Ratidarin

หวังใจว่าจะทำให้มีรอยยิ้มกันนะคะ ^^

ตอนที่ 16: เมื่ออุปสรรคเป็นคุณอารูปหล่อ

ชื่อตอน : ตอนที่ 16: เมื่ออุปสรรคเป็นคุณอารูปหล่อ

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 2.3k

ความคิดเห็น : 14

ปรับปรุงล่าสุด : 05 ต.ค. 2562 13:53 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 16: เมื่ออุปสรรคเป็นคุณอารูปหล่อ
แบบอักษร

 

ตอนที่ 16:  เมื่ออุปสรรคเป็นคุณอารูปหล่อ  

 

             ทุกครั้งที่ประตูร้านเปิดออกลิลิตมักยิ้มกว้างเสมอเพื่อต้อนรับลูกค้า หากแต่วันนี้รอยยิ้มนั้นกลับจางหายไปอย่างรวดเร็วจนจินแปลกใจ 

             ผู้ชายร่างสูงใหญ่ ประเมินจากใบหน้าแล้วอายุน่าจะประมาณสามสิบต้นๆ เดินเข้ามาในร้าน กวาดสายตามองไปรอบๆ จินส่งยิ้มให้เตรียมทักทาย แต่ลิลิตเดินออกจากเคาน์เตอร์ตรงเข้าไปหาชายหนุ่มก่อน 

             “สวัสดีครับ” 

             “ผมมาพบพนักงานที่ชื่อศีล” 

             “ศีลไม่อยู่ครับ” 

             “ไปไหน อีกนานไหมจะกลับ” 

             “ไปส่งของครับ แต่คุณภีระคุยกับผมแทนได้เพราะผมก็เหมือนผู้ปกครองของศีล” จินสะดุดหู ทำไมลิลิตถึงรู้จักชื่อของผู้ชายคนนี้ 

             “ทำไมผมต้องคุยกับคุณ” ร่างสูงขมวดคิ้วเข้าหากัน มองผู้ชายร่างสูงผอมผมยาวปะบ่าตรงหน้าด้วยสายตาไม่ชอบใจ 

             “เพราะผมรู้ว่าคุณมาทำไม และผมจะไม่ยอมให้มันเกิดขึ้น” ลิลิตส่งยิ้มกวน ดวงตาของแขกผู้มาเยือนจึงลุกวาบราวกับมีเปลวไฟอยู่ข้างใน  

             “เชิญทางนี้ครับ” ลิลิตผายมือออก เชิญอีกฝ่ายนั่งที่โต๊ะริมหน้าต่าง  

             “จินขอกาแฟดำให้พี่แก้วหนึ่ง” 

             “ครับ” จินอดแปลกใจไม่ได้ที่ลิลิตเลือกสั่งเมนูนี้ ทำไมถึงรู้ว่าอีกฝ่ายจะดื่มอะไร หรือตั้งใจแกล้ง 

ลอดการสนทนาของทั้งคู่ จินรู้สึกได้ถึงบรรยากาศอึดอัดที่เกิดขึ้น ดูเหมือนยิ่งเวลาผ่านไปเท่าไหร่ชายหนุ่มที่แวะมาหาศีลก็ยิ่งโมโหมากขึ้นเรื่อยๆ ขณะที่เจ้านายของเขากลับดูสบายอารมณ์  ก่อนที่ร่างสูงจะลุกพรวดขึ้นยืน วางเงินลงบนโต๊ะและเดินออกไปราวกับพายุ 

“ใครเหรอครับพี่ลิต” จินเดินออกมาจากหลังเคาน์เตอร์ เจ้านายของเขายังนั่งอยู่ที่เดิมด้วยสีหน้ายิ้มแย้มราวกับได้รับชัยชนะยิ่งใหญ่ 

“อาของคุณภีม” 

“อาของคุณภีม?” 

