เงี่ยมล้อเทียนจือ

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

บทที่ 93 แสงจันทราทะยานฟ้า

ชื่อตอน : บทที่ 93 แสงจันทราทะยานฟ้า

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 204

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 05 ต.ค. 2562 08:37 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 93 แสงจันทราทะยานฟ้า
แบบอักษร

เวลาผ่านไปถึงหนึ่งสัปดาห์ อารามรกร้างใต้ทะเลปีศาจแห่งนั้นกลับแปรเปลี่ยนไปอย่างมากมายนัก ห้วงน้ำบริเวณโดยรอบอารามกลับกลายเป็นเยือกเย็นราวกับน้ำแข็งสุดขั้ว ภายใต้ห้วงแห่งความหนาวเย็นนั้นได้ปรากฏร่างของชายหนุ่มผู้หนึ่งอยู่ตรงนั้น ร่างกายนั้นอยู่ในท่านั่งสมาธิบนอาสนะเบื้องหน้ารูปปั้นขนาดใหญ่ 

           ถังเฟยหู่ได้ใช้ทรัพยากรที่ศพคนลึกลับนั้นได้ทิ้งไว้อย่างเต็มที่ เขาราวกับสัตว์ที่หิวกระหายและดูดกลืนทรัพยากรราวกับไม่รู้จักอิ่ม ทรัพยากรอันมากมายถูกเขาใช้ไปอย่างหักโหม กองทรัพยากรสิบส่วนนั้นถึงกับถูกใช้ไปวันละหนึ่งส่วนอย่างรวดเร็ว และในวันที่เจ็ดนั่นเองที่ทรัพยากรทั้งเจ็ดส่วนได้ถูกใช้ไปอย่างหมดสิ้น 

           ไอเย็นถูกควบแน่น ปราณในร่างกายของเขาปะทุไม่หยุดหย่อน พลังวิญญาณธาตุวารีในทะเลปีศาจช่วยหนุนเสริม นี่ราวกับเป็นสภาวะที่ทำให้ปราณเก้าเยือกแข็งได้ก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว อีกทั้งทรัพยากรเหล่านั้นยังเหนือกว่าที่เขาคาดไว้นัก 

           ไม่ใช่เพียงแค่สามารถทะลวงขั้นปราณเก้าเยือกแข็งจนถึงขั้นหกระดับสุดยอดแต่เขาถึงกับสามารถทะลวงขั้นถึงขั้นที่เจ็ดได้ พลังปราณเหมันต์เพิ่มความร้ายกาจมากขึ้นแต่เขาก็ยังไม่หยุดเพียงเท่านั้น ทรัพยากรเจ็ดส่วนสำหรับฝึกปราณเก้าเยือกแข็งยังสามารถทำให้ปราณนี้ไปจนถึงขั้นเจ็ดระดับสูงเลยทีเดียว 

           ถังเฟยหู่ลืมตาขึ้นพร้อมกับไอเย็นที่กระจายตัวออกโดยรอบ พลังวิญญาณวารีในห้วงทะเลโดยรอบราวกับจะแปรเปลี่ยนกลายเป็นธาตุเหมันต์เพราะได้รับผลกระทบจากปราณเก้าเยือกแข็งขั้นเจ็ด ถังเฟยหู่ก้มลงมองฝ่ามือของตัวเองพร้อมกับปลดปล่อยปราณเหมันต์ออกมา ปราณสีฟ้าเยือกแข็งคลอบคลุมฝ่ามือข้างนั้นอยู่อีกทั้งความหนานแน่นของลมปราณดูราวกับจะมีมากขึ้นด้วย เมื่อเขาลองสำรวจภายในตันเถียนของตนเองก็พบว่าการฝึกอย่างหักโหมกว่าหลายวันด้วยทรัพยากรอันทรงคุณค่าก็ได้ให้ผลตอบแทนที่ดีเลิศยิ่งนัก 

           ขอบเขตปราณขั้นเก้า! 

             เขาได้ทะลวงขอบเขตฝึกตนระหว่างที่ฝึกฝนปราณเก้าเยือกแข็งโดยไม่รู้ตัว อีกเพียงไม่กี่ก้าวเขาก็จะเหยียบย่างเข้าสู่ช่วงสุดท้ายของขอบเขตปราณแล้ว ถังเฟยหู่รู้สึกยินดีเป็นอย่างมาก อีกทั้งเขายังเหลือทรัพยากรอีกสามส่วน แม้ใจหนึ่งเขาอยากจะใช้เพื่อฝึกปราณเก้าเยือกแข็งต่อไปแต่เขาก็ได้ตัดใจและทำตามแผนเดิม 

           นั่นเพราะเขาเห็นถึงประโยชน์ของวิชาฝ่ามือธุลีจันทรา การมีวรยุทธ์โจมตีประเภทเหมันต์นับว่าเข้าคู่กันกับปราณเก้าเยือกแข็งได้เป็นอย่างดี แม้เขาจะฝึกปราณเก้าเยือกแข็งเพื่อเพิ่มคุณภาพกับปริมาณต่อไปแต่ไม่อาจหยิบใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพก็เท่ากับพลังที่เขามีไม่อาจเป็นประโยชน์ได้เลย 

