เอส ดับเบิ้ลเอส
facebook-icon

#เยลของยักษ์ เยลเมียผู้ไม่สู้คน แต่ถนัดนักตบผัว!!!

#เยลของยักษ์ ๒๖ [100%]

ชื่อตอน : #เยลของยักษ์ ๒๖ [100%]

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย รัก,โรแมนติค

คนเข้าชมทั้งหมด : 4.1k

ความคิดเห็น : 22

ปรับปรุงล่าสุด : 29 ก.ย. 2562 15:29 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
#เยลของยักษ์ ๒๖ [100%]
แบบอักษร

#เยลของยักษ์ ๒๖ 

“แม่!” 

ผมมองหน้าคนทั้งคู่สลับกันทันที ความรู้สึกตอนนี้คืองงครับ แม่มาทำอะไรที่นี่ แล้วแม่ทำอะไรเยลลี่หรือเปล่า?

“แม่มาทำอะไรที่ห้องของผมครับ แล้วได้ทำอะไรเยลหรือเปล่า”

“นี่ใหญ่เห็นแม่เป็นคนยังไงกัน”

“ต้องให้บรรยายหรือเปล่าครับ” ผมว่าก่อนจะเดินเลี่ยงไปหาเยลลี่ที่นั่งอยู่ตรงโซฟา

“ใหญ่!”

“ผมไม่รู้หรอกครับว่าแม่มาที่นี่ทำไม แต่…”

“แม่แค่คิดถึงใหญ่ แม่มาหาไม่ได้เลยเหรอ” คุณหญิงลากเข้าโหมดดราม่าอีกแล้วครับ

“คุณหญิงยังไม่ได้ทำอะไรหนูเลยค่ะ” เยลลี่คงเห็นสถานการณ์ไม่ดีมั้งครับถึงได้รีบพูดออกมา “จริงๆ นะคะ”

“อืม แล้วหายปวดท้องหรือยัง”

“ยังค่ะ”

“อะไร? นี่ใหญ่ไม่เชื่อแม่ แต่กลับ…”

“แม่ครับ”

“มันน่าน้อยใจจริงๆ” น้ำเสียงของแม่เศร้าเชียวครับ ผมชินแล้วเพราะท่านมักแสดงอาการแบบนี้ออกมาบ่อยๆ สงสัยไอ้เล็กไม่ว่างอยู่กวนประสาทท่านแน่นอน ท่านถึงได้มาหาผมถึงที่นี่

“คุณหญิงครับ ไม่ใช่เด็กแล้วนะ” ผมว่าก่อนจะลุกขึ้นเดินไปสวมกอดแม่เอาไว้ หอมแก้มเอาใจท่านด้วยครับ “น้อยใจมากๆ ระวังแก่เร็วนะครับ”

“ใหญ่! แม่ยังไม่แก่สักหน่อย” คนแก่ไม่ยอมแก่อีกแล้วครับ

“แล้วแม่มาหาผมมีอะไรหรือเปล่าครับ”

“แม่คิดถึง”

“แม่คิดว่าผมจะเชื่อเหรอครับ”

“เฮ้อ! ก็ได้ๆ ก็อาทิตย์หน้าจะมีงานเลี้ยงวันเกิดของเพื่อนแม่ แล้วงานนี้คุณหญิงก็อยากให้แม่พาครอบครัวไปด้วย แม่เลย…”

“แม่ก็รู้ว่าผมไม่ชอบออกงานสังคม”

“แต่แม่รับปากไปแล้วนะใหญ่ ไปแป๊บเดียวก็ยังดี”

“เอาไว้ถึงวันงานก่อนละกันครับ”

“ใหญ่ต้องรับปากแม่ก่อน เพราะใหญ่ชอบเบี้ยวแม่อยู่เรื่อยเลย” แม่มองหน้าผมเพื่อรอฟังคำตอบ ท่านเองก็พูดความจริงนั่นแหละครับ แต่ผมคงตอบตกลงทันทีไม่ได้เลยหันไปมองหน้าเยลลี่แทน เธอยิ้มและพยักหน้าให้

“ก็ได้ครับ”

“แม่พูดตั้งเยอะใหญ่ไม่ยอมรับปากทันที แต่พอเด็กคนนี้ยิ้มแล้วพยักหน้าให้ ใหญ่กลับตกลงแบบไม่คิดอะไรเลย มันจะเกินไปแล้วนะ”

