Ratidarin

หวังใจว่าจะทำให้มีรอยยิ้มกันนะคะ ^^

ตอนที่ 18: การเปลี่ยนแปลง

ชื่อตอน : ตอนที่ 18: การเปลี่ยนแปลง

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 2.2k

ความคิดเห็น : 12

ปรับปรุงล่าสุด : 07 ต.ค. 2562 13:34 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 18: การเปลี่ยนแปลง
แบบอักษร

 

ตอนที่ 18: การเปลี่ยนแปลง 

 

             เมื่อลูกค้าที่นั่งอยู่คนสุดท้ายลุกขึ้น ลิลิตเดินไปหาลูกน้องทั้งสองคนที่เคาน์เตอร์ขายกาแฟ 

             “มานั่งคุยกันหน่อย ขอชาเขียวเย็นให้พี่ด้วยแก้วหนึ่ง” 

             “ได้ครับ ศีลออกไปก่อนเดี๋ยวเราทำเอง”  

             ลิลิตรอจนทุกคนนั่งพร้อมหน้าแล้วจึงเริ่มพูด 

             “ตอนนี้ถือว่าทั้งสองคนมีแฟนแล้วใช่ไหม” รามิลหน้าแดงขณะที่ศีลตอบรับอย่างภูมิใจ 

             “ใช่พี่” 

             “อืม” ลิลิตถอนใจออกมาเบาๆ “รู้ใช่ไหมว่าที่ได้ไปเกรดพรีเมี่ยม” 

             “พี่ลิต~” จินออกอาการเขินอย่างเห็นได้ชัด เพราะยังไม่ชินกับการมีแฟนเท่าไหร่ 

             “ของดีมันมาพร้อมกับอะไรหลายๆ อย่าง สังคมมันเป็นแค่เปลือกหุ้มแต่จะไม่แคร์เลยก็ไม่ได้ เรื่องที่ตัดสินใจจะเรียนต่อจนจบปริญญาเอกพี่เห็นด้วย มันเป็นทางออกที่ดีแต่กว่าจะถึงตอนนั้นก็กินเวลาอีกหลายปี” 

             “พี่ลิตจะบอกอะไรพวกผมเหรอครับ” ศีลรับรู้ถึงความจริงจังของเจ้านาย น้ำเสียงของเขาจึงเปลี่ยนตามไปด้วย 

             “ตอนนี้พวกเอ็งเป็นแฟนแบบเต็มตัวแล้ว ไปไหนคนก็ชี้ได้ถูกตัวว่าคนนี้ไงแฟนคุณพีระพัฒน์ แฟนคุณรามิล แล้วดูแฟนพวกเอ็งแต่ละคน ผู้บริหารบริษัทยักษ์ใหญ่ ผู้บริหารศูนย์การค้า ดังนั้นเอ็งจะวิ่งส่งของวิ่งเสิร์ฟแบบนี้ไม่ได้แล้ว” 

             “พี่ลิตจะไล่ผมออกเหรอครับ!” ศีลตาโตเป็นไข่ห่าน เกือบตื่นตูมถ้าไม่โดนตบศีรษะคว่ำเสียก่อน 

             “ไม่ไล่ แต่ต้องคิดหาทางออก จะให้ขี่มอเตอร์ไซด์ส่งของอยู่แบบนี้มันไม่ได้” 

             “แต่ผมก็ต้องทำงานหาเงินใช้หาเงินเรียนนี่ครับ ให้รับเงินจากพี่ภีมผมไม่เอาหรอก” ไม่ใช่ว่าเขาหยิ่ง ทุกวันนี้ไปกินข้าวเขาไม่เคยขอออก ซื้อของให้ก็รับไม่เคยหยิ่ง เพียงแต่ต้องมีขอบเขต 

             “พี่รู้ พี่เลยปรึกษามาแล้ว” 

             “ปรึกษาใครครับ” ศีลมองเจ้านายด้วยสายตารู้ทัน จึงโดนตบศีรษะคว่ำเป็นครั้งที่สอง 

             “จะใครก็เรื่องของพี่ เอาเป็นว่าอีกสามเดือนห้องที่อยู่ติดกันจะหมดสัญญาพี่จะเช่าเพิ่ม” 

