Ex-SoulL

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : : Black Diamond : 4

คำค้น : Omegaverse,BlackDiamond,มังกรซ่อนเพชร

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 15.3k

ความคิดเห็น : 31

ปรับปรุงล่าสุด : 04 ต.ค. 2562 03:43 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
: Black Diamond : 4
แบบอักษร

4. 

 

ร่างเพรียวนั่งอยู่ริมหน้าต่าง เบื้องหน้าคือสวนดอกไม้ที่ส่งกลิ่นหอมอ่อนโชยมาเอื่อยๆ แสงอาทิตย์ในตอนสายขลับให้ทุกอย่างสว่างสดใส ทว่าภาพอันสวยงามไม่ได้อยู่ในสายตาของลี่ชิงเมื่อสติไม่ได้จดจ่อกับสิ่งตรงหน้า มันล่องลอยอย่างไร้การโฟกัส มีเพียงความคิดซึ่งชัดเจนว่าอยู่กับสิ่งใด 

“ถ้าเขาไม่รู้สึกก็ต้องทำให้รู้สึก” 

พูดออกไปแล้วทั้งที่ใจกลับไร้ซึ่งความมั่นใจใด 

จะเป็นคู่แห่งโชคชะตาได้อย่างไร ในเมื่อคนหนึ่งรู้สึกแทบบ้าตายแต่อีกคนกลับไม่รู้สึกอะไรเลย 

ดวงตาเรียวเลื่อนกลับมาจับจ้องที่แก้วยาตรงหน้า ก่อนจะยิ้มอย่างขื่นขมให้กับตัวเอง 

บททดสอบจากสวรรค์นี้ช่างยิ่งใหญ่เหลือเกิน 

“ยังไม่ทานยาอีกเหรอหืม” 

เสียงของคนเป็นแม่ทำให้ลี่ชิงสะดุ้งเล็กน้อย ขณะคนที่นั่งลงฝั่งตรงข้ามเหลือบมองสิ่งที่อยู่ในมือของลูก 

กระดาษแผ่นเล็กถูกวางลง ก่อนที่ลี่ชิงจะหยิบแก้วยามากรอกเข้าปาก หยิบแก้วน้ำขึ้นมาดื่มตามจนหมดแล้ววางลง 

“ลูกสนใจที่จะเป็นนายแบบหรือ” คำถามนั้นไม่ถูกตอบแต่สายตาของคนถูกถามก็ทำให้ลลิตารู้ได้ “สนใจเพราะว่าอยากทำจริงๆ หรือสนใจเพราะเฟิงหลง” 

ลี่ชิงรุ่นคิดกับตัวเองอยุ่ชั่วครู่ จากนั้นปากจึงค่อยๆ ขยับตอบ 

“ถ้าเป็นเพราะอย่างหลังจะผิดไหม” ใครอีกคนมีผลต่อความรู้สึกตามสัญชาตญาณ อะไรที่เกี่ยวข้องกับเขา แม้เพียงเล็กน้อยก็ส่งผลด้วยเสมอ 

“มันก็ไม่ผิด แต่ชิงชิงต้องคิดให้ดี การทำงานมันเป็นเรื่องที่หนัก ถ้าไม่รักไม่ชอบจริงๆ เราจะฝืนทำไปได้สักแค่ไหน” คนเป็นแม่เอ่ยเตือน 

“...” 

“คิดดีๆ แล้วค่อยตัดสินใจ” 

ลี่ชิงเงียบไปราวกับคิดเรื่องการเป็นนายแบบต่อกับตัวเอง หากแต่เรื่องที่พูดถึงในนาทีต่อมากลับกลายเป็นเรื่องอื่นจนลลิตาแทบตามไม่ทัน 

“แม่ว่าวันศุกร์นี้...เขาจะมาไหม” ดินเนอร์ที่คุณยายจาง ผิงนัดแนะคือเรื่องที่วนเวียนอยู่ในหัวตลอดเวลา ใจเกิดการรอคอยทุกวินาที ทั้งที่ไม่รู้ว่าอีกคนจะยอมมาหรือไม่ 

“ไม่มีใครตอบได้จนกว่าเวลานั้นจะมาถึง” ลลิตาไม่อยากพูดในสิ่งที่ตัวเองไม่รู้จึงเอ่ยคำตอบแบบปลายเปิด “ไม่ต้องกังวลถึงเรื่องในอนาคต คิดแค่เรื่องในปัจจุบันนี้ก็พอนะ” 

ดวงหน้าอ่อนหวานระบายยิ้มให้กำลังใจลูก อาจจะช่วยคนกำลังคิดมากได้ไม่มาก แต่อย่างน้อยก็ทำให้บรรยากาศดีขึ้นเล็กน้อย 

“แม่ไม่อยากให้ลูกเครียด มันไม่ดีต่อร่างกาย” ลลิตาโน้มตัวไปลูบหลังมือของลี่ชิงไปมาอย่างอ่อนโยน สายตาเจือความเป็นห่วงมากล้น 

