Ex-SoulL

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : : Black Diamond : 5

คำค้น : Omegaverse,BlackDiamond,มังกรซ่อนเพชร

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 14.6k

ความคิดเห็น : 37

ปรับปรุงล่าสุด : 04 ต.ค. 2562 03:55 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
: Black Diamond : 5
แบบอักษร

5. 

 

ดวงตาเรียวรีจ้องมองช่องว่างสำหรับการเซ็นชื่อตัวเองนิ่ง ด้วยเพราะไม่เคยคิดว่าจะเริ่มต้นชีวิตการทำงานสายนี้จึงรู้สึกไม่รู้สึกมั่นใจ แต่เมื่อหันไปหาแม่ซึ่งมาเซ็นเป็นพยาน ปลายปากกาก็ค่อยๆ ตวัดลงไป เป็นอันว่าชีวิตการเป็นนายแบบได้เริ่มต้นขึ้น

ชีวิตที่จะเปลี่ยนไปนับตั้งแต่วันนี้

“เราจะให้เวลาลี่ชิงเตรียมตัวสามเดือน ให้ไปเรียนเรื่องการเดิน การโพสต์ท่า และอินเนอร์ต่างๆ ที่สำคัญคือเรื่องของบอดี้ จริงๆ ร่างกายลี่ชิงก็ดีอยู่แล้ว เพียงแต่เราจะทำให้ดีมากขึ้น...เวลามันอาจจะกระชั้นหน่อยเพราะว่าอีกสี่เดือนจะมีการแคสงานสำคัญ ถ้าได้ก็ถือว่าเป็นใบเบิกทางชั้นดี”

ลี่ชิงพยักหน้ารับช้าๆ

“เดี๋ยวอาทิตย์หน้าเราจะมีการถ่ายรูปโปรไฟล์เผื่อไว้ก่อน แล้วหลังจากสามเดือนนี้เราจะถ่ายกันอีกทีสำหรับทำ portfolio เพื่อเอาไว้เสนองาน...สำหรับวันนี้เอาแค่เท่านี้ก่อน”

“...ขอบคุณที่มองเห็นอะไรในตัวผม”

แกเรนเลิกคิ้วขึ้นก่อนจะตอบกลับด้วยความสัตย์จริง ไม่พูดเพียงเพื่อเอาใจ

“จริงๆ ถึงไม่มองก็เห็น”

นอกจากรูปร่างที่ต้องมาเป็นอันดับหนึ่งแล้ว ดวงตาก็เป็นสิ่งสำคัญไม่แพ้กันเนื่องจากนายแบบพรีเซนต์ทุกอย่างผ่านสองสิ่งที่ว่านี้

ลี่ชิงมีรูปร่างเพรียว ถึงจะไม่สูงเท่าอัลฟ่าชั้นสูงแต่ก็ไม่เตี้ย ดวงตาเรียวเฉี่ยวตามเชื้อชาติคือเอกลักษณ์สำคัญ ผมยาวสลวยเกือบถึงกลางหลัง กอปรกับท่าทางที่ดูไม่สนใจใครแล้วยิ่งทำให้น่าค้นหา 

“ตอนแรกผมนึกว่าจะพลาดคุณไปซะแล้ว”

“มันเป็นงานที่ยาก ก็เลยต้องใช้เวลาคิด”

“ผมเข้าใจ” แกเรนพูดพร้อมทั้งพยักหน้ารับ “เดี๋ยวเย็นนี้จะส่งตารางออกกำลังกายไปให้ เริ่มพรุ่งนี้เลยไหวไหม” 

“ไหว” ลี่ชิงตอบรับอย่างหนักแน่น

“แล้วเรื่องอาหารจะจัดการเองหรือว่าให้ฉันจัดการให้” เกรซผู้ซึ่งเป็นผู้ช่วยของแกเรนเอ่ยถามขึ้น

“เรื่องนั้นเดี๋ยวแม่ช่วยดูแลเอง แล้วก็ที่บ้านมีแม่บ้านอยู่แล้วค่ะ” ลลิตาพูดด้วยยิ้มบางๆ 

พาให้คนมองทั้งสองรู้สึกอยากยิ้มตาม แม้จะแปลกใจถึงบุคลิกที่ต่างกันของแม่กับลูกอยู่เล็กน้อย

“ดีเลยค่ะ ถ้าอย่างนั้นเรื่องอาหารเดี๋ยวเกรซจะให้เทรนเนอร์เป็นคนแนะนำอีกที”

แกเรนทอดสายตามองคนที่นั่งอยู่ตรงหน้า มุมปากยกขึ้น

ความรู้สึกถูกชะตาคือสิ่งที่ทำให้อยากได้ตัวลี่ชิงมาเป็นนายแบบในโมเดลลิ่งยิ่งกว่าสิ่งใด เมื่อรู้ประวัติคร่าวๆ ก็ยิ่งรู้สึกถูกชะตามากขึ้นไปอีก

เขาจะดันให้ลี่ชิงเป็นนายแบบโอเมก้าที่ประสบความสำเร็จเหมือนกับตัวเอง

“ยินดีมากจริงๆ ที่ SCENTModelling Agency จะมีนายแบบคนแรกเป็น หวัง ลี่ชิง”  แกเรนยื่นมือไปตรงหน้า ขณะที่ลี่ชิงก็เลื่อนสายตาลงมองมือนั้นก่อนจะเอื้อมไปจับ

