บัวมาลัย
email-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

สำรวจแผ่นดินใหม่

ชื่อตอน : สำรวจแผ่นดินใหม่

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย ลึกลับ,สืบสวน สอบสวน

คนเข้าชมทั้งหมด : 56

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 29 ก.ย. 2562 09:47 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
สำรวจแผ่นดินใหม่
แบบอักษร

สำรวจแผ่นดินใหม่ 

ก่อนที่พระนางจะล้มตัวลงนอนบนเสื่อบาง ๆ กลางห้องเล็ก ๆ ในมหาวิหาร พระนางทรงนั่งนิ่ง ๆ สักพัก ก่อนที่จะเอ่ยออกมาเบา ๆ ว่า 

                             “ข้าต้องทำอะไรอีกบ้างลูกนก ข้าจะแก้ไขอะไรได้บ้างเพื่อไม่ให้เมืองนี้เป็นอย่างที่เจ้าให้ข้าเห็น” 

                             ทรงนั่ง ๆ นิ่ง ๆ สักครู่ ก็ล้มตัวลงนอนในท่อนอนหงายแขนขาชิดลำตัวท่าเดียวกับกับลูกนกที่นอนตัวแข็งทื่อสภาพนี้ในกุฎิเพียงลำพังเช่นกัน 

                             ฉันรู้สึกว่าตังเองสั่น ๆ มีเสียงอื้ออึงในสมอง เสียงเหมือนคลื่นความถี่อะไรสักอย่างหนึ่งที่ไม่ได้รุนแรงนักค่อย ๆ ไหลออกจากสมองของฉัน 

                             เจ้านางเองก็มีอาการเดียวกับฉัน แต่เป็นผู้รับคลื่นความถี่ที่ฉันส่งออก  ร่างของเราทั้งสองคนมีอาการสั่นเล็กน้อยเช่นเดียวกัน 

                             “สถานที่ที่ 5 ที่สุดท้ายที่ข้าจะพาเจ้านางไปดู เจ้านางเคยเสด็จไปด้วยองค์เองมาแล้วครั้งหนึ่ง หากแต่ในครั้งนี้ข้าจะพาเจ้านางมาดูตั้งแต่การเริ่มต้นสร้างสถานที่แห่งนี้ สถานที่ที่เจ้านางออกแบบการสร้างและควบคุมดูแลด้วยพระองค์เอง” 

............................................................................................... 

 

                             ในท้องพระโรงวันนี้ ข้าราชบริพารชั้นผู้ใหญ่ยังคงอยู่ล้อมรอบกระบะแผนที่ขนาดใหญ่ ส่วนอำมาตย์ทั่วไป กำลังเกณฑ์ไพร่พล ทหาร และชาวบ้านเพื่อเร่งขุดคันดินระบายน้ำจากสระบัวหน้ามหาวิหารไปยังลำธารด้านหลังมหาวิหาร ซึ่งลำน้ำที่ไหลในช่วงนั้นอยู่ในระดับของความลาดชันที่มีความเร็วและแรงดันของน้ำเหมาะสมที่จะไหลเข้ามาตามแนวขุดลอกที่ดักไว้ตรงนี้ 

                             หากการขุดลอกนี้เสร็จ พื้นที่ระหว่างมหาวิหารและพระมหาราชวังจะถูกกั้นด้วยคลองสายเล็ก ๆ  แห่งนี้ ขนาดความกว้างที่ไม่สามารถกระโดดข้ามพ้นได้ จึงต้องสร้างสะพานเพื่อเชื่อมระหว่างสถานที่สำคัญทั้งสองแห่งนี้ด้วย 

                             “ท่านมั่นใจมากน้อยเพียงใดท่านอำมาตยนายกในการสร้างทำนบดินบังคับน้ำจากลำธารให้ไหลเข้ามาในคูเมืองครั้งนี้”  

                             สุรเสียงของพระเจ้าหรรษาชยวรมันต์ทรงแฝงไว้ด้วยความกังวล 

                             “ตอนนี้แหล่งน้ำที่อุดมสมบูรณ์ที่สุดของเมืองเราก็เหลือแต่ที่นี่แห่งเดียวเท่านั้น พะยะค่ะ ลำน้ำอื่น ๆ แห้งเหือดเกือบหมดแล้ว  ผู้คนชุมชนนอกเมืองบางแห่งอบยพไปอยู่แคว้นอื่น ๆ กันหลายครัวเรือน โดยส่วนใหญ่จะมุ่งไปทางแคว้นสุพรรณภูมิ เพราะลำน้ำท่าจีนยังอุดมสมบูรณ์นักเนื่องจากลำนำจรเข้ได้เปลี่ยนเส้นทางลงไปยังแม่น้ำสายนี้” 

                             “สถานการณ์เท่ากับเราไม่มีทางเลือก” 

                             มเหษีเทวีนทีนาถตรัสออกมาเงียบ ๆ  

                             “ตอนนี้ส่วยสาอากรที่ส่งเข้าเมืองมาเป็นอย่างไรบ้าง” 

                             เจ้านางทรงถามคำถามขึ้นกลางที่ประชุม 

                             “ช่วงเดือนที่ผ่านมานี้ชาวบ้านแทบไม่มีส่งเข้ามาเลยพะยะค่ะ แถมพ่อค้าแม่ค้ายังขึ้นราคาจนชาวบ้านเดือดร้อนกันไปถ้วนหน้า” 