“แม่ครับ”

“แต่ก็เอาเถอะ ไหนๆ ใหญ่ก็รับปากแม่แล้ว ห้ามปฏิเสธด้วย”

“ครับ”

“อืม งั้นแม่กลับก่อนละกัน มีนัดกับเพื่อนต่อน่ะ”

“ผมไม่ไปส่งนะครับ” แม่มองหน้าผมนิ่งๆ ก่อนจะหันไปมองหน้าเยลลี่ จ้องเขม็งเชียวครับ ผมเลยต้องก้าวขาไปยืนขวางเอาไว้จนแม่เงยหน้าขึ้นมามองแล้วเชิดหน้าใส่เดินออกไปจากห้องทันที “แม่ไม่ได้ว่าอะไรใช่มั้ย”

“ยังไม่ได้พูดอะไรกันเลยค่ะ พี่ยักษ์ก็เข้ามาซะก่อน”

“แน่ใจนะ”

“ค่ะ”

“อืม งั้นรออยู่นี่นะ เดี๋ยวไปเตรียมกระเป๋าน้ำร้อนให้”

“ค่ะ”

ผมเดินเข้าครัวมาเตรียมกระเป๋าน้ำร้อนให้เยลลี่ก่อนจะถือออกไปให้ ปล่อยให้ประคบไปส่วนตัวเองก็เดินกลับเข้าครัวอีกรอบเพื่อจะทำมื้อเช้า เอาเมนูง่ายๆ ร้อนๆ ก็ข้าวต้มนั่นแหละครับ ใช้เวลาทำไม่นานก็เสร็จ

“โอเคขึ้นบ้างยัง”

“ค่ะ”

“ลุกมากินข้าวต้มก่อน” เยลลี่พยักหน้ารับก่อนจะลุกเดินมานั่งที่เก้าอี้ฝั่งตรงข้าม มื้อนี้ผมกินด้วยครับเพราะไม่อยากฟังคำบ่นอีก

ปกติเยลลี่จะพูดมาก แต่วันนี้กลับดูหงอยๆ จนผมกลัวว่าแม่จะเข้ามาคุยอะไรแปลกๆ กับเธอ

“ตกลงแม่ไม่ได้พูดอะไรแปลกๆ ใช่มั้ย”

“ไม่ได้พูดค่ะ” เงยหน้าขึ้นมามองสบตาผม แต่แววตาเศร้ามากเลยครับ

“แล้วเป็นอะไร”

“ทำไมแม่ถึงไม่กอดหนูแบบที่พี่ยักษ์กับคุณหญิงกอดกันบ้างล่ะคะ”

คำถามของเยลลี่ทำให้ผมเงียบไปเลยครับ จุกในอกแทน ถ้าเป็นก่อนหน้านี้ผมคงตอบได้อย่างชัดเจน แต่หลังจากที่ได้รู้ความจริงอะไรบางอย่างมา ผมกลับพูดไม่ออก

“การแสดงความรักไม่จำเป็นต้องกอดอย่างเดียวหรอกนะ”

“แต่หนู…”

“ต่อไปนี้กูจะเป็นคนกอดมึงเอง” พูดพร้อมกับรอยยิ้ม เยลลี่เงยหน้าขึ้นมามองหน้าผมแล้วยิ้มตอบเช่นกัน

“กอดเป็นแม่เหรอคะ?”

“กูเป็นผู้ชาย ต้องกอดเป็นผัวสิ”

“พี่ยักษ์!”

“ฮ่าๆ” ผมก็ไม่รู้ว่าเสียความเป็นตัวเองไปตั้งแต่เมื่อไหร่แล้ว ทุกอย่างมันเปลี่ยนไปเร็วมาก แม้แต่นิสัยและความรู้สึก มันไม่เหมือนกับที่ผ่านมา

ปกติผมมักถูกตามใจและวิ่งเข้าหาตลอด แต่กลับเยลลี่ผมต้องเป็นฝ่ายตามใจและวิ่งเข้าหาเธอแทน ถ้ายิ่งผมออกห่าง เด็กคนนี้ก็ยิ่งถอยออกไปเหมือนพยายามรักษาระยะห่างและความไม่เข้าใจของตัวเอง

หลังจากกินมื้อเช้าเรียบร้อย พวกเราก็พากันไปนั่งดูทีวี เยลลี่ก็นั่งเล่นกับแมวปกติไป ส่วนผมนั่งเล่นโทรศัพท์คุยกับเพื่อน จนนึกขึ้นได้ว่าโทรศัพท์อีกเครื่องผมให้เยลลี่ใช้ แต่เมื่อวานโทรเท่าไหร่ก็ไม่มีคนรับสาย

“โทรศัพท์ที่ให้ไว้อยู่ที่ไหน”

“อยู่…”

“อยู่ไหน?”