“ยินดีที่ได้รับเกียรตินั้นเช่นกัน”

--

แกเรนทอดมองเอกสารสัญญาในมือด้วยสีหน้าเป็นสุข ในหัวพลันจินตนาการไปถึงความสำเร็จของโมเดลลิ่งที่ตัวเองลงแรงลงใจไปทั้งหมด กระทั่งผู้ช่วยคนสนิทซึ่งนั่งอยู่ข้างกันเอ่ยขึ้น

“ไม่น่าเชื่อว่าลี่ชิงจะตกลง”

แกเรนหลุดอกจากภวังค์

“นั่นน่ะสิ...หรือว่าเฟิงจะไปคุยให้แล้ว” ประโยคหลังเป็นเสียงพึมพำเมื่อกำลังครุ่นคิดกับตัวเอง แต่ถึงอย่างนั้นคนที่นั่งอยู่ข้างๆ ก็ยังได้ยิน

“คุณอาร์เธอร์น่ะเหรอ” เกรซเลิกคิ้วถามอย่างแปลกใจ

“เหมือนสองคนนี้จะรู้จักกัน” แกเรนพูดพลางครุ่นคิดกับตัวเองถึงท่าทีและคำพูดของเฟิงหลงในวันนั้น

ด้านคนฟังก็เบิกตากว้าง คำว่ารู้จักกันทำให้คิดไกล

“รู้จักแบบไหน หรือว่ามีซัมติง” เกรซถามพร้อมทั้งเล่นหูเล่นตา สีหน้ามีความตื่นเต้น

“ไม่น่าจะ เฟิงหลงดู...ไม่ค่อยชอบลี่ชิง” แกเรนพูดช้าๆ คิ้วขมวดเข้าหากันเล็กน้อย

แม้ท่าทางของเฟิงหลงจะเป็นอย่างนั้น แต่มันกลับเหมือนมีอะไรบางอย่างมากกว่าความไม่ชอบ บางอย่างที่รู้สึกว่าคนทั้งสองเหมาะสมกัน

“อ้าว อุตส่าห์ลุ้น...ดูๆ ไปแล้วก็เหมาะสมกันดี อีกอย่างก็ไม่เคยเห็นคุณอาร์เธอร์จะมีใครเป็นตัวเป็นตน”

เกรซบ่นออกมาด้วยความเสียดาย พร้อมทั้งอยากเห็นว่าสุดท้ายใครคือคนที่ อาร์เธอร์ จาง จะเลือก

ใครที่จะโชคดีได้คนที่ทั้งหล่อ รวย และมีชาติตระกูลไปครอง

--

พรึบ

ร่างสูงใหญ่ทรุดตัวนั่งลงบนเก้าอี้ทำงานหลังจากเพิ่งออกจากห้องประชุมที่กินเวลาไปเกือบทั้งวัน ลมหายใจถูกสูดเข้าแล้วพ่นออกเพื่อระบายความเหนื่อยล้า แล้ววินาทีต่อมาก็หยัดกายขึ้นนั่งหลังตรง งานมากมายที่รออยู่ไม่ปล่อยให้ได้พักนานกว่านั้น

โทรมือถือที่จำได้ว่ามันสั่นตอนอยู่ในห้องประชุมถูกล้วงออกมาเช็กความเคลื่อนไหว มีสายเข้าจากแกเรน เพื่อน และคู่ค้าบางคน แต่สิ่งที่ทำให้เฟิงหลงกำโทรศัพท์แน่นคือข้อความจากแกเรน

Garen : ลี่ชิงเซ็นสัญญาเป็นนายแบบกับผมแล้ว ไม่รู้ว่าคุณไปคุยให้หรือเปล่า ถ้าใช่ก็ขอบคุณมาก

ปึก!

มือข้างที่กำโทรศัพท์ทุบลงบนโต๊ะ กรามแกร่งบดเข้าหากัน ดวงตาสั่นระริกเพราะความไม่พอใจ

เฟิงหลงรู้สึกโมโหพอๆ กับตอนที่รู้ว่าหุ้นบริษัทตก

เด็กนั่นกำลังจะลองดีกับเขา!

--

แรกเริ่ม ลี่ชิงไม่ค่อยคุ้นชินกับกิจวัตรและพฤติกรรมชีวิตที่ต้องมีการเปลี่ยนแปลงไปหลายอย่าง ทว่าผ่านไปหนึ่งสัปดาห์ก็เริ่มรู้สึกคุ้นเคย 

การถ่ายรูปโปรไฟล์ผ่านพ้นไปได้ด้วยดี ทั้งยังมีโอกาสได้รู้จักทีมงานของโมเดลลิ่งอีกหลายคน และถึงแม้จะไม่ได้เป็นโมเดลลิ่งที่มีขนาดใหญ่มากนัก แต่ก็เห็นถึงความตั้งใจและมืออาชีพของทุกๆ คน

“ดูหยิ่งกับดูมั่นใจ ไม่เหมือนกัน เพราะฉะนั้นเวลาเดินอย่าเชิดหน้ามากเกินไป” 

ใบหน้าที่แหงนเชิดถูกดันลง แผ่นหลังถูกแตะเป็นการบอกให้ยืดขึ้น ขณะที่เสียงนับจังหวะดังอยู่ตลอด