ลี่ชิงจึงผ่อนลมหายใจออกช้าๆ เพื่อลดความอึดอัดข้างในแล้วส่งยิ้มกลับไปบางเบา 

-- 

เวลานัดคือหกโมงเย็น ไม่รู้ว่าด้วยกลัวรถติดหรือเป็นเพราะความรีบร้อนของใจที่ทำให้ลี่ชิงเลือกจะออกเดินทางไปยังร้านอาหารตั้งแต่บ่ายสาม 

การจราจรของกรุงเทพในเย็นวันศุกร์คือเรื่องน่าขยาด แม้ตอนนี้จะไม่ใช่เวลาเลิกงานแต่บนท้องถนนก็ยังคลาคล่ำไปด้วยรถ 

ดวงตาเรียวรีเหม่อมองออกไปนอกกระจก มองรถคันนั้นคันนี้และวิวข้างทาง ขณะที่มือบนตักบีบกันไปมาแสดงออกถึงความว้าวุ่นในใจ 

ลลิตาลอบมองลูกที่มีอาการแบบที่ไม่เคยเป็นด้วยความเห็นใจ 

ภายนอกลี่ชิงจะดูมั่นใจในตัวเอง ดูเข้าถึงยาก ทว่าตั้งแต่ที่มีเรื่องเฟิงหลงเข้ามาก็หลุดตัวตนที่แท้จริงออกมามากขึ้น 

“เพลงนี้เพลงโปรดลูกนี่” คนเป็นแม่หาเรื่องคุยเมื่อเพลงที่เปิดคลอในรถรันมาถึงเพลงโปรดของคนเป็นลูก 

ลี่ชิงหลุดออกจากความคิดตัวเองพลางหันหน้าไปหาคนที่นั่งอยู่ข้างกาย 

“อืม” 

“ลี่ชิง” 

“อื้อ?” คนถูกเรียกขานรับพร้อมเลิกคิ้วขึ้น 

“ลี่แปลว่าน่ารัก ชิงคำนี้แปลว่านุ่มนวล...พอโตขึ้นลี่ชิงอาจจะมีหลายมุมสำหรับหลายสถานการณ์ แต่สำหรับแม่แล้วลูกยังเป็นเด็กน้อยที่น่ารักแล้วก็นุ่มนวลอยู่เสมอ”  คนพูดแย้มยิ้มน้อยๆ ยามเอ่ยพูดแล้วในหัวนึกย้อนกลับไปถึงเด็กตัวน้อยในวันนั้น 

“...” ถึงลี่ชิงจะไม่เข้าใจนักว่าทำไมแม่ถึงพูดเรื่องนี้ แต่ใจที่ว้าวุ่นก่อนหน้าก็ค่อยๆ สงบลง 

แม่เป็นทุกอย่างเลยจริงๆ 

“อย่ากังวล แค่เป็นลี่ชิงก็พอนะลูก”  

คนถูกปลอบเอื้อมไปจับมือแม่เอาไว้แล้วกระชับแน่น ก่อนจะทิ้งหัวลงพิงกับไหล่เล็กที่เป็นแหล่งพึ่งพิงให้มาตลอดยี่สิบสองปี เปลือกตาสีอ่อนปิดลง ให้ไออุ่นจากผู้ให้กำเนิดปลอบประโลมทุกความกังวล 

แค่เป็นตัวเอง... 

 

ร้านอาหารไทยเก่าแก่ขึ้นชื่อคือสถานที่นัดในวันนี้ จาง ผิง คิดว่าตัวเองมาถึงเร็วแล้ว แต่ยังไม่เท่าสองแม่ลูกที่มาถึงก่อนถึงครึ่งชั่วโมง 

“ฉันคิดว่าฉันมาเร็วแล้วนะ” หญิงชราเอ่ยขึ้นหลังจากที่ทักทายกันเสร็จเรียบร้อย 

“กลัวว่ารถจะติดน่ะค่ะ” ลลิตาตอบคำถามนั้นทั้งที่เหตุผลที่แท้จริงคือความใจร้อนของลูกตัวเอง 

“ขนาดฉันออกมาเร็วก็ยังใช้เวลาเป็นชั่วโมง...เฟิงหลงก็กำลังออกมาแล้วล่ะ” 

แววตาที่ฉาบด้วยความมั่นคงก่อนหน้าวูบไหวไปทันใดเมื่อได้ยินชื่อนั้น ลี่ชิงสูดลมหายใจเข้า พยายามดึงสีหน้าราบเรียบมาใช้อย่างที่ทำเป็นประจำ แม้ตอนนี้จะได้ผลแต่ก็อดคิดไม่ได้ว่าเมื่ออีกคนอยู่ตรงหน้าจะอดทนได้หรือไม่ 

“สิ่งที่ฉันจะบอกคือเฟิงหลงอาจจะมีท่าทางไม่พอใจอยู่บ้าง อย่าถือสาเลยนะ” 

ประโยคนั้นทำให้สองแม่ลูกเหลือบมองหน้ากัน ความไม่สบายใจเกิดขึ้นในอก เป็นลลิตาที่พูดออกไปเสียงเบา 

“คงไม่เต็มใจเลยสินะคะ” 

ท่าทางองอาจ สายตาราบเรียบที่เต็มไปด้วยความอำนาจ บ่งบอกได้ชัดถึงการไม่ยอมโอนอ่อนต่อคำสั่งของคนอื่น อีกทั้งจาง เฟิงหลงไม่รับรู้ถึงกลิ่นของคู่โชคชะตา การต่อต้านจึงคงมีไม่น้อย 