“อยู่… หนูจำไม่ได้แล้วค่ะ” ทำหน้าเหมือนอยากร้องไห้ใส่ผมอีกแล้วครับ ผมไม่ได้คาดหวังกับเรื่องแบบนี้อยู่แล้ว

“โทรศัพท์เครื่องเดียวยังดูแลไม่ได้ แล้ว…”

“หนูขอโทษ อย่าดุหนูเลยนะคะ เดี๋ยวหนูหามาคืนให้” ผมยังพูดไม่ทันจบเลยครับ เยลลี่รีบยกมือไหว้ผมแล้วพูดว่าขอโทษก่อนจะลุกไปหาโทรศัพท์ ผมนั่งมองอยู่เงียบๆ พลางกดโทรศัพท์เครื่องที่ถืออยู่เพื่อโทรเข้าเครื่องที่ให้เยลลี่ไว้แต่มันโทรไม่ติดแล้ว สงสัยแบตจะหมดแล้ว

“ไม่ต้องหาแล้ว”

“แต่…”

“ขนาดถามว่าอยู่ตรงไหนยังจำไม่ได้เลย แล้วจะหาเจอเหรอ”

“ขอโทษค่ะ”

เยลลี่หันกลับมาขอโทษผมอีกครั้งก่อนจะก้มหน้าหลบสายตาแทน ผมไม่ได้ตั้งใจจะดุ แค่อยากให้เยลลี่มีระเบียบในตัวเองมากกว่านี้ ก็รู้แหละว่านิสัยเป็นยังไง แต่ถ้าไปอยู่กับคนหมู่มาก เยลลี่จะทำยังไง จะช่วยเหลือตัวเองได้หรือเปล่า ถ้ายังเป็นอยู่แบบนี้คงไม่วายถูกคนอื่นรังแกอยู่เสมอ

“เข้าห้องไปอาบน้ำไป”

“ค่ะ” เดินคอตกกลับเข้าไปในห้อง

เฮ้อ!

แค่คิดก็เหนื่อยแล้วครับ หลังจากไล่ให้เยลลี่ไปอาบน้ำผมก็ลุกไปหาโทรศัพท์แทน หาหลายมุมมากจนเจอว่ามันตกอยู่ตรงซอกใกล้ๆ กับที่ไอ้ยักษ์เล็กมันนอนหลับอยู่

“อ๋อ ที่แท้ต้นเหตุก็มาจากแกสินะ โทรศัพท์เครื่องนี้แกเขี่ยเล่นใช่มั้ย มันถึงได้เข้าไปอยู่ในซอกน่ะ” บ่นไปก็เท่านั้นแหละครับเพราะมันหลับอยู่ พอได้โทรศัพท์ผมก็ถือเข้าห้องไปชาร์จแบต นอนรออยู่บนเตียงจนเยลลี่เดินออกมา แต่งตัวมาจากห้องน้ำเรียบร้อยแล้ว

“โกรธหนูเหรอคะ”

“เปล่า แค่อยากให้ระวังไว้บ้าง ตอนนี้มึงอยู่กับกูแค่สองคน ถ้าวันไหนต้องออกไปเจอคนหมู่มาก มึงจะรับมือไหวเหรอ”

“ปกติหนูก็ไม่ค่อยได้ออกไปไหนอยู่แล้ว”

“ขอโทษที่ขึ้นเสียงใส่”

“หนูเข้าใจค่ะ”

“โทรศัพท์ไม่ต้องหาแล้วนะ กูเจอแล้ว”

“อยู่ตรงไหนเหรอคะ”

“ตรงซอกใกล้ๆ ที่แมวนอน”

“ค่ะ”