“ใช่” 

“มีอะไรหรือเปล่าครับ” 

“เดี๋ยวพี่เล่าให้ฟังทีหลังพร้อมกัน ตอนนี้จินโทรไปหาศีลก่อน บอกว่าพี่ฝากบอกคุณภีมว่าพี่อยากเจอ ให้แวะมาหาที่ร้านหน่อยวันนี้เลย” 

“ได้ครับ”  

จินรีบจัดการติดต่อศีล เขากังวลใจแทนเพื่อน ทุกอย่างกำลังเป็นไปด้วยดี ขออย่าให้มีอะไรเลย 

 

• • • • • • • • 

 

             พีระพัฒน์นั่งฟังลิลิตพูดด้วยท่าทางสงบ เขามาที่ร้านพร้อมกับรามิล ศีลกับจินก็เข้ามาฟังด้วย 

             “เรื่องก็เป็นแบบนี้ครับ” ลิลิตเล่าทุกอย่างให้ฟังจนจบ อาของพีระพัฒน์มาหาศีลที่ร้านเพราะต้องการคุยเรื่องที่คบกับพีระพัฒน์ ความต้องการมีเพียงอย่างเดียวคือขอให้เลิกกัน แต่ลิลิตไม่ยอมรับคำขอ และประกาศชัดเจนว่าจะเดินหน้าเชียร์ลูกน้องต่อไป จึงทำให้อีกฝ่ายโมโหกลับไป 

             “คุณภีมจะทำยังไงครับ” 

             “ไม่ทำครับ” 

             “ไม่ทำ?” ลิลิตเลิกคิ้วขึ้นเมื่อได้ฟังคำตอบ 

             “ครับ ผมเคยคุยกับศีลแล้วเรื่องนี้” พีระพัฒน์หันไปยิ้มให้ศีล “ใครอยากทำอะไรอยากคิดอะไรก็ปล่อยไป ถ้ารู้ว่าไม่สำเร็จเดี๋ยวก็เลิกไปเอง” 

             “แปลว่าคุณภีมจะไม่คุยกับคุณอาเหรอครับ” 

             “ใช่ครับ อาภีระเป็นคนหัวรั้นคุยไปก็เท่านั้น จะทะเลาะกันเปล่าๆ ก่อนหน้านี้เคยเรียกผมไปคุยเรื่องนี้แล้ว ผมก็ปล่อยให้พูดไป แค่ไม่คิดว่าจะมาหาศีลถึงที่นี่” 

             “เอาแบบนั้นเหรอครับ” น้ำเสียงของลิลิตยังลังเล 

             “ครับ ถึงอาภีระจะรั้นแต่เป็นคนฉลาด สักพักจะรู้เองว่าสิ่งที่ทำอยู่ไม่มีประโยชน์” 

             “ผมเห็นด้วยกับภีม ผมสนิทกับอาภีระพอสมควร คิดว่าเดี๋ยวอาคงยอมรับได้เอง” รามิลช่วยสนับสนุนเพื่อนอีกเสียง 

             “แล้วคุณพ่อกับคุณแม่ของคุณภีมล่ะครับ” ลิลิตเชื่อว่าลูกน้องของเขาคงไม่กล้าถามถึงเรื่องนี้ เขาจึงออกปากให้ 

             “ผมคิดว่าท่านยังไม่ทราบเรื่อง แต่ผมจะเข้าไปคุยเร็วๆ นี้ครับ” 

             “คุณภีม” สีหน้าของศีลกังวล  

             “อย่ากังวล ไม่มีอะไรทั้งนั้นเชื่อพี่เถอะ พี่รู้จักพ่อกับแม่ตัวเองดีพอ ถ้าคิดว่าเรื่องของเราเป็นไปไม่ได้พี่จะไม่จีบศีลเป็นอันขาด” 

             “ครับ” ศีลรับคำด้วยความอุ่นใจ เพราะเชื่อในสิ่งที่พีระพัฒ์พูด 

             “ถ้าคุณภีมพูดแบบนี้ผมก็เบาใจครับ” ลิลิตเองก็คลายใจ 

             “แต่คุณลิตกับศีลคงต้องทนหน่อยนะครับ เรื่องนี้ผมต้องขอโทษไว้ล่วงหน้าด้วย คิดว่าอาภีระน่าจะลองพยายามอีกสักระยะ” 