           ถังเฟยหู่หลับตาลงอีกครั้งเพื่อทบทวนตำราฝ่ามือธุลีจันทราภายในห้วงความทรงจำของตนเอง ภายในความคิดของเขาปรากฏภาพการเคลื่อนไหวชุดวิชาฝ่ามือนี้แล่นผ่านภายในความคิดของเขา ในขณะที่นั่งอยู่บนอาสนะนั่นเองที่เขาได้ลองขยับเคลื่อนไหวฝ่ามือทั้งสองข้างของเขาตามเคล็ดวิชาในคัมภีร์ 

           เมื่อการเคลื่อนไหวของฝ่ามือทั้งสองได้สอดประสานและเข้ากันได้อย่างดีแล้วเขาจึงได้เริ่มทำการโคจรปราณเก้าเยือกแข็งออกมา ไอเย็นสุดขั้วเริ่มก่อเกิดขึ้นรอบร่างกายของเขาจนห้วงทะเลรอบกายกลับกลายเป็นน้ำเย็นที่ราวกับจะพร้อมกลายเป็นน้ำแข็งทุกชั่วขณะลมหายใจ 

           ทรัพยากรของศพลึกลับในอารามถูกเขาเผาผลาญไปอย่างต่อเนื่องในการฝึกฝนฝ่ามือธุลีจันทรา ปราณเก้าเยือกแข็งถูกขับเคลื่อนไปตามจุดชีพจรต่างๆภายในร่างตามเคล็ดวิชาฝ่ามือธุลีจันทรา ปราณเหมันต์สุดเยือกเย็นได้เคลื่อนผ่านจากตันเถียนเข้าสู่จุดฉีจุง จิวเหว่ย ซวิงจุง จากนั้นปราณเหมันต์เหล่านั้นจึงได้เคลื่อนผ่านเข้าสู่แขนข้างขวาของถังเฟยหู่ เส้นเลือดบนแขนข้างนั้นดูเด่นชัดขึ้นมาอย่างแปลกประหลาด เส้นเลือดสีเขียวเด่นชัดขึ้นเรื่อยๆบนแขนข้างนั้น เส้นเลือดสีเขียวเหล่านั้นได้แผ่ขยายจนคลืบคลานเข้าสู่ฝ่ามือของถังเฟยหู่ ไอความเย็นได้ถูกควบรวมไว้บนฝ่ามือข้างนั้นของเขา ใจกลางฝ่ามือของเขาได้ผนึกควบรวมปราณไว้จนกลายเป็นรูปลักษณ์บางอย่าง 

           เส้นเลือดสีเขียวบนผิวหนังได้แผ่ขยายและรวบรวมไว้บนฝ่ามือของเขา เส้นเลือดเหล่านั้นราวกับเชื่อมต่อกับปราณที่กลางฝ่ามือของเขา ในตอนนั้นเองที่ราวกับใจกลางฝ่ามือข้างขวาของเขาได้เกิดปานรูปจันทร์เสี้ยวขึ้นมาบนนั้น จากนั้นถังเฟยหู่ได้ขยับฝ่ามือข้างนั้นของตนออกไปทางด้านหน้าและได้ตวัดฟันออกในแนวขวาง 

           ฝ่ามือธุลีจันทรา แสงจันทราทะยานฟ้า! 

             ในตอนนั้นเองที่ปราณบนฝ่ามือข้างนั้นของถังเฟยหู่ได้พุ่งออกจากมือในแนวขวางตามการวาดมือฟันออกไปของเขา ปราณที่ได้พุ่งออกไปแม้มีขนาดเล็กและไม่รวดเร็วนักแต่ก็ได้ก่อร่างเป็นรูปคล้ายจันทร์เสี้ยวที่แหลมคมราวกับปราณดาบ นี่คือกระบวนท่าฝ่ามือแสงจันทราทะยานฟ้า เป็นฝ่ามือโจมตีในระยะกลาง 

           ถังเฟยหู่ได้ทดลองใช้ฝ่ามือแสงจันทราทะยานฟ้าออกไปอีกหลายครั้งเพื่อเพิ่มความแม่นยำและประสิทธิภาพของกระบวนท่านี้ มือเขาได้ลองใช้ออกมาอีกหลายครั้ง จันทร์เสี้ยวที่พุ่งออกมาจากฝ่ามือได้ชัดเจนและมีขนาดที่ใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ 

           ชายหนุ่มได้ใช้ทรัพยากรไปอย่างรวดเร็วเพื่อเพิ่มการรับรู้ในศาสตร์วารีเหมันต์และเพื่อเพิ่มอัตราการดูดซับพลังวิญญาณธาตุน้ำในทะเลปีศาจอีกด้วย ความก้าวหน้าของฝ่ามือธุลีจันทราได้เพิ่มพูนมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง 

           เขาได้ใช้เวลาอีกเกือบสิบวันเพื่อฝึกฝนฝ่ามือธุลีจันทราจนมั่นใจว่าสามารถใช้มันได้อย่างชำนาญ แม้จะไม่ถึงขั้นที่ฝึกฝนสำเร็จโดยสมบูรณ์แบบแต่ก็อยู่ในขั้นที่สามารถใช้วิชานี้ได้อย่างชำนาญ 

