่บ้านคนเดียวใช่มั้ยคะ เพราะพรุ่งนี้ต้องไปทำงาน” แม้ว่าเบธจะยังไม่ทันพูดอะไร แต่สายตาท่าทางทุกอย่าง มันก็บอกได้อย่างละเอียดว่า เป็นห่วง

คนฟังก็เลยต้องตอบเพื่อให้คนห่วงสบายใจ

“ฝนอยู่ได้ค่ะ”

ทั้งคู่เดินไปยังห้องพักผู้ป่วยรวม จัดของที่ซื้อมาให้เป็นระเบียบและสะดวกต่อการใช้งาน ผลัดให้พี่สาวไปอาบน้ำทำธุระส่วนตัว รับประทานอาหารเย็น แล้วจึงพากันกลับ

“บ้านคุณไปทางไหนคะ เดี๋ยวฝนไปส่งค่ะ”

“ไม่เอาค่ะ เดี๋ยวเบธขับรถไปส่งคุณที่บ้าน แล้วเดี๋ยวเบธหาทางกลับเองค่ะ”

“แต่นี่มันมืดแล้วนะคะ”

“แต่เบธเป็นทหารนะคะ”

เมื่อเบธเอาเหตุผลเรื่องหน้าที่การงานมาอ้าง บรรณารักษ์สาวก็เลยต้องยอมให้เบธขับรถไปส่งที่บ้าน ระหว่างทางเธอก็พูดอะไรบางอย่างขึ้นมา

“คุณเรียกฝนว่า เมษา คุณโอเคหรือเปล่าคะ เอ่อ ฝนหมายถึงว่า มันยาวเกินไปหรือเปล่า”

“ถ้าคุณชื่อเล่นว่า ฝน และ ชื่อจริงว่า เมษา เบธเรียก เมษา ได้ค่ะ”

“ฝนเป็นชื่อเล่น ส่วนชื่อจริง ก็คือ ฝนต้นเมษา เหมือนนามปากกาค่ะ”

“แล้วพี่เดือน ชื่อจริงว่าอะไรคะ”

“เดือนลดา ย่อมาจาก เดือนกรกฎา ส่วนแม่ชื่อ ปลายกันยา ก็ ตามนั้นล่ะค่ะ”

“ถ้าให้เบธเดา คุณมีสายเลือดนักเขียนมาจากคุณยายของคุณ ใช่มั้ยคะ”

“คุณตาค่ะ”

ทั้งสองคุยกันเรื่องชีวประวัติกันนิดหน่อย ก่อนจะเงียบกันไปครู่หนึ่ง เพราะเสียงเพลงในวิทยุที่เบธเปิดคลอๆ เอาไว้

 

...หากวันไหนที่เธออ่อนล้า ขอแค่เธอเรียกฉันก็มา จะให้ฉันซับน้ำตา หรือว่าทำให้เธอยิ้มก็ได้ 

สองมือเปล่าๆ ของฉัน จะจับมือเธอเอาไว้ข้างกาย จะไม่ยอมให้ใครมาทำร้าย  

จะไม่ยอมให้เจออะไรที่เลวร้าย บอกไว้เลยว่าฉันคนนี้ ไม่มีวันยอม... 

 

ยิ่งได้ฟัง เบธก็ยิ่งอยากจะเอื้อมมือไปจับมือฝนต้นเมษาไว้ แต่รอบนี้ เบธกลับไม่กล้าทำ และไม่ใช่เบธเพียงคนเดียวที่คิดถึงเรื่องจับมือ คนที่ถูกจับเอง ก็นึกถึงมันขึ้นมาเหมือนกัน แต่ทั้งคู่ก็ตัดสินใจไม่พูดอะไร และก็ไม่แน่ว่า อาจจะปล่อยให้การจับมือครั้งแรกของทั้งคู่นั้น กลายเป็นครั้งสุดท้ายไปด้วยเลย

สองคนเงียบๆ ใส่กันจนกระทั่งถึงบ้าน

บ้านของฝนต้นเมษาและครอบครัว อยู่คนละแยกกับบ้านของเบธแต่ก็ไม่ได้ไกลกันมากนัก เข้าซอยจากถนนใหญ่ไปไม่กี่ร้อยเมตร ตัวบ้านมีลักษณะเป็นบ้านไม้สองชั้น ดูสะอาดสะอ้าน มีรั้วรอบขอบชิด มีพื้นที่รอบบ้านพอที่จะมีต้นไม้ใหญ่ไว้ให้ร่มเงาสองสามต้นได้ มีเพื่อนบ้านอยู่ใกล้ๆ กันอีกหลายหลัง ดูแล้วก็ไม่น่ากลัวแต่อย่างใด