“วิธีการของฉันมันอาจจะผิดอยู่บ้าง แต่เชื่อเถอะว่าสุดท้ายแล้วมันดีที่สุด” 

“...” คนทั้งสองไม่เอ่ยอะไร ครุ่นคิดกับเองเพียงเงียบๆ 

ด้านลลิตาสิ่งเดียวที่เป็นห่วงคือความรู้สึกของลูก ด้านลี่ชิงคือหวั่นกลัวกับท่าทางของอีกคนที่จะมีต่อตัวเอง เพราะไร้ความมั่นใจว่าจะสามารถทำให้เฟิงหลงรู้สึกอะไรได้ 

“เวลามันมีค่ามากจนฉันไม่อยากให้หลานชายทิ้งมันไปเปล่าๆ เขาควร...ได้ใช้มันอย่างคุ้มค่าที่สุด” ท้ายประโยคจาง ผิง เอ่ยด้วยเสียงแหบพร่า ดวงตาฝ่าฟางทอดมองใบหน้าของลี่ชิงด้วยสายตาที่คนถูกมองขมวดคิ้ว  

มันมีแววของความเสียใจ... 

“เอาล่ะ เรามาคุยเรื่องงานหมั้นกันพลางๆ ดีกว่า”  

เพียงชั่วพริบตาอารมณ์ของหญิงชราก็ถูกปิดจนมิด ไม่อาจให้ลี่ชิงได้ค้นหาอะไรไปมากกว่านั้น โดยที่ลลิตาก็รู้สึกเช่นเดียวกัน 

เหมือนคุณยายผิงมีเรื่องบางอย่างซ่อนอยู่ 

 

ร่างสูงใหญ่ที่ยังคงอยู่ในชุดทำงานเต็มยศก้าวตรงไปทางห้องวีอีพีด้วยสีหน้าราบเรียบเย็นชา แผ่ไอเย็นออกมากรุ่นรอบกายจนหลายคนที่ลอบมองรู้สึกขนลุกซู่ กอปรกับมีคนชุดดำเดินประกบทั้งสองข้างยิ่งพาให้บรรยากาศในร้านแปรเปลี่ยนเป็นอีกแบบ 

“เชิญค่ะ”  

พนักงานสาวก้มหน้าลงแล้วผายมือเชิญยามเปิดประตูออกให้  

ดวงตาคมกลายเป็นสีดำสนิท ลมหายใจแห่งความไม่พอใจถูกสูดเข้าลึกเพื่อระงับมันให้หยุดนิ่ง จากนั้นเท้าแกร่งก็ก้าวเข้าไปเผชิญหน้ากับคนทั้งสาม 

จาง ผิง มองหน้าหลานชายตัวเองที่มาถึงตามเวลานัดไม่ขาดไม่เกินด้วยความพึงพอใจ ขณะที่ลี่ชิงต้องวางมือลงบนขอบเก้าอี้ข้างตัว ออกแรงกำแน่นจนเห็นเส้นเลือดที่หลังมือเพื่อระบายความสั่นไหวของใจ 

ดวงตาเรียวพยายามดึงหนีไปทางอื่นแต่มันไม่เป็นผลเมื่อร่างกายเชื่อฟังคำสั่งของใจมากกว่า 

เสียงฝีเท้าหนักๆ ดังขึ้นในความเงียบ เฟิงหลงเดินไปนั่งลงข้างผู้เป็นย่าโดยไม่มองหน้าใคร โดยสิ่งที่ทำให้หงุดหงิดมากที่สุดคือสายตาที่เอาแต่จับจ้องมาไม่หยุดจากบางคน จนสุดท้ายแล้วต้องตวัดหางตาไปตำหนิถึงความไร้มารยาท 

กึก 

ลี่ชิงตัวแข็งค้างยามถูกมองเล็กน้อย เหมือนมีกระแสไฟฟ้าวิ่งพล่านทั่วร่าง ชั่วงเวลาเพียงเสี้ยววินาทีกลับตรึงให้ความรู้สึกอยู่ที่ดวงตาสีนิลคู่นั้นอย่างยาวนาน 

แผ่นอกเริ่มขยับขึ้นลงถี่เพราะแรงหายใจ กระทั่งคนเป็นแม่ที่นั่งอยู่ต้องเอื้อมมาจับมือเอาไว้แล้วลูบไปมา 

“รถติดหรือเปล่า” จาง ผิง เอ่ยถามเฟิงหลงขึ้น 

“ติดครับ” คนถูกถามตอบด้วยน้ำเสียงเย็นชา “เสิร์ฟอาหารเลย...จะได้รีบกินแล้วรีบกลับ” หันไปบอกพนักงานที่ยืนอยู่มุมห้องแล้วก็หยิบผ้ามาคลี่คลุมลงบนตัก 

จาง ผิง ลอบถอนหายใจให้กับท่าทางนั้นก่อนจะหันไปพนักหน้าให้พนักงานเพื่อยืนยันคำสั่ง 

