บัวมาลัย
email-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ล่วงล้ำดินแดนอสรพิษ

ชื่อตอน : ล่วงล้ำดินแดนอสรพิษ

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย ลึกลับ,สืบสวน สอบสวน

คนเข้าชมทั้งหมด : 73

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 11 ต.ค. 2562 10:56 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ล่วงล้ำดินแดนอสรพิษ
แบบอักษร

ล่วงล้ำดินแดนอสรพิษ 

 

                             เพราะการเปิดทางนำร่องของทหารชุดแรกที่มีอำมาตย์มนตรีรณกฤติสันตเดโชชัย   เป็นผู้นำ ก็ได้ถากถางเส้นทางไว้ส่วนหนึ่งแล้ว 

                             เมื่อชุดที่สองซึ่งนำโดยอำมาตย์กฤตธรรมฤทธิ์ ทางจึงเรียบเตียนมากขึ้น มากขึ้นยิ่งกว่าตอนที่ฉันกับพี่สรรค์ขึ้นไปซะอีก ไม่ใช่เพราะความรกทึบของต้นไม้ แต่หากเพราะหินที่มีขนาดใหญ่ ทำให้ในวันนั้นฉันกับพี่สรรค์ต้องมีการปีนป่ายก้อนหินเหล่านั้นขึ้นไป 

                             เจ้านางใช้เวลาเดินทางไปกับทหารที่คุ้มกันจำนวน 10 คน ใช้เวลาเพียง 2 วัน กับ 1 คืน ก็ไปถึงยังจุดหมายที่อำมาตย์มนตรีรณกฤติสันตเดโชชัย  สร้างซุ้มจากต้นไม้และใบไม้ขนาดใหญ่ไว้รอรับเสด็จ 

                             “ข้านึกว่าเจ้านางจะเสด็จมาถึงพรุ่งนี้ก่อนเพลาเพลเสียอีก จึงยังไม่ได้เตรียมเครื่องเสวยไว้รอต้อนรับพะยะค่ะ” 

                             “ไม่เป็นไร ข้าเตรียมของข้ามาด้วยอยู่แล้ว” 

                             พระนางตรัสด้วยสุรเสียงเลื่อนลอย เพราะตลึงกับสถานที่แห่งนี้ ที่มองจากข้างล่างขึ้นมาเป็นเพียงส่วนหนึ่งของภูเขาที่ถูกต้นไม้ใบไม้ปิดล้อมเอาไว้ทั้งหมด 

                             แต่เมื่อขึ้นมาถึงกลับเป็นลานหินโล่งเตียน มีเพียงต้นไม้ที่ขึ้นบนภูเขาที่สูงขึ้นไปแล้วโน้มลำต้นลงมาเป็นร่มเงา บ่าว ไพร่ บริวารทั้งหลายพลอยหายเหนื่อยไปด้วย แต่ละคนแยกย้ายกันไปพักคนละจุด ลานหินที่เจ้านางและอำมาตย์มนตรีรณกฤติสันตเดโชชัย  ยืนอยู่นี้ กว้างขวางมากกว่าตอนที่พี่สรรค์กับฉันขึ้นมายังลานหินนี่มากนัก 

                             “เจ้านางเสด็จมายืนตรงนี้สิพะยะค่ะ จะได้เห็นเมืองของเราชัดเจนดีกว่ากระบะแผนที่ของหม่อมฉันเสียอีก” 

                             เจ้านางกล้า ๆ กลัว ๆ ที่จะเดินไปยังจุดที่อำมาตย์มนตรีรณกฤติสันตเดโชชัยยืนรออยู่ ไม่ใช่เพราะความบอบบางที่เหมือนตั่งหินแล้วมีไม้ค้ำยันไว้เช่นที่ฉันเคยกลัว หากแต่เป็นเพราะลมบนนั้นแรงจนพัดชายผ้าที่ทิ้งไว้ทั้งของอำมาตย์มนตรีรณกฤติสันตเดโชชัย  และของเจ้านางเองปลิวไสว เส้นผมหลุดล่วงจากที่เกล้ามวยไว้  

                             “อย่ากลัวเลยพะยะค่ะ หม่อมฉันอยู่ตรงนี้แล้ว” 