                             “เสด็จพ่อ เสด็จแม่เพคะ ลูกประสงค์อยากจะเก็บเมล็ดพันธ์พืชไร่ต่าง ๆ เอาไว้ หากลูกจะขอพระราชทานอนุญาตให้เอาข้าวเปลือกที่เรามีมากมายในท้องพระคลังเอาออกมาแลกกับชาวบ้านได้มั้ยเพคะ” 

                             ทุกคนในห้องนั้นแสดงความแปลกใจออกมาทางสีหน้าแม้แต่ผู้ที่ต้องอนุญาตก็เช่นกัน มีเพียงคนเดียวที่ยังสงบเรียบเฉยคืออำมาตย์มนตรีรณกฤติสันตเดโชชัย  

               “ข้าวเปลือกในท้องพระคลังหลวงเรามีจำนวนมาก หากเราเอาของที่ส่งเข้ามาก่อน ๆ นี้มาแจกก็จะเป็นประโยชน์ต่อชาวบ้านในเมืองและไม่ต้องเสียไปกับมดมอดแมลงต่าง ๆ ด้วยนะพะย่ะค่ะ สำหรับเมล็ดพันธ์พืชต่าง ๆ ข้าพเจ้าคิดว่าเจ้านางคงมีวัตถุประสงค์ที่จะนำไปใช้ในวันข้างหน้า” 

                             อำมาตย์มนตรีรณกฤติสันตเดโชชัย   ผู้ที่ดูแลบัญชีข้าวของต่าง ๆ ในห้องท้องพระคลังทั้งสองแห่งมากกว่าที่ท่านอำมาตยนายกดูแลซะอีกด้วย ลัวยังเป็นผู้ที่มีความฝันเช่นเดียวกับเจ้านาง ทำไมเขาจะไม่เข้าใจในวัตถุประสงค์นี้ 

                             “แล้วเราจะมีข้าวในท้องพระคลังเพียงพอจะเลี้ยงบ่าวไพร่ สนมกำนัล นายเวร ขุนทหาร หรือไม่ศศิพิน” 

                             พระมเหษีเทวีเจ้าตรัสขึ้นด้วยความห่วงใย 

                             “อำมาตย์ทั้งหลายล้วนมีที่นา ที่สวน ตามที่เสด็จพ่อประทานให้ตามชั้นยศเพื่อเลี้ยงดูครอบครัวและบริวารอยู่แล้ว อาจจะได้รับผลกระทบจากการขาดน้ำครั้งนี้ แต่ก็ต้องรับผิดชอบตัวเองและบริวารได้ ส่วนชาวบ้าน ชาวเมืองต่าง ๆ ที่ได้รับความลำบากยากแค้นจริง ๆ เขาอาจจะมีเมล็ดพันธ์ข้าวหรือพืชผักอื่น ๆ แต่ไม่สามารถจะทำการเพาะปลูกได้ในภาวะเช่นนี้ ลูกต้องการที่จะนำมาจัดเตรียมสำหรับไปปลูกพื้นที่อื่นที่น้ำท่าอุดมสมบูรณ์เหมาะแก่การเกษตรมากกว่านี้เพคะ” 

                             “แล้วลูกมองที่ใดไว้เล่าศศิพิน” 

                             พระเจ้าหรรษาชยวรมันต์ถามขึ้นด้วยเสียงที่แฝงด้วยความสงสัยและไม่เข้าใจนัยยะที่เจ้านางศศิพินทุเทวีและอำมาตย์มนตรีรณกฤติสันตเดโชชัยสื่อสารกัน 

                             “ขอเวลาลูกอีกสักนิดเถิดเพคะเสด็จพ่อลูกจะนำมาตอบในท้องพระโรงนี้ แต่ในยามนี้ลูกขอแบ่งกำลังพลออกเป็น 4 ส่วนได้มั้ยเพคะ” 

                             “เจ้าว่ามาเถิด” 

                             พระเจ้าหรรษาชยวรมันต์ครุ่นคิดไปกับพระธิดา 

                             “ส่วนที่หนึ่งให้ทำหน้าที่ในการแลกเปลี่ยนเมล็ดพันธ์ต่าง ๆ กับข้าวเปลือกที่เรามี โดยคิดเป็นอัตราส่วนมาว่าจะต้องมีเมล็ดพันธ์อะไรที่สามารถนำมาแลกได้บ้าง และมีอัตราแลกเปลี่ยนจำนวนเท่าใดต่อข้าวเปลือก 1 ถัง ในส่วนนี้ท่านอำมาตยานายกเป็นผู้ดูแลส่วยสาอากรที่รับมา จึงมีบัญชีควบคุมอยู่แล้ว ขอให้ท่านรับหน้าที่นี้ไป 

                             ส่วนที่สองท่านอำมาตย์สมุตรมนตรี ดูแลไพร่พลในการกั้นคันดิน คันบังคับน้ำตามที่เราคุยกันไว้ และส่งคนตรวจการขึ้นลงของน้ำทะเลให้เป็นเพลาเดียวกันในแต่ละวัน โดยจดทุกครั้งที่น้ำขึ้นและน้ำลงรวมถึงตรวจดูคู คลองต่าง ๆ ที่มีการเปลี่ยนแปลงของลำน้ำ 