ด้านลลิตาก็ลอบมองเฟิงหลงและลูกของตัวเองอย่างเป็นกังวล เห็นท่าทีนั้นแล้วก็อดเป็นห่วงความรู้สึกของลี่ชิงตามประสาแม่คนไม่ได้ 

ไม่นานนักอาหารก็ทยอยมาเสิร์ฟ พอผู้อาวุโสตักอาหารคำแรกเข้าปากทุกคนจึงได้เริ่มขยับช้อนซ้อมในมือตัวเอง 

“ตักอาหารให้น้องหน่อยสิ”  

เฟิงหลงหันขวับไปมองผู้เป็นย่า คิ้วเข้มขมวดมุ่น สายตาเต็มไปด้วยความไม่พอใจ ทว่าสุดท้ายก็ไม่อาจสู้กับสายตาราบเรียบเด็ดขาดนั้นได้ 

เสียงถอนหายใจดังขึ้นอย่างไม่ปกปิด ก่อนอาหารซึ่งใกล้มือที่สุดจะถูกตักไปวางใส่จานของคนที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามโดยไม่แม้แต่จะมองหน้า 

แต่เพียงเท่านั้นก็ทำให้ลี่ชิงลอบดีใจกับตัวเอง หัวใจมันฟูฟ่องทั้งที่ไม่ได้ดูน่ายินดีสักเท่าไหร่ เพราะสีหน้าอีกคนแสดงออกถึงความฝืนใจอย่างชัดเจน 

“เฟิงหลงชอบกินปลานะ”  

ดวงตาเรียวเลื่อนขึ้นมองหน้าคุณยายผิง เมื่อเห็นสัญญาณบางอย่างจึงหันไปมองหน้าคนที่นั่งทานข้าวเหมือนอาหารไม่อร่อยแล้วกลั้นใจเอื้อมไปตักปลาช่อนลุยสวนให้ด้วยเพราะใจอยากทำ 

แกร๊ก 

“ผมอิ่มแล้ว” 

เนื้อปลาคำนั้นไม่ถูกแตะต้อง ซ้ำร่างสูงยังวางช้อนซ้อมลงทันใดราวกับรังเกียจกัน 

ลี่ชิงกลืนความเสียใจลงคออย่างยากลำบาก พยายามไม่แสดงให้คนอื่นรู้ว่าอยากร้องไห้ขนาดไหน 

อยากร้องไห้ทั้งที่ไม่ร้องมาตั้งแต่จำความได้... 

เพราะเป็นคู่แห่งโชคชะตา การกระทำเพียงน้อยนิดก็ส่งผลต่อความรู้สึกได้อย่างมหาศาล 

“เฟิงหลง” จาง ผิงเรียกชื่อหลานชายเสียงเย็นเยียบเป็นการเตือนว่ากำลังทำในสิ่งที่ไม่สมควร 

“ทานข้าวแล้วก็กลับได้แล้วใช่ไหม” 

นอกจากไม่รักษาน้ำใจลี่ชิงแล้วยังหยัดกายลุกขึ้นเต็มความสูง บ่งบอกความไม่อยากอยู่เต็มแก่ 

“อาร์เธอร์...อย่าเสียมารยาทกับคุณน้าและลี่ชิง” 

การเรียกด้วยชื่อที่เอาไว้ให้สำหรับคนอื่นคือคำเตือนจากผู้เป็นย่าที่ทำให้ดวงตาสีดำสนิทไหวสั่น เฟิงหลงมองหน้าย่าตัวเอง เอ่ยเรียกด้วยน้ำเสียงผิดหวัง 

“ไหน่ไน” 

“...” คนถูกเรียกไม่ตอบอะไร แต่สื่อสารผ่านทางสายตาที่เด็ดขาด 

ฝ่ามือหนากำแน่นเข้าหากัน จากนั้นจึงตวัดสายตาไปมองหน้าเด็กนั่นสาดซัดความกรุ่นโกรธใส่จนคนถูกมองรู้สึกร้อนๆ ที่ปลายจมูก 

ลี่ชิงต้องรีบเบือนสายตาหนีก่อนตัวเองจะแสดงอาการจะร้องไห้ออกไป

“ถ้าอย่างนั้นผมก็มีเรื่องจะคุยกับเด็กคนนี้”

“เรียกน้องว่าลี่ชิง” 

หากสายตาเฟิงหลงคือเปลวเพลิง เวลานี้มันคงเป็นไฟกองใหญ่ที่สามารถแผดเผาห้องนี้ให้กลายเป็นเพียงเถ้าถ่านได้

ลลิตาจับมือลูกเอาไว้แน่น ให้กำลังใจเท่าที่สามารถจะทำได้ พลางมองหน้าคนที่ยืนอยู่อย่างหวาดหวั่นกับการจะให้ลูกออกไปคุยด้วย

“ผมมีเรื่องจะคุยกับ...ลี่ชิง!”

