Ratidarin

หวังใจว่าจะทำให้มีรอยยิ้มกันนะคะ ^^

ตอนที่ 17: ทำความรู้จัก

ชื่อตอน : ตอนที่ 17: ทำความรู้จัก

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 2.2k

ความคิดเห็น : 11

ปรับปรุงล่าสุด : 06 ต.ค. 2562 12:12 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 17: ทำความรู้จัก
แบบอักษร

 

ตอนที่ 17: ทำความรู้จัก 

 

             “ผมเปลี่ยนใจได้ไหมครับ” ศีลหันไปยิ้มแหย เมื่อรถจอดหน้าประตูรั้วของบ้านหลังใหญ่  

             “ได้” 

             “งั้นกลับกันครับ” 

             “หึๆ พี่จะพูดว่าได้ที่ไหน” 

             “เดี๋ยวนี้เล่นมุกเหรอครับ” 

             “เป็นแฟนเราก็ต้องพัฒนาบ้าง” 

             ศีลอมยิ้ม ตั้งแต่เริ่มคบกันจริงจังเขารู้สึกได้ว่าพีระพัฒน์ยิ้มมากขึ้น ยิ้มจริงๆ ที่ไม่ใช่ยิ้มในหน้าเหมือนที่เจ้าตัวชอบทำ มันทำให้ศีลมีความสุข  

             ชายหนุ่มสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ในเมื่อผ่านมาเกือบทุกอย่างแล้ว ทั้งสายตาของคนในบริษัทของพีระพัฒน์ ทั้งเสียงซุบซิบนินทา ตามมาดูหน้าถึงร้านก็มี อาภีระก็เจอมาแล้ว ด่านสุดท้ายก็แค่สู้ตาย 

              

             ความฮึกเหิมของศีลหมดไปทันที เมื่อยืนตัวเล็กจ้อยอยู่ในบ้านหลังใหญ่ราวกับวัง ถ้าพีระพัฒน์ทิ้งเขาไว้ห้องใดห้องหนึ่งเขาคงหลงแน่ 

             “มาเถอะ พี่จะพาไปรู้จักพ่อกับแม่พี่” 

             “ครับ” ศีลพยักหน้า มาถึงขั้นนี้แล้วเป็นไงก็เป็นกัน 

             พีระพัฒน์พาเขาเดินผ่านห้องรับแขกหรู ผ่านห้องกินข้าวขนาดใหญ่ ผ่านและผ่านจนทะลุออกมาด้านหลังตัวบ้าน มองเห็นสวนขนาดใหญ่ ศีลเขม่นตามอง เริ่มรู้สึกเอะใจแปลกๆ เพราะสิ่งที่เขาเห็นคือ.... 

             “มากันแล้วเหรอจ๊ะ” เสียงทักสดใส ใบหน้าที่โผล่พ้นพุ่มไม้คือใบหน้าของผู้หญิงสูงอายุที่เต็มไปด้วยรอยยิ้มและความใจดี 

             ใช่แล้ว ที่ศีลเห็นคือแปลงผักสวนครัวยาวสุดลูกหูลูกตา และพ่อกับแม่ของพีระพัฒน์ในชุดทำสวน  

             “ครับแม่” มือของพีระพัฒน์แตะลงบนหลังของเขา ดันให้ขยับออกมายืนด้านหน้า “ศีล นี่พ่อกับแม่ของพี่” 

             “สวัสดีครับ” ศีลยกมือไหว้นอบน้อม 

             “สวัสดีจ้ะ ศีลใช่ไหม” 

             “ครับ” 

             “ฟังภีมพูดถึงบ่อยๆ ได้เจอกันเสียที ตามสบายเลยนะลูก ถือว่าเป็นบ้านของตัวเอง” 

             “ขอบคุณครับ” ศีลเหมือนคนโดนชก ไม่มีอะไรเหมือนที่เขาคิดหรือจินตนาการไว้เลย 

             “ภีมพาน้องเข้าไปข้างในเถอะ ข้างนอกอากาศมันร้อน” เสียงเตือนมาจากบิดาของพีระพัฒน์ ศีลรู้แล้วว่าชายหนุ่มได้บุคลิกของใครมา  