                             ความกล้าของพระนางจึงมากขึ้น เสด็จตรงไปยังจุดที่อำมาตย์มนตรีรณกฤติสันตเดโชชัยรออยู่ แล้วก็ต้องตลึงพรึงเพลิศไปกับภาพที่เห็น 

                             ทัศนียภาพจากมุมสูงเช่นนี้ มองเห็นได้เกือบจะทั้งแคว้นของพระองค์  ในขณะที่ยืนอยู่คู่กับ อำมาตย์มนตรีรณกฤติสันตเดโชชัย ณ ริมผาเช่นนั้น ภาพและเสียงของอีกภพหนึ่งก็ซ้อนทับขึ้นมา เป็นอำมาตย์มนตรีรณกฤติสันตเดโชชัย และเจ้านางศศิพินทุเทวีที่แต่งกายต่างกันโดยสิ้นเชิง และท่าทีของชายที่เหมือนกับอำมาตย์มนตรีรณกฤติสันตเดโชชัย ก็ไม่ได้ต้องนอบน้อมพินอบพิเทาต่อหญิงที่อยู่ด้านข้างเช่นภาพที่ปรากฎตรงหน้าฉันนี้ 

                             ฉันจำคำถามที่พี่สรรค์ถามฉันได้ดีว่า 

                     “ถ้าเรามายืนตรงนี้เมื่อ 2,500 ปีก่อนภาพคงไม่เป็นอย่างนี้เนอะ ลูกนกคิดว่าจะเห็นเป็นอะไร” 

“เห็นทะเลเบื้องหน้าไกล ๆ โน้น เห็นผู้คนขายของ เห็นวัด เห็นป้อมปราการศิลาแลง เห็นเจดีย์ เห็นกำแพงเมือง” 

“ลูกนกเห็นตามที่อ่านในหนังสืออ่ะดิ พี่เห็นทะเล เห็นปราสาทหินที่เชิงเขา เห็นคนนั่งอยู่กับพื้น 

แล้วพนมมือฟังพระเทศน์ เห็นแม่น้ำหลายสายล้อมรอบเมืองจนเป็นวงรี แล้วจุดที่บรรจบกันทางฝั่งตะวันตกนู้นนนน ก็ไหลลงทะเลไป” 

“โธ่เอ๊ยย ก็ไม่ต่างจากนกเท่าไรเลย” 

“ต่างสิ เพราะพี่เห็นพญานาคที่หลังปราสาทหินเชิงเขาของที่นี่ด้วย” 

ความทรงจำนี้เกิดขึ้นในวันที่พี่สรรค์พาฉันออกมาผจญภัยโดยไม่บอกกล่าวล่วงหน้า และทุกบทสนทนา ณ ที่แห่งนี้ ฉันรู้สึกว่าทั้งเจ้านางศศิพินทุเทวีและอำมาตย์มนตรีรณกฤติสันตเดโชชัย ต่างก็ได้ยินและได้เห็นภาพนี้เช่นเดียวกัน 

                             ณ จุดที่ยืนทับกันในเวลานี้ ของคนสองคู่ที่มีรูปกายคล้ายกันอย่างมาก และเช่นเดียวกับเวลาที่ห่างกันมากถึงง 2,500 ปีอีกด้วย ทางฝั่งของอดีตเมื่อซ้อนทับกับภาพปัจจุบัน จึงมีเสียงสนทนาแทรกเข้ามา มีภาพที่แสนจะเจ็บปวดเมื่อมองลงไปแทรกเข้ามา 

                             ทะเลเบื้องหน้าไกล ๆ โน้น ก่อนหน้านี้มันไม่ได้ไกลขนาดนี้หรอกนะลูกนก เจ้านางลำพึงอยู่ในใจ 

                             ปราสาทหินที่เชิงเขาก็งดงาม ยิ่งใหญ่กว่าที่เจ้าเห็นจากซากของฐานรากมหาวิหารมากนักเจ้ารังสรรค์  เป็นเสียงที่ออกมาจากภายในดวงจิตของอำมาตย์มนตรีรณกฤติสันตเดโชชัย 