สรรพนามที่ใช้เรียกเป็นไปตามที่ จาง ผิงต้องการ แต่น้ำเสียงกลับกระแทกกระทั้นรุนแรงพอๆ กับเสียงฝีเท้าที่ก้าวออกจากห้องไปให้คนทั้งสามได้แต่มองตาม

“ฉันขอโทษแทนเฟิงหลงด้วยนะ” จาง ผิง กล่าวกับคนทั้งสองจากใจจริง

“ดูท่าแล้วเฟิงหลงคงจะ...ไม่พอใจมาก งานหมั้นจะสามารถเกิดขึ้นได้จริงๆ หรือคะ” 

คนถูกถามยังคงพยักหน้ายืนยันให้ลลิตาถอนหายใจออกมาเบาๆ จากนั้นจึงเหลือบมองหน้าลี่ชิงซึ่งนั่งก้มหน้ามองเพียงมือตัวเองนิ่ง มือที่ยังคงจับกันอยู่กระชับแน่น

“อดทนหน่อยนะลี่ชิง”

ลี่ชิงค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมองคุณยายผิง แม้ใจจะเหมือนสู้แทบไม่ไหวแต่เสียงเล็กๆ ในส่วนลึกก็สั่งให้ลองพยายาม คำตอบจึงเป็นการพยักหน้ารับ

“ผมจะอดทน” คำเพียงสี่คำที่ใช้บอกตัวมาตลอดชีวิตถูกเอ่ยขึ้น

แววตาของลี่ชิงแปรเปลี่ยนไปเมื่อคิดว่าจะลองอดทนจนกว่าจะไม่อาจทนไหว 

ถึงเวลานั้นอาจต้องยอมฝืนโชคชะตา...

 

ความหงุดหงิดที่หาทางออกไม่ได้ถูกระบายออกด้วยบุหรี่ หวังให้นิโคตินดับความร้อนรุ่มในใจ แต่ผ่านไปแล้วครึ่งมวนกลับไม่ช่วยอะไรจนมันถูกปาลงบนพื้น ปลายรองเท้าหนังราคาแพงขยี้เปลวไฟให้ดับมอดทว่ากลับรุนแรงจนเหมือนตั้งใจจะให้มันให้แหลกลาญ

พรึบ

เสียงของการเคลื่อนไหวเรียกให้เฟิงหลงหันไปหา เมื่อเห็นคนที่เป็นสาเหตุของอาการหงุดหงิดทั้งหมดความร้อนในกายก็ยิ่งทวีคูณ

ลี่ชิงกัดฟันแน่นแล้วเชิดหน้าขึ้นทั้งที่ข้างในสั่นไหววูบโหวง แทบยืนไม่อยู่

อดทน...

“เธอมีแผนการอะไรกันแน่” 

ไม่เพียงแต่พูดเปล่า ร่างสูงปราดมาใกล้แล้วคว้าต้นแขนเอาไว้พร้อมออกแรงบีบโดยไม่ออมมือ ลี่ชิงกัดฟันกลั้นความเจ็บ มากกว่าความเจ็บทางร่างกายคือความเจ็บปวดทางใจ

“หลอกล่อไหนไน่ให้เชื่อใจเพื่อที่จะจับฉันด้วยวิธีการไหน เข้าหาแกเรนยังไง พูด!!”

แรงเขย่าส่งผลให้ร่างเพรียวสั่นคลอน วินาทีที่เกือบจะหลุดเสียงร้องเพราะความเจ็บตรงต้นแขนลี่ชิงก็กัดริมฝีปากเอาไว้ จองใบหน้าคนพูด ก่อนจะเก็บซ่อนทุกความรู้สึกเหมือนอย่างที่ทำมาตลอดเกือบทั้งชีวิต

ซ่อนมันลงไปให้ได้ลี่ชิง

“ผมไม่ได้ทำอะไรที่คุณพูด” น้ำเสียงถูกพยายามทำให้ราบเรียบเช่นเดียวกับสีหน้า

“ฉันไม่เชื่อ”

“นั่นมันก็เป็นเรื่องของคุณ” 

ลี่ชิงค้นพบว่าตัวเองเก่งไม่น้อยกับการปั้นหน้าไม่ให้อีกคนรู้ว่ากำลังเจ็บปวดและเสียใจได้แบบแนบเนียน

ในสายตาคุณเฟิงหลง เขาเป็นคนที่แย่แค่ไหนกัน

ขณะที่เฟิงหลงมองคำพูดและท่าทางที่แสนหยิ่งยะโสของเด็กที่อายุน้อยกว่าถึงสิบเอ็ดปีอย่างไม่พอใจ มือที่จับอยู่บนแขนนั้นออกแรงมากขึ้นโดยไม่รู้ตัว ก่อนสายตาจะสะดุดเข้ากับลำคอบางที่ว่างเปล่า

ปกติโอเมก้าจะใส่ปลอกคอเอาไว้เพื่อป้องกันการถูกกัดโดยไม่ได้ตั้งใจ

“เหตุผลของนายก็คือการอยากลบภาพความเป็นโอเมก้าของตัวเองสินะ” เสียงทุ้มเจือความเย้ยหยัน “อยากจับฉันเพื่อจะอัปเกรดตัวเองให้ทุกคนยอมรับ”

ความเจ็บตรงแขนและริมฝีปากเกินคำว่าเจ็บจนเป็นความชา ทว่าหัวใจกลับไม่เป็นแบบนั้น มันเจ็บซ้ำแล้วซ้ำเล่า เหมือนมีมือที่มองไม่เห็นบีบขยี้หัวใจซ้ำไปซ้ำมา