คุยเสร็จผมก็เข้าไปอาบน้ำต่อ ชีวิตช่วงนี้ไม่ได้ทำอะไรเลยครับ แม้แต่งานที่ร้านสักและร้านเหล้าผมก็แทบไม่ได้เข้าไปดูเพราะเยลลี่ รู้สึกเสียระบบไปนิดหน่อย วันนี้สงสัยต้องจัดใหม่ไม่งั้นเพื่อนจะกินหัวแทนครับ อาบน้ำเสร็จเรียบร้อยออกมาแต่งตัว แต่ในห้องไม่มีเยลลี่อยู่แล้ว ผมเลยรีบแต่งตัวก่อนจะเดินออกไปข้างนอกซึ่งกำลังนั่งดูทีวีอยู่

“ยังปวดท้องอยู่ไหม”

“ไม่ปวดแล้วค่ะ”

“กูจะไปร้านสักนะ อยู่คนเดียวได้ใช่มั้ย”

“ได้ค่ะ” เงยหน้าขึ้นมายิ้มให้ผมก่อนจะหันไปสนใจทีวีต่อ

“ถ้าหิวก็ทำอะไรกินได้เลยนะ ไม่ต้องรอ”

“ค่ะ”

ผมยิ้มก่อนจะลุกไปหยิบกุญแจรถบิ๊กไบค์กับหมวกกันน็อคเดินออกจากห้อง ผมไม่ได้ปล่อยให้อยู่คนเดียวสักหน่อย คงไม่เป็นอะไรหรอกมั้งเพราะอยากไปเคลียร์งานที่ค้างอยู่ให้หมด ตั้งใจว่าจะพาเยลลี่ไปเที่ยวตามที่เคยรับปากเอาไว้ ถ้าไปโดยไม่เคลียร์งานอะไรเลย มีหวังไอ้นายกับไอ้เดฟได้กินหัวผมจริงๆ

* 

ผมเดินเข้าร้านสักพร้อมกับสายตาที่จับจองเหมือนคนแปลกหน้าเดินเข้าร้าน แถมไอ้คนมองก็เพื่อนทั้งสองคนของผมนั่นแหละครับ

“ไอ้นายกูตาฝาดหรือเปล่าวะ”

ผัวะ!

ไอ้นายไม่ได้ตอบ แต่มันตบหัวไอ้เดฟแทนคำตอบ

“ไอ้สัส! ตบมาได้ เจ็บนะโว้ย”

“กูแค่ช่วยยืนยัน” หันไปตอบไอ้เดฟก่อนจะลุกเดินมาหาผม “สงสัยวันนี้ฝนจะตก ไอ้ใหญ่เข้าร้านได้ แล้วน้องเยลอยู่กับใครวะ”

“แมว”

“ฮ่าๆ” เสียงหัวเราะลั่นของไอ้เดฟดังขึ้นมาทันที

“วันนี้กูรับงานนะ ขอที่รายละเอียดไม่เยอะก่อน”

“ได้ครับเพื่อน” จบประโยคของไอ้นายผมเดินเข้าไปรอในห้องทำงานของตัวเองทันที นั่งเตรียมอุปกรณ์จนพวกมันสองคนพากันเดินตามเข้ามา

“มีอะไร” ปากถาม แต่สายตาไม่ได้มองพวกมันหรอกครับ

“ทะเลาะกันหรือเปล่าวะ” คำถามของไอ้นายทำให้ผมต้องละความสนใจจากอุปกรณ์ตรงหน้าเพื่อจะเงยหน้าขึ้นไปมองพวกมันสองคนแทน

“ทำไมถึงคิดว่ากูทะเลาะกัน”

“ถ้าเรื่องเมื่อวาน พวกกูขอโทษนะโว้ย” ไอ้เดฟตอบกลับมาแทน น้ำเสียงของพวกมันไม่ได้พูดทีเล่นทีเหมือนเมื่อคืนแล้วครับ

“กูไม่ได้ทะเลาะกัน แค่มีเรื่องให้คิดนิดหน่อยน่ะ”

“คิด? คิดอะไรวะ” ไอ้นายถามพลางเดินเข้ามานั่งข้างๆ ไอ้เดฟเองก็เดินตามเข้ามานั่งด้วย

“พวกมึงคิดว่าตอนนี้กูเป็นยังไง”

“จริงจังใช่มั้ย?”