             “เช่าเพิ่ม? แต่ร้านแค่นี้มันก็พอแล้วนะพี่ลิต ลูกค้าเราส่วนใหญ่ซื้อไปกินที่ออฟฟิศ น้อยมากที่จะนั่งในร้าน” 

             “ถึงต้องมาคุยกันนี่ไง ว่าถ้าพี่เช่าเพิ่มก็ต้องหาอะไรทำเพิ่มเพื่อให้คุ้มค่าเช่า ต่อไปศีลไม่ต้องส่งของ เราจะจ้างคนส่งของกับเด็กในร้านเพิ่ม” 

             “เรื่องใหญ่เลยนะพี่ลิต” สีหน้าของศีลเริ่มกังวล 

             “หรือเอ็งจะส่งกาแฟอยู่แบบนี้ เป็นแฟนเจ้าของบริษัทแต่ต้องโค้งให้พนักงานระดับล่างสุด พี่ไม่ได้ดูถูกอาชีพ หรือดูถูกใครแต่เอ็งก็ต้องคิดถึงหน้าของคุณภีมบ้าง ต่อให้เขาบอกว่ารับได้ก็เถอะ ส่วนจินก็เหมือนกัน จะยกกาแฟยกชาวิ่งเสิร์ฟอยู่ในร้านแบบนี้มันก็ไม่ไหว” 

             “แล้วจะไหวเหรอครับพี่ลิต ทั้งค่าเช่าที่เพิ่ม ค่าจ้างคนเพิ่ม” สีหน้าของจินไม่ดีนัก 

             “ก็คิดซะว่าได้เวลาที่ธุรกิจต้องเติบโต ถือเป็นโอกาสผลักดันตัวเอง”  

             “พี่ลิตมีคิดไว้คร่าวๆ ไหมครับว่าจะทำอะไร” จินถามญาติสนิทด้วยสีหน้าจริงจัง 

             “คิดไว้บ้างแล้ว พี่จะทำร้านใหม่เป็นร้านดอกไม้เต็มตัวไปเลย ส่วนร้านนี้พี่จะเพิ่มเบเกอรี่เข้ามา เดิมทีเรามีตู้ขายแซนวิชกับเค้กตู้เล็กๆ เอาไว้ให้ลูกค้าทานคู่ชากาแฟ แต่คราวนี้พี่จะเปลี่ยนมุมดอกไม้เดิมเป็นมุมขายเบเกอรี่ไปเลย เหมือนร้านขายขนมขายเค้กทั่วไป เพียงแต่เรามีร้านกาแฟอยู่ในตัวด้วยซึ่งน่าได้ประโยชน์มากกว่า แถวนี้เป็นออฟฟิศใหญ่ พนักงานเงินเดือนดี พี่ว่ามันน่าจะไปได้” ลิลิตหยุดพูดเพื่อหายใจ  

             “จินมีฝีมือด้านนี้ ไปเรียนอีกสักหน่อย ใช้เวลาไม่กี่นานก็น่าจะเปิดได้แล้ว สองคนช่วยกันดูร้านฝั่งนี้ พี่จะหาพนักงานช่วยพวกเอ็งสักสองคน หาคนส่งของเพิ่มคนหนึ่งก็น่าจะโอเค คิดเห็นยังไงกัน” 

             “มันดีสำหรับพวกผมอยู่แล้วครับแต่พี่ลิตจะไหวเหรอ เงินไม่ใช่น้อย” 

             “ไม่มากหรอก ก็แค่เงินเก็บหมดตัว” 

             “โหพี่ลิตคร้าบบ พูดแบบนี้พวกผมจะกล้าตกลงได้ยังไง” ศีลร้องเสียงหลง 

             “ตกลงเถอะเพราะเงินมันก็เข้าพี่ทั้งนั้น” ลิลิตยักคิ้วให้ลูกน้อง “แต่ถ้าถามว่าทำไมถึงกล้า ก็เพราะรู้ว่าต่อให้เงินหมดก็มีที่ให้กู้แบบไม่เสียดอก” 