           ในตอนนี้ทรัพยากรทั้งหมดของโครงกระดูกในอารามได้ถูกเขาใช้ไปอย่างหมดสิ้นเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ถังเฟยหู่ได้ออกสำรวจอารามแห่งนั้นอีกครั้งก่อนที่จะตัดสินใจเดินทางต่อไป เมื่อเขาไม่ได้พบสิ่งใดที่ดูน่าสนใจอีกเขาจึงเริ่มคิดที่จะเดินทางต่อเพื่อหาทางออกไปจากแดนลับทะเลปีศาจ 

             แต่ก่อนที่จะจากไปถังเฟยหู่ก็ได้หันกลับไปมองอาสนะที่ตนเองได้นั่งฝึกวิชาอีกครั้งหนึ่งก่อนที่จะทำการเก็บอาสนะนั่นเข้าสู่กำไลมิติของตนเอง ทรัพย์สมบัติภายในอารามนั้นไม่มีสิ่งใดเลยนอกจากรูปปั้นขนาดใหญ่และอาสนะอันนั้น 

           เมื่อรูปปั้นนั้นใหญ่เกินไปที่จะขนย้ายเขาจึงไม่ได้สนใจมันมากนัก ถังเฟยหู่กลับให้ความสนใจในอาสนะนั้นแทน นั่นเพราะถึงอย่างไรของชิ้นนี้ก็นับว่าเป็นวัตถุโบราณชิ้นหนึ่งที่ข้ามผ่านช่วงเวลาอันยาวนานมาได้จนถึงตอนนี้ แม้จะไม่รู้ว่าของชิ้นนี้จะมีความพิเศษตรงไหนหรือเป็นเพียงของธรรมดาชิ้นหนึ่ง แต่เขาก็เลือกที่จะเก็บมันไว้ก่อน 

           เขาได้เดินออกไปจนถึงเบื้องหน้าของอารามรกร้างและเรียกทาสอสูรอสรพิษวารีออกมาในทันที เขาได้กระโดดขึ้นไปและสั่งให้อสรพิษวารีออกเดินทางในทันที การเดินทางของเขาเป็นไปอย่างรวดเร็วในการมุ่งสู่เสาขนาดใหญ่ที่เส้นขอบฟ้า 

           ในครานี้การเดินทางของเขาเป็นไปอย่างสะดวกสบายกว่าเดิมมากนัก เมื่อเขาพบเจอทรัพยากรต่างๆก็จะสามารถเก็บพวกมันเข้าสู่กำไลมิติได้ ไม่จำเป็นจะต้องหอบหิ้วใส่ถุงผ้าและสะพายใส่หลังอีกแล้ว เขาได้รวบรวมต้นพืชในธาตุวารีจำนวนเพื่อทำการฝึกฝนฝ่ามือธุลีจันทราต่อไป 

           ฝ่ามือแสงจันทราทะยานฟ้าได้มีการพัฒนาไปอย่างมากเมื่อเทียบกับการใช้ครั้งแรก อีกทั้งเขายังสามารถพลิกแพลงปล่อยแสงจันทราทะยานฟ้าได้หลากหลายแบบ เขาได้ค้นพบสิ่งที่ไม่ได้เขียนอยู่ในตำราหลายอย่างเช่นการปล่อยปราณดาบจันทร์เสี้ยวสองอันเพื่อซ้อนกันจากนั้นปราณดาบทั้งสองจะรวมกันและกลายเป็นปราณดาบที่ร้ายกว่าเดิมมากนัก แต่การใช้ในรูปแบบนี้จะสิ้นเปลืองปราณมากกว่าเดิมนัก 

           อีกทั้งฝ่ามืออื่นเช่นทวิดาราเยือกดาว เหมันต์เยือกธุวดารา จันทรากระจ่างฟ้า หรือแม้แต่ฝ่ามือพิรุณเยือกดาราก็ยังพัฒนาไปอย่างต่อเนื่อง แต่ก็นับว่าเชื่องช้ากว่าก่อนหน้านี้ที่ใช้ทรัพยากรจากศพลึกลับในอารามรกร้างมากนัก 

           ถังเฟยหู่และอสรพิษวารีได้เดินทางมาจนถึงหุบเขาแห่งหนึ่งในแดนลับทะเลปีศาจ หุบเขาเบื้องหน้าของเขามีขนาดที่สูงใหญ่และช่องเขาตรงกลางั้นแคบเป็นอย่างมากราวกับเส้นทางที่ถูกบีบบังคับให้มุ่งไปในทางเดียวโดยธรรมชาติ ซึ่งในตอนนั้นเองที่ถังเฟยหู่ได้ยินเสียงบางอย่างออกมาจากช่องเขานั้น 

           เคร้ง! เคร้ง!! 