             “หมายถึงจะมีพายุเข้าอีกพักใหญ่ใช่ไหมครับ” ลิลิตหัวเราะ พลอยให้พีระพัฒน์หัวเราะตามไปด้วย 

             “ใช่ครับ” 

             “ไม่มีปัญหาครับ ผมรับมือไหว” 

             “ศีลล่ะทำได้ไหม” ชายหนุ่มอดเป็นห่วงคนรักไม่ได้ 

             “สบายมากครับ ผมบอกแล้วว่าผมมั่นคงแน่วแน่พอ พายุก็พายุเถอะครับ” 

             “แปลว่าเราแข็งแกร่ง”  

             “เปล่าครับ หลบหลังพี่ลิตเอา” 

             คำพูดของศีลกับสีหน้าทะเล้นทำให้ทั้งโต๊ะพากันหัวเราะ บรรยากาศจึงผ่อนคลายขึ้นมาก 

             “ถ้าลงตัวกันแล้ว ผมมีเรื่องสงสัยอยากถามคุณภีมครับ” จินยกมือขึ้นด้วยสีหน้าเกรงใจ  

             “ได้สิ ถามมาเลย” 

             “ผมว่าคุณภีระอายุน่าจะไม่เกินสามสิบต้นๆ ทำไมถึงเรียกว่าอาครับ” 

             “อาภีระเป็นลูกคนสุดท้องของปู่ เป็นลูกหลงน่ะ อ่อนกว่าพ่อพี่สิบแปดปี พ่อพี่เป็นลูกคนแรกของครอบครัว แต่งงานตั้งแต่อายุยี่สิบกว่า แม่พี่มีลูกเร็ว พี่กับอาภีระเลยอายุห่างกันแค่แปดปี” 

             “มิน่ายังหนุ่มและหล่อมากอยู่เลยครับ” 

             “พูดอะไรนะ” จินหน้าแดงเมื่อรามิลทำเสียงข่มขู่ แต่ก็อดเถียงเบาๆ ในคอไม่ได้ “ก็ยังหล่อจริงๆ นี่ครับ” 

             “ผมก็มีคำถามครับ” ศีลยกมือขึ้นบ้าง สายตาเจ้าเล่ห์ 

             “ถามมาสิ” พีระพัฒน์มองศีลด้วยสายตาเอ็นดูเสมอ ไม่ว่าเจ้าตัวจะล้นหรือแสบแค่ไหน 

             “ไม่ได้ถามพี่ภีมครับ ถามพี่ลิต” 

             “พี่?”ลิลิตชี้นิ้วเข้าหาตัวเอง 

             “ใช่ครับ จินบอกว่าพี่ลิตรู้จักชื่ออาภีระตั้งแต่ยังไม่แนะนำตัว แถมรู้ด้วยว่าชอบกินกาแฟอะไร ทำไมถึงรู้ครับ” 

             “ศีล!” จินตีเพื่อนเสียงดังป๊าบ สิ่งยิ้มแหยให้ลิลิต 

             “เดี๋ยวนี้นินทาพี่กันนะพวกเอ็ง” ลิลิตยิ้ม เขาชั่งใจอยู่ครู่หนึ่งก่อนพูดออกมา 

             “ตอนพี่เรียนปีสอง ทางมหา’ลัยเชิญคุณภีระมาเป็นอาจารย์พิเศษ สอนอยู่ปีหนึ่งพี่เลยรู้จัก” 

             “อ๋อ” ศีลพยักหน้ารับรู้ ไม่มีใครติดใจสงสัยอะไร 

             “ก็หลงรักตั้งแต่วันแรกที่เจอ ถึงมาเช่าตึกนี้ไง” 

             “หะ!” ศีลกับจีนตาเบิกกว้างจนเกือบเป็นถลน แม้แต่พีระพัฒน์กับรามิลยังมองมาด้วยความแปลกใจและคาดไม่ถึง 