                             ส่วนที่สาม เป็นส่วนที่ต้องอารักขาพระมหาราชวังและพระมหาวิหารต่าง ๆ โดยให้เพิ่มหน้าที่ในการตรวจสอบการสั่นของแผ่นดินทุกสามชั่วยาม ให้เอาหูแนบกับพื้นดินยามที่สรรพเสียงต่าง ๆ เงียบลง เพื่อฟังว่าพื้นดินมีการสั่นสะเทือนหรือไม่  ทุกรอบด้านของภูเขามีการพังทลาย หรือดินไหลลื่นลงมาหรือไม่ 

                             ส่วนที่สี่ลูกขอให้อำมาตย์มนตรีรณกฤติสันตเดโชชัย   เดินทางสำรวจเส้นทางจากเชิงเขาริมลำธารด้านหลังมหาวิหารของลูก ไปยังภูผาหินบริเวณนี้” 

                             พระนางชี้จุดบริเวณภูเขาที่มีส่วนงอกกอกมาขนาดใหญ่มองเห็นได้ชัด ชงุ้มภูเขานี้ให้ร่มเงาไปยังสวนส่วนพระองค์ทำให้ร่มรื่นอยู่อยู่เสมอ 

                             “ขอให้ท่านอำมาตย์มนตรีรณกฤติสันตเดโชชัย   เตรียมผู้คนและเสบียงไปให้มากหน่อย เพราะกว่าที่ท่านจะกลับอาจต้องใช้เวลาอีกนาน และไม่รู้ว่าจะมีสัตว์ร้ายหรืออันตรายอะไรรออยู่ข้างบนนั้นบ้าง” 

                             จะโกรธยังไงก็ยังตัดสายใยที่มีได้ไม่ขาด ไม่ว่าจะเป็นใครในท้องพระโรงต่างก็สัมผัสความรู้สึกนี้ได้ 

                             “หากไปถึงยังพื้นที่จุดนี้” 

                             เจ้านางเอานิ้วจิ้มอยู่ที่หน้าผาหินที่วันนี้ไม่ได้เป็นเหมืนตั่งหินเช่นวันที่ฉันขึ้นไป หากแต่เป็นส่วนหนึ่งของภูเขาที่ยื่นออกมาแล้วมีต้นไม้ปกคลุมอย่างชัดเจน 

                             “ท่านจงส่งคนมาเพื่อแจ้งให้ข้าพากำลังพลตามขึ้นไป” 

                             สิ้นกระแสรับสั่งนี้เสียงเซ็งแซ่ดังขึ้นทั่วทั้งท้องพระโรง พระมเหษีเทวีนทีนาถเสด็จลงจากบันไดพระราชอาสน์ลงมาที่ตั่งเบื้องหน้าของเจ้านาง 

                             “ลูกจะเสียงอันตรายเยี่ยงนี้เพื่ออะไรศศิพิน” 

                             ทรงโอบไหล่พระธิดาอย่างตกพระทัย 

                             “เรื่องนี้พ่อคงอนุญาตเจ้าไม่ได้” 

                             “เสด็จพ่อ เสด็จแม่เพคะ โปรดให้โอกาสลูกด้วย น้ำในลำธารก่อนที่จะมายังด้านหลังของมหาวิหารลูกยาวตลอดแนวไปจนมุดเข้าไปในโพรงเขาเลยมหาวิหารเทียมสุวรรณ ไม่เคยเหือดแห้งไปตามฤดุกาลใด ๆ มาก่อนเลย และในเพลานี้ก็ดูแต่จะมีลำน้ำสายนี้เท่านั้นที่จะเยียวยาความแร้นแค้นอดอยากครั้งนี้ได้ ลูกจึงอยากเห็นต้นน้ำของลำธารแห่งนี้เพคะ” 

                             “อำมาตย์มนตรีรณกฤติสันตเดโชชัย   คนเดียวก็สามารถกระทำการนี้แทนเจ้าได้แล้ว ใช่มั้ยรณกฤต” 

                             พระมเหษีเทวีนทีนาถหันไปถามอำมาตย์มนตรีรณกฤติสันตเดโชชัย   ที่นั่งนิ่งและไม่ห้ามปรามใด ๆ เหมือนทุกครั้งที่เจ้านางจะทำการใด ๆ อันเสี่ยงต่ออันตราย หากแต่คราวนี้ทำไมเขาจึงรับฟังคำสั่งอย่างเงียบเฉย หรือเขาตัดใจจากเจ้านางศศิพินได้แล้ว จนไม่มีความห่วงใยในฐานะน้องสาวอย่างที่เคยเป็น 

                             “ทหารที่นำทางร่วมไปกับอำมาตย์มนตรีรณกฤติสันตเดโชชัย   จะต้องมีจำนวนไม่น้อย เพื่อทำเป็นเส้นทางให้ชุดกำลังของลูกเสด็จตามไป หากเสด็จพ่อและเสด็จแม่ยังวางใจในตัวอำมาตย์มนตรีรณกฤติสันตเดโชชัย   ว่าเขาคือผู้ที่อารักขาลูกได้ดีที่สุด ก็ขอให้เชื่อใจได้ว่า เส้นทางที่ลูกจะตามขึ้นไปนั้นเขาต้องป้องกันอันตรายใด ๆ สำหรับลูกเอาไว้เป็นอย่างดีแล้ว” 