ลี่ชิงเคยคิดว่าการเดินแบบไม่ใช่เรื่องยาก แค่ก้าวขาแล้วเดินไป แต่ตอนนี้ต้องเปลี่ยนความคิด ทุกอย่างมีความยากในแบบของมัน

“เป็นยังไงบ้างหืม” คำถามจากคนเป็นแม่มาพร้อมกับเครื่องดื่มเสริมโปรตีนที่ถึงจะไม่ค่อยอยากดื่มแต่ก็ต้องรับมันมา

“เหนื่อย” ลี่ชิงเอ่ยตอบพลางทิ้งหลังพิงกับเบาะรถ เปลือกตาปิดลง

“เหนื่อยแล้วสู้ไหม” ใบหน้าเรียวพยักรับทั้งที่ยังหลับตา ก่อนจะได้รับคำชมพร้อมสัมผัสอ่อนโยนบริเวณศีรษะ “ดีมาก”

คนถูกชมถอนหายใจเฮือกพลางลืมตาขึ้นแล้วกระดกเครื่องดื่มในมือจนหมด มันไม่อาจทนแทนความรู้สึกอยากกินน้ำหวานหรือขนม แต่ถึงอย่างนั้นก็ช่วยเพิ่มพลังให้กับร่างกายได้

“อ้อ คุณยายผิงนัดทานข้าว แม่ก็เลยนัดเป็นวันที่ไปหาหมอพอดี วันนั้นลูกมีแค่ต้องเข้าฟิตเนสตอนเย็น” 

“อืม” คำว่านัดทานข้าวทำให้หวนนึกไปถึงการทานข้าวเมื่อสองสัปดาห์ก่อนที่คำพูดของใครบางคนได้สร้างรอยแผลลึกเอาไว้ในใจ

แววตาของลี่ชิงทำให้ลลิตาเอ่ยปลอบเสียงอ่อนโยน

“ไม่มีเฟิงหลง ลูกไม่ต้องห่วง”

ทั้งที่ควรจะยินดีทว่าใจกลับรู้สึกวูบโหวง ความอยากเจอเหมือนจะมีมากกว่า

สุดท้ายแล้วลี่ชิงก็พยักหน้ารับ จากนั้นจึงหลับตาลงเอาแรงระหว่างที่รถกำลังมุ่งหน้าไปยังฟิตเนสเพื่อออกกำลังกายต่อ

--

“เรื่องการทำงาน หมออยากให้เน้นในเรื่องการพักผ่อนด้วย เรื่องการออกกำลังกายและอาหารคือดีมากเลย เป็นห่วงก็แค่เวลานอน ถ้าหากเป็นนายแบบเต็มตัวแล้วตรงนี้น่าจะลำบากขึ้น อย่าลืมว่าการพักผ่อนอย่างเพียงพอก็เป็นปัจจัยสำคัญของสุขภาพ” 

“ส่วนเรื่องการปรับยา...เดี๋ยวหมอจะลองให้ทานยาที่มีฤทธิ์รุนแรงน้อยลง ซึ่งผลข้างเคียงที่แน่นอนคือจะเริ่มมีอาการฮีท หมอจะให้ยาระงับการฮีทไปด้วย ขั้นแรกจะฮีทอ่อนๆ ถ้าทนไหวก็ไม่ต้องกินยา แล้วเราก็ต้องมาฟอลโล่วอัปอาการ จากสองเดือนครั้งเป็นเดือนละครั้ง ถ้าเกิดร่างกายโอเค ก็จะลองลดยาไปเรื่อยๆ จนกระทั่งถึงจุดที่ร่างกายเริ่มไม่ไหว” 

ดวงตาเรียวรีเหม่อมองออกไปนอกรถขณะกำลังเดินทางไปยังร้านอาหารตามที่มีนัดทานข้าว คำพูดของหมอดังวนเวียนอยู่ในหัว พร้อมทั้งคำภาวนาขอให้ร่างกายโอเคกับยาที่มีการปรับเปลี่ยนใหม่

การเดินทางใช้เวลาราวสองชั่วโมงเนื่องจากโรงพยาบาลและร้านอาหารอยู่ไกลกัน เมื่อมาถึงร้านคุณยายผิงก็นั่งรออยู่ก่อนแล้ว

“คุณยายมาถึงนานหรือยังคะ” ลลิตาเอ่ยถามหลังจากที่ทำความเคารพผู้อาวุโวแล้วกำลังจะนั่งลง

“เพิ่งมาถึงเหมือนกัน...ลี่ชิงเป็นยังไงบ้างหืม” 

ลี่ชิงมองหน้าคนถาม ยิ้มบางๆ ก่อนจะเอ่ยตอบ

“สบายดีครับ”

“แล้วใจสบายดีไหม”

 “...” คำถามต่อมาทำให้คนถูกถามชะงัก ไม่มีคำตอบใดหลุดออกจากปากเพราะไม่อาจโกหกผู้ใหญ่ และดูเหมือนคนถามก็รู้คำตอบดี

“จะบ่ายโมงแล้ว งั้นเราทานข้าวกันเลยดีกว่า”

จาง ผิง พูดไปถึงเรื่องอื่นอย่างไม่คิดจะทู่ซี้ถาม เมื่ออาหารมาเสิร์ฟบรรยากาศก็ผ่อนคลายลง บทสนทนาเป็นเรื่องทั่วไป ไม่พูดถึงเฟิงหลงให้ทุกคนต้องอึดอัด