             “ฮ่าๆ หายเครียดกันไหม” 

             “โธ่พี่ลิตใช่เรื่องเอามาพูดเล่นไหม” ศีลบ่นพึม “ตกอกตกใจหมด” 

             “เอาน่าจะได้อารมณ์ดีกัน ถ้าอย่างนั้นเรื่องนี้ก็เอาตามที่คุณภีมว่า” 

             “ครับ ผมจะเข้าไปคุยกับพ่อแม่เร็วๆ นี้ ถ้าทุกอย่างเรียบร้อยอาภีระคงยอมถอย” 

             “ได้ครับ ตกลงตามนี้ ว่าแต่มีใครไปกินหมูกระทะกับผมไหมครับ จะกินให้หายโมโห” 

             “ผม”  

“ผม” ศีลกับจิตตอบตกลงทันที แค่นี้ลิลิตก็รู้แล้วว่าสองคนที่เหลือจะไปไหม 

 

• • • • • • • • 

 

             “ศีล” 

             “อื้อ” ศีลยังก้มหน้าก้มตาปลุกปล้ำกับการเปิดขวดน้ำเชื่อมให้จิน 

             “ศีล” น้ำเสียงที่ทิ้งน้ำหนักมากขึ้นของจินทำให้ศีลเงยหน้าขึ้นมองเพื่อน 

             “อะไร” 

             “โน่น”จินพูดเสียงเบาใช้วิธีบุ้ยใบ้หน้าแทน          

             ศีลมองร่างสูงใหญ่ที่เดินเข้ามาในร้าน ใบหน้าที่เห็นหล่อเหลาสมกับที่จินชม มีความคล้ายพีระพัฒน์อยู่บ้าง  

             “สวัสดีครับ” ศีลส่งยิ้มให้เมื่อชายหนุ่มหยุดยืนหน้าเคาน์เตอร์ สายตาคู่นั้นมองเขานิ่ง เป็นการประเมินกันซึ่งๆ หน้า 

             “รับอะไรดีครับ” 

             “กาแฟดำไม่ใส่น้ำตาล”  

             “ห้าสิบห้าบาทครับ” ธนบัตรใบละพันถูกส่งมาให้  

             “เชิญที่โต๊ะเลยครับเดี๋ยวผมยกไปเสิร์ฟ” ศีลบอกพร้อมกับส่งเงินถอนให้อีกฝ่าย 

“เดี๋ยวเราไปเอง” จินรีบกระซิบเมื่อร่างสูงเดินห่างออกไป 

“ไม่ต้อง จินไปวันนี้พรุ่งนี้ก็มาใหม่ ยังไงก็เป็นอาของคุณภีระ จะชอบหรือเกลียดเราก็ขอให้เป็นเพราะได้คุยกันแล้ว” 

“งั้นก็เต็มทีนะ” 

“อืม” ศีลสูดหายใจเข้าลึกๆ เขายกถาดใส่แก้วกาแฟออกไป 

“กาแฟครับ” 

             ใบหน้านั้นเงยขึ้นมองเขาแต่ไม่พูดอะไรเลย 

             “ขอผมนั่งด้วยคนได้ไหมครับ” 

             “คิดว่าเราควรนั่งเหรอ”  

             อื้อหือ ศีลกลืนน้ำลายลงคอดังเอื๊อกแต่ต้องทำใจดีสู้เสือ 

             “ผมชื่อศีลครับ เห็นเพื่อนบอกว่าคุณอา..คุณศิระอยากพบผม” ศีลรีบเปลี่ยนสรรพนามเมื่อตาดุๆ คู่นั้นตวัดขึ้นมอง 

             “ก็ขึ้นอยู่กับว่าเราพูดจารู้เรื่องไหม หรือดื้อรั้นเหมือนเจ้านาย” 

             “ผมพูดจาพอฟังได้ครับ แต่ดื้อรั้นไหมคงต้องให้คุณภีระช่วยตัดสิน” 

             “นั่งลง” 

             “ขอบคุณครับ” ศีลทรุดตัวลงนั่ง หัวใจของเขาเต้นแรงมาก แต่ภายนอกต้องทำเหมือนปกติดี ไม่แสดงความกลัวออกมา 

             “ฉันจะพูดคำเดียวสั้นๆ ..” 