                             หลายคนในท้องพระโรงรวมทั้งพระเจ้าหรรษาชยวรมันต์และพระมเหษีเทวีนทีนาถ ต่างพากันคิดว่าความสัมพันธ์ที่ห่างเหินกันไปของเจ้านางศศิพินทุเทวีกับอำมาตย์มนตรีรณกฤติสันตเดโชชัย   อาจจะกลับคืนมาอีกครั้ง ยกเว้นเพียงสามคนนห้องนั้นที่ไม่คิดเช่นนั้นคือตัวของเจ้านางเอง อำมาตย์มนตรีรณกฤติสันตเดโชชัย   และฉัน 

                             “เมื่อสักครู่เจ้าแจ้งว่าขอให้อำมาตย์มนตรีรณกฤติสันตเดโชชัย    เตรียมผู้คนและเสบียงไปให้มากหน่อย เพราะกว่าที่จะกลับอาจต้องใช้เวลาอีกนาน และไม่รู้ว่าจะมีสัตว์ร้ายหรืออันตรายอะไรรออยู่ข้างบนนั้นบ้าง แล้วนี่เจ้ากลับจะตามขึ้นไปโดยไม่รู้ว่าต้องใช้เวลาสักกี่เพลากว่าเจ้าจะกลับมา เจ้าคิดว่าพ่อกับแม่จะเป็นทุกข์แค่ไหนศศิพิน” 

                             “การดำเนินการเพื่อหาพื้นที่ทำการเกษตรเพื่อเพาะปลูก และอาจต้องขนย้ายราษฎรเพื่อหลีกเลี่ยงภัยพิบัติตามที่ท่านมหาราชครูทำนายไว้  ลูกคิดว่าเป็นลิขิตของชะตามกรรมที่ลูกกับ อำมาตย์มนตรีรณกฤติสันตเดโชชัย เท่านั้นที่จะผ่อนหนักเป็นเบาได้ ขอให้เสด็จพ่อเสด็จแม่เชื่อใจในอำมาตย์มนตรีรณกฤติสันตเดโชชัยอีกครั้ง เหมือนดังเช่นที่เคยคิดจะฝากชีวิตลูกไว้กับเขา” 

                             เลิกจากการหารือในท้องพระโรงวันนี้ ฉันรู้สึกเหมือนตัวเองตอนออกจากที่ประชุมผู้บริหารประจำเดือน คอตก ไหล่งุ้ม กับงานที่ได้เพิ่มมา และเป็น Project ใหม่ ๆ ที่ขาด Passion ในการดำเนินการเป็นอย่างมาก หากแต่รู้สึกประหวั่น คาดการณ์สถานการณ์ว่าจะเกิดภัยพิบัติอะไรขึ้นมาถึงขนาดที่พระราชธิดาเจ้าผู้ครองแคว้นต้องเสด็จทรงงานในป่าด้วยองค์เองเช่นนี้ 

                             แม้จะมีข้อข้องใจและมีคำถามมากมายแต่ทุกคนก็แยกย้ายกันไปทำหน้าที่ของตนเอง 

                             ระหว่างที่รอข่าวจากคนของอำมาตย์มนตรีรณกฤติสันตเดโชชัย   ข่าวเรื่องการเปลี่ยนเส้นทางของแม่น้ำก็เริ่มมากขึ้น ตอนนี้น้ำในลำน้ำจรเข้แห้งเหือดจนแทบจะไม่เหลือจรเข้เลย ที่ยังอยู่ก็อาศัยมุดโคลนกันไป อีกหน่อยก็คงย้ายตามเพื่อน ๆ ไปยังลำน้ำที่อุดมสมบูรณ์ แต่จรเข้เหล่านี้คงไม่ได้รอดชีวิตทั้งหมด เพราะในภพภูมิของฉันไม่มีการกล่าวถึงจรเข้ในลำน้ำนี้เลยว่าอพยพไปอยู่ที่ไหนกันบ้าง 

                             การขุดทำนบดินเพื่อกั้นน้ำจากหลังมหาวิหารของเจ้านางศศิพินทุเทวีดำเนินการไปคืบหน้ามากแล้ว อีกไม่นานก็จะถึงริมลำธารแล้ว พื้นที่ส่วนพระองค์ที่เต็มไปด้วยพันธ์ไม้สวยแปลกตา สะอาด สงบเงียบ บัดนี้เต็มไปด้วย บ่าว ไพร่ ผู้คน ที่ต่างมาช่วยกันขุดทำนบนี้ ส่งเสียงพูดคุย สั่งงาน เนื้อตัวคนที่สกปรกมอมแมมด้วยดินโคลนเดินกันเต็มด้านหลังและด้านข้างของมหาวิหาร 

                       พระนางเองยามจะเสด็จผ่านข้ามแนวร่องน้ำนี้ ก็ต้องเดินบนไม้กระดานที่วางพาดไว้เพื่อให้สัญจรได้ชั่วคราว จึงไม่ค่อยสะดวกนักที่จะเดินทางในเพลาที่ไม่มีแสงอาทิตย์ 