             “แหนะๆ” ศีลชี้นิ้วใส่เจ้านาย มองด้วยสายตารู้ทัน ถึงแม้คู่นี้ยังไม่ตกลงเป็นแฟนกัน แต่มองยังไงก็ใช่แล้ว ภีระแทบจะเป็นเงาของลิลิต ความรักที่ยาวนานตั้งแต่มหา’ลัยปีสองของเจ้านายเขาในที่สุดก็สมหวังสียที 

             “เอาเป็นว่าไม่ต้องคิดแทนพี่ แค่ตอบมาว่าตกลงไหม จะทำหรือเปล่า” 

             “ถ้าไม่ทำ...” ศีลลากเสียงยาว  

             “ไล่ออก” คำเดียวสั้นๆ แต่มีความหมายจนศีลต้องรีบตกลง 

             “ตกลงครับ”  

             “ก็แค่นั้น” ลิลิตทำสีหน้าเหมือนลูกน้องเล่นตัวอยู่ได้ 

             “ถามจริงเหอะพี่ลิต นี่คิดเองหรือใครคิดให้” ศีลรู้ว่าเจ้านายของเขาฉลาดแต่การจะก้าวกระโดดไปทำธุรกิจใหญ่ขึ้นขนาดนี้ลิลิตไม่น่าจะกล้าคิด 

             “จะซักพี่ทำไมว้า” 

             “บอกมาเร็วๆ เลยครับอย่ากั๊ก” 

             “เออ..คุณภีระคิดให้ แต่เรื่องจะขายอะไรพี่คิดเองนะเว้ย เขาแค่คิดเรื่องขยายร้าน แล้วก็จะเข้ามาช่วยดูตอนปรับปรุงร้านให้” 

             “ผมว่าอาภีระหาเรื่องมาอยู่ใกล้พี่ลิตมากกว่า ต้องทำโน่นทำนี่เยอะแยะกว่าจะเสร็จ อาภีระใช้พวกผมเป็นสะพานชัวร์” ศีลแซวไปถึงคนที่ไม่อยู่ตรงนี้ด้วย 

             “เอ็งก็ให้เขาเหยียบข้ามมาหน่อยเถอะวะ พี่ไม่อยากขึ้นคาน” 

             เสียงหัวเราะดังขึ้นพร้อมกัน ความกังวล ไม่แน่ใจ ความเกรงใจกลัวทำเจ้านายลำบากกระเด็นหายวับไปกับตา ถ้ามองในแง่ดีธุรกิจของลิลิตเจริญเติบโตขึ้นมาก ถึงจะก้าวกระโดดไปบ้าง แต่มีคนสนับสนุนที่ดีทุกอย่างก็น่าจะเป็นไปได้ 

             “เฮ้อ พี่รู้สึกเหมือนตัวเองโตขึ้นมากจริงๆ กับแค่สี่ห้าเดือนที่ผ่านมา” 

             “ใกล้จะออกเรือนแล้วก็แบบนี่” 

             “เจ้าศีล!” 

             “ฮ่าๆ ผมแซวเล่นคร้าบ กลัวแล้ว” ศีลยกมือขึ้นไหว้เจ้านาย 

             “เอาแบบจินบ้างสิวะนั่งฟังแบบคนมีการศึกษา” 

             “เปล่าพี่ลิต ผมกำลังงงตามไม่ทันคนอื่น เล่าใหม่อีกที”  

             “เจ้าจิน!” 

             จินยิ้มกว้าง ที่เขานั่งเงียบเพราะอยากซึมซับความรู้สึกตอนนี้เอาไว้เป็นเกราะป้องกันความอ่อนแอในอนาคต เขาจะจำไว้เสมอว่ามีคนรักและทำเพื่อพวกเขามากแค่ไหน  

             เสียงเปิดประตูร้านดังขึ้น พวกเขาหันไปมองพร้อมกัน ลิลิตหัวเราะขึ้นมาเบาๆ “มาครบทีม ไปกินหมูกระทะกันไหม” 

             “พี่ลิต อาภีระไม่ชอบไม่ใช่เหรอ” ศีลกระซิบเสียงเบา กลัวคนที่เดินเข้ามาได้ยิน 

             “ใช่ แต่..” 