             “ให้เลิกกันใช่ไหมครับ” ศีลพูดแทนให้ เขาสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ใบหน้ายังเปี่ยมไปด้วยรอยยิ้ม 

             “รออีกนิดได้ไหมครับ” 

             “รอ? ทำไมต้องรอ” เสียงพูดดุดันจนเขาสะดุ้ง ศีลพยายามรวบรวมสติสตังที่กระเจิดกระเจิงให้กลับเข้าที่ 

             “เพราะผมกำลังจะเรียนต่อครับ อย่าเพิ่งมองผมดุๆ แบบนั้นสิครับผมกลัว” ศีลเผลอพูดตามความเคยชินก่อนรีบเม้มปากเมื่อเจอสายตาดุๆ มองมา 

             “ผมไม่ได้จะเกาะคุณภีมเรื่องค่าเล่าเรียนนะครับ ผมหมายถึงว่าผมกำลังลงเรียนต่อปริญญาโทและจะต่อปริญญาเอกด้วย จะเรียนจนกว่าจะจบด็อกเตอร์ให้ได้ ถึงตอนนั้นคุณภีระค่อยตัดสินได้ไหมครับว่าผมต้องเลิกกับพี่ภีมไหม อย่าเพิ่งตัดสินผมในวันที่ผมยังไม่ดีพอเลยครับ เพราะผมเชื่อว่าผมดีเพื่อพี่ภีมได้มากกว่านี้” 

             ศีลกลั้นหายใจเมื่อเขาพูดออกไปแล้ว ได้แต่หวังว่ามันจะดีพอที่จะเปลี่ยนความคิดของภีระได้ 

             “ภีมสอนให้เรามาพูดแบบนี้ใช่ไหม” 

             “ไม่ใช่ครับ” 

             “จะบอกว่าคิดได้เองสินะ” 

             “ก็ไม่ใช่อีกครับ” ศีลยิ้มแห้ง “พี่ลิต เอ่อ..เจ้าของร้านช่วยคิดด้วยครับ” ศีลรับสารภาพไปตามตรงด้วยรอยยิ้มซื่อๆ พีระพัฒน์สอนเขาว่าการอยู่กับความจริงเป็นสิ่งที่ดีที่สุด หวังว่าเขาไม่ได้นำมาใช้ผิดทาง 

             อาของพีระพัฒน์จ้องหน้าเขานิ่ง ศีลเดาความคิดอีกฝ่ายไม่ออก จะถอนสายตาก็ไม่ได้ เขาจึงโล่งใจเมื่อลิลิตกลับเข้ามาในร้าน 

             “ผมขอตัวสักครู่นะครับ” ศีลลุกขึ้นยืนเดินตรงไปหาลิลิต ช่วยอีกฝ่ายถือของเข้าไปหลังร้าน 

              

             “มาอีกแล้วเหรอ เดี๋ยวพี่จัดการให้” 

             “ไม่เป็นไรพี่ลิตผมไหว แต่ขอเบรกมาหายใจก่อนเดี๋ยวค่อยกลับไปสู้ใหม่” 

             “ไม่รู้จะกีดกัดอะไรหนักหนา เลือกมากเรื่องเยอะถึงไม่มีแฟนซักที” 

             “พี่ลิตรู้ได้ไง” ลิลิตชะงัก “ก็พอเดาได้ คิดว่าแบบนี้จะมีเหรอ” 

             “ผมไม่รู้ เคยรู้จักที่ไหน” ศีลหรี่ตาลงมองเจ้านายด้วยสายตาพิจารณา “หรือเรื่องที่พี่ลิตพูดเมื่อวานคือเรื่องจริง”  

             “เพื่อนเล่นไหม ไปได้แล้ว ปล่อยให้รอนานเดี๋ยวของขึ้นพัดร้านพี่พังหมด” 