             เสียงคล้ายกับโลหะกระทบกันได้ดังลอยออกมา เสียงเหล่านี้ย่อยเป็นเสียงของการต่อสู้ แต่ไม่ทราบว่าเป็นพวกไหนที่ได้ทำการต่อสู้อยู่ ถังเฟยหู่ได้เรียกจิตวิญญาณอสรพิษมรกตออกมาและเปลี่ยนมันให้กลายเป็นหน้ากากปีศาจและสวมใส่มันลงบนหน้าของตนเอง หน้ากากปีศาจที่ปิดครึ่งหน้าของเขาไว้ทำให้ดูลึกลับยิ่งนัก 

           เขาได้โคจรปราณมารไร้ลักษณ์เพื่อเปลี่ยนดวงตาของตนเองให้กลับกลายเป็นสีดำเพื่อปกปิดตัวตนของเขาไว้ ถังเฟยหู่ได้เก็บอสรพิษวารีไปและเริ่มทำการลอบเข้าใกล้บริเวณที่ทำการสู้รบกันโดยไม่ให้รับรู้ถึงตัวตนของเขา 

           เคร้ง! เคร้ง!! 

             เมื่อร่างของถังเฟยหู่เคลื่อนร่างเข้าไปทางข้างหน้าเท่าไหรก็ยิ่งได้ยินเสียงการต่อสู้ต่างๆชัดเจนมากยิ่งขึ้น ในตอนนั้นเองที่ถังเฟยหู่ได้กระตุ้นญาณแห่งโลหิตเพื่อบังคับสายเลือดของตนให้ใช้วิชาตาเหยี่ยวพันลี้ออกมา ภาพเบื้องหน้าของเขาราวกับถูกขยายให้ใหญ่ขึ้นและชัดเจนมากขึ้น 

           ระยะทางตรงหน้าที่ห่างไกลนั้นกลับชัดเจนราวกับเขายืนดูอยู่ใกล้ๆก็ไม่ปาน ภาพในดวงตาของเขากลับปรากฏร่างของสัตว์อสูรขนาดใหญ่ตนหนึ่งขึ้น ผิวหนังของสัตว์อสูรตนนั้นหนาและแข็งเป็นอย่างมาก อีกทั้งยังมีร่องรอยแตกระแหงราวกับผิวของมันเป็นหินที่ได้แตกร้าว ในช่องว่างรอยร้าวเหล่านั้นได้ปรากฏแสงสีแดงเลือดลอดออกมา ภายใต้ร่องที่แตกร้าวเหล่านั้นคือหินหลอมเหลวสุดร้อนแรง ดวงตาของมันดุร้ายเป็นอย่างมาก หัวและปากของมันมีขนาดใหญ่โตและเรียวยาว อีกทั้งยังมีฟันอันแหลมคม 

           มันคือสัตว์อสูรทะเลระดับสาม จระเข้เพลิงโลหิต สัตว์อสูรซึ่งอาศัยอยู่ภายในปล่องภูเขาไฟใต้ทะเลปีศาจแห่งนี้ ร่างกายของมันทนความร้อนสูงและมักชอบแหวกไหว้อยู่ในหินหลอมเหลวภายใต้ปล่องภูเขาไฟ มันคือตัวตนอันผิดปกติในธรรมชาติที่ยืนอยู่ระหว่างธาตุน้ำและธาตุไฟ 

           พลังของมันโดยส่วนมากเกิดจากพลังทำลายล้างที่หักล้างกันระหว่างสองธาตุที่ต่างกัน พลังของจระเข้เพลิงโลหิตนับว่าเป็นประเภทที่ใกล้เคียงกันกับเพลิงทองทำลายล้างของเนตรไฟทองคำ พลังของมันเต็มไปด้วยความบ้าและคลุ้มคลั่ง นิสัยโดยธรรมชาติของจระเข้เพลิงโลหิตมักเต็มไปด้วยความโหดร้ายและป่าเถื่อน ร่างกายที่ใหญ่โตของมันกำลังต่อสู้อยู่กับกลุ่มคนของสำนักสำนักเสียงสวรรค์ ซึ่งคนที่กำลังนำกลุ่มศิษย์ของสำนักเขข้าต่อสู้โรมรันกับจระเข้เพลิงโลหิตจะเป็นใครไปไม่ได้นอกจากต๊กโกวฉิวหลง! 

             ถังเฟยหู่จ้องมองไปยังต๊กโกวฉิวหลงด้วยความรู้สึกที่แปลกประหลาด ชายคนนี้คือคนที่จะพยายามฆ่าเขาโดยการส่งไปให้หมึกปีศาจกลืนกิน แต่ด้วยความพยายามในการเอาตัวรอดจึงทำให้เขาสามารถรอดชีวิตมาจนถึงที่นี่ได้ อีกทั้งยังได้รับประโยชน์และกลืนกินร่างกายทั้งร่างของหมึกปีศาจเข้าไปได้ 

           เมื่อมีคนที่พยายามจะฆ่าเขา เขาย่อมไม่อาจปล่อยผ่านไปได้โดยง่าย เขาเป็นเพียงมนุษย์คนหนึ่งย่อมมีอารมณ์โกรธเกลียดเป็นธรรมดา เขาไม่พอใจในตัวต๊กโกวฉิวหลงเป็นอย่างมากจนถึงขั้นโกรธแค้นเสียด้วยซ้ำไป 