                             แม่น้ำที่เจ้าเห็นเป็นวงรี ก็เป็นเพียงคูเมืองที่ล้อมรอบจนกลายเป็นเมืองที่อยู่ภายในวงรีและข้าเพิ่งจะสร้างมันแล้วเสร็จก่อนหน้านี้เพียงไม่กี่เพลา               

                             “ท่านอำมาตย์มนตรีรณกฤติสันตเดโชชัยท่านเห็นพญานาคที่อยู่ด้านหลังมหาวิหารของข้าตามที่เจ้าหนุ่มผู้นั้นเห็นหรือไม่” 

เสียงเจ้านางศศิพินทุเทวีเหมือนกับรำพึงออกมามากกว่าที่จะตั้งใจถามเพื่อเอาคำตอบ 

               “ข้าพเจ้าไม่เห็นอะไรแตกต่างจากพระนางและหญิงที่ชื่อลูกนกเลยพะยะคะ” 

                      เสียงของอำมาตย์มนตรีรณกฤติสันตเดโชชัย ก็ลำพึงตอบเบา ๆ เช่นกัน 

                      แล้วกายเนื้อของเจ้านางศศิพินทุเทวีกับอำมาตย์มนตรีรณกฤติสันตเดโชชัย รวมทั้งกายละเอียดของฉันก็หันกลับไปมองที่ภูเขาหินด้านหลัง น่าแปลกใจสำหรับฉันที่วันนี้ไม่มีโพรงถ้ำอย่างที่ฉันเคยเจอ และวันนี้สิ่งที่ฉันเห็นเบื้องล่างนั้น ก็แตกต่างจากเจ้านางและท่านอำมาตย์มนตรี ฉันกลับเห็นเช่นเดียวกับที่พี่สรรค์เห็น คือพญานาคที่ขดตัวอยู่หลังมหาวิหาร แต่ฉันเห็นได้ละเอียดกว่าพี่สรรค์อีกด้วยว่า พญานาคตนนั้นมีลำตัวสีดำอมส้ม 

  “จากที่ข้าเห็นนี้น้ำจากคันทำนบด้านหลังมหาวิหารของข้าไม่สามารถส่งน้ำไปได้ไกลจนถึงแม่น้ำได้ เพียงแต่ทำให้น้ำในคูเมืองเต็ม แล้วไหลต่อลงไปยังลำคลองเล็ก ๆ ได้เพียงไม่กี่แห่ง” 

“ใช่พระเจ้าข้า ดังนั้นเราก็จะยังไม่มีแม่น้ำเพียงพอที่จะไหลไปรวมกันที่ปากน้ำเพื่อลงสู่ทะเล เมืองของเราจะห่างไกลจากทะเลเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ การค้าขายสินค้าคงต้องได้รับความกระทบกระเทือน เราจะเป็นเพียงเมืองที่เพาะปลูกเลี้ยงดูคนในแคว้น หรืออย่างมากที่สุดก็ค้าขายทางบกระหว่างแคว้นได้เท่านั้น” 

                        “หากเป็นดังนั้น ข้า เจ้า บ่าวไพร่ ผู้คน น่าจะทำมาหากินลำบาก เพราะทุกคนต้องขุดลอกลำน้ำจากคลองต่าง ๆ เพื่อไปเลี้ยงที่นา พืชไร่ ของเขา แล้ววันหนึ่งน้ำจากสระหน้ามหาวิหารของข้าคงไม่เพียงพอต่อการไหลเข้าไปยังคูคลองของพวกเขา” 

                        “ดังนั้น ก็จะมีผู้คนที่ทนต่อความแร้นแค้นไม่ไหว ต้องไปขอพึ่งพาบารมีจากแคว้นอื่น ๆ เพื่อเข้าไปขอตั้งถิ่นฐานทำกิน” 

                         “เราคงต้องเร่งแก้ปัญหาแล้วล่ะอำมาตย์มนตรีรณกฤติสันตเดโชชัย หากพื้นที่บนเขานี้เป็นแบบที่เราเห็นในนิมิต เราอาจจะต้องย้ายผู้คนขึ้นมาบนนี้” 