                      วันนี้พระนางเดินมานั่งที่แท่นหินเสมือนโต๊ะใต้ต้นคูน ฉันมองตามพระนางไป รอยสีดำที่แห้งสนิทเหมือนเลอะเทอะเป็นดวง ๆ นั้นดูไม่ออกแล้วว่าเคยเป็นหยดเลือด ดินที่พูนขึ้นจากการกลบฝังด้วยฝ่ามือที่เต็มไปด้วยเลือด ก็ราบเรียบไม่เป็นที่สังเกตแต่อย่างใด 

                       “เรื่องราวของเราไม่น่าเป็นเช่นนี้เลยเพคะเจ้าพี่” 

                        ในที่สุดก็ต้องยอมรับออกมาเองว่าพระองค์ก็ยังตัดใจไม่ได้ ยังคงคิดถึงความอบอุ่น การเอาใจใส่ การหยอกล้อยามที่ทรงเคร่งเครียดกับพระราชกิจต่าง ๆ รอยยิ้มและเสียงหัวเราะที่ต่างฝ่ายต่างสร้างให้แก่กัน และยังคงเจ็บปวดเมื่อจิตไปคิดถึงผู้หญิงที่ชื่อรำเพย จนต้องลุกจากที่นั่งตรงนั้น อารมณ์ ณ ตรงนั้น กลับเข้าไปในมหาวิหาร 

                        ฉันอยากบอกพระนางว่าความรู้สึกนี้ไม่ได้หายไปไหนหรอก ในภพภูมิของฉัน ลูกนกกับพี่สรรค์ก็เป็นอย่างนี้ แต่ฉันไม่คิดว่าจะหึงหวงพี่สรรค์จนต้องเสียใจจนสติขาดได้แบบนี้หรอกนะ จะมีก็แค่ความรู้สึกที่ว่าฉันเป็นคนสำคัญที่ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นพี่สรรค์จะต้องตามดูแลอยู่เสมอ ฉันไม่มีหน้าที่อะไรหรือความรู้สึกอย่างใดที่จะต้องตอบแทนพี่สรรค์ ต่อให้แม่จับเราสองคนแต่งงานกัน ฉันก็จะใช้ชีวิตในแบบที่ฉันเป็น พี่สรรค์ไม่สามารถทำให้ฉันรักได้อย่างพี่ปุ๊  

                       วันรุ่งขึ้นพระธิดากำลังเตรียมตัวจะไปเสวยพระกายาหารเช้าที่พระราชวัง ก้ได้ยินเสียงโห่ฮาด้วยความยินดีดังขึ้น จึงรีบเสด็จออกไปดูทางด้านหลังพระมหาวิหาร  ภาพที่เห็นคือคันดินขุดไปชนกับริมลำธารและสายน้ำจากลำธารก็แยกเข้ามาตามคันดินที่สร้างขึ้นนี้ แม้ช่วงต้นทางที่ไหลเข้าคันดินจะแรงสักนิด แต่การควบคุมงานที่ดีเตรียมพร้อมสำหรับการรับแรงตรงส่วนนี้ ทำให้รับมือกับปัญหาได้ไม่ยากนัก 

                       สายน้ำที่ไหลเร็วตามทางลาดชันที่ขุดขึ้นนี้บังคับให้ไปลงที่บ่อบัวหน้ามหาวิหาร ซึ่งตรงนั้นจะมีแนวทำนบที่สร้างไว้อยู่แล้วเพื่อลงไปยังคูเมือง ที่กินอาณาเขตรอบเมืองหลวงแห่งนี้ อย่างน้อยที่สุดชาวบ้านในพื้นที่ลุ่มของเมืองก็จะมีแหล่งน้ำที่ใช้ในการเพาะปลูกกันแล้ว 

                       พระนางทรงดีพระทัยมาก กึ่งวิ่งกึ่งเดินไปที่พระมหาราชวัง แต่เมื่อเสด็จไปถึงทางเข้าก็เจอกับพระเจ้าหรรษาวยวรมันต์และพระมเหษีเทวีนทีนาถที่เสด็จออกมาเพราะตกพระทัยกับเสียงที่ดังเข้าไปถึงภายใน สีหน้าของทั้งสามพระองค์ยินดี พอใจกับผลงานครั้งนี้ เช่นเดียวกับบุคคลที่ยืนอยู่บนหน้าผาหินสีขาวริมลำธารอีกฟากหนึ่ง ที่มองลงมาด้วยรอยยิ้มที่อบอุ่นเหมือนยามที่มองน้องหญิงของเขาปั้นบ้านดินสำเร็จ 

                       “งานที่ข้าแบ่งออกเป็นสี่ส่วนตอนนี้ส่วนที่สองท่านอำมาตย์สมุตรมนตรี สำเร็จแล้ว ต่อไปให้รักษาสภาพร่องน้ำอย่าให้มีสิ่งกีดขวง งานชี้นต่อไปของท่านคือ ไปสำรวจเทือกสวนไร่นาของชาวบ้านบริเวณรอบคูเมืองว่าเขาสามารถทำการเกษตรกันได้ตามปกติหรือยัง และชาวบ้านที่จะอพยพไปยังแคว้นอื่น จะกลับเข้ามาอยู่ในเขตเมืองอีกมากน้อยเท่าใด” 