             “แต่อะไรครับ” จินรีบถามก่อนทั้งสามคนจะเดินเข้ามาถึงโต๊ะที่พวกเขานั่งอยู่   

             “แต่เรื่องปัญญาอ่อนก็มีข้อดีไม่ใช่เหรอ” 

             รอยยิ้มของละลิตกว้างขึ้น ศีลกับจินลอบสบตากัน เจ้านายเขาแสบจริงๆ  

                           

แต่สุดท้ายร้านที่ลิลิตเลือกกลับเป็นร้านนั่งกินข้าวชมวิวสบายๆ ริมแม่น้ำ ลมเย็มพัดให้ชื่นใจเป็นระยะ 

             “ผมมีเรื่องอยากคุยกับคุณภีมกับคุณรามิลครับ” ลิลิตพูดขึ้นหลังจากเห็นว่าทุกคนอิ่มหนำสำราญดีแล้ว 

             “คุยได้เลยครับคุณลิต” รามิลส่งยิ้มให้เจ้านายของคนรัก 

             ลิลิตเล่าความคิดและแผนการที่วางไว้คร่าวๆ ของตนเองให้ทั้งสองคนฟัง พีระพัฒน์กับรามิลนั่งฟังด้วยความสนใจ 

             “ผมรู้ว่าที่คุณภีมกับคุณรามิลปล่อยให้ลูกน้องผมทำงานแบบเดิมโดยไม่พูดอะไรหรือขอให้เปลี่ยนงานใหม่ เพราะไม่อยากให้รู้สึกแย่และคิดว่าคุณเห็นเปลือกนอกสำคัญกว่าตัวตนข้างใน แต่ผมว่าลูกน้องผมรู้ดีว่าคุณสองคนยอมรับในแบบที่พวกเขาเป็นได้จริงๆ ดังนั้นน่าจะถึงเวลาของการเปลี่ยนแปลงแล้ว” 

             พีระพัฒน์หันไปมองหน้าศีล มือใหญ่เอื้อมไปจับมือเล็กกว่ามากุมไว้บนต้นขา บีบเบาๆ 

             “ผมยังไงก็ได้ครับเอาที่ศีลอยากทำ อย่างเดียวที่ผมชอบใจเป็นพิเศษก็คือศีลไม่ต้องขี่มอเตอร์ไซด์อีก บอกตรงๆ ว่าผมไม่ค่อยไว้ใจ กลัวไปทำคนอื่นเจ็บ” 

             “ผมขี่ดีจะตายครับ ถามจินก็ได้ซ้อนอยู่ทุกวัน” 

             “ถ้าอย่างนั้นผมเห็นด้วยกับคุณลิตครับ ทำเลย ผมจะได้ไปรับไปส่งจินเอง จะได้ไม่เป็นห่วง” 

             “คุณรามิล~ พูดงี้ได้ไงครับ” ศีลโวยวาย เมื่อทุกคนพุ่งเป้ามาที่การขี่มอเตอร์ไซด์ของเขา 

             “หรือเราไม่อยากให้ภีมไปรับไปส่ง” ภีระพูดทีเดียวศีลเงียบสนิท สมองน้อยๆ เริ่มคิด อืมม มันก็เข้าท่าเหมือนกันแฮะ 

             “ถ้าทุกคนเห็นด้วยก็ตกลงตามนี้นะครับ” ลิลิตสรุปให้อีกที 

             “เอาตามที่คุณลิตตัดสินใจเลยครับเพราะเป็นร้านของคุณลิต” พีระพัฒน์เห็นว่าเรื่องธุรกิจไม่ใช่เรื่องที่พวกเขาควรเข้าไปก้าวก่ายแม้จะส่งผลมาถึงพวกเขาด้วยก็ตาม 