                         “ข้าพเจ้าต้องส่งทหารลงไปแจ้งให้พระเจ้าหรรษาชยวรมันต์และพระมเหษีเทวีนทีนาถรับทราบว่าเจ้านางเสด็จมาถึงยังจุดนี้แล้วอย่างปลอดภัยก่อนนะพระเจ้าค่ะ” 

                          เจ้านางพยักหน้ารับทราบ แล้วเอ่ยว่า 

                          “การขึ้นล่องระหว่างเชิงเขาหลังมหาวิหารของข้ามายังจุดนี้ น่าจะช่วยให้เส้นทางโล่งเตียนจนเป็นทางเดินได้ง่ายขึ้น เพราะอาจจะต้องใช้พื้นที่บริเวณนี้เป็นศูนย์กลางก่อนที่เราจะหาบริเวณส่วนโค้งของภูเขาเพื่อเดินทางต่อไป” 

                          “แต่ระหว่างที่ข้าพเจ้าไปสำรวจหาพื้นที่นั้น เจ้านางจะประทับที่นี่ตามลำพังไม่ได้นะพะยะค่ะ” 

                          “หรือเจ้าจักให้ข้าลงไปก่อนแล้วค่อยกลับขึ้นมาใหม่เมื่อเจ้าหาเจอหรืออย่างไรอำมาตย์มนตรีรณกฤติสันตเดโชชัย” 

                          “นายเวร และทหารของข้าพเจ้าที่ขึ้นมายังที่นี้ เหลือเพียงครึ่งเดียวของที่นำมา แม้เจ้านางจะนำมาสมทบอีก 10 นาย ก็ไม่เพียงพอที่จะอารักขา ถวายความปลอดภัยกลางป่าเยี่ยงนี้” 

                           ทั้งฉันและเจ้านางเพิ่งจะมองไปรอบ ๆ บริเวณ แล้วฉุกคิดได้ว่า จำนวนนายเวรและทหารควรจะมากกว่านี้ เพราะชุดแรกที่มากับอำมาตย์มนตรีรณกฤติสันตเดโชชัย เป็นการเดินทางที่มีทหารชุดใหญ่มากกว่า 20 คน แต่ตอนนี้รวมจำนวนนายเวร ทหารที่จ้านางนำมามีไม่ถึง 20 คนด้วยซ้ำ 

                             “เกิดอะไรขึ้นกับทหารของท่าน” 

                             น้ำเสียงของเจ้านางดูร้อนพระทัยและตกใจปนกัน 

                             “ตอนที่ข้าพเจ้านำทหารขึ้นมาในเบื้องแรกนั้น ตลอดทางนับจากเหยียบขึ้นเชิงเขา ที่นี่มีงูจำนวนมากมาย นายเวรและทหารของข้าพเจ้าต้องสิ้นชีพเพราะพิษงูไปหลายนาย เราฝังร่างพวกเขาไว้เกือบจะตลอดเส้นทางกว่าจะมาถึงบริเวณนี้” 

                             น้ำเสียงอำมาตย์มนตรีรณกฤติสันตเดโชชัย ดูเคร่งเครียดและเสียใจ ส่วนเจ้านางนั้นดูตกใจจนเห็นได้ชัด 

                             “นี่ข้าสร้างบาปด้วยการให้พวกเขามาตายที่นี่เพียงเพราะเหตุแห่งความฝันมากมายเยี่ยงนี้เชียวหรือ” 

                             เจ้านางดูไม่สบายพระทัยนัก ถ้าเป็นก่อนหน้านี้เจ้าพี่คนนี้คงต้องยื่นมือมาจับมือของเจ้านางเพื่อปลอบขวัญ เพียงแต่ตอนนี้เขาทำได้เพียงส่งสายตาเพื่อสื่อความหมายแล้วแจ้งต่อไปว่า 

                             “เจ้านางทำเพื่อช่วยคนอีกมายมายบนแผ่นดินด้านล่างนี้ พวกเขาเสียสละเพื่อแคว้นของเรา มันเป็นหน้าที่อยู่แล้วพะยะค่ะ” 

                             ฉันพยายามหันไปหาอำมาตย์กฤตธรรมฤทธิ์ผู้พาฉันมา ณ ดินแดนแห่งนี้เพื่อจะถามว่า นี่คืออีกบาปเวรหนึ่งใช่มั้ยที่ฉันต้องมารับรู้ให้เสียใจ รู้สึกผิด แล้วฉันจะแก้ไขอะไรได้บ้าง แต่ข้างกายฉันก็ไม่มีใคร 