เจ้านางทรงติดตามงานอย่างใกล้ชิด เป็นที่พอใจของพระราชบิดาเป็นอย่างมาก 

   “ตอนนี้ชุมชนนอกเมืองต่าง ๆ เป็นอย่างไรบ้างท่านอำมาตย์สมุตรมนตรี” 

                        “หากเป็นชุมชนชายแดนในแต่ละด้านของแม่น้ำลำคลองนอกเมือง ส่วนใหญ่จะอพยพไปอยู่ยังแคว้นอื่นตามที่ได้ทรงกราบทูลไว้พะยะค่ะ แต่หากข่าวเรื่องน้ำท่าที่คูเมืองอุดมสมบูรณ์ก็อาจย้ายเข้ามาอยู่ในเมือง เพราะจะง่ายกว่าการที่ต้องไปขออาศัยอยู่ในแคว้นหรืออาณาจักรอื่นพะยะค่ะ” 

                         “แล้วพื้นที่ชุมชนรอบคูเมืองของเราเพียงพอที่จะให้พวกเขาเข้ามาอยู่กันหรือท่านอำมาตย์สมุตรมนตรี” 

                         อำมาตย์สมุตรมนตรีขยับเข้าไปยังกระบะแผนที่แล้วใช้กิ่งไม้แห้งชี้ให้ทุกคนดูบริเวณคูเมืองซึ่งล้อมรอบตัวเมือง ทำให้พื้นดินที่อยู่วงในของลำน้ำกลายเป็นรูปวงรี 

                        “ภายในวงแหวนที่น้ำล้อมเมืองนี้ จะเห็นว่ายังมีพื้นที่ให้ผู้คนอยู่ได้ไม่มากนัก เพราะคนในชุมชนเมืองไม่ได้มีการอพยพออกไป แต่ในส่วนนอกขอบคูเมืองยังมีพื้นที่เพียงพอให้ปลูกบ้านสร้างเรือนและมีพื้นที่ทำการเกษตรได้แล้วพะยะค่ะ” 

                        “ท่านส่งคนไปสำรวจเมืองชุมชนด้านนอกที่ไม่สามารถทำการเกษตรหาเลี้ยงใด ๆ ได้ ให้เข้ามาอยู่บริเวณที่ท่านแจ้งเถิดถ้าหากเขายังเต็มใจที่จะอยู่กับแคว้นของเราที่อาจไม่รุ่งเรืองดังเดิมแล้ว และส่งคนไปนิมนต์พระสงฆ์ ผู้ปฎิบัติธรรมในวิหาร อาคารต่าง ๆ ให้เข้ามาอยู่ในเขตเมืองให้หมด” 

                          เป็นรับสั่งของพระมเหษีเทวีนทีนาถ 

                         “ข้าอนุญาตให้สร้างกุฎิ รอบ ๆ พระมหาวิหารเทียมสุวรรณได้ สำหรับพระสงฆ์ ผู้ทรงศีล เหล่าพรหมณ์ ชี ต่าง ๆ ที่มีพรรษาหรือมีบารมีสูงแล้ว หากปรารถนาจะทำวัตรปฎิบัติภายในมหาวิหารท่านก็จัดสร้างอำนวยความสะดวกให้ท่านเหล่านั้นด้วย” 

                          พระเจ้าหรรษาชยวรมันต์สั่งการกับอำมาตย์สมุตรมนตรี 

                         “ภายในมหาวิหารของข้าก็พอจะรองรับได้ส่วนหนึ่งขอให้ท่านแจ้งมาเถิด” 

                         “รับทราบพะยะค่ะ” 

                         “สำหรับส่วนที่หนึ่งของท่านอำมาตยมนตรีเป็นเช่นใดเล่า” พระเจ้าหรรษาชยวรมันต์ย้อนถามข้อราชการที่พระราชธิดาทรงมอบหมายไว้ 

                         “เราได้เมล็ดพืชผักมาเกือบทุกชนิดแล้วพะยะค่ะ ใช้ข้าวเปลือกไปสิบกระบะ ยังคงเหลือสำหรับที่จะเอาให้ผู้คนแรกได้อีกหลายสิบกระบะพะยะค่ะ” 

                          “เก็บเมล็ดพันธ์เหล่านี้ให้ดี ให้สามารถนำไปเพาะปลูกได้เมื่อข้าต้องการ บางอย่างอาจมีอายุของมันในการแตกหน่ออกใบ ขอให้ท่านนำเอาเมล็ดที่งอกแล้วเหล่านั้น จัดปลูกในกระบะ กระถางไว้ในพื้นที่ใกล้ ๆ กับท้องพระคลัง” 

                          เจ้านางทรงห่วงเรื่องนี้จึงทรงติดตามด้วยพระองค์เอง เช่นเดียวกับส่วนที่สามที่งานอารักขาไม่ได้มีอะไรให้ต้องกังวลนัก แต่การติดตามการสั่นเตือนของแผ่นดินเป็นสิ่งที่พระนางกังวล 

                          “ส่วนที่สามเล่าเป็นอย่างไรบ้าง” 