             “ครับพ่อ” 

             “คุณลุงคุณป้าทำอะไรอยู่เหรอครับ” ศีลถามด้วยน้ำเสียงสุภาพเรียบร้อยแต่ก็เต็มไปด้วยความสนใจ  

             “แม่เขาได้เมล็ดผักมาใหม่ พ่อเลยขึ้นแปลงให้” 

             “ผมช่วยได้ไหมครับ” 

             “อยากทำเหรอ” 

“ครับ” 

“เอาสิ” คำตอบรับใจดี 

“ขอบคุณครับ” ศีลยิ้มกว้าง เขาใส่เสื้อเชิ้ตแขนยาวมาจึงจัดการพับขึ้นจนถึงข้อศอก ก้มลงพับขากางเกงสแลคขึ้นสูงจนถึงหน้าแข้งเพื่อความคล่องตัว แต่เมื่อเงยหน้าขึ้น เขาเห็นดวงตาขบขันของพีระพัฒน์ และสายตาเอ็นดูของผู้ใหญ่ทั้งสอง ศีลก้มลงมองตัวเอง เขาหัวเราะออกมาเสียงดัง ตอนนี้เขาดูไม่ได้เลย 

             “ฝากศีลด้วยนะครับแม่ ผมขึ้นไปเปลี่ยนเสื้อผ้าเดี๋ยวลงมา” พีระพัฒน์ฝากฝังเขาไว้กับมารดา 

             “ภีมพาน้องไปเปลี่ยนด้วยสิจ้ะ เดี๋ยวเสื้อผ้าเปื้อนหมด” 

             “ผมไม่มีไซซ์เด็กแคะแบบนี้ครับ” 

             “ไม่เป็นไรครับคุณป้าผมก็ใส่ไซซ์ยักษ์ไม่ได้เหมือนกัน” 

             “หึๆ” เสียงหัวเราะของบิดาพีระพัฒน์ทำให้ศีลอุ่นใจ อย่างน้อยท่านก็คงไม่รังเกียจเขา แต่แล้วศีลกลับต้องตาโตเป็นไข่ห่านเมื่อได้ยินประโยคถัดไป 

             “เหมือนที่ภีระเล่าให้ฟังไม่มีผิด” 

             อาภีระเล่าอะไรให้ฟังหนอ เขาได้คะแนนหรือเสียคะแนน หรือไม่มีคะแนนเลยหว่า 

             “ไม่ต้องห่วง ภีระชมว่าเราเป็นเด็กใช้ได้” ศีลยิ้มเขินที่ถูกจับได้ว่ากำลังกลุ้มใจ 

             “ภีมก็ขึ้นไปเปลี่ยนเสื้อผ้าเถอะจ้ะ สายมากแดดจะร้อนกว่านี้” มารดาของพีระพัฒน์เตือนลูกชายเมื่ออีกฝ่ายยังไม่ขยับ 

             “ครับ” 

             ถึงแม้บรรยากาศรอบด้านจะดูผ่อนคลาย แต่ต้องอยู่กับพ่อแม่ของพีระพัฒน์ตามลำพัง ศีลก็อดตื่นเต้นและกังวลไม่ได้ ดูเหมือนพีระพัฒน์จะสังเกตเห็นจึงส่งยิ้มให้กำลังใจเขา 

 

             พีระพัฒน์ใช้เวลาเปลี่ยนเสื้อผ้าเพียงครู่เดียว แต่เพราะมีสายเกี่ยวกับงานเข้ามาเขาจึงใช้เวลาอีกพักใหญ่กว่าจะลงไปสบทบที่สวน 

             สิ่งที่ชายหนุ่มเห็นทำให้อดยิ้มไม่ได้ ดูเหมือนว่าความเป็นธรรมชาติของศีลจะทำให้เข้ากับพ่อแม่ของเขาได้เป็นอย่างดี ดูจากความสนิทสนมที่มองอย่างไรก็ไม่เหมือนคนเพิ่งรู้จักกัน 

 

