Ratidarin

หวังใจว่าจะทำให้มีรอยยิ้มกันนะคะ ^^

ตอนที่ 19: สมบูรณ์

ชื่อตอน : ตอนที่ 19: สมบูรณ์

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 2.2k

ความคิดเห็น : 17

ปรับปรุงล่าสุด : 08 ต.ค. 2562 16:36 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 19: สมบูรณ์
แบบอักษร

 

ตอนที่ 19: สมบูรณ์ 

 

             การเปลี่ยนแปลงค่อยๆ เกิดขึ้น จากความกังวลกลายเป็นความตื่นเต้น พวกเขาทุ่มทั้งตัวเพื่อให้ร้านประสบความสำเร็จ ดูเหมือนว่าทุกอย่างจะเป็นไปได้ด้วยดี นอกจากจ่ายเงินเดือนแล้ว ลิลิตยังให้ส่วนแบ่งกำไรกับศีลและจินด้วย  

             ร้านที่ขยายใหญ่ขึ้นยังคงใช้ชื่อเดิมคือ so far so good แต่ศีลได้ยินมาว่าลูกค้าส่วนหนึ่งโดยเฉพาะที่ตึกพีพีอาร์บิวดิ้งเรียกร้านของพวกเขาว่า..ร้านซินเดอเรลล่า 

             ไม่ต้องสืบเสาะหาที่มาที่ไปให้เหนื่อย ดูเหมือนพวกเขากลายเป็นนางซินไปแล้วในสายตาของคนอื่น โดยมีภีระ พีระพัฒน์ และรามิลเป็นเจ้าชาย 

             ศีลขำกับเรื่องที่ได้ยินเสียมากกว่า แต่ลิลิตออกอาการหัวฟัดหัวเหวี่ยง บอกว่าอย่างตนเองไม่มีวันที่แม่เลี้ยงใจร้ายจะจิกหัวใช้ได้ ขืนทำจะตบให้คว่ำ ซึ่งศีลคิดว่าจริง ดังนั้นนิทานของพวกเขาจึงไม่มีแม่เลี้ยงใจร้าย ไม่มีรองเท้าแก้วให้เสียเวลา มีเพียงลิฟต์หนึ่งตัว สวนหย่อมบนดาดฟ้า และร้านกาแฟ  

             อันที่จริงพี่ลิตควรขอบคุณเขาเพราะถ้าไม่ใช่เพราะเรื่องของเขาแล้ว อาภีระคงไม่ลงมาเป็นเจ้าที่เจ้าทางอยู่ที่ร้านกาแฟ มาคิดดูแล้วศีลเชื่อว่าทุกอย่างมีความเกี่ยวข้องกัน 

             พวกเขาค่อยๆ ปรับตัวอย่างช้าๆ เมื่อมาถึงจุดหนึ่งศีลพบว่าพวกเขาเปลี่ยนแปลงไปมาก โตขึ้น รับผิดชอบมากขึ้น มองอนาคตมากขึ้น และมีชีวิตเป็นของตัวเอง 

             เสียงข้อความเข้าทำให้เขาต้องละมือจากการเช็คสต็อกกาแฟ ข้อความสั้นๆ มาจากพีระพัฒน์ 

             เลิกงานแล้วแวะมาหาพี่ด้วย 

            ครับ 

           นั่นคือข้อความที่เขาส่งกลับไป 

             ร้าน so far so good ยังปิดสองทุ่มเหมือนเดิมแต่ที่เปลี่ยนแปลงไปคือ ศีล จินและลิลิตกลับตั้งแต่หกโมงเย็น โดยมีพนักงานอีกสองคนเป็นคนอยู่ปิดร้านให้ โดยทั้งสองคนจะเข้างานสายกว่าคนอื่นเพื่อให้เวลาทำงานเท่ากัน

 

• • • • • • • • 

 

             “มาแล้วครับ” ศีลผลักประตูเข้าไปในห้องทำงานของพีระพัฒน์ ส่งยิ้มกว้างไปให้ 

             “ไปกันเลย” ร่างสูงลุกขึ้นยืน 

             “ไปไหนเหรอครับ” 

             “เดี๋ยวก็รู้เอง” 