                          “ภูเขาในส่วนที่เลยมหาวิหารเทียมสุวรรณไปมีก้อนหินกลิ้งหล่นลงมาเป็นจำนวนมาก ก้อนหินเหล่านี้มีขนาดใหญ่ ไม่น่าจะเคลื่อนไหวได้ การสั่นเตือนของแผ่นดินก็ไม่มี ทำให้น้ำในลำธารในช่วงจากมหาวิหารเทียมสุวรรณไปยังภูเขาในแถบนั้นมีระยะทางที่สั้นขึ้นพะยะค่ะ” 

                           อำมาตย์นคฤทธิ์ อำมาตย์อีกผู้หนึ่งที่รับผิดชอบบริหารงานในเขตเมืองหลวง เป็นผู้รับผิดชอบเรื่องนี้ เอากิ่งไม้ชี้ในกระบะให้ทุกคนเห็นได้ว่า แต่เดิมลำธารสายนี้ไหลผ่านจุดสำคัญของเมืองคือมหาวิหารของเจ้านาง พระมหาราชวัง และมหาวิหารเทียมสุวรรณ ซึ่งลำธารต่อจากมหาวิหารเทียมสุวรรณไป จะมีระยะทางอีกยาวมากกว่าลำน้ำจะมุดกลับไปในภูเขาหิน แต่ตอนนี้ระยะทางสั้นลงเหลือเพียงครึ่งหนึ่ง เพราะก้อนหินขนาดใหญ่ที่หล่นลงมาปิดขวางทางน้ำไว้ 

                          “สำหรับส่วนที่สี่” เจ้านางทรงตรัสขึ้นแล้วค้างไว้เพราะมีเสียงจากเบื้องหน้าประตูแจ้งเข้ามาว่า 

                          “อำมาตย์กฤตธรรมฤทธิ์ คนของอำมาตย์มนตรีรณกฤติสันตเดโชชัย   ขอเข้าเฝ้าพะยะค่ะ” 

                           เจ้านางน่าจะทรงยินดีไม่น้อย เพราะทรงเปลี่ยนท่านั่งจากพับเพียบ ห้อยพระบาทลงทันที 

                          “เจ้าไปนำตัวเขาเข้ามาเฝ้าได้เลย” 

                           น้ำเสียงของเจ้านางศศิพินทุเทวีตื่นเต้นมาก ต่างกับพระเจ้าหรรษาชยวรมันต์และพระมเหษีเทวีที่หันสบตากันด้วยความกังวล             

                           ภาพของชายที่แต่งกายยศอำมาตย์ผ้านุ่งโจงกระเบนทิ้งสองชาย ไม่ได้สวมเสื้อมีเพียงทับทรวงแผ่นใหญ่ มวยผมขึ้นกลางศรีษะมีแผ่นทองครอบไว้ ไม่ใช่ใครอื่น เขาคือคนที่พาฉันไปพบหมู่บ้านบนภูเขา เป็นคนพาฉันมาที่นี่ เป็นคนที่ไม่ได้บอกอะไรฉันเลย เป็นคนที่ทำให้ฉันเคารพและไว้ใจ แล้วก็ตลบท้ายด้วยการทำให้ฉันกลัวเขาที่สุด 

                           “อำมาตย์กฤตธรรมฤทธิ์ เป็นอย่างไรบ้าง” 

                            เจ้านางละล่ำละลักถาม 

                           “ตอนนี้ท่านอำมาตย์มนตรีรณกฤติสันตเดโชชัย ได้ตั้งซุ้มรอรับเสด็จเจ้านางบนภูผาหินเรียบร้อยแล้วพะยะค่ะ ท่านอำมาตย์มนตรีส่งข้าและทหารจำนวนสิบห้านายลงมารับเจ้านาง แต่เนื่องจากทางไม่ได้ราบเรียบเจ้านางอาจเสด็จด้วยเสลี่ยงไม่ได้พยะยะค่ะ” 

                            “เช่นนั้นเจ้าก็ให้อำมาตย์มนตรีรณกฤติสันตเดโชชัย   ทำกระบะแผนที่ลงมารายงานเจ้าก็พอแล้วศศิพิน” 

                             พระเจ้าหรรษาชยวรมันต์ดูจะออกแนวหงุดหงิดในความดื้อรั้นของพระธิดาแล้วสิ 

                             “พวกเจ้าใช้เวลาขึ้นไปถึงจุดนั้นกี่เพลา” 

                             เจ้านางถามอย่างตั้งพระทัยและรอฟังทุกคำตอบ 

                             “สี่คืนห้าวันพะยะค่ะ เราจำเป็นต้องหยุดพักในยามวิกาล เพราะผืนป่าดูสงบมากจนอำมาตย์มนตรีรณกฤติสันตเดโชชัย   ไม่อยากกระทำการใด ๆ รบกวน แล้วออกเดินทางต่อทันทีที่แสงอาทิตย์แรกส่องฟ้าพะยะค่ะ” 

                             “เสด็จพ่อเสด็จแม่เพคะ ลูกจำเป็นต้องไปจริง ๆ ลูกรู้ว่าท่านทั้งสองเป็นห่วง แต่ชะตาบ้านเมืองในครั้งนี้ขึ้นอยู่กับลูกและอำมาตย์มนตรีรณกฤติสันตเดโชชัย   ขอเสด็จพ่อเสด็จแม่มั่นใจในตัวลูกด้วยเถิดเพคะว่าลูกจะกลับมาเฝ้าทั้งสองท่านเป็นแน่” 