“หวังว่าจะไม่ทำตัวน่ารังเกียจถึงขนาดที่วางแผนมาฮีทใส่ฉันล่ะ”

แล้วก็ใช้มีดจ้วงแทนจนมันแหลกสลายไม่มีชิ้นดี

เฟิงหลงพูดพร้อมทั้งหัวเราะหยัน จากนั้นก็สะบัดมือออกอย่างไม่อยากแตะต้องอีกต่อไป

เมื่อไร้การถูกรั้งเอาไว้ลี่ชิงก็เตรียมตัวจะไปจากตรงนี้ให้เร็วที่สุด

“ถ้าเรื่องที่คุณจะคุยคือเรื่องพวกนี้ ผมขอตัว” ร่างเพรียวหมุนตัวแล้วก้าวยาวๆ ทว่าเสียงกัมปนาทก็ดังตามมาให้การเดินชะงัก

“เดี๋ยว!” ลี่ชิงรอว่าอีกฝ่ายจะพูดอะไรต่อ “โทรไปปฏิเสธแกเรนเรื่องการเป็นนายแบบซะ”

ฟันซี่ขาวกัดปาดข้างในจนได้กลิ่นคาวเลือด นิสัยไม่ยอมคนกำลังถูกกระตุ้นให้ทำงาน

ไม่อยากให้เขาทำงั้นเหรอ

“ได้ ผมจะโทรไป”

“...” เฟิงหลงรู้สึกดีขึ้นมาอยู่บ้างที่เด็กนั่นจะยอมทำตามสิ่งที่บอก

“เพื่อบอกว่าตกลง” 

แต่แล้ววินาทีต่อความรู้สึกดีเล็กๆ นั้นก็เปลี่ยนเป็นความโมโหอย่างขีดสุด มองคนที่เดินกลับเข้าไปในร้านอย่างอยากกระชากมาเขย่าแล้วเค้นถามว่าวางแผนทั้งหมดนี้ไปเพื่ออะไร 

เขาไม่มีวันแต่งงานกับเด็กร้ายกาจนี่! 

 

ลี่ชิงไม่อาจกลับเข้าไปในห้องอาหาร ลับสายตาคนใจร้ายมาได้ก็เดินอย่างซวนเซไปที่รถ สภาพที่จวนเจียนจะร้องไห้อยู่รอมร่อทำให้คนขับรถตื่นตระหนก จากนั้นจึงรีบเปิดประตูรถให้ 

“โทรบอกแม่ด้วยว่าฉันมารอที่รถแล้ว” พูดเพียงเท่านั้นก็ปิดเปลือกตาลง เม้มปากแน่น ปล่อยน้ำตาให้ไหลลงแบบที่ไม่เคยเป็นมาก่อน 

“หวังว่าจะไม่ทำตัวน่ารังเกียจถึงขนาดที่วางแผนมาฮีทใส่ฉันล่ะ” 

เพราะมันเป็นคำพูดจากคนคนนั้น คนที่เป็นคู่แห่งโชคชะตา จึงรุนแรงกว่าใครพูดหลายเท่า 

เพียงเท่านี้คำว่าอดทนก็แตกกระจายไปคนละทิศทาง เหมือนใจจะทนไม่ไหวทั้งที่เพิ่งเริ่มต้น 

เพิ่งเริ่มเท่านั้นเองหรือ 

ครืด 

“ลี่ชิง” เสียงประตูรถดังขึ้นพร้อมกับเสียงของคนเป็นแม่ แล้วลี่ชิงก็โถมตัวเข้าหาแหล่งพึ่งพิงเดียวที่มี กลั้นเสียงสะอื้นเอาไว้สุดความสามารถ 

ลลิตาน้ำตาคลอด้วยความสงสารลูกจับใจ มือคอยลูบไล้แผ่นหลังบางไปมา กระซิบคำปลอบโยนอยู่อย่างนั้น 

ต้องโทษใครที่ทำให้เป็นแบบนี้ หรืออาจเป็นเธอที่ผิดที่สุด 

ผิดที่ทำให้ลี่ชิงเกิดมาเป็นแบบนี้ 

-- 

“อาเฟิงพูดอะไรกับน้อง ทำไมลี่ชิงถึงได้กลับไปเลยแบบนั้น” 

จาง ผิง เอ่ยถามทันที่กลับมาถึงบ้าน มองร่างสูงใหญ่ข้างหน้าด้วยสายตาขุ่นเคืองเมื่อเดาได้ว่าเรื่องที่หลานชายเรียกลี่ชิงออกไปคุยต้องเป็นเรื่องที่ไม่ดีนัก 

“ผมก็พูดปกติ” เฟิงหลงหมุนตัวกลับไปตอบผู้เป็นย่า 

“ปกติที่ว่าคือเรื่องอะไร” 

“...”  