             “เข้าไปล้างหน้าล้างตัวก่อน” พีระพัฒน์พาศีลมาที่ห้องนอนของเขา  

             “นี่ห้องน้ำเหรอครับ ใหญ่กว่าห้องพักผมอีก” ศีลเข้าไปแล้วยืนนิ่ง มองไปรอบๆ ด้วยความตื่นตาตื่นใจ 

             “อย่าคิดมาก” พีระพัฒน์หยิบผ้าขนหนูพาดบนบ่าของศีล เขาวางมือทับลงไป บีบไหล่อีกฝ่ายเบาๆ 

             “ผมพูดเฉยๆ ครับไม่ได้คิดมาก แค่จะชมว่าห้องสวย” 

             “ไม่คิดมากแล้วทำไมยืนเฉย” 

             “ก็พี่ภีมไม่ยอมออกไปนี่ครับ” 

             “ทำไมพี่ต้องออก” 

             ศีลตาโต “ก็ผมจะล้างตัว” 

             “ห้องน้ำกว้างมากอย่างที่เราบอก อยู่สองคนได้สบาย ไม่เดินชนกันแน่” 

             “ใช่เรื่องนั้นที่ไหนกันครับ” 

             “หึๆ อายอะไรผู้ชายเหมือนกัน” 

             “คร้าบ ผู้ชายเหมือนกัน แล้วมองผมไหมล่ะ” 

             “มอง” 

             ศีลตวัดตาค้อน นับวันพีระพัฒน์ก็ยิ่งร้ายกาจ 

             “ออกไปเลยครับ” ศีลดันหลังอีกฝ่าย บังคับให้ออกจากห้องน้ำ ได้ยินเสียงหัวเราะดังลอดผ่านประตูเข้ามา 

                             

             เสื้อผ้าของเขาถูกนำไปทำความสะอาดอย่างรวดเร็ว ศีลนอนเล่นอยู่ในห้องของพีระพัฒน์โดยใส่เสื้อคลุมของอีกฝ่าย ไม่ถึงสามสิบนาทีก็ได้เสื้อผ้ากลับมาในสภาพสะอาดหอมฉุย 

             หลังมื้ออาหารกลางวัน พีระพัฒน์พาเขาเดินชมบ้านตามคำสั่งของมารดา ศีลไม่เคยรู้มาก่อนว่าบ้านหนึ่งต้องมีห้องมากมายขนาดนี้ เมื่อเทียบกับห้องเดียวครบจบในสิบก้าวของเขา 

             “เคยหลงไหมครับ” 

             “หึๆ” 

             “ผมถามจริงๆ” 

             “ไม่ถึงกับหลง แต่เคยเล่นซ่อนหากับพี่ชายตอนเด็กๆ แล้วซ่อนจนหลับไปหลายชั่วโมงเพราะไม่มีใครหาเจอเสียที” 

             ศีลยิ้มเมื่อพีระพัฒน์เล่าความหลังให้ฟัง 

             “พี่ภีมไม่เห็นบอกผมเลยครับว่าคุณลุงคุณป้าใจดีมาก หลอกให้ผมกังวลนอนไม่หลับตั้งหลายคืน” 

             “พี่อยากให้มาเจอด้วยตัวเองมากกว่า แต่จริงๆ เรื่องนี้เดาได้ไม่ยากนะ” 

             “ยังไงครับ” ศีลขมวดคิ้ว ใครจะไปเดาได้  

             “ตั้งแต่พี่เจอศีลในลิฟต์ เคยทำท่าดูถูกไหม เห็นเป็นคนละระดับหรือเปล่า” 

             “ไม่เคยครับ” เมื่อพีระพัฒน์พูดแบบนี้เขาจึงนึกขึ้นได้ พีระพัฒน์วางตัวดีสมกับเป็นผู้บริหาร แต่ไม่เคยมีสักครั้งที่สายตาคู่นั้นจะกดเขาลงต่ำ การเลี้ยงดูเป็นสิ่งสำคัญ ทัศนคติของคนๆ หนึ่งจะถูกหล่อหลอมขึ้นมาจากต้นแบบ เขาเข้าใจแล้วว่าทำไมพีระพัฒน์ถึงบอกว่าเรื่องนี้เดาได้ไม่ยาก คนที่เลี้ยงผู้ชายที่ดีที่สุดคนหนึ่งขึ้นมาจะเป็นคนใจร้ายได้อย่างไร 