             ศีลเดินตามพีระพัฒน์ออกจากห้องทำงาน เมื่อเวลาผ่านไปสายตาที่พนักงานมองเขาก็ปกติมากขึ้น โชคดีอย่างหนึ่งก็คือพีระพัฒน์เป็นถึงเจ้าของบริษัทดังนั้นต่อให้มีคนไม่ชอบเขา อิจฉาเขา ก็ไม่เคยมีเรื่องมาเข้าหูให้ได้ยิน 

 

             “ไปไหนครับ”  

             “ศีลถามอีกครั้งเมื่อเห็นว่าพีระพัฒน์พาเขาลงลิฟต์มายังด้านล่างแทนการไปลานจอดรถเหมือนเช่นทุกวัน 

             “เดินเล่น” 

             “จะไปเดินที่สวนเหรอครับ” ศีลเดาจากเส้นทางที่เดิน 

             “ไม่ใช่” พีระพัฒน์ปฏิเสธแต่ก็ยังไม่ยอมบอกอยู่ดี  

             พวกเขาเดินผ่านหน้าสวนสาธารณะ เลี้ยวเข้าซอยข้างสวนคนละฝั่งกับตึกของพีระพัฒน์ ก่อนอีกฝ่ายจะหยุดยืนหน้าคอนโดมีเนียมแห่งหนึ่ง 

             “ที่นี่เหรอครับ” 

             “ใช่” 

             คนพามายังพูดน้อยศีลจึงไม่ซักถามอะไร เดินตามอีกฝ่ายไปอย่างว่าง่าย 

             “ถึงแล้ว” พีระพัฒน์กดรหัสผ่านก่อนเปิดประตูห้องหนึ่งเข้าไปด้านใน เป็นคอนโดสองห้องนอน หนึ่งห้องรับแขก หนึ่งห้องครัว ที่ให้ความรู้สึกเหมือนอยู่บ้าน  

             ผ้าม่านถูกพีระพัฒน์เปิดออกมองเห็นตึกพีพีอาร์บิวดิ้งและสวนสาธารณะ รวมถึงชิงช้าสวรรค์ที่เขาชอบ 

             “ห้องใครครับ” 

             “พี่เอง” 

             “ค่อยโล่งอกหน่อยนึกว่าจะบอกว่าซื้อให้ผม” ศีลแกล้งยกมือทาบอก แซวอีกฝ่ายขำๆ 

             “ห้องพี่ แต่เราเป็นคนอยู่” 

             “อะไรนะครับ!” ศีลเบิกตากว้าง ถึงแม้จะแอบคิดเล่นๆ แต่ก็ไม่คิดว่าจะเป็นจริง 

             “ห้องนี้พี่ซื้อตั้งแต่คอนโดสร้างเสร็จ เป็นโครงการของพี่ภัทร” พีระพัฒน์หมายถึงพี่ชายของเขา “เพราะอย่างนั้นเราถึงสร้างสวนสาธารณะขึ้นมาเพราะมันคุ้มค่ากับการเสียพื้นที่ไป” 

             ศีลเพิ่งเข้าใจเดียวนี้นี่เอง 

             “พี่ซื้อเอาไว้เผื่อวันไหนทำงานดึกกลับบ้านไม่ไหวหรือมีประชุมเช้าจะได้เอาไว้นอนค้าง อีกเหตุผลหนึ่งก็ซื้อไว้เกร็งกำไรเพราะย่านนี้มีแต่ราคาจะขึ้น ศีล..” 

             “ครับ” 

             “ย้ายมาอยู่ที่นี่เถอะ” 

             “ไม่เอาดีกว่าครับมันหรูไป” 

             “ศีล” 

             “ผมพูดจริงๆ ครับ แล้วมันก็คงแพงมากด้วย” 

             “เราเป็นอะไรกัน” พีระพัฒน์ยกมือกอดอกหลวมๆ มองอีกฝ่าย 

             “แฟนครับ” 

             “อยากเป็นแค่แฟนเท่านั้นเหรอ” 

             “โห~ ถามงี้ให้ผมตอบยังไงละครับ” ศีลโอด  

             “พี่ถามเพราะพี่คิดจริงจังมากกว่านั้นและพี่อยากดูแลเรา” 

             “พี่ภีม” ศีลไม่แน่ใจว่ามันคือคำขอแต่งงานไหม หรือมันคือการบอกว่ารัก ไม่ว่ามันคืออะไรมันก็ทำให้เขามีความสุขที่ได้ยิน 