“จาง เฟิงหลง” จาง ผิงเรียกชื่ออย่างเต็มยศเพื่อบอกให้เฟิงหลงพูดมันออกมา 

“ผมไม่เข้าใจว่าทำไมไหน่ไนถึงเชื่อใจเด็กคนนั้นแล้วก็ยัดเยียดให้ผมแต่งงานด้วย ไหน่ไนไม่รู้สึกว่ามันแปลก หรือไม่ได้คิดว่าลี่ชิงอะไรนั่นกำลังมีแผนอยู่หรือไง”  

คนถูกเค้นถามไม่ตอบประเด็นก่อนหน้า หลบเลี่ยงด้วยการพูดเรื่องอื่น 

จาง ผิง มองใบหน้าที่คล้ายคลึงกับสามีและลูกชายตัวเองนิ่ง ความเสียใจถูกเก็บเอาไว้ในส่วนลึก จากนั้นจึงตอบออกไปเสียงแผ่ว 

“ไหน่ไนเชื่อเพราะไหน่ไนรู้ในสิ่งที่อาเฟิงไม่รู้” 

“รู้อะไร” คิ้วเข้มขมวดมุ่น 

“เปิดใจที่จะทำความรู้จักกับลี่ชิงหน่อยไม่ได้เลยหรือ”  

คราวนี้เป็นคนแก่กว่าที่เลี่ยงการตอบคำถาม แม้น้ำเสียงจะเจือความขอร้องแต่คนฟังกลับไม่คิดจะใจอ่อน 

“ผมไม่อยากรู้จัก...ถ้าไหน่ไนอยากให้ผมมีลูก ผมก็จะมีให้แต่ไม่ใช่กับคนนี้” 

จาง ผิง เบิกตากว้างกับสิ่งที่ได้ยิน ความคิดของเฟิงหลงสร้างความหวั่นใจให้จนต้องพูดออกไป 

“ถ้าไม่ใช่ลี่ชิงไหน่ไนไม่เอา” 

“...” สองย่าหลานต่อสู้กันด้วยสายตา 

“ถ้าอาเฟิงคิดจะทำ อยากจะให้ไหน่ไนใจช็อกตายก็เอา” ความตายถูกยกมาเป็นคำขู่ทั้งที่ไม่อยากทำ แล้วมันก็ดูเหมือนจะได้ผลเมื่อเสียงเรียกเพราะความตกใจดังตามมาทันใด 

“ไหน่ไน!” 

สายตาของจาง ผิง เต็มไปด้วยความรักและความหวังดี ทว่าเวลานี้คนที่กำลังเข้าใจผิดเหมือนจะไม่รับรู้ 

“แล้ววันหนึ่งเฟิงหลงจะเสียใจที่ทำร้ายลี่ชิงวันนี้” คนเป็นย่าเอ่ยเตือน ก่อนจะหมุนตัวไปทางห้องนอน โดยมีพยาบาลพิเศษเข้ามาช่วยประคอง 

ทิ้งให้เฟิงหลงยืนไม่เข้าใจเรื่องราวทุกอย่างอยู่อย่างนั้น 

เสียใจงั้นเหรอ เขาจะเสียใจทำไมกัน 

ฝ่ามือทั้งสองข้างถูกยกขึ้นมาจับจ้องให้รู้สึกไม่เข้าใจยิ่งกว่าว่ายกขึ้นทำไม 

ก็แค่ฝ่ามือที่บีบแขนเด็กนั่นอย่างไม่ออมแรง 

-- 

หลังจากวันนั้นลี่ชิงก็มีท่าทางเซื่องซึม เก็บตัวอยู่ในบ้าน มีท่าทางเหม่อลอยราวกับครุ่นคิดอะไรบางอย่างตลอดเวลาจนคนเป็นแม่รู้สึกเป็นกังวล 

“ชิงชิง”  

คนถูกเรียกเลิกคิ้วรับเป็นการบอกว่ารับรู้ 

“วันอาทิตย์นี้ไปบ้านคุณยายกับแม่ไหม” ลลิตาถามขึ้นระหว่างกำลังนั่งทานผลไม้หลังมื้ออาหารเย็น เหตุผลของการชวนลูกคือไม่อยากให้ลี่ชิงอุดอู้ วนเวียนคิดแต่เรื่องเดิมๆ 

“ไป...” ใบหน้าเรียวกดลงรับช้าๆ “แม่” 

“หืม” ลลิตาขานรับเมื่ออยู่ดีๆ ลี่ชิงก็เอ่ยเรียก พอรอฟังเจ้าตัวก็มีสีหน้าลังเล หลายวินาทีกว่าจะพูดอะไรออกมาด้วยเสียงแผ่วเบา 

“จะสู้ต่อดีไหม” 

ประโยคนั้นไม่พ้นเรื่องที่เดาเอาไว้ 

คนเป็นแม่สูดลมหายใจเข้าช้าๆ จากนั้นจึงลองถามกลับ 

“แล้วใจลูกมันบอกว่ายังไง” 

คนถูกถามนิ่งคิดทั้งที่คิดกับตัวเองมาเป็นร้อยรอบ ริมฝีปากบางถูกขบกัด ก่อนดวงตาเรียวรีที่หลุบลงเพื่อครุ่นคิดกับตัวเองจะช้อนขึ้นมองหน้าแม่ 

“เรา...ให้หมอปรับยาได้หรือเปล่า” 