             “พี่ภีมใช้เวลานานไหมครับ กว่าท่านจะรับเรื่องของเราได้” 

             พีระพัฒน์ตัดสินใจบอกบิดามารดาก่อนที่เสียงซุบซิบนินทาจะลอยเข้าหูจนควบคุมไม่อยู่ การบอกด้วยตนเองดีกว่าปล่อยให้ได้ข่าวในแง่ลบจนเกิดอคติ  

             ศีลรู้เรื่องเพียงคร่าวๆ เช่นคุยเรียบร้อยแล้ว ไม่มีปัญหาอะไร แต่ไม่เคยรู้รายละเอียดปลีกย่อย เพราะครอบครัวเป็นเรื่องละเอียดอ่อนเขาจึงไม่ซักถาม จนถึงวันนี้ 

             “ไม่นาน พี่คิดว่าท่านอาจรู้ระแคะระคายอยู่บ้างถึงไม่แปลกใจเท่าไหร่ เหมือนทำใจมาก่อน ยิ่งมีอาภีระมาช่วยยืนยันว่าศีลเป็นเด็กดี พ่อกับแม่ก็เลยยิ่งเปิดใจ” 

             “เดี๋ยวผมเจออาภีระคราวหน้าจะกระโดดกอดเลย” 

             “ทำอะไรให้มันพอดีหน่อย” 

             “หวงเหรอครับ” 

             “เปล่า พี่หึง” 

             คนพูดพูดหน้าตาเฉยแต่คนฟังเหมือนตัวจะระเบิดออก หน้าเห่อร้อนไปหมด  

             “ไม่ต้องกลัวครับ คนนั้นน่ะเขามีคนจองแล้ว” 

             “หึๆ สุดท้ายก็พากันตกหลุมพนักงานร้านนี้ ปีนขึ้นไม่ได้” 

             “ร้านนี้เขาดีครับ ดีทั้งของ ดีทั้งคน” ศีลยิ้มทะเล้น 

             พีระพัฒน์หัวเราะเสียงดัง ทุกวันนี้ชีวิตของเขาผ่อนคลายขึ้นมาก ยังคงทุ่มเทให้กับการทำงานแต่ไม่บ้าคลั่งเหมือนเมื่อก่อน ตั้งเป้าหมายใกล้เข้ามาอีกนิดเพื่อให้มีเวลาอยู่คนรัก โลกที่หมุนช้าลงทำให้มีความสุขมากยิ่งขึ้น 

             “ศีล” 

             “ครับ” 

             “คืนนี้ค้างที่บ้านพี่นะ” 

             “หา!” คนถูกชวนตาตั้งเพราะไม่ได้เตรียมใจไว้ก่อน “ผมไม่มีเสื้อผ้ามา” 

             “เดี๋ยวออกไปซื้อเสื้อผ้าที่ห้างใกล้ๆ ตอนเย็นจะได้อยู่เจอพี่ชายกับน้องชายพี่ วันนี้จะกลับมากินข้าวที่บ้าน” 

             ศีลเหงื่อตก มองใบหน้าของพีระวัฒน์อย่างไม่ไว้ใจ “นี่คิดมาก่อนแล้วหรือเปล่าครับ” 

             “ถ้าพี่บอกตั้งแต่แรกคงมีคนไม่ยอมมา” 

             นั่นไงเขาว่าแล้วเชียว! 