 

“เรื่องงพิธีหมั้นก็จะรบกวนในส่วนที่บ้านอีกฝั่งต้องเตรียมตามประเพณีนะ ที่เหลือเดี๋ยวทางนี้จะจัดการเอง”

หัวข้อการพูดคุยหลังทานอาหารหนีไม่พ้นเรื่องเกี่ยวการงานหมั้นที่จะมีขึ้นในอีกสองเดือนข้างหน้า โดย คุณยายจาง ผิง ยืนยันเสียงหนักแน่นว่าไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง

“คุณยายคะ เฟิงหลงจะยอมหมั้นแน่ใช่ไหมคะ” ลลิตาเหลือบมองหน้าลูกพลางเอ่ยถามด้วยสีหน้าไม่มั่นใจ

“แน่สิ”

“เขาจะไม่พังงานใช่ไหมคะ”

จาง ผิง หลุดหัวเราะให้กับสิ่งที่ได้ยิน จากนั้นจึงตอบออกไปด้วยเสียงเรียบเรื่อย

“ถึงจะโมโหร้ายแค่ไหนแต่เฟิงหลงก็ถือเรื่องมารยาทเหนือสิ่งอื่นใด” แม้วันนั้นจะมีเสียมารยาทไปบ้างแต่ถึงขนาดพังงานหมั้นเธอคิดว่าคนอย่าง จาง เฟิงหลง ไม่มีวันทำ 

แต่หากถามว่าเฟิงหลงจะมีแผนการอะไรให้ลี่ชิงต้องถอนหมั้นหรือเปล่า อันนั้นตอบได้เลยว่ามี

“ถ้าฝั่งนี้จะมีแค่ลินกับลี่ชิง จะเป็นอะไรไหมคะ” ลลิตาถามออกไปเสียงแผ่วเมื่อตั้งใจจะให้เรื่องการหมั้นหมายเป็นความลับต่อสามี เนื่องจากไม่อยากให้ชีวิตลี่ชิงวุ่นวาย

ถึงวันแต่งค่อยบอกทีเดียว

“ไม่เป็นไรหรอก เอาที่สบายใจกันได้เลย” จาง ผิงกล่าวพร้อมรอยยิ้ม พลางมองหน้าคนที่นั่งอยู่เงียบๆ อย่างเอื้อเอ็นดู “อดทนหน่อยนะลี่ชิง”

ลี่ชิงพยักหน้ารับพร้อมระบายยิ้มจางๆ

“ครับ”

“คู่กันแล้วย่อมไม่แคล้วกันหรอก” 

ใบหน้าเหี่ยวย่นตามวัยมีรอยยิ้มประดับอยู่ ขณะที่ดวงตาก็ทอประกายให้คนมองรู้สึกอุ่นใจว่าทุกอย่างจะเป็นไปตามนั้น

คู่กันแล้วย่อมไม่แคล้วกัน 

--

บรรยากาศบนโต๊ะอาหารที่บ้านตระกูลจางเป็นไปอย่างเงียบเชียบ มีเพียงเสียงตะเกียบกระทบถ้วยและจานเป็นระยะ ครั้นจะมีเสียงพูดคุยก็มักจะเป็นเสียงพูดคุยที่ไม่สบอารมณ์กันทั้งสองฝ่าย

“ผมจะไปดูงานที่ฮ่องกงสองเดือน”

เสียงทุ้มราบเรียบดังขึ้นทำให้จาง ผิงชะงัก ดวงตาฝ่าฟางเหลือบมองหน้าหลานชายที่ไม่ได้มองมา พลันตะเกียบในมือก็ถูกวางลง แก้วน้ำถูกยกขึ้นจิบ ตามด้วยการหยิบผ้ามาซับปาก

“ให้อาชางดูแทนไปก่อน...มันคาบเกี่ยวกับฤกษ์หมั้น” จาง ผิง ตอบกลับด้วยน้ำเสียงและท่าทางที่ราบเรียบไม่ต่างกัน

ด้านเฟิงหลงก็ลอบสูดลมหายใจเพื่อสะกดกลั้นอารมณ์ที่เริ่มหงุดหงิดของตัวเอง

“ชางเกอไปดูงานที่สิงคโปร์”

“ก็ให้คนอื่นไปแทน”

คำตอบนั้นทำให้คนที่มักเก็บอาการได้ดีหลุดแสดงความรู้สึกออกมาทีละนิด

“ให้คนอื่นไปแทนไม่ได้”

“งั้นก็ไม่ต้องไปเลย”

“ไหน่ไนจะให้ผมยกเลิกงาน ยอมให้บริษัทเสียหายอย่างนั้นหรือ” คิ้วเข้มเลิกขึ้นยามเอ่ยถาม ยกเรื่องผลกระทบของบริษัทมาอ้าง

“ไม่ยอมหรอกถ้ามันไม่ใช่ความตั้งใจที่จะบ่ายเบี่ยงงานหมั้น”

เฟิงหลงชะงักไปเล็กน้อยเมื่อคนเป็นย่าพูดออกมาอย่างตรงประเด็น

“ผมต้องไปทำงาน” แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังดึงดันจะเฉไฉต่อ

“ถ้าอย่างนั้นก็กลับมาหมั้นแล้วค่อยกลับไปทำงาน”

มือหนาที่วางอยู่บนขอบโต๊ะกำเข้าหากัน ลมหายใจร้อนผ่าวด้วยความกรุ่นโกรธ สุดท้ายทุกอย่างก็จบลงที่ประโยคเดิม

“ผมไม่อยากหมั้น” เฟิงหลงเค้นเสียงพูดช้าๆ ชัดๆ 

“เฟิงหลง” จาง ผิง เรียกชื่อหลานเป็นการปราม แต่ดูเหมือนมันจะไม่ได้ผลเมื่อเฟิงหลงเอ่ยประโยคถัดมาดังขึ้น แววตาแข็งกร้าวแสดงออกถึงการต่อต้าน

“ผมไม่อยากหมั้นกับเด็กนั่น!”