             “ครับๆ ออกไปเดี๋ยวนี้แล้วครับ” ศีลซ่อนยิ้ม ต้องใช่แน่ๆ 

 

             “อ้าวไปไหนแล้ว” ศีลมองไปทั่วร้านแต่ไม่เห็นภีระ  

             “กลับไปแล้วเมื่อกี้นี่เอง คงไม่มาแล้วมั้ง” จินพยามคิดในแง่ดี 

             “ก็ขอให้ใช่เถอะ” เขาสังหรณ์ใจชอบกล  

 

• • • • • • • • 

 

             ศีลเพิ่งกลับมาจากส่งดอกไม้ พบว่าเจ้าที่เจ้าทางมาถึงเรียบร้อยแล้ว นั่นคือชื่อที่ลิลิตตั้งให้ภีระ  

             ศีลส่งยิ้มให้ก่อนเป็นอันดับแรกและได้สายตาไม่เป็นมิตรกลับมาเช่นทุกครั้ง อาภีระเหมือนเล่นสงครามประสาทกับเขาเพราะแวะมาที่ร้านเกือบทุกวัน วันละสิบห้าถึงยี่สิบนาที เป็นเวลากว่าสัปดาห์  

             “วันนี้จะเล่นเกมจ้องตาไหม” จินแอบกระซิบถามเมื่อเขาเดินเข้าไปด้านหลังเคาน์เตอร์ขายกาแฟ 

             “ก็ลองดู” ศีลวางกล่องใส่ดอกไม้ลง เดินไปหาภีระที่โต๊ะ 

             “จินเพิ่งลองทำขนมตัวใหม่ คุณภีระอยากลองชิมไหมครับ” 

             “ถ้าฉันต้องการอะไรฉันจะสั่งเอง” 

             เหมือนคำว่าเสือกลอยมา ภีระมักมีประโยคแสบๆ คันๆ มาพูดกับเขาเสมอ แต่ศีลเริ่มชินแล้ว 

             “ผมถามอะไรนิดได้ไหมครับ” นานวันเข้าเขาก็เริ่มเป็นตัวของตัวเองมากขึ้น 

             “อยากถามอะไรก็ถามมา” 

             “อาภีระอยากสั่งแบบจ่ายรายเดือนไหมครับ ที่ร้านมีนะครับ อย่างของพี่ภีมก็จ่ายรายเดือน เก็บเงินล่วงหน้าแต่ได้ส่วนลด 10%” 

             สีหน้าของคนฟังไม่สามารถบรรยายเป็นคำพูดได้ ศีลยิ้มแห้ง ก็เห็นมากินทุกวันเลยเป็นห่วง 

             “ภีมรู้เรื่องที่ฉันมาที่นี่ไหม” 

             “รู้ครับ” ศีลตอบออกไปตามตรง 

             “ต้องรีบรายงานสินะ”  

             “หมายถึงผมฟ้องพี่ภีมใช่ไหมครับ ผมคิดว่ามันคือการปรึกษากันมากกว่าครับ คุณภีระไม่ค่อยชอบผม แต่พี่ภีมเป็นหลานคุณภีระ ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะตัดสินใจ อย่างน้อยเราควรปรึกษากันว่าเราควรทำยังไง” 

             “เป็นเด็กเถียงคำไม่ตกฟากหรือไง” 

             ศีลยิ้มแห้ง พูดอุบอิบอยู่ในคอ “เขาเรียกว่าอธิบายครับ” 

             “พูดอะไร” 

             “เปล่าครับ” ศีลส่ายหน้า เอายิ้มกว้างเข้าสู้  พี่ภีมครับอาพี่ภีมโหดมากจริงๆ 

 

• • • • • • • • 

 

             “หาอะไร” จินมองตามสายตาของเพื่อน เมื่อศีลมองไปรอบๆ ร้าน 

             “วันนี้อาภีระไม่มาเหรอ หรือมาตอนที่ออกไปส่งของ” 

             “วันนี้ยังไม่มาเลย” 