           เขาได้ลอบสังเกตการณ์การเคลื่อนไหวของคนทั้งสำนักอีกทั้งยังทำความเข้าใจกับสถานการณ์โดยรวมเสียก่อน ดูเหมือนว่าต๊กโกวฉิวหลงเองก็ก้าวหน้าไม่น้อยเมื่อเข้ามายังแดนลับทะเลปีศาจแห่งนี้ 

           หากถังเฟยหู่ประเมิณไม่ผิดจากการสัมผัสระดับของปราณที่ต๊กโกวฉิวหลงปล่อยออกมาอย่างน้อยชายคนนี้จะต้องอยู่ในขอบเขตก่อเกิดขั้นสองขั้นต้นจนถึงระดับสุดยอด ต๊กโกวฉิวหลงวาดกระบี่ใหญ่ในมือของตนออกไปอย่างต่อเนื่องเพื่อเข้าทำร้ายร่างกายอันใหญ่โตของจระเข้เพลิงโลหิต 

           การวาดกระบี่พิฆาตอาชาแต่ละครั้งของต๊กโกวฉิวหลงช่างรุนแรงและดุดัน แม้แต่ห้วงน้ำของทะเลปีศาจยังเกิดวังวนอันบ้าคลั่งด้วยแรงเหวี่ยงกระบี่ของเขา การปะทะกันระหว่างผิวหนังที่แข็งแกร่งของจระเข้เพลิงโลหิตกับกระบี่พิฆาตอาชาทำให้เกิดเสียงกระทบกันดังสนั่นหวั่นไหว 

           ส่วนศิษย์คนอื่นของสำนักเสียงสวรรค์ที่ถนัดในศาสตร์แห่งสายลมมากกว่าดนตรีก็ทำการใช้ปราณดาบและกระบี่ที่แหลมคมในการโจมตีเพื่อสร้างบาดแผลให้แก่ร่างกายของจระเข้เพลิงโลหิต โดยพวกเขาเหล่านั้นเลือกที่จะโจมตีเข้าที่จุดที่ต๊กโกวฉิวหลงเคยโจมตีอย่างแม่นยำเพื่อทำให้บาดแผลเหล่านั้นรุนแรงมากขึ้น 

           แต่นั่นก็ยิ่งเป็นการกระตุ้นความบ้าคลั่งของจระเข้เพลิงโลหิตมากกว่าเดิม ความเจ็บปวดยิ่งทำให้มันคลั่ง ยิ่งทำให้มันแข็งแกร่งมากขึ้น จระเข้เพลิงโลหิตได้กระตุ้นหิมหลอมเหลวที่ไหลเวียนภายในร่างกายให้ปะทุขึ้นมาก พลังเพลิงสุดร้อนแรงจากหินหลอมเหลวเหล่านั้นเมื่อปะทะเข้ากับห้วงน้ำโดยรอบกลับเกิดพลังหักล้างแห่งการทำลายมากขึ้น เพลิงโลหิตของมันยิ่งมีความน่ากลัวมากขึ้นกว่าก่อน 

           จระเข้เพลิงโลหิตได้อ้าปากของมันออกและได้ปลดปล่อยพลังแห่งการทำลายนั้นออกมา หินหลอมเหลวสีแดงเพลิงได้พวยพุ่งออกมาจำนวนมาก ห้วงน้ำใต้ทะเลโดยรอบราวกับใกล้จะถึงจุดเดือด น้ำโดยรอบมีอุรหภูมิที่สูงขึ้นเรื่อยๆ ร่างกายของศิษย์สำนักเสียงสวรรค์ต่างก็รู้สึกปวดแสบปวดร้อน 

           นี่ราวกับจระเข้เพลิงโลหิตจะต้มพวกเขาด้วยความร้อนทั้งเป็น! ศิษย์สำนักเสียงสวรรค์แทบทั้งหมดได้ถอยฉากออกมาให้ไกลจากร่างของจระเข้เพลิงโลหิตมากที่สุด ในตอนนั้นเองที่ศิษย์ส่วนหนึ่งของสำนักต่างได้เปลี่ยนอาวุธจิตวิญญาณในมือของตนให้กลายเป็นอาวุธจิตวิญญาณประเภทเครื่องดนตรี 

           ในตอนนั้นเองที่ศิษย์สำนักเสียงสวรรค์ได้บรรเลงบทเพลงทัณฑ์วชิระออกมาพร้อมกันโดยไม่จำเป็นจะต้องสื่อสารกันเสียด้วยซ้ำไป พวกเขารับรู้ได้โดยสัญชาตญาณว่าควรทำอย่างไรในสถานการณ์เช่นนี้ หากให้จระเข้เพลิงโลหิตเข้าใกล้พวกเขามากเกินไปพวกเขาอาจจะความร้อนเหล่านั้นเผาจนตาย! 

           พวกเขาใช้บทเพลงทัณฑ์วชิระในการกักขังร่างของจระเข้เพลิงโลหิตไว้ แต่มีหรือที่จระเข้เพลิงโลหิตจะยอมโดยง่าย มันพยายามที่จะดิ้นรนเพื่อให้หลุดรอดออกมาจากการกักขังนั้นให้ได้ แต่ในตอนนั้นเองที่มีคนผู้หนึ่งได้นั่งลงพร้อมกับนำพิณออกมาวางไว้บนตัก คนผู้นั้นก็คือหยางถิง! 