“...” คนเป็นย่าเงียบเพื่อให้คนที่กำลังร้อนค่อยๆ สงบลงเอง ดวงตาฝ่าฟางทำเพียงแค่มองนิ่ง

“ถ้าไหน่ไนอยากให้หมั้นนักทำไมไม่หมั้นเองล่ะ”

“อาร์เธอร์ จาง!” เสียงเรียกชื่อนั้นดังขึ้นอย่างสุดจะอดทน แววตาของจาง ผิงไหวสั่นระริก มันเต็มไปด้วยความเสียใจและผิดหวังกับสิ่งที่ได้ยิน มากมายจนรู้สึกจุกแน่นในอก ลมหายใจเริ่มติดขัด ภาพตรงหน้าค่อยๆ พร่าเลือน

“ไหน่ไน!” เฟิงหลงปราดเข้าไปรับตัวผู้เป็นย่าที่นั่งโงนเงนอยู่บนเก้าอี้ ความรู้สึกจากสิ่งที่พูดออกไปยังไม่เท่ากับการทำให้ย่ามีอาการเช่นนี้

เสียงตะโกนเรียกดังก้องไปทั่วห้องอาหาร เหตุการณ์หลังจากนั้นเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว

ถึงจาง ผิงจะถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลในทันที แต่สำหรับคนเป็นต้นเหตุกลับเหมือนทุกวินาทีช่างช้าเหมือนมีใครมารั้งเข็มนาฬิกาเอาไว้

ระหว่างเดินทางเฟิงหลงกุมมือเหี่ยวย่นไว้ไม่ปล่อย หัวใจหนาวเหน็บไปด้วยความหวาดกลัว พร่ำเอ่ยคำขอโทษในใจ สวดมนต์และวอนขอสิ่งศักดิ์สิทธิ์ไม่หยุด

อย่าให้คนที่เขารักที่สุดเป็นอะไรเลย

--

ผลข้างเคียงของการปรับยาคือรู้สึกร่างกายอ่อนเพลียกว่าปกติ แต่ก็ไม่ได้มากมายจนกระทบกับกิจวัตรประจำวัน ลี่ชิงยังคงวนเวียนอยู่กับการออกกำลังกายและการเรียน บางครั้งก็ต้องเข้าคลินิกเพื่อดูแลผิวหน้าและผิวกาย หลายอย่างต้องฝืนทำและอดทนเพื่อให้พร้อมสำหรับการเป็นนายแบบ

“ลี่ชิงของแม่ดูดีขึ้นมากเลยนะเนี้ย” ลลิตาเอ่ยชมลูกที่แต่งตัวเสร็จแล้วพลางวางจานอาหารเช้าที่เน้นโปรตีนและผักเป็นหลักไปให้ตรงหน้า

“ปกติไม่ดูดีเหรอ” 

ลี่ชิงแสร้งพูดหน้าตาย เรียกเสียงหัวเราะจากคนเป็นแม่และป้าเหมยที่ยืนอยู่ไม่ห่างให้ดังขึ้น โดยที่ลลิตาไม่คิดตอบคำถามนั้นเพราะเจ้าตัวก็รู้คำตอบดี

สองแม่ลูกนั่งทานข้าวด้วยกันพลางคุยถึงเรื่องนั้นเรื่องนี้ เป็นเวลาเช้าที่ผ่านไปอย่างเรียบง่ายเช่นทุกวัน แต่แล้วกลับกลายเป็นการเริ่มต้นวันที่ไม่ดีนักเมื่อใครบางคนมาที่บ้าน

“คุณมีธุระอะไรหรือเปล่าคะ” ลลิตาเอ่ยถามคนที่กำลังจะเดินเข้าบ้านขณะที่เธอและลูกกำลังเดินไปขึ้นรถ

“ถ้าไม่มีจะมาไม่ได้หรือยังไง”

เพียงประโยคแรกที่เอ่ยขึ้นลี่ชิงก็เบือนสายตาหนีไปทางอื่นทันที การเริ่มต้นของวันอย่างสดใสกลายเป็นไม่มีความหมาย ซ้ำยังเหมือนจะขมุกขมัวไปทั้งวัน

“ฉันกับลูกกำลังจะออกไปข้างนอกค่ะ” 

“ไปไหน?”