                             “เจ้านาง อำมาตย์มนตรีรณกฤติสันตเดโชชัย เครื่องเสวยเพลาเย็นเรียบร้อยแล้วเพคะ” 

                             นางกำนัลมาคุกเข่าด้านข้างเพื่อเชิญทั้งสองคนให้ไปกินข้าวก่อนที่จะมืดมิด 

                             “เจ้าแยกสำรับของข้าไปรวมกับนายเวร ขุนทหารเถิด ไปถามพวกเขาว่าข้ากินตรงจุดไหน แล้วจัดให้ข้าตรงจุดนั้นเช่นเดิม”  

อำมาตย์มนตรีรณกฤติสันตเดโชชัย ไม่ต้องการให้เจ้านางต้องรู้สึกอึดอัดที่จะต้องกินข้าวกับเขา หรืออยู่กับเขานอกเหนือจากงานราชการ แต่เจ้านางแย้งขึ้นมาว่า 

                             “ไม่ต้องแยกหรอก ท่านกินด้วยกันกับข้าจะได้คุยเรื่องงานกันไปด้วย” 

               ที่ตั่งไม้หน้าซุ้มประทับของเจ้านาง นางกำนัลปักเทียนลงไปในกิ่งไม้ไผ่ที่ทำเป็นแฉก แล้วเอาถ้วยแก้วที่มีรูระบายอากาศคลอบทับ เป็นสินค้าที่ซื้อจากพ่อค้าที่มาจากโพ้นทะเล เพื่อให้ความสว่างยังพื้นที่แห่งนี้ และยังได้ภาพที่สวยงาม มองดูซึ้ง ๆ หวาน ๆ ด้วยซ้ำไป 

                             แต่หัวข้อสนทนาของชายหญิงท่ามกลางบรรยากาศโรแมนติกบนลานผาหินที่มีทั้งวิวป่าไม้และ Tower view กลับขัดแย้งกับบรรยากาศมาก 

                             “ข้าให้ทหารถือสาส์นจากข้าไปแจ้งเสด็จพ่อและเสด็จแม่ของเจ้านางเรื่องที่ท่านเสด็จมาประทับแรมที่แห่งนี้เรียบร้อยแล้ว และขอกำลังทหารเพิ่มอีก 30 นาย คิดว่าช่วงสาย ๆ สาส์นนี้น่าจะถึงแล้วคงทรงทราบในท้องพระโรง” 

                             “เสด็จแม่ของข้าก็คงต้องซักถามทหารผู้นั้นอีกมากมายว่าข้าจะกลับลงไปเมื่อใด” 

                             “แล้วเจ้านางทรงคิดว่าจะเสด็จกลับเมื่อใดพระเจ้าข้า” 

                             “เมื่อข้าได้ไปเห็นทุ่งพื้นที่ราบในฝันแห่งนั้น” 

                             อำมาตย์มนตรีรณกฤติสันตเดโชชัย ดูท่าทางตกใจจนข้าวที่เตรียมจะเข้าปากหลุดลงจากมือ สร้างเสียงหัวเราะให้กับเจ้านาง บรรยากาศที่มืดมิดบนภูเขาแห่งนี้ก็สดใสขึ้นมาทันที 

                             “เจ้านางศศิพินพะยะค่ะ ไม่ว่ายามนี้หม่อมฉันจะอยู่ในฐานะใด หน้าที่ของทหารที่สำคัญที่สุดคือต้องปกป้องเจ้าผู้ครองแคว้นรวมทั้งพระราชวงศ์ทั้งหมดให้ปลอดภัย หม่อมฉันขอร้องให้เจ้านางกลับไปรอฟังข่าวที่พระราชวังดีกว่าพะยะค่ะ หม่อมฉันจะส่งคนลงไปทุก ๆ สองวันเพื่อแจ้งความคืบหน้า” 

                             “นายเวรและขุนทหารของท่านจะมาถึงเมื่อใด” 