                             เจ้านางพยายามเว้าวอนเพราะรู้ดีว่าการไปกลางป่าดงแบบนี้ แบบที่ไม่เคยมีชาวรัฎฐณสุวรรณคนไหนขึ้นไปบนเทือกเขานี้มาก่อนย่อมไม่ใช่เรื่องง่ายที่พระองค์จะได้รับอนุญาต” 

                             “กระหม่อมขอความเมตตาแทนไพร่ฟ้าข้าแผ่นดินบางส่วนให้เจ้านางได้เสด็จในครั้งนี้ด้วยเถิดพระเจ้าข้า” 

                             ท่านมหาราชครูลงมาจากตั่งแล้วถวายความเคารพแบบสูงสุด 

                             “การณ์ครั้งนี้จะเป็นประโยชน์ต่อชาวเมืองในเวลาไม่นานนัก และเป็นทางเดียวที่จะสามารถรักษาทรัพย์สินอันมีค่าของแคว้นเอาไว้ให้ชนรุ่นหลังนำไปใช้ประโยชน์ในการกู้บ้านครองเมือง” 

                             “ท่านพูดเช่นนี้หมายความว่าอย่างไรท่านมหาราชครู” น้ำเสียงของพระมเหษีเทวีนทีนาถทรงเกรี้ยวกราดออกมา 

                            “ลูกข้าจะต้องเสี่ยงภัยเยี่ยงนี้เพื่อสิ่งที่ยังไม่แน่ว่าจะเกิดขึ้นหรือเปล่าเยี่ยงนั้นรึ” 

                             พระมเหษีเทวีนทีนาถที่สงบเย็น มักจะไม่ค่อยสงบเย็นในเรื่องที่เกี่ยวกับพระราชธิดาเอาซะเลย ต่างกับแม่ชีบุญของฉัน ที่ไม่เคยแสดงความโกรธ ไม่ใช่สิ ไม่เคยแสดงอารมณ์ใดออกมาเช่นนี้เลย ความห่วงใยที่มีให้กับฉันผู้ทุกข์ตรมซมซานไปหาที่พึ่ง ท่านก็มีให้กับทุกคน การช่วยเหลือให้ความเมตตาทางธรรมก็เป็นหน้าที่ของผู้ปฎิบัติธรรมที่อบรมสั่งสอนให้กับผู้ที่สนใจหรือมีทุกข์ทั่ว ๆ ไป 

                             “อำมาตย์กฤตธรรมฤทธิ์ ท่านคิดว่าข้าต้องใช้เวลาในการขึ้นไปยังจุดนั้นสักกี่เพลา” 

                             เจ้านางยังคงสนใจเรื่องเดิมอยู่อีก 

                             “ช่วงที่ข้าลงมานี้อำมาตย์มนตรีรณกฤติสันตเดโชชัย   ให้จัดเตรียมเส้นทางพระราชดำเนินไว้ให้เสด็จได้ง่ายขึ้น จึงต้องเสียแวลาในการทำแนวถนนให้ราบเรียบได้มากที่สุด ข้าจึงใช้เวลา 2 คืน 3 วัน พะยะค่ะ” 

                             “ถ้าเช่นนั้นข้าก็จะใช้เวลาในการขึ้นไปยังจุดนี้น้อยกว่าเวลาที่ท่านใช้ลงมาหาข้า” 

                             เจ้านางเอ่ยขึ้น แล้วทรงลุกจากตั่งพระที่นั่งประจำพระองค์เบื้องล่างของพระเจ้าหรรษาชยวรมันต์ ลงคุกเข่าหันหน้าเข้าหาพระราชบิดดาและมารดา 

                             “เสด็จพ่อ เสด็จแม่เพคะ การณ์ครั้งนี้ลูกไม่ได้ทำในฐานะลูกหญิงของท่าน หากแต่เป็นราชกิจของเจ้านางศศิพินทุเทวีที่มีต่อราชบัลลังก์และอาณาประชาราษฎร์ในแว่นแคว้น เมื่อเกิดฤดูข้าวยากหมากแพง น้ำแห้งเหือด แผ่นดินเดือดร้อน หน้าที่ของผู้ครองแผ่นดินคือต้องปัดเป่าแก้ไขให้พวกเขา ลูกยังอายุไม่มาก ความแข็งแรงและคล่องตัวในการเดินขึ้นเขายังดีอยู่ และลูกเองมีความตั้งมั่นที่จะทำการณ์นี้ตามสิ่งที่แจ้งเตือนในนิมิตของลูกและคำทำนายของท่านมหาราชครู ขอองค์สมเด็จพระเจ้าหรรษาชยวรมันต์และพระมเหษีเทวีนทีนาถ โปรดประทานอนุญาตให้กับหม่อมฉันด้วยเพคะ” 

                             แทนคำตอบที่เจ้านางขอประทานอนุญาต พระเจ้าหรรษาชยวรมันต์กลับพูดด้วยเสียงอันดังว่า 

                             “พวกเจ้ากลับไปทำงานตามหน้าที่ของเจ้ากันได้แล้ว” 

                             ทุกคนคลานออกจากท้องพระโรง เหลือเพียงเจ้านางศศิพินทุเทวีที่ยังทรงคุกเข่าอยู่หน้าราชบัลลังก์เพียงองค์เดียว 

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น