“ไปทำอะไรตามประสาแม่ลูก สรุปว่ามีอะไรหรือเปล่าคะ” ลลิตาเอ่ยตอบเสียงราบเรียบพลางแย้มยิ้มน้อยๆ เพื่อช่วยให้คำพูดไม่ดูห้วนเกินไปนัก

“ช่วงนี้เห็นออกจากบ้านแทบทุกวัน ก็แค่อยากรู้ว่าคุณกับลี่ชิงกำลังทำอะไร”

“ไม่ได้ทำอะไรค่ะ” รอยยิ้มบางๆ ยังคงถูกยกมาปกปิดเรื่องที่ไม่อยากเล่า สามีภรรยาสบตากันนิ่ง ก่อนลลิตาจะเอ่ยขึ้น “ถ้าไม่มีอะไรแล้วขอตัวก่อนนะคะ”

มือบางแตะแขนลี่ชิงเบาๆ เป็นการบอกให้เดินต่อ ทว่าทั้งสองต้องหยุดชะงักเพราะคำพูดที่ดังมาตามหลัง

“อย่าคิดว่าจะปกปิดไปได้ตลอด”

“มันก็ไม่ได้มีความจำเป็นที่ป๊าต้องรู้อะไร” และเป็นลี่ชิงที่หันไปตอบกลับ

“ลี่ชิง” คนเป็นพ่อเอ่ยเรียกชื่อคนพูดเสียงต่ำ ดวงตาเรียวที่ถอดแบบกันมาสบกันนิ่ง แววตาไม่มีใครยอมใครจนต่างฝ่ายราวกับเห็นเงากันและกัน

“ถ้าป๊าจะมาที่บ้านนี้เพื่อถามเรื่องแค่นี้ก็คือมันไม่มีอะไร ได้คำตอบแล้วก็อย่าพูดเรื่องอื่นให้เราไม่สบายใจ และป๊าก็ไม่สบายใจ มันดีตรงไหน” น้ำเสียงที่พูดออกไปไม่มีความกระด้าง ไม่มีความประชดประชัน แต่เต็มไปด้วยความไม่เข้าจากใจจริงจนคนฟังนิ่งงัน

ลี่ชิงไม่ได้รอว่าอีกฝ่ายจะพูดอะไร ทำเพียงเอื้อมมือไปรั้งข้อมือแม่ให้เดินตรงไปที่รถ ทิ้งแขกที่มาหาในยามเช้าให้ได้คิดอะไรกับตัวเองไว้ข้างหลัง

 

ลี่ชิงมาถึงสตูดิโอก่อนเวลานัดราวๆ หนึ่งชั่วโมง งานของวันนี้คือการถ่ายรูปเพื่อใช้ในการเริ่มโปรโมทโมเดลลิ่ง จากนั้นจึงค่อยมาถ่ายอีกครั้งตอนใกล้จะเปิดตัว

“นั่งรอก่อนนะ ทีมงานยังเซ็ตฉากไม่เรียบร้อยเท่าไหร่” เกรซเอ่ยบอกหลังจากที่ลี่ชิงแต่งหน้าและเปลี่ยนชุดแล้วเรียบร้อย ขณะที่แกเรนกำลังเช็กการเซ็ตฉากและไฟอยู่

“ไม่เป็นไรครับ รอได้”

“มีของว่างทางนี้นะ มีพวกขนมธัญพืชด้วย ลี่ชิงทานได้” ลี่ชิงพยักหน้ารับ ทว่าก็ไม่ได้คิดจะแตะต้องขนมแต่อย่างใด

พอทีมงานจัดการทุกอย่างเรียบร้อยนายแบบก็ถูกเรียกให้ไปเตรียมตัวหน้าเซ็ต อารมณ์และธีมของภาพถูกอธิบายโดยช่างภาพ ยามเลนส์กล้องเริ้มทำงานลี่ชิงก็ถ่ายทอดอารมณ์ที่ถูกบรีฟมาออกไป

ลลิตาซึ่งนั่งอยู่หลังฉากระบายยิ้มเมื่อเห็นพัฒนาการของลูก วินัยและการฝึกฝนนั้นเกิดผลไม่เสียเปล่า โดยที่คนอื่นๆ ก็คิดแบบเดียวกันและชื่นชมอยู่ในใจ 

การถ่ายภาพใช้เวลาไปพอสมควร มันดูไม่นานเกินไปนัก ไม่ได้หามรุ่งหามค่ำ หากแต่การปรับยาของลี่ชิงก็ส่งผลให้รู้สึกอ่อนล้าเล็กน้อย ขนมที่ไม่คิดจะแตะต้องถูกเอาเข้าปากเพื่อเพิ่มกำลัง

“โอเคไหมหืม” คนเป็นแม่ที่คอยดูแลอยู่ไม่ห่างถามขึ้น แล้วก็ได้รับคำตอบเป็นการพยักหน้ารับ

“ลี่ชิงไม่สบายหรือเปล่า” แกเรนเดินเข้ามาถาม

“จริงๆ แล้วร่างกายลี่ชิง...มันไม่เหมือนคนทั่วไปอยู่นิดหน่อย พอดีมีการปรับยาทานก็เลยเหนื่อยง่ายกว่าปกติ แต่ก็ไม่ได้เป็นอะไรมากหรอกจ้ะ” ด้วยเพราะคิดว่าเป็นเรื่องที่ควรจะบอกแกเรนเอาไว้ลลิตาจึงเล่าให้ฟังอย่างไม่ลงรายละเอียด ด้านแกเรนก็มองหน้าลี่ชิงด้วยความแปลกใจ ก่อนที่วินาทีต่อมาจะพยักหน้าพร้อมยิ้มรับ