                             “คาดว่าพรุ่งนี้ก่อนพลบค่ำน่าจะเดินทางมาถึงพะยะค่ะ” 

                             “ถ้าเช่นนั้น ข้าจะอยู่ที่นี่กับนายเวรและทหารของข้าที่ติดตามมาทั้งหมด 10 นายและนางกำนัลที่ติดตามมาอีก 10 นาง แค่นี้คงน่าจะพอดูแลข้าในบริเวณนี้ได้ดอกกระมัง ส่วนท่านก็นำกำลังพลทั้งหมดเตรียมขึ้นไปสำรวจเส้นทางต่อจากนี้ หากเราหาแนวโค้งมนของภูผาหิน ซึ่งไม่น่าจะไกลจากจุดนี้เลย เส้นทางตรงนั้นก็ไม่ไกลนักที่จะเจอตาน้ำพุหางนาคอย่างที่ทั้งสองคนในนิมิตของเราเรียกกัน” 

                             “อันที่จริงในนิมิตนั้น ชายหญิงสองคนนั้นนั่งกินข้าวที่สุดปลายลานหินใกล้กับภูเขาที่โค้งมนนั่น ก่อนที่ทั้งสองคนจะจุดธูปปักลงไป แล้วยังย้อนกลับมาที่ถ้ำด้านหลังเราเพื่อกราบลาพระที่พบบริเวณปากถ้ำด้วย” 

                             “แต่ตอนนี้สิ่งที่เราพบคือไม่มีโพรงถ้ำนั้นนะ และลานหินนี่ก็กว้างกว่าที่เราเห็นในสุบินนิมิตมากขึ้นด้วย แถมต้นไม้ก็รกชัฎปกคลุมหนาแน่นต่างจากที่ชายหญิงสองคนนั้นมาเจอมากนัก” 

                             “หม่อมฉันคงทำงานไม่เป็นสุขนัก ต้องห่วงหน้าพะวงหลังแน่นอน” 

                             “ท่านไม่ไว้ใจทหารของเจ้างั้นรึอำมาตย์มนตรีรณกฤติสันตเดโชชัย” 

                             “ไม่ใช่เช่นนั้นพะยะค่ะ แต่นี่กลางป่า สัตว์ร้าย อสรพิษ น่ากลัวกว่าคนที่จะมาทำร้ายหรือปล้นสดมภ์มากนักพะยะค่ะ” 

                             “พรุ่งนี้ก่อนพลบค่ำทหารชุดใหม่จะมาถึง ดังนั้นรุ่งเช้าข้ากับท่านและทหารที่มีอยู่ที่นี่ ก็ทำการสำรวจกันไปล่วงหน้าก่อน หากโชคดีเราพบทางตรงนั้น ท่านก็จะเดินทางต่อไปได้ง่ายและข้าก็จะอยู่ตรงนี้ให้ท่านเป็นห่วงน้อยลง” 

                             การสนทนาเกือบจะเป็นปกติในความเป็นพี่เป็นน้องเช่นที่เคยเป็น หากพ้นเรื่องงานเจ้านางก็ไม่ได้คุยอะไรกับอำมาตย์มนตรีรณกฤติสันตเดโชชัยอีกและพยายามสร้างช่องว่างระหว่างกันด้วยยศศักดิ์ ในขณะที่อำมาตย์มนตรีรณกฤติสันตเดโชชัย  ก็ไม่คิดที่จะอาจเอื้อมทำอะไรลงไปอย่างที่พี่คนนี้เคยทำกับน้อง เพราะเขายังจำภาพที่เจ้านางทรงเจ็บปวดปานหัวใจสลายครั้งนั้นได้ติดตา 

                             แสงสุดท้ายของวันลับลงไปแล้ว แสงไฟจากจุดต่าง ๆ บนลานหินแห่งนี้ถูกจุดขึ้นเพื่อให้แสงสว่างกับผู้ที่ยืนเวรยามในจุดนั้นแล้วยังเป็นการป้องกันอันตรายจากสัตว์อื่น ๆในป่ารอบ ๆ นี้ด้วย เจ้านางกับอำมาตย์มนตรีรณกฤติสันตเดโชชัย ต่างแยกย้ายเข้าไปในซุ้มของตน 

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น