           ในตอนนี้หยางถิงได้ทะลวงขอบเขตฝึกตนจนถึงขั้นก่อเกิดขั้นสองระดับสูง! หากนับความเร็วในการฝึกตนนับว่าหยางถิงมีพรสวรรค์มากกว่าต๊กโกวฉิวหลงเสียอีก ในตอนนั้นเองที่หยางถิงได้กดนิ้วของตนลงไปบนสายพิณ นางได้ตวัดนิ้วของตนพร้อมกับปลดปล่อยปราณของตนออกไป! 

             เสียงของพิณนั้นดังก้องสะท้อนไปมา เสียงเหล่านั้นถูกบังคับและพุ่งเข้าใส่ร่างกายของจระเข้เพลิงโลหิตอย่างถนัดถนี่ นี่คือกระบวนท่าเสียงกระแทกที่สามัญที่สุดแห่งศาสตร์ดนตรี ภายในห้วงทะเลปีศาจที่ทุกล้วนถูกโอบล้อมด้วยน้ำราวกับจะหนุนเสริมให้วรยุทธ์ศาสตร์ดนตรีมีความร้ายกาจมากขึ้น 

           นั่นเพราะเสียงสามารถเดินทางผ่านตัวกลางเช่นน้ำได้รวดเร็วกว่าอากาศถึงสี่เท่า เสียงกระแทกที่ถูกใช้ใต้ทะเลเช่นนี้นับว่าถูกหนุนเสริมจนถึงขั้นสูงสุด ร่างของจระเข้เพลิงโลหิตถูกเสียงกระแทกทำร้ายแต่นั่นก็ราวกับยิ่งกระตุ้นความบ้าคลั่งของมันมากยิ่งขึ้นไปอีก ดวงตาของมันเต็มไปด้วยความโกรธแค้นราวกับวังวนแห่งความบ้าคลั่ง! 

             เมื่อคนอื่นในสำนักเห็นเช่นนั้นจึงมีหลายคนที่ถนัดในศาสตร์วายุต่างเรียกเครื่องดนตรีของตนออกมาเพื่อใช้เสียงกระแทกเข้าจู่โจม ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตามในสำนักเสียงสวรรค์อย่างน้อยก็ต้องมีความรู้พื้นฐานในด้านดนตรีไม่มากก็น้อย แม้คนพวกนี้จะมุ่งเน้นในศาสตร์วายุแทนที่จะเป็นดนตรี แต่ในตอนพึ่งเข้าสำนักพวกเขาก็ย่อมต้องเคยเรียนของพื้นฐานอย่างเสียงกระแทกอยู่แล้ว! 

             เสียงกระแทกจำนวนมากพุ่งเข้าจู่โจมร่างของจระเข้เพลิงโลหิตอย่างต่อเนื่อง เมื่อเสียงกระแทกถูกใช้ภายใต้ห้วงทะเลเช่นนี้จึงทำให้คลื่นน้ำถูกชักนำโดยเสียงเหล่านั้นจนสามารถมองเห็นภาพลักษณ์ของการโจมตีด้วยเสียงเหล่านี้ได้ด้วยตาเปล่าด้วยการเคลื่อนไหวของห้วงน้ำ 

           สิ่งนี้หากใช้สู้กับสัตว์อสูรยังไม่เท่าไหร หากแต่เมื่อใช้จู่โจมมนุษย์ด้วยกันก็อาจกลายเป็นจุดอ่อนอันสำคัญขึ้นมา วรยุทธ์ดนตรีโดยทั่วไปแล้วใจความสำคัญคือการโจมตีที่มองไม่เห็นและไม่อาจป้องกันได้ หากแต่เมื่อมันมองเห็นก็ย่อมสามารถป้องกันได้โดยง่ายขึ้น แต่การใช้วรยุทธ์ดนตรีใต้น้ำก็ยังมีข้อดีอยู่บ้างที่ทำให้ความเร็วของการโจมตีเพิ่มขึ้นถึงสี่เท่า ซึ่งมีทั้งข้อดีข้อเสียอยู่ที่ผู้ใช้วรยุทธ์จะพลิกแพลงอย่างไร 

           การต่อสู้ของสำนักเสียงสวรรค์ยังคงเป็นไปอย่างดุเดือด พวกเขาต่างเคลื่อนร่างไปตามจุดต่างๆเพื่อใช้การโจมตีจากระยะไกล พวกเขายังมิอาจเข้าใกล้ร่างที่ปะทุด้วยความร้อนจากหินหลอมเหลวของจระเข้เพลิงโลหิตได้ ส่วนต๊กโกวฉิวหลงเองก็ได้ใช้กระบี่พิฆาตอาชาของตนในการวาดปราณกระบี่เข้าจู่โจมจากระยะไกลแทน 

           ตู้มมม!! ตู้มมมมม!! 

             โฮกกกกกกก!! 