             “ผมต้องปรึกษาสิครับ เพราะว่า...” ดวงตาของลิลิตเป็นประกายเจ้าเล่ห์ “ผมต้องขอใช้เส้นในการเช่าห้องข้างๆ” 

             “หึๆ ได้แน่นอนครับ คุณลิตออกแบบรอไว้ได้เลย” 

             พีระพัฒน์นึกขอบคุณความใส่ใจที่ลิลิตมีให้กับศีล เขายินดีที่งานของคนรักจะหนักน้อยลง ไม่ต้องตะลอนๆ ไปตามถนนให้เขาเป็นห่วงอีก ส่วนเรื่องอื่นไม่เคยเป็นปัญหาสำหรับเขา ศีลอยากใช้ชีวิตอย่างไร อยากทำอะไร ขอแค่เจ้าตัวมีความสุขเขาก็พอใจแล้ว  

 

• • • • • • • • 

 

             “คิดๆ แล้วก็เหงาเหมือนกันนะครับ”  

             พีระพัฒน์หันไปมองคนพูด เขากำลังขับรถไปส่งอีกฝ่ายที่หอพัก ให้จอดมอเตอร์ไซด์ไว้ที่ร้าน 

             “เรื่องไหน” 

             “อีกหน่อยก็ไม่ต้องตะลอนๆ ส่งกาแฟกับดอกไม้แล้ว ที่จริงผมชอบนะ ชอบเห็นเวลาคนได้รับดอกไม้แล้วมีความสุข” 

             “ดีแล้วพี่เป็นห่วง” 

             “ทุกอย่างต้องมีการเปลี่ยนแปลงใช่ไหมครับ” 

             “ใจหายใช่ไหม” พีระพัฒน์เอื้อมมือไปจับมือของศีลมากุมไว้ เปลี่ยนมาขับรถด้วยมือข้างเดียว 

             “ครับ” 

             “ต่อไปก็ไม่ได้ไปกลับกับจินแล้ว พี่ลิตก็ย้ายไปอยู่อีกร้านถึงจะอยู่ติดกันแต่ก็คุยกันตลอดเวลาไม่ได้ ผมไม่ต้องขึ้นไปส่งกาแฟให้พี่รุ้งกับคุณภีม พอคิดแล้วมันก็อดใจหายไม่ได้” 

             “แต่ทุกคนก็อยู่ตรงนั้น ศีลกับจินยังเป็นเพื่อนรักกัน ทำงานที่ร้านด้วยกันทุกวัน คงยังเห็นหน้ากันจนเบื่อ กับคุณลิตถ้ากลัวเหงา ก็ทุบผนังเปิดเป็นร้านโล่งติดกันไปเลยพี่อนุมัติให้ทุบได้ เรื่องส่งกาแฟวันไหนคิดถึงก็เอามาให้พี่เองสิ” 

             “ทำไมพอผมฟังพี่ภีมพูดแล้วถึงรู้สึกสบายใจขึ้นเลยครับ”    

             “เพราะศีลกังวลกับความเปลี่ยนแปลง ถึงคิดว่ามันจะเปลี่ยนไปมาก” 

             “จริงครับ” ศีลพยักหน้า การมีคนช่วยคิดช่วยให้คำปรึกษามันดีแบบนี้นี่เอง ไม่ว่าการเปลี่ยนแปลงใดๆ จะเข้ามาขอเพียงมีชายหนุ่มอยู่เคียงข้างเขาก็อุ่นใจ  

             “คุณภีมครับ”  

             “หือ” 

             “ขอบคุณนะครับ” 

             “เรื่องอะไร”            

             “ทุกเรื่องเลย” 

             “อย่าคิดมาก” มือที่กุมมือเขาไว้ยกขึ้นตบเบาๆ ลงบนหลังมือเป็นการให้กำลังใจ จะมีคนสักกี่คนที่รู้ว่าเรากำลังคิดอะไรอยู่ นอกจากคนที่รักและใส่ใจกันเท่านั้น ไม่ว่าทางข้างหน้าจะเปลี่ยนแปลงไปมากแค่ไหนศีลก็ไม่กังวลอีกแล้ว 

ความคิดเห็น