             “หอพักศีลค่อนข้างเก่า ห้องก็แคบ ระบบรักษาความปลอดภัยก็ไม่มี ใครจะขึ้นจะลงก็ได้ ถามหาก็บอกกันง่ายๆ ไม่คิดเหรอว่ามันทำให้พี่เป็นห่วง” 

             “ทราบแล้วครับ” ศีลรับคำเสียงหงอย 

             “ศีลย้ายมาอยู่ที่นี่พี่จะได้อุ่นใจขึ้น ทำให้พี่ได้ไหม” 

             “แต่..” 

             “ถ้าใครถามก็บอกว่าแฟนให้จะเป็นอะไรไป พ่อแม่พี่รู้ คนอื่นจะคิดยังไงไม่เกี่ยว ศีลน่าจะภูมิใจนะที่แฟนรัก” รอยยิ้มล้อเลียนของอีกฝ่ายทำให้ใบหน้าของศีลขึ้นสีแดงเรื่อ เขินเว้ย 

             “ภูมิใจสิครับ มากด้วย ผมไม่ได้สนใจว่าคนอื่นจะมองยังไง ผมเองต่างหากที่เกรงใจเพราะมันแพง” 

             “งั้นก็คิดซะว่าเราอยู่ด้วยกัน ศีลจะได้ไม่ต้องเกรงใจพี่” 

             “อยู่ด้วยกันเหรอครับ!” 

             “พี่บอกเราแล้วว่าพี่มาค้างบ้างเวลาที่ทำงานดึก” 

             ศีลหรี่ตาลงมองร่างสูง “ตกลงนี่เป็นห่วงผมหรือคิดจะเกเรครับ” 

             “หึๆ ถ้าพี่คิดจะเกเร เกเรไปนานแล้ว” 

             ศีลเถียงไม่ได้เสียด้วย เพราะระหว่างพวกเขานอกจากกอดกันบ้างจูบกันบ้างยังไม่เคยเลยเถิด 

             “ตกลงไหม” 

             ศีลเม้มปากใช้เวลาคิดชั่วครู่ พ่อแม่ของเขารับรู้เรื่องพีระพัฒน์ เพราะเคยพาไปเยี่ยมที่บ้านต่างจังหวัดมาแล้ว ถึงเวลาที่พวกเขาควรจะก้าวไปอีกขั้นของชีวิตหรือยัง 

             “มาอยู่ด้วยกันนะ”  

             ร่างสูงยืนทาบทับทางด้านหลัง สอดแขนเข้ามากอดเอวเขา แก้มแนบแก้ม เสียงทุ้มดังนุ่มหู 

             ศีลถอนใจเบาๆ ด้วยความสุข “ครับ” 

             ริมฝีปากของพีระพัฒน์แตะที่ข้างแก้ม ก่อนร่างของเขาจะถูกหมุนให้หันไปเผชิญหน้า ริมฝีปากร้อนประทับลงมาบนริมีฝีปากของเขาแผ่วเบา ก่อนจะเพิ่มความร้อนแรงขึ้นเรื่อยๆ  

             “ไหนว่าไม่เกเรไงครับ” ศีลยกมือขึ้นแตะอกของพีระพัฒน์เพื่อทรงตัว ขาของเขากำลังสั่น พีระพัฒน์ในวันนี้ไม่อ่อนโยนสักนิด  

             “พี่ขอแค่มัดจำ ยังไม่เก็บเต็มจำนวน” 

             “เยอะแล้วครับ” 

             “หึๆ” พีระพัฒน์ดึงร่างเขาเข้าไปกอด “พี่ชวนเพราะเป็นห่วงเราจริงๆ ไม่อยากให้อยู่ที่โน่นมันไม่ปลอดภัย” 

             “ผมรู้ครับ” ศีลพยักหน้ากับอกกว้าง 

             “ศีลย้ายมาได้เมื่อไหร่” 

             “ผมต้องแจ้งล่วงหน้าหนึ่งเดือนครับไม่งั้นจะถูกยึดมัดจำ” ศีลหยุดไม่ทันดันพูดออกไปแล้ว 

             “งั้นปล่อยให้ยึดไป ศีลทยอยเก็บของไว้ วันอาทิตย์พี่จะส่งคนไปขน” 