             เสียงปะทะจากการโจมตีและเสียงร้องอย่างเจ็บปวดของจระเข้เพลิงโลหิตยังคงดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง ในตอนนั้นเองที่หยางถิงได้เปลี่ยนกระบวนท่าของตน นางได้นำพิณโบราณของตนลงปักพื้นพร้อมกับใช้วิชาดัชนีเหล็กเคลือบนิ้วไว้ให้แข็งแกร่งดุจโลหะ นางได้ใช้นิ้วเหล่านั้นดึงรั้งสายพิณเข้าหาตัวราวกับสายธนู 

           ปราณเจ็ดสำเนียง พิณเจ็ดสายไร้เงา!! 

             ลมปราณวายุของนางถูกถ่ายทอดสู่เส้นสายพิณบนนิ้ว และเมื่อนางได้ปล่อยสายพิณที่รั้งไว้ออกไปก็ได้ปลดปล่อยปราณวายุรูปจันทร์เสี้ยวที่รวดเร็วจนแทบมองไม่ทันออกไป คมมีดวายุของวิชาพิณเจ็ดสายไร้เงาได้เข้าทำร้ายร่างของจระเข้เพลิงโลหิตอย่างรวดเร็ว หยางถิงได้ปลดปล่อยคมมีดวายุออกไปอย่างต่อเนื่อง 

           ฟิ้วววววววว!! 

             คมมีดวายุแทบจะแหวกห้วงน้ำออกจากกัน คมมีดมากมายได้เข้าเชือดเฉือนผิวหนังของจระเข้เพลิงโลหิต สัตว์อสูรทะเลร้องออกมาอย่างเจ็บปวด พลังเพลิงที่ปะทุขึ้นมาในตอนแรกกลับลดน้อยถอยลงด้วยการโจมตีอย่างต่อเนื่องของหยางถิง ในตอนนั้นเองที่ต๊กโกวฉิวหลงเล็งเห็นโอกาสอันสำคัญ 

           “เล่นบทเพลงทัณฑ์วชิระกักขังมัน ใช้เสียงกระแทกกดมันให้จมดินไป!” ต๊กโกวฉิวหลงได้สั่งออกมาด้วยเสียงอันดังของเขา ในตอนนั้นเองที่ต๊กโกวฉิวหลงได้รวบรวมปราณวายุทั้งร่างลงในกระบี่พิฆาตอาชาในมือของตน กระบี่พิฆาตอาชาในมือของต๊กโกวฉิวหลงราวกับจะแหลมคมขึ้นอีกหลายเท่า เต็มเปี่ยมไปด้วยความอันตราย 

           ต๊กโกวฉิวหลงได้กระโดดขึ้นกลางอากาศพร้อมกับตวัดกระบี่ไปเบื้องหลังและวาดฟันลงมาใส่ร่างที่ถูกสยบเบื้องล่าง จระเข้เพลิงโลหิตได้เข้าตาจนอย่างแท้จริง ร่างกายของมันถูกบทเพลงทัณฑ์วชิระตรึงไว้จนชาไปแทบทั้งร่างด้วยพลังของอัสนี อีกทั้งยังถูกเสียงกระแทกกดดันลงติดกับพื้นจนไม่อาจขยับลุกขึ้นได้ 

           นี่ราวกับว่ามันถูกพลังสองแบบที่ต่างกันกดดันให้ไม่อาจโงหัวขึ้นมาได้ อีกทั้งพิณเจ็ดสายไร้เงาของหยางถิงยังเข้าเชือดเฉือนร่างกายของมันตลอดเวลา แม้หากเทียบขนาดตัวของมันแล้วบาดแผลเหล่านั้นจะไม่เป็นอันใด แต่เมื่อโดนโจมตีอย่างเดิมซ้ำๆไปเรื่อยๆจึงทำให้มันเริ่มบาดเจ็บขึ้นมาจริงๆแล้ว มันจับจ้องมนุษย์รอบด้านด้วยความโกรธแค้น แต่ยังไม่ทันที่มันจะได้ทำอะไร กระบี่พิฆาตอาชาก็ได้มาถึงเบื้องหน้ามันแล้ว!! 

             ตู้มมมมมมม!! 

             เสียงดังสนั่นหวั่นไหว ดาบพิฆาตอาชาได้กระแทกเข้าสู่หน้าผากของจระเข้เพลิงโลหิตอย่างถนัดถนี่ เลือดสุดร้อนแรงของมันได้พวยพุ่งออกมาจากบาดแผลนั้น มันได้ร้องออกมาอย่างเจ็บปวดพร้อมกับความบ้าคลั่งที่ทวีความรุนแรงมากขึ้น 

           มันพยายามดิ้นรนและกัดเข้าใส่ร่างของต๊กโกวฉิวหลงแต่ชายหนุ่มกลับพลิกตัวหลบและใช้ท่าเท้าเจ็ดสำเนียงท่องลมหลบรอดออกมาได้อย่างรวดเร็ว แต่ในตอนนั้นเองที่จระเข้เพลิงโลหิตได้อ้าปากของมันออก มันได้ใช้แรงทั้งหมดในการยกร่างของตนเองขึ้นเพื่อต่อต้านแรงกดของศิษย์สำนักเสียงสวรรค์ 

           ซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวกันกับต๊กโกวฉิวหลงที่ได้หยิบยันต์อาคมผนึกอสูรออกมา ที่แท้เป้าหมายของศิษย์สำนักเสียงสวรรค์ก็คือการจับจระเข้เพลิงโลหิตมาเป็นทาสอสูรนั่นเอง แต่ก่อนที่ต๊กโกวฉิวหลงจะได้ทำดั่งใจหวังนั้นเอง จระเข้เพลิงโลหิตที่ต่อต้านสุดกำลังก็ได้เงยหัวของมันขึ้นสูงเหนือพื้นด้วยแรงทั้งหมดของมัน 

           โฮกกกกกกก!! 