“อืม”

“งั้นกูตอบก่อนละกัน เพราะตอนแรกกูไม่เชื่ออยู่แล้วว่ามึงกับน้องเยลจะคบกันจริงๆ น่ะ แต่ช่วงหลังๆ มึงให้ความสนใจน้องมันมากจนเกินไป มากจนกูเริ่มคิดแล้วว่ามึงคงจะจริงจังจริงๆ จากที่เมื่อวานกูพาน้องมันเที่ยว มันทำให้กูได้รู้ว่าเยลลี่ไม่เหมือนผู้หญิงคนที่ผ่านๆ มาของมึงเลย น้องมันแตกต่างออกไป แต่บางทีก็ซื่อจนเกินไป ดูไม่ค่อยทันคนอื่น ถ้าเป็นกูคงเบื่ออะ แต่สำหรับมึงกูไม่รู้” ประโยคยาวๆ นี้ถูกเอ่ยออกมาจากปากของไอ้เดฟ “ที่กูพูดไม่ได้บอกให้มึงเบื่อน้องมันนะโว้ย แค่กูไม่ชอบอะไรแบบนี้ กูชอบแบบท้าทายมากกว่า”

“อืม”

“ส่วนกู… กูว่าเยลลี่ก็น่ารักในแบบของตัวเอง จนเราเผลอละสายตาไม่ได้ แต่อย่าคิดว่ากูชอบน้องมันนะโว้ย กูแค่พูดให้ฟัง ไม่งั้นมึงจะหวงขนาดนี้เหรอ กูไม่รู้ว่ามึงจะจริงจังได้มากแค่ไหน แต่เยลลี่ไม่ควรถูกทำร้ายจากคนที่เธอไว้ใจ พวกกูเป็นเพื่อนมึง ย่อมต้องรู้ว่ามึงเป็นคนยังไง เพราะฉะนั้นมึงต้องทำทุกอย่างให้ดีที่สุด ไม่ใช่แรกๆ จริงจัง พอนานไปก็ละเลย แบบนั้นมันไม่ได้นะโว้ย”

“อืม กูแค่กำลังคิดว่าที่ทำอยู่ทั้งหมดตอนนี้ใช่ตัวกูหรือเปล่า”

“ทำไมถึงคิดแบบนั้น”

“กูกลัวว่าสักวันจะทำให้เยลต้องเสียใจและกูก็กลัวว่าเยลจะยอมทำเพื่อคนอื่นมากกว่าตัวเอง” ความเงียบเกิดขึ้นหลังจากจบประโยคของผม ช่วงเวลานี้คือความรู้สึกที่อธิบายไม่ถูกเลยครับ

“มึงควรยอมรับใจตัวเองได้แล้วไอ้ใหญ่ มึงเปลี่ยนไปแล้ว มึงไม่เหมือนเดิมอีกต่อไปแล้ว”

“ขอบใจพวกมึงมากนะ กูกลับเลยได้ไหมวะ”

“ไอ้ใหญ่! ไอ้เวร มึงเพิ่งบอกจะทำงาน แล้วกูก็นัดลูกค้าให้มึงแล้วด้วย” ไอ้นายเปลี่ยนสีหน้าและน้ำเสียงที่คุยกับผมทันที แล้วผมผิดตรงไหน ผมแค่จะกลับไปหาเมียเองครับ

“ฮ่าๆ ไหนๆ มันก็เหมือนคนว่างงานมาตลอดอยู่แล้ว ช่วงนี้มึงก็ปล่อยๆ มันไปก่อนเถอะ”

“แล้วลูกค้าที่กูนัดให้มันใครจะรับผิดชอบวะ”

“เออๆ กูค่อยกลับก็ได้ แล้วมึงนัดให้กูกี่คิว”

“ห้าคิว”

“ห๊ะ!”

“ก็มึงบอกง่ายๆ กูก็นัดง่ายๆ ให้มึงก่อนแล้วไง เวลาไม่นานหรอก”

“ไอ้สัส! ได้ทีเอาใหญ่เลยนะมึง”

“ห่างๆ บ้างเถอะเมียน่ะ” ไอ้นายว่าต่อ

“เออ!” และสุดท้ายผมก็ต้องยอมทำตามที่พูดเอาไว้นั่นก็คือทำงานครับ ส่วนเมียปล่อยทิ้งไว้ที่ห้องก่อน สภาพแบบนั้นเยลลี่คงไปซ่าที่ไหนไม่ได้แน่นอน นอกจากนอนอยู่ในห้องเล่นกับแมว ดูทีวีและกิน

 

--100%--

อุ้ย! เหมือนจะดราม่า แต่ไม่ค่ะ 5555555555

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น