ลลิตาชะงักไปเล็กน้อย 

“เราคงต้องถามคุณหมอดู แต่แม่ว่า...มันเป็นบททดสอบที่ดีอยู่เหมือนกัน ถ้าเฟิงหลงสามารถรักลูกได้โดยปราศจากกลิ่นของคู่โชคชะตา นั่นหมายความว่าลูกทั้งสองไม่ได้ถูกกำหนดไว้ด้วยเบื้องบนเพียงเท่านั้น” 

“...” ลี่ชิงได้แต่เงียบเนื่องจากกำลังคิดตามสิ่งที่ผู้ให้กำเนิดพูด 

“ความจริงแม่ไม่อยากให้ลูกต้องอดทน ไม่อยากให้ต้องเสียใจ แต่ว่าการได้รักกับคนที่เป็นคู่แท้คงเป็นเรื่องที่วิเศษมาก” 

ความรู้สึกที่ใช่ว่าทุกคนจะมีคือสิ่งที่ทำให้ลลิตาอยากให้ลูกไม่ยอมแพ้ เธอได้เรียนรู้จากชีวิตคู่ที่ไร้ความรักของตัวเอง ได้เข้าใจว่ามันคงดีไม่น้อยหากคนสองคนอยู่ด้วยกันด้วยความรู้สึกที่สวยงาม ไม่ใช่ความขื่นขมจากการต้องแต่งงานกันเพราะผลประโยชน์ของครอบครัว 

ยิ่งถ้าเป็นคู่แห่งโชคชะตากันแล้ว คงเป็นเรื่องที่งดงามที่สุด 

ด้านลี่ชิงก็สูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อปัดเป่าความวูบโหวงในอกให้ออกไป คำพูดของแม่ส่งผลให้ใจที่ไม่มั่นคงมีความหนักแน่นมากขึ้น 

“...จะลองดู”  

“เฟิงหลงทำแบบนั้นเพราะเขาไม่ได้กลิ่นอะไร อยู่ดีๆ ก็ถูกบอกให้แต่งงานกับใครที่ไหนไม่รู้ก็คงคิดมากเป็นเรื่องปกติ ลี่ชิงจะต้องเข้าใจตรงนั้น ไม่ว่าเฟิงหลงจะพูดหรือทำอะไรก็ต้องปล่อยวาง เข้าใจไหมลูก”  

พอแม่พูดให้ได้ตระหนักคิดแล้ว ความหนักอึ้งในอกก็เหมือนจะบรรเทาลง 

นั่นสินะ อีกฝ่ายไม่ได้กลิ่น ไม่รู้เรื่องอะไรเลยนี่นา 

“แม่เองก็เชื่อว่าสุดท้ายแล้วลูกจะทำให้เฟิงหลงรู้สึกได้” 

“ลูกก็จะเชื่อ” 

แล้วสองแม่ลูกส่งยิ้มอย่างให้กำลังใจกันและกัน 

ดวงตาเรียวรีเป็นประกายกว่าทุกวันเมื่อความคิดที่ก่อนหน้านี้ลังเลมีคำตอบที่ชัดเจนแล้ว 

-- 

หน้าจอโทรศัพท์ปรากฏเบอร์โทรสิบหลักที่เหลือเพียงแต่การกดปุ่มโทรออก ลี่ชิงจับจ้องมันอยู่อย่างนั้นกระทั่งเวลาผ่านไปเกือบสิบนาที สุดท้ายแล้วจึงสูดลมหายใจเข้าลึก ก่อนจะแตะนิ้วลงบนปุ่มสีเขียว ยกโทรศัพท์ขึ้นแนบหู รอสายสัญญาณอยู่สักพักก็มีคนรับ 

“สวัสดีครับ แกเรนพูด” 

ลี่ชิงเงียบไปชั่วอึดใจ ทบทวนสิ่งที่ตัวจะพูดแล้วตอบกลับด้วยเสียงฟังชัด 

“สวัสดีครับ ผม...หวัง ลี่ชิง” 

ปลายสายเงียบไปเล็กน้อย 

“ดีใจที่ในที่สุดคุณก็ติดต่อกลับมา ผมหวังว่าจะไม่ได้เป็นการโทรมาปฏิเสธ”  

น้ำเสียงของปลายสายมีความยินดีระคนตื่นเต้นเจืออยู่จนสัมผัสได้ 

“ผม...” 

“...” 

“สนใจที่จะเป็นนายแบบโมเดลลิ่งคุณ” 

พูดออกไปแล้วก็เหมือนได้ยินเพียงความเงียบอยู่ราวๆ สิบวินาที แล้วก็ตามมาด้วยเสียงบางอย่างหล่นกระทบพื้น พร้อมกับที่เสียงอุทานดังขึ้น 

“Awesome! เราจะเจอกันเพื่อคุยรายละเอียดเมื่อไหร่ดี!!” 

 

 

TBC. 

 

เปิดโอกาสให้ฟาดคุณเฟิงได้เต็มที่เลยค่ะ>////< 

ใจร้ายสุดดดด 

ลี่ชิงต้องสู้นะลูกกกกก อย่าไปยอมมม 

ฝากแท็ก#มังกรซ่อนเพชร ด้วยนะคะะะะ 

แล้วเจอกันตอนหน้าค่า 

ความคิดเห็น