              

• • • • • • • • 

 

          “เป็นมื้ออาหารที่ผ่อนคลายกว่าที่ศีลคิด เมื่อทุกคนเปิดใจ การทำความรู้จักกันก็ไม่ยากอย่างที่คิด พี่ชายของพีระพัฒน์แต่งงานแล้วแยกบ้านออกไป มีลูกชายและลูกสาววัยกำลังน่ารัก น้องชายเรียนปริญญาโทมหา’ลัยในเมืองไทย เลือกพักคอนโดใกล้กับที่เรียน ที่บ้านจึงเหลือเพียงพ่อแม่และพีระพัฒน์พักอาศัย  

             ประวัติของเขาถูกซักถามเล็กน้อย แต่ไม่ล้วงลึกและไม่ทำให้อึดอัดใจ ดูเหมือนทุกคนช่วยกันระวัง ซึ่งเขารู้สึกขอบคุณเป็นอย่างมาก สังเกตได้จากเมื่อมีใครสักคนเผลอพูดหรือถามอะไรที่อาจทำให้เขาอึดอัด จะมีคนช่วยเปลี่ยนเรื่องให้ทันที มันเป็นความกรุณาที่ทำให้เขารู้ว่าครอบครัวของพีระพัฒน์น่ารักแค่ไหน 

              

             “ติดอาศีลซะแล้ว กลับบ้านได้แล้วลูก” พี่ชายของพีระพัฒน์หัวเราะเบาๆ เมื่อลูกสาวนั่งตักของศีลและกอดอีกฝ่ายไว้แน่น 

             “ไม่เอา” เด็กหญิงวัยสี่ขวบส่ายศีรษะ หันกลับมากอดเขาแน่น  

             “น้องเฟิร์นอย่ากวนอาศีลค่ะ” เสียงมารดาปรามทำให้เด็กหญิงหน้าหงอย 

             “เอาไว้วันหลังเราเล่นกันใหม่นะครับ” ศีลบอกหนูน้อยด้วยรอยยิ้ม 

             “อาศีลต้องมาหาหนูอีกนะคะ” 

             “มาสิครับ” 

             “อาภีมพาอาศีลมาด้วยนะคะ พามาอีก เฟิร์นชอบอาศีล” 

             “อาไม่พามาแล้วเดี๋ยวเฟิร์นแย่งอาศีลของอา” 

             ศีลหน้าแดงก่ำ อายทุกคนที่นั่งอยู่ โอ๊ยพูดออกมาได้ยังไง  

             “อาภีมขี้งก” หลานสาวแลบลิ้นใส่ ทั้งโต๊ะพากันหัวเราะ มีเพียงมารดาของเด็กสาวเท่านั้นที่ตกใจ 

             “ตายแล้วเฟิร์น พูดอย่างนั้นกับอาภีมไม่ได้นะคะ”  

             “ก็อาภีมไม่ให้หนู” หนูน้อยทำปากยื่น 

             “ไม่ต้องห่วง เดี๋ยวคราวหน้าอาจะเล่นกับเฟิร์นคนเดียวเลยดีไหมครับ” ศีลก้มลงบอกเด็กน้อยที่นั่งอยู่บนตัก 

             “ดีค่ะ โป้งอาภีมแล้ว” เด็กหญิงส่งนิ้วโป้งให้อาหนุ่ม ก่อนส่งมือให้คุณพ่ออุ้มแต่โดยดี 

             “ผมกลับก่อนครับพ่อ อาทิตย์หน้าเจอกันครับ” 

             “ขับรถดีๆ นะลูก” 

             “ครับ”  

             “ผมไปด้วยพี่ วันนี้ไม่ได้ขับรถมาขี้เกียจ ขอติดรถออกไปถนนใหญ่ด้วยคน” น้องชายของพีระพัฒน์ลุกขึ้นยืน 

             “ให้รถที่บ้านไปส่งสิลูก” 

             “ไม่เป็นไรครับแม่ ผมนัดเพื่อนต่อ” 

             “เที่ยวให้มันน้อยๆ หน่อย” 

             “โธ่แม่ครับ วันอาทิตย์ทั้งทีปล่อยผีลูกชายวันหนึ่งเถอะครับ พี่กลับก่อนนะศีลแล้วเจอกันใหม่” 

             “ครับ สวัสดีครับ” ศีลยกมือขึ้นไหว้ลา เพราะทั้งสองคนอายุมากกว่าเขา 

             “แล้วก็..พี่ชอบเรื่องความบังเอิญของเรากับพี่ภีมนะตลกดี” 