“โอเค ถ้าไม่ไหวก็บอกนะ” แกเรนไม่คิดจะถามอะไรมากกว่านั้นเพราะถือว่าอีกฝ่ายอยากให้รู้แค่ไหนก็เล่าแค่นั้น อีกทั้งท่าทางของลี่ชิงไม่ได้ดูแย่ขนาดที่ต้องเป็นกังวล

พอได้นั่งพักระหว่างรอถ่ายเซ็ตต่อไปคนที่เพลียเล็กน้อยก็กลับมามีพลัง สามารถทำงานต่อได้จนทุกอย่างลุล่วงไปอย่างสมบูรณ์แบบ

“วันนี้ไม่ได้ออกกำลังกายก็กลับไปพักผ่อนนะ ไว้เดี๋ยวรูปเสร็จเมื่อไหร่จะรีบส่งให้ดู” เกรซเอ่ยขึ้นระหว่างกำลังช่วยลี่ชิงเปลี่ยนชุด น้ำเสียงและสีหน้ามีความตื่นเต้นยิ่งกว่าคนถ่ายแบบ

แกร๊ก

“เกรซ เสร็จหรือยัง เดี๋ยวไปช่วยดูข้างนอกหน่อย...ฉันอาจจะต้องรีบไป” แกเรนโผล่หน้ามาตามผู้ช่วยของตัวเอง

“จะรีบไปไหน?”

“ย่าของเฟิงหลงเข้าโรงพยาบาล ว่าจะแวะไปเยี่ยมสักหน่อย”

“คุณยายผิงเป็นอะไร?” เกรซถามด้วยความตกใจ แต่ความจริงแล้วกลับมีคนสองคนที่ตกใจยิ่งกว่า

ลลิตากับลี่ชิงลอบมองหน้ากัน ขณะที่หูก็ลอบฟังบทสนทนานั้นอย่างตั้งใจ

“เห็นว่าความดันขึ้น”

“งั้นเหรอ” เกรซพึมพำ ปากที่กำลังจะขยับถามข้อมูลเพิ่มถูกขัดด้วยประโยคเอ่ยเร่ง

“เสร็จแล้วก็รีบมาเลย...ลี่ชิงเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วก็กลับได้เลยนะ”

ลี่ชิงยิ้มรับบางๆ ซ่อนความสงสัยและไม่สบายใจเอาไว้ และเพราะในห้องแต่งตัวยังมีฝ่ายคอสตูมซึ่งกำลังเก็บของอยู่จึงต้องเก็บเรื่องนี้เอาไปคุยกันบนรถ

“แม่ว่า...สาเหตุจะมาจากเรื่องของเราไหม” คนที่อดคิดมากไม่ได้ถามคนเป็นแม่เสียงเบา เรื่องที่คุณยายผิงเข้าโรงพยาบาลยังคงติดอยู่ในหัว

“ลี่ชิงอย่าคิดมากเลยลูก เดี๋ยวเอาไว้เราหาเวลาไปเยี่ยมคุณยายผิงกันนะ” ลลิตาปลอบคนคิดมาก

ขณะที่ดวงตาเรียวรีเลื่อนออกไปมองนอกรถ ครุ่นคิดอะไรอยู่กับตัวเองเงียบๆ ไปจนกระทั่งถึงบ้าน

--

“อาการโดยรวมก็ไม่มีอะไรน่าเป็นห่วงแล้วนะครับ แต่ว่ายังไงก็ขอเช็กเพื่อความมั่นใจอีกสักสองคืน แล้วก็คุณยายผิงจะได้ตรวจสุขภาพไปด้วย”

คุณหมอประจำตัวรายงานอาการคนป่วยพร้อมรอยยิ้มน้อยๆ หลังจากไม่มีอะไรก็ออกจากห้องไปพร้อมกับพยาบาล ไม่นานนักอาหารของคนป่วยสำหรับมื้อเย็นก็ถูกนำมาส่ง

เฟิงหลงรับหน้าที่ป้อนข้าวแทนพยาบาลประจำตัวคนเป็นย่า แม้จะไม่มีอาการขัดขืนแต่คนป่วยก็ไร้ปฏิกิริยาอื่นใด ทำเพียงอ้าปากรับข้าวไปเรื่อยๆ กระทั่งอิ่มก็เบือนหน้าหนี

นั่งรออาหารย่อยสักพักพยาบาลก็นำยามาให้ทานพร้อมแก้วน้ำ จากนั้นเฟิงหลงก็เอาใจย่าด้วยการนำผลไม้มาป้อน

“เพ็ญ”

“คะคุณยาย”

“ฉันไม่อยากกินผลไม้” คนป่วยพูดขึ้นด้วยเสียงราบเรียบ โดยที่เฟิงหลงก็เหลือบลงมองจานผลไม้ในมือตัวเองแล้วยื่นให้พยาบาลเอาไปเก็บพร้อมทั้งพยักหน้าให้เป็นการบอกว่าตามนั้น

เพ็ญพรรณเปลี่ยนจากผลไม้เป็นรังนก พอคุณยายผิงทานเสร็จเรียบร้อยเธอจึงเดินออกไปอยู่อีกห้อง