             “ไม่สบายหรือเปล่า” ศีลขมวดคิ้ว  

             “งานยุ่งมั้ง ไม่งั้นก็เบื่อแกล้งศีลแล้ว” 

             “มาโน่นแล้ว” ศีลลืมตัวเผลอยิ้มกว้างเมื่อเห็นว่าใครเดินเข้ามาในร้าน 

             “กาแฟดำใช่ไหมครับ”  

             คนถูกถามไม่ตอบแต่หยิบธนบัตรออกจากกระเป๋ามาส่งให้ ศีลยื่นมือไปรับก่อนส่งเงินถอนพร้อมใบเสร็จ แต่คนควรรับกลับไม่หยิบ ศีลเงยหน้าขึ้นมองถึงเห็นว่าภีระกำลังมองไปรอบๆ ร้าน 

             “เงินถอนครับ” ศีลแกล้งใช้เสียงดัง เขาต้องซ่อนยิ้มเมื่อเห็นอาการสะดุ้งของคุณอาหน้าดุ เขาต้องเก๊กอยู่นานรอจนอีกฝ่ายเดินไปนั่งที่โต๊ะประจำเรียบร้อยจึงหัวเราะออกมา 

             “เป็นอะไร” จินเห็นเขาเอาแต่หัวเราะจึงถามขึ้น 

             “รอดแล้ว” 

             “อะไรรอด” 

             “นี่ไง” ศีลชี้มือเข้าหาตัวเอง “รอดแล้วอาภีระไม่ยุ่งแล้ว” 

             “พูดอะไร ไม่ยุ่งจะมาเหรอ” จินลดเสียงลง  

             “ไม่ยุ่งก็มาได้ เพราะคราวนี้มายุ่งกับหัวใจตัวเองแทน” 

             จินเบิกตาโตมองหน้าเขา “ใช่เหรอ” 

             “ชัวร์” ศีลยิ้มกว้าง ถึงลิลิตไม่ยอมรับว่าเรื่องที่พูดเป็นเรื่องจริงแต่ศีลสงสัยมาตลอด การได้เห็นภีระมีปฏิกิริยาเช่นกันทำให้เขายิ้มได้ ต่อไปอาภีระคงไม่ว่างมายุ่งกับเขาแล้ว เพราะคนที่อาอยากยุ่งด้วยแสบยิ่งกว่าพริกสิบเม็ด ศีลถอนใจเบาๆ โชคดีนะครับอาภีระ ผมเอาใจช่วย 

 

• • • • • • • • 

 

             “เป็นอะไรอะไร” พีระพัฒน์แวะมาหาศีลที่ห้องพัก เจ้าของห้องยิ้มน้อยยิ้มใหญ่จนเขาต้องถาม 

             “ครับ?” ศีลหันไปมองหน้าพีระพัฒน์ด้วยใบหน้าเปื้อนรอยยิ้ม  

             “เป็นอะไรทำไมยิ้มไม่หุบ” 

             “อ๋อ ก็ผมมีข่าวดีนี่ครับ” 

             “ข่าวดีอะไร” ภีมมีความสุขทุกครั้งที่ได้มองศีล แค่รอยยิ้มของอีกฝ่ายก็ทำให้เขาหายเหนื่อย มันไม่ใช่ความหวานแต่มันคือความสบายใจ 

             “อาภีระเลิกจ้องผมแล้วครับ” ศีลยกมือขึ้นป้องปาก ทำเหมือนว่าเป็นความลับสุดยอด 

             “หึๆ พี่รู้แล้ว” 

             “อ้าวว” คนเอาข่าวดีมาบอกแอบเซ็ง อุตส่าห์เก็บงำไว้ไม่ส่งข้อความไปบอก เพราะอยากให้พีระพัฒน์ตื่นเต้น 

             “รู้ได้ยังไงครับ” 

             “พักหลังน้ำเสียงของอาภีระเวลาพูดถึงศีลเปลี่ยนไป ไม่เหมือนคนที่มีอคติต่อกัน แต่เสียงเหมือนผู้ใหญ่รำคาญเด็กซนมากกว่า” 