             ดวงตาของศีลเบิกกว้าง หันขวับไปมองพีระพัฒน์ อีกฝ่ายทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้ 

 

             หลังจากส่งทุกคนกลับ พ่อแม่ของพีระพัฒน์ขอตัวขึ้นไปพักผ่อน เหลือเพียงเขากับลูกชายของท่านเท่านั้น 

             “พี่ภีมครับ” ศีลใช้เสียงเข้มนำไปก่อน 

             “อะไรครับ” คนตอบพูดด้วยเสียงกลั้วหัวเราะเหมือนรู้ตัวว่าจะโดนซักฟอก  

             “เล่าเรื่องที่เราเจอกันให้ทุกคนฟังด้วยเหรอครับ ผมโคตรอาย” 

             “ถ้าไม่เล่าก็ต้องมีคนสงสัยว่าทำไมเราถึงมาสนิทกันได้ มันไม่ใช่เรื่องง่าย” 

             “ก็จริงครับ ใครจะเชื่อว่าเราจะมาเจอกัน” 

             “ใช่ แต่ก็ดีนะ เล่าแล้วพี่ไม่เห็นมีใครไม่หัวเราะ ชอบเรากันทุกคน” รอยยิ้มของคนพูดร้ายกาจมากในสายตาของศีล 

             “ทำไมเดี๋ยวนี้พี่ภีมร้ายจังครับ” เขาอดบ่นไม่ได้ 

             “หึๆ พี่ง่วงแล้วขึ้นไปนอนกันเถอะ” 

             “ครับ” ศีลพยักหน้า “ผมนอนห้องไหนครับ” ศีลไม่แน่ใจเพราะบ้านหลังนี้มีห้องพักรับรองแขกถึงห้าห้องด้วยกัน 

             “ห้องพี่” 

             “อ๋อ” ศีลพยักหน้า “หะ! ห้องไหนนะครับ” 

             “ห้องพี่” คนตอบยิ้มกริ่ม 

             “ไม่ได้ครับน่าเกลียด พ่อกับแม่พี่ภีมจะคิดยังไง” 

             “ไม่เห็นว่ายังไง ตอนพี่บอกว่าชวนศีลค้างด้วยก็ไม่เห็นมีใครถามว่าต้องสั่งทำห้องพักไหม” 

             “แล้วพรุ่งนี้ผมจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหนครับ” ศีลโอดครวญ 

             “เดี๋ยว! เราคิดว่าพี่จะทำอะไร” 

             “ก็...ก็..” ศีลหน้าแดง พูดอึกอัก 

             “หึๆ ขึ้นไปข้างบนได้แล้ว พี่ง่วงอยากนอน พี่หมายถึงนอนที่แปลว่านอนจริงๆ” 

              ศีลขายขี้หน้าจนเลิกพูด เดินตามพีระพัฒน์ขึ้นไปชั้นบน โธ่~คิดไปถึงไหนเนี่ยกู 

 

             “ไหนว่านอนเฉยๆ ไงครับ” คนโดนดึงไปกอดซุกอก แถมโดนขโมยจูบจนปากเจ่อโวยวาย 

             “นี่ก็นอนเฉยๆ นอนกอดเฉยๆ ไม่ได้ทำอะไรที่เราคิดเลย” 

             คนมีชนักติดหลังพูดไม่ออก เดี๋ยวนี้ลูกล่อลูกชนพีระพัฒน์แพรวพราว เขาตามไม่เคยทัน 

             “ไม่พูดด้วยแล้วครับ ผมหลับดีกว่า” ศีลทำเสียงงอน หลับตาหนีอีกฝ่าย 

             “หึๆ ราตรีสวัสดิ์ครับ” ริมฝีปากอุ่นแตะลงบนหน้าผากของเขา 

             “ราตรีสวัสดิ์ครับ” ศีลซุกหน้าเข้ากับอกกว้าง เขาโวยวายไปอย่างนั้นเองใครว่าไม่ชอบ ในเมื่อมันอุ่นสบายและปลอดภัย ไม่มีที่ไหนอบอุ่นเท่ากับอ้อมแขนของพีระพัฒน์อีกแล้ว 

ความคิดเห็น