“ไหน่ไน” ร่างสูงลุกขึ้นจากโซฟานั่งเล่นแล้วเดินไปหาคนบนเตียง 

“...” คนถูกเรียกนิ่งเงียบ กดรีโมทในมือเพื่อหาอะไรดูไปเรื่อยๆ

“ผมขอโทษ” เฟิงหลงเอ่ยพูดด้วยสีหน้าและน้ำเสียงที่รู้สึกผิด “ขอโทษที่พูดจาแย่ๆ แบบนั้นออกไป”

ใช่เพียงแต่คนฟังที่เสียใจเพราะคนพูดไม่คิดก็เสียใจไม่ต่างกัน

นั่นเป็นประโยคที่ร้ายแรงที่สุดที่เขาพูดกับไหน่ไน ประโยคที่ทำให้คนเป็นย่าถึงขั้นต้องเข้าโรงพยาบาล

“ไหน่ไนเสียใจ...มาก” จาง ผิง สะกดกลั้นน้ำตาที่ไหลมาคลอหน่วยเอาไว้โดยไม่มองหน้าคนที่ยืนอยู่ข้างเตียง คำพูดนั้นยังดังอยู่ในหัว ใจเจ็บปวดจนเกินจะบรรยาย

“ขอโทษครับ ผมจะไม่มีวันพูดแบบนั้นอีก” เฟิงหลงหลับตาลงเพื่อปกปิดดวงตาที่แดงเรื่อเช่นเดียวกัน

ฝ่ามือใหญ่วางทับลงบนหลังมือเหี่ยวย่นที่ยังคงมีเข็มของสายน้ำเกลือเจาะอยู่ สัมผัสมันเพียงแผ่วเบาด้วยใจที่เจ็บปวดไม่แพ้คนบนเตียง

“...ไหน่ไนจะไม่บังคับอาร์เธอร์แล้ว” 

แม้ควรจะดีใจกับประโยคนั้นแต่เฟิงหลงกลับไม่รู้สึกแบบนั้น สรรพนามที่ย่าเรียกบ่งบอกถึงความห่างเหิน

“ถ้าไม่อยากหมั้น ไม่อยากแต่งงานกับลี่ชิง ก็ไม่ต้อง” คราวนี้ดวงตาของจาง ผิงเลื่อนไปมองหน้าหลานชาย ขณะที่น้ำตาจวนเจียนจะหยดลง “อาร์เธอร์อยากทำอะไรก็ทำ ไม่อยากทำอะไรก็ไม่ต้องทำ”

น้ำเสียงนั้นหนักแน่น เด็ดขาด แม้แววตาจะสั่นไหว

เฟิงหลงกลืนน้ำลายก้อนเหนียวลงคอ เปลือกตาปิดลง กรามบดเข้าหากัน เมื่อลืมตาขึ้นอีกครั้งจึงเอ่ยพูดในสิ่งที่ตัดสินใจ

“ผม...จะหมั้นกับลี่ชิง”

หวังว่าประโยคนั้นจะทำให้ย่าพอใจ แต่มันกลับไม่เป็นอย่างนั้นเมื่อสิ่งที่ได้มีเพียงความเฉยเมย

“ไม่ต้องฝืนใจ เพราะสุดท้ายเฟิงหลงก็จะแสดงอารมณ์แย่ๆ ออกมาให้คนรอบข้างรู้สึกแย่ไปด้วย” 

สิ่งที่ได้กลับมาไม่ใช่รอยยิ้มแบบที่คาดหวัง เป็นคำพูดที่ทำให้คนฟังถึงกับสะอึก

“...”

“ไหน่ไนรู้สึกผิดต่อลี่ชิงและแม่ของเขา สิ่งที่เฟิงหลงพูด สิ่งที่เฟิงหลงทำ มันทำให้เขาสองคนเสียใจมาก”

“ผมขอถามอะไรหน่อยได้ไหม” เฟิงหลงเม้มปากเป็นเส้นตรง ถามสิ่งที่อยากรู้อย่างจริงจัง “ทำไมไหน่ไนถึงอยากให้ผมแต่งงานกับดะ...ลี่ชิง” 

สรรพนามคุ้นปากถูกเปลี่ยนกระทันหันเมื่อคิดว่าคนเป็นย่าคงไม่อยากได้ยิน

“คำตอบของคำถามมันจะชัดเจนถ้าเฟิงหลงแค่เพียงเปิดใจเรียนรู้ลี่ชิง แต่ตอนนี้มันไม่จำเป็นแล้ว จะไม่มีงานหมั้นเกิดขึ้น” จาง ผิงยังคงยืนยันความต้องการของตัวเอง จากนั้นจึงเลื่อนสายตาไปอีกทาง

“มันจะเกิด...เพราะผมจะหมั้น”ทว่าเฟิงหลงก็ยังยืนคำเดิมเช่นเดียวกัน

“...”

“ผมจะลองเปิดใจอย่างที่ไหน่ไนแนะนำ” 

 

 

 

TBC. 

 

แอบย่องมาตอนดึกๆ อิอิ 

คุณเฟิงเขาจะลองเปิดใจแล้วนะเออ 

ให้โอกาสเขานิดหนึ่งนะคะะะ>< 

อ่านแล้วเป็นยังไงติชมกันมาได้เลยน้า 

เป็น Omegaverse เรื่องแรก 

ผิดพลาดตรงไหนบอกได้เลยค่ะ 

ฝากแท็ก #มังกรซ่อนเพชร ด้วยนะคะ 

เยิฟๆ~ 

ความคิดเห็น