             จระเข้เพลิงโลหิตใช้ขาหน้าทั้งสองตนยันร่างและหัวของมันให้สูงที่สุดเท่าที่ชีวิตที่เหลืออันน้อยนิดของมันจะทำได้! และในตอนนั้นเองที่จระเข้เพลิงโลหิตได้ใช้หัวที่เรียวยาวของตนเองแทงลงไปใส่พื้นดินเบื้องล่าง หัวของมันจมลงไปใต้ชั้นหินอันแข็งแกร่ง และแม้แต่ผิวหนังที่หนาของมันก็ยังได้รับบาดเจ็บเพราะการพุ่งหัวกระแทกที่แรงและรวดเร็วเช่นนี้ หัวของมันได้จมลงไปใต้พื้นดินจนเห็นเพียงแค่คอ 

           ครืนนนนน 

           ชั่วพริบตาเดียวกันนั้นเองที่พื้นดินบริเวณโดยรอบสั่นสะเทือน พื้นดินใต้เท้าของศิษย์สำนักเสียงสวรรค์พลันร้อนขึ้นมาอย่างไม่ทราบสาเหตุ โดยรอบบริเวณรูที่จระเข้เพลิงโลหิตมุดหัวลงไปได้ส่องแสงสีแดงเพลิงออกมาอย่างประหลาด และเพียงไม่นานทุกคนก็รู้ว่ากำลังเกิดสิ่งใดขึ้น 

           บริเวณรอบรูที่จระเข้เพลิงโลหิตมุดหัวอยู่นั้นพลันแตกร้าวกระจายออกไปโดยรอบราวกับใยแมงมุม ตามรอยร้าวเหล่านั้นได้เกิดแสงสีแดงประหลาดที่ส่งความร้อนออกมาตลอดเวลา ในตอนนั้นเองที่หินหลอมเหลวสีแดงได้พวยพุ่งออกมาตามรอยแยกเหล่านั้น อีกทั้งรอยแยกเหล่านั้นยังลามไปถึงหุบเขาโดยรอบจนราวกับเปลี่ยนทั้งโลกให้กลายเป็นนรกเพลิงสีแดง 

           ห้วงน้ำทั้งหมดบริเวณหุบเขานั้นได้เปลี่ยนกลายเป็นนรกน้ำร้อนเดือดที่เผาผลาญร่างกายของทุกคนอย่างทารุณ! ศิษย์สำนักเสียงสวรรค์ทั้งหมดไม่อาจทนได้อีกต่อไปพวกเขาต่างก็หลบหนีกันโดยไว ในตอนนั้นเองที่ถังเฟยหู่ที่เฝ้าอยู่ได้เล็งเห็นโอกาส เขาใช้ความทนทานของร่างกายที่ผ่านการฝึกอย่างทารุณมาในการต่อต้านความร้อน 

           ต๊กโกวฉิวหลงพยายามต่อต้านและคิดจะจับจระเข้เพลิงโลหิตให้ได้จึงอยู่รั้งท้ายแต่เขาก็ไม่อาจทนความร้อนที่จระเข้เพลิงโลหิตปล่อยออกมาโดยไม่คิดชีวิตเช่นนี้ได้ ในท้ายที่สุดแล้วเขาจึงได้พลิกตัวกลับและว่ายน้ำหนีออกมา 

           ฟิ้วววววว 

           ฝ่ามือธุลีจันทรา แสงจันทราทะยานฟ้า!! 

             ถังเฟยหู่ได้ถีบเท้าใส่พื้นและส่งร่างของตนเองพุ่งใส่ทิศทางของต๊กโกวฉิวหลงอย่างรวดเร็ว ฝ่ามือของเขารวบรวมลงปราณเก้าเยือกแข็งไว้อย่างหนาแน่นและใจกลางฝ่ามือของเขาได้เกิดปานรูปจันทร์เสี้ยวขึ้นมา และในทันใดนั้นเองที่ถังเฟยหู่ได้สะบัดมืดฟันออกไปใส่ทางต๊กโกวฉิวหลงอย่างโหดเหี้ยว!! ในตอนนั้นเองที่ปราณดาบจันทร์เสี้ยวได้พุ่งทะยานเข้าใส่ลำคอของต๊กโกวฉิวหลง! ดวงตาของเขาเบิกกว้างออกมาด้วยความตกใจถึงขีดสุด! เขาได้ยกกระบี่พิฆาตอาชาขึ้นมาเพื่อพยายามป้องกันลำคอของตน! 

             เปรี้งงงงงงง! 

ความคิดเห็น