             นั่นไงเขาคิดอยู่แล้วเชียว ศีลเสียดายเงินน้ำตาแทบไหล จะขอคืนจากพีระพัฒน์ก็คงน่าเกลียด เอาน่าคิดเสียว่าเป็นค่ามัดจำห้องใหม่ ก็ฟังเข้าท่าดี 

 

• • • • • • • • 

 

             “เช็คในตู้ดีแล้วใช่ไหม” จินกลายมาเป็นพ่องานให้เพราะซึ้งถึงความสะเพร่าและขี้หลงขี้ลืมของเขา ทุกอย่างถูกแพ็คลงในกล่องอย่างดี เขียนไว้ว่ากล่องไหนมีอะไร ถ้าเป็นเขาคงโยนๆ ลงไป 

             พูดถึงเรื่องโยนมีอีกเรื่องที่ศีลแอบขัดใจอยู่เรื่องหนึ่ง สมบัติของเขาถูกพีระพัฒน์โยนทิ้งไปกว่าครึ่ง ระหว่างสัปดาห์ที่อีกฝ่ายมาช่วยเขาทยอยเก็บห้อง 

             ของที่ยังดูใหม่สำหรับเขากลายเป็นของเก่าของพีระพัฒน์ บางอย่างก็ยังน่าใช้แต่ก็ถูกโยนไปรวมกับกองของบริจาค ศีลได้แต่บ่นในใจแต่ต้องยอมให้อีกฝ่ายทำ 

              

• • • • • • • • 

 

             “เรียบร้อย”  

             ลิลิตปัดมือไปมาเป็นการส่งท้าย เมื่อพวกเขาช่วยกันจัดข้าวของของศีลให้เข้าที่เข้าทางเสร็จ  

             “ห้องสวยมาก” ลิลิตมองออกไปนอกหน้าต่างเขาเพิ่งเคยมาครั้งแรกจึงอดชมไม่ได้  

             “อยากย้ายมาอยู่ไหม” เสียงถามเป็นใครอื่นไม่ได้นอกจากภีระ ศีลเดาว่าคนในตระกูลนี้คงซื้อเก็บไว้กันคนละห้องสองห้องเพื่อเกร็งกำไร 

             “น่าสนนะครับแต่เพื่อความแน่ใจต้องเซ็นโอนมาก่อน ขี้เกียจย้ายมาแล้วถูกไล่ทีหลัง” 

             โอ้~ ศีลรู้สึกได้ถึงสกิลที่แตกต่างกันระหว่างเขากับเจ้านาย 

             “หึๆ พรุ่งนี้เลยไหม” มือของภีระลูบผมยาวของลิลิต ศีลชอบดูเวลาที่คู่นี้อยู่ด้วยกันมาก หนุ่มใหญ่กับเจ้านายของเขาดูแตกต่างอย่างลงตัว 

             “เอาไว้ค่อยว่ากันครับ แต่ผมว่าวันนี้เรากลับกันก่อนดีกว่า คุณภีมกับศีลจะได้พัก เหนื่อยเก็บของกันมาหลายวันแล้ว” 

             “ก็ดีเหมือนกัน” 

             “ขอบคุณมากครับทุกคน” ศีลยกมือขึ้นไหว้ ทั้งลิลิต ภีระ รามิล เลยไปจนถึงจิน 

             “พรุ่งนี้เจอกันที่ร้าน” 

             “ครับ” 

             พีรพัฒน์กับศีลเดินออกไปส่งทุกคนถึงหน้าลิฟต์ ขากลับเมื่อเหลือเพียงสองคนเดินเคียงข้างกัน ทำให้ศีลอดอมยิ้มไม่ได้ 

             “อะไร” 

             “เหมือนคู่แต่งงานเลยนะครับ” 

             “หึๆ ยังเรายังไม่แต่งกัน” 

             “พูดซะเซ็งเลย” ศีลทำหน้าเซ็ง 

             “อยากแต่งเหรอ” พีระพัฒน์ถามเมื่อเปิดประตูห้องเข้ามาด้านใน ศีลเดินตรงไปยังห้องนอน เขายังเหลือเสื้อผ้าส่วนตัวอีกนิดหน่อยที่ต้องเก็บเข้าตู้ 