             “เด็กซน?” ศีลร้องประท้วง 

             “หึๆ พี่ไม่รู้จะอธิบายยังไง แต่พี่ว่าใช่นะ” 

             “ดีๆ ทั้งนั้น เด็กซนเอย รำคาญเอย” ศีลทำหน้าเซ็ง 

             “แล้วไม่ดีใจเหรอที่อาภีระเลิกยุ่งเรื่องของเราแล้ว” 

             “โธ่ถามได้ดีใจสิครับ” ศีลกลับมายิ้มกว้าง “ผมถึงกับอุทานกับจินว่า..รอดแล้วเรา” 

             “ฮ่าๆ” พีระพัฒน์หัวเราะเสียงดัง ขำหน้าทะเล้นของศีล 

             “เก่งมาก” มือใหญ่วางบนศีรษะของคนรัก ริมฝีปากแตะลงบนหน้าผากแผ่วเบาเป็นการให้รางวัลคนเก่ง 

             “ผมยังไม่ได้ทำอะไรเลยครับ ผมว่า..” ศีลยกยิ้มเจ้าเล่ห์ “อาภีระสนใจคนอื่นมากกว่าผมมากกว่า” 

             “คุณลิตใช่ไหม” 

             “พี่ภีมรู้ด้วยเหรอครับ” 

             “สังเกตได้ แต่พี่เชื่อว่าเพราะอาภีระเห็นความน่ารักของศีลด้วย ใครรู้จักแล้วไม่รักเราบ้าง” 

             “โห~ เขินเลย” คนเขินยิ้มกว้างทั้งปากและตา 

             “สบายใจหรือยัง” 

             ศีลเอนตัวพิงไหล่ของพีระพัฒน์ “ผมสบายใจมาสักพักแล้วครับ อาจไม่ใช่แค่อาภีระก็ได้ที่รู้สึกดีขึ้นกับผม ผมเองก็คงเหมือนกัน พอเคยชินว่าอาภีระเป็นคนดุ นานเข้าก็รู้สึกว่าเป็นคุณอาที่น่ารักคนหนึ่ง ผมว่าตลกด้วยซ้ำ” 

             “ตลกเหรอ” 

             “ตลกสิครับ อาภีระชอบทำท่านิ่งๆ เก๊กๆ  ผมเลยแอบขำประจำ 

             “หึๆ เจ้าตัวร้าย” 

             “ผมคิดถึงเรื่องที่พี่ภีมเคยบอกขึ้นมาเลยครับ แค่อยู่กับความจริง เป็นอย่างที่เราเป็น มันก็จะผ่านไปเอง” 

             “ใช่ เป็นธรรมชาติอย่างที่ศีลเป็นก็พอ” พีระพัฒน์โอบมือไปรอบไหล่ของศีล ดึงคนตัวเล็กกว่าเข้ามากอด 

             “ไปหาพ่อกับแม่พี่กัน” 

             “เดี๋ยว~ ไม่ให้ผมพักเลยเหรอครับ” ศีลประท้วง 

             “คนเก่งของพี่ทำได้อยู่แล้ว”  

             “ชมขนาดนี้ไปเดี๋ยวนี้เลยก็ได้ครับ กำลังใจเต็มเปี่ยมมาก” ศีลแกล้งทำท่าจะลุกขึ้นยืน แต่ถูกรั้งกลับไปกอด  

              “ขอบคุณมากที่สู้” พีระพัฒน์แตะริมฝีปากลงบนหน้าผาก 

             “ก็ของรางวัลมันดีนี่ครับ” ศีลยิ้มกว้าง เขาหมายถึงการได้เป็นแฟนของพีระพัฒน์ แต่ดูเหมือนคนฟังจะเข้าใจไปอีกทาง เพราะริมฝีปากของเขาถูกปิดด้วยริมฝีปากร้อนทันที 

             อืมม แต่ไม่เป็นไร รางวัลแบบนี้ก็ได้เหมือนกัน 

ความคิดเห็น