“น้าข้างบ้านขับแท็กซี่ค่ะ เป็นผู้หญิง ไว้ใจได้ คุณเบธให้น้าเค้าไปส่งเถอะนะคะ”

“เดี๋ยวเบธขอเดินดูรอบๆ บ้านคุณเพื่อความแน่ใจก่อน”

สาวเจ้าของบ้านยิ้ม แล้วก็เดินพาทัวร์รอบบ้าน

เบธเดินสังเกตรั้ว เอาคอมแบทยันๆ ว่ามีตรงไหนผุพังหรือเปล่า เอามือลองแงะๆ หน้าต่าง ดูจุดทึบ จุดอับ

“ตรงนี้มีไฟหรือเปล่าคะ”

“มีค่ะ เดี๋ยวฝนเปิดให้ครบทุกดวงเลยค่ะ คุณทหาร”

“ขอเข้าไปดูในบ้านด้วยนะคะ”

เบธทำหน้าจริงจัง เจ้าของบ้านก็เลยอนุญาตให้เข้าไป เบธถอดคอมแบทอันเลอะเทอะของตัวเองไว้ข้างนอก สะพายแต่กระเป๋าประจำตัวเข้าไปข้างใน

“หน้าต่าง ประตูทุกบ้าน มีเหล็กดัด ดูปลอดภัยดีค่ะ แต่เหล็กดัดนั้นสามารถถูกตัดได้ ดังนั้น เบธจะนอนเป็นเพื่อนคุณคืนนี้นะคะ ราตรีสวัสดิ์ค่ะ”

หลังจากที่เดินดูจนทั่วแล้ว เบธก็มาจบที่โซฟาหวายสำหรับนั่งเล่นดูทีวีที่ชั้นล่าง วางกระเป๋าไว้ข้างๆ โซฟา แล้วก็เบธก็ทิ้งตัวนอนลงไปเลย

“คุณทหารคะ ฝนอยู่ได้จริงๆ ค่ะ คุณกลับไปเถอะ เดี๋ยวที่บ้านจะเป็นห่วงเอา”

“เบธนอนตรงนี้ รบกวนคุณฝนหรือเปล่าคะ”

“คือ...” คนถูกถามทำหน้าหนักใจมากๆ

“หรือคุณไม่ไว้ใจเบธ” เบธลืมตา แล้วลุกขึ้นมานั่ง

“เอ่อ คือ...” เธอยังคงไม่ตอบ

“เบธจะกลับ ก็ต่อเมื่อคุณไม่ไว้เบธเท่านั้น”

เบธทำหน้าจริงจังมากที่สุด เท่าที่เคยทำใส่ฝนต้นเมษามา ทำเอาเจ้าของบ้านเงียบมากขึ้นกว่าเดิม ไม่ว่าเธอจะเกรงใจ หรือ ไม่ไว้ใจก็ตามแต่ แต่ในเมื่อเรื่องเก่ายังไม่ได้สะสาง เธอจึงไม่อยากผิดใจกับคนที่เธออยากเห็นหน้าอีก  แล้วเธอก็เดินขึ้นชั้นบนของบ้านไป  การที่เธอไม่พูดอะไร ทำให้เบธน้อยใจอยู่ข้างในลึกๆ แต่เพราะเป็นห่วงความปลอดภัยของเธอมากกว่า เบธจึงต้องอยู่

แต่ไม่นานนัก เธอก็ลงมา พร้อมกับผ้าเช็ดตัว และชุดนอน

“ไปอาบน้ำ แล้วก็เปลี่ยนชุดเถอะค่ะ จะได้นอนสบายขึ้น ถ้าหิว ทุกอย่างในตู้เย็นหรือในครัว คุณกินได้เลยค่ะ”

เบธรับของมา ทำหน้านิ่งๆ พยายามกลั้นยิ้มเอาไว้

“ถ้ามีอะไร ก็เรียกฝนนะคะ แต่ถ้าคุณไม่เรียก ฝนจะไม่ลงมาจนกว่าจะเช้า ตกลงตามนี้นะคะ”

เบธพยักหน้า ฝนต้นเมษาก็พยายามทำหน้านิ่งๆ แล้วก็หันหลัง ทำท่าจะเดินไปทางบันไดขึ้นชั้นสอง

“เหมือนกันนะคะ ถ้ามีอะไร คุณก็เรียกเบธ เบธจะไม่ขึ้นไปข้างบน จนกว่าจะเช้า พักผ่อนนะคะ นอนหลับฝันดีค่ะ คุณฝนต้นเมษา”

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น