             “ไม่หรอกครับ ผมคิดว่าเราไม่ควรจัดงานแต่ง” 

             “มีเหตุผลไหม” พีระพัฒน์เข้าไปยืนซ้อนด้านหลังร่างเล็กกว่า สอดมือเข้ากอดเอว ดึงเข้ามาชิดอก 

             “เพราะผมไม่คิดว่ามันจำเป็นครับ เอาไว้เมืองไทยจดทะเบียนสมรสได้เมื่อไหร่ค่อยว่ากัน” 

             “แน่ใจนะ” 

             “ครับ แค่ทุกวันนี้พี่ภีมเดินเคียงข้างผมไปทุกที่ แนะนำผมทุกโอกาสที่มีว่าผมเป็นแฟน แค่นี้ผมก็ไม่อยากได้อะไรแล้ว” 

             “หวังน้อยไปหรือเปล่า” 

             ศีลหมุนตัวกลับ เขาสอดมือกอดเอวพีระพัฒน์ เงยหน้าขึ้นยิ้มกว้าง “ใครว่าครับผมโลภจะตาย เพราะพี่ภีมต้องเป็นของผมคนเดียว” 

             “หึๆ” 

             “ผมพูดจริงๆ นะครับ ไม่ต้องมีงานแต่งก็ได้ ผมรู้ว่าพี่ภีมรักผมแค่นั้นก็พอแล้วครับ” 

             “ศีล” 

             พีระพัฒน์แตะริมฝีปากลงบนหน้าผากและปลายจมูกของศีล เขาเลื่อนใบหน้าลงช้าๆ จนริมฝีปากของพวกเขาสัมผัสกัน ชายหนุ่มไล้ริมฝีปากไปรอบๆ ขบเม้มเป็นบางจังหวะ ก่อนสอดแทรกปลายลิ้นเข้าไปภายใน ร่างเล็กในอ้อมแขนดูตกใจไม่น้อยกับการจู่โจมแบบไม่ทันตั้งตัว  

             “พี่ภีม” เสียงเรียกชื่อเขาแหบพร่า พีระพัฒน์เคยคิดว่าเขาจะอดทนไว้ก่อน และต้องไม่ใช่วันนี้ที่อีกฝ่ายย้ายห้องมาเหนื่อยๆ แต่เสียงที่เรียกชื่อเขาทำให้สติของพีระพัฒน์ขาดสะบั้น 

             “พี่ขอโทษครับ” 

             “ขอโทษเรื่องอะไรครับ” ศีลเบลอจนจับต้นชนปลายไม่ถูก ใบหน้าของเขาร้อนผ่าว เนื้อตัวราวกับมีไฟสุมอยู่ภายใน 

             “เป็นของพี่นะ” 

             ริมฝีปากของพีระพัฒน์คลอเคลียอยู่ชิดริมฝีปากของศีล เสียงกระซิบแผ่วเบา ศีลละความอายแหงนเงยหน้าขึ้นสบตากับดวงตาคมเข้ม 

             “ผมเป็นของพี่ภีมตั้งนานแล้วครับ” 

             “ศีล” เสียงเรียกชื่อเขาเต็มไปด้วยความรู้สึกมากมาย ร่างกายของเอาถูกอุ้มลอยขึ้นจากพื้น ก่อนแผ่นหลังจะกระทบกับความนุ่มของเตียง สัมผัสที่ตามมาอ่อนโยนจนศีลไม่คิดจะปฏิเสธ เขาไม่กลัวอะไรทั้งนั้นถ้าผู้ชายที่กอดเขาอยู่คือพีระพัฒน์ 

             “พี่รักศีล” 

             “ผมก็รักพี่ภีมครับ” 

 

             ความเย็นที่สัมผัสข้างแก้มทำให้ศีลปรือตาขึ้น  

             “นอนไปก่อนเดี๋ยวพี่เช็ดตัวให้” 

             ศีลพยักหน้าอย่างเกียจคร้าน ร่างกายของเขาไร้เรี่ยวแรง  

             ริมฝีปากที่แตะแต้มลงมาแทนที่ผ้าขนหนูทำให้เขาอมยิ้มน้อยๆ ในความง่วงงุน ศีลดีใจที่พวกเขาร่วมชีวิตกันอย่างสมบูรณ์ 

ความคิดเห็น