Ratidarin

หวังใจว่าจะทำให้มีรอยยิ้มกันนะคะ ^^

ตอนที่ 15: ความรักที่มั่นคง

ชื่อตอน : ตอนที่ 15: ความรักที่มั่นคง

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 2.5k

ความคิดเห็น : 21

ปรับปรุงล่าสุด : 03 ต.ค. 2562 17:33 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 15: ความรักที่มั่นคง
แบบอักษร

 

ตอนที่ 15:  ความรักที่มั่นคง 

 

“ยืนทำอะไรตรงนั้นเข้ามาสิ” พีระพัฒน์มองด้วยสายตาเอ็นดู เมื่อร่างผอมยืนเกาะประตูที่เปิดออก แต่ไม่ยอมเข้ามา ใบหน้าของศีลขึ้นสีแดงเรื่อ 

“เข้ามาเร็ว” 

ศีลเดินกระมิดกระเมี้ยนเข้ามาในห้อง ซ่อนบางอย่างไว้ข้างหลัง 

“เอาออกมา” พีระพัฒน์กระดิกนิ้ว 

“อะไรครับ” ศีลเลิกคิ้ว ยิ้มกวน 

“ข้างหลังเรา เอาอะไรมาให้พี่ใช่ไหม” 

“ก็ว่าจะให้แต่สงสัยพี่ภีมจะไม่ชอบ” คนพูดยิ้มเจ้าเล่ห์ 

“จะส่งให้พี่ดีๆ หรือจะให้พี่เดินไปเอาเอง ไม่อย่างนั้นพี่คิดค่าเดินนะ” สายตาที่ตกลงมองริมฝีปากเขา ทำให้ศีลรีบส่งดอกทานตะวันดอกใหญ่ไปให้อีกฝ่ายทันที 

“ดอกทานตะวัน” พีระพัฒน์มองสิ่งที่อยู่ในมือของศีล เขายิ้มเอ็นดูอีกฝ่าย ชายหนุ่มยังไม่ชอบดอกไม้แต่เขาชอบคนให้ มันทำให้เขาชอบมองดอกไม้นั้นไปด้วย 

“ครับ” 

“อยากบอกอะไรพี่” 

“ก็ต้องหาเองสิครับ”  

“แล้วถ้าหาแล้วมันเหมือนคราวก่อน” 

“งั้นเอาการ์ดไปเลยครับ” ศีลรีบวางการ์ดลงบนโต๊ะ 

พีระพัฒน์หัวเราะเบาๆ เขาชอบความสดใสของศีล การ์ดสีเหลือมัสตาร์ดแผ่นเล็ก มีตัวหนังสือเขียนอยู่ ชายหนุ่มหยิบขึ้นมาอ่าน 

ดอกทานตะวันแทนรักที่มั่นคง ซื่อตรงและภักดีเสมอ 

“อย่าอ่านออกเสียงสิครับ ผมก็เขินเป็นนะ” คนให้โวยวายทำท่าจะเข้ามาคว้าการ์ดในมือของเขา พีระพัฒน์จึงขยับมือหนี 

“ขอบคุณมาก อยากบอกพี่ว่าต่อไปจะหนักแน่นใช่ไหม” 

“ผมรู้แล้วทำไมพี่ภีมถึงบริหารงานเก่ง” 

“หึๆ ควรภูมิใจนะมีแฟนฉลาด” 

“ผมภูมิใจตั้งแต่มีแฟนรวยแล้วครับอย่างอื่นไม่เป็นไร” เมื่อสบายใจแล้วศีลก็กล้าเล่นประเด็นอ่อนไหวของตัวเอง 

“นี่พี่ตกหลุมเราหรือเปล่า” 

“กลบมิดแล้วครับ ขึ้นไม่ได้หรอก” 

“หึๆ มานี่สิ” พีระพัฒน์เรียกให้เดินเข้ามาหา ศีลขยับเข้าไปใกล้โต๊ะอีกนิด 

“ไม่ใช่มานี่” 

ใบหน้าของศีลขึ้นสีแดงเรื่อ แต่ก็เดินเข้าไปหาแต่โดยดี พีระพัฒน์ดึงร่างผอมนั่งลงบนตัก กอดมือไปรอบเอว วางคางไว้บนไหล่ 

“ต้องขุนให้อ้วนกว่านี้แล้วมั้งเรา ผอมเกินไปแล้ว” 

“ผมไม่ใช่หมูนะครับ” ศีลประท้วงเสียงเบา เพราะเขินมากเสียงเลยอู้อี้ไปด้วย 

“แล้วใครจะไปขุนหมูให้เสียเวลา ต้องขุนแฟนสิ” 

“เดี๋ยวครับเดี๋ยว” ศีลเด้งออกจากตักของพีระพัฒน์แทบไม่ทัน โวยวายเสียงดัง “ผมเป็นแฟนพี่ภีมตั้งแต่เมื่อไหร่” 

“เมื่อคืน” 

“ตอนไหน” ใบหน้าเล็กเชิดขึ้นเรื่องอย่างนี้ยอมกันไมได้ 

“ตอนจูบ” 

คนพูดพูดได้หน้าตาเฉยแต่คนฟังห้าแดงไปจนถึงหู ต้องเรียกสติตัวเองกลับมาพักใหญ่ 

“ไม่ใช่ครับ เป็นแฟนก็ต้องมีการตกลงกัน คุยกัน ขอกันก่อน” ไอ้ที่สำคัญสุดมันคือข้อหลังนี่แหละ ศีลอยากอุ่นใจว่าเขาไม่ได้โมเมไปคนเดียว 

“ที่บอกพูดไปยาวเหยียดเมื้อคืนยังไม่ใช่อีกเหรอ” 

“คนอะไรไม่โรแมนติกเลย” ศีลบ่นอุบอิบอยู่ในคอ “ขอร้อยยี่สิบบาทครับ” ศีลยื่นมือไปข้างหน้า 

“ค่าอะไร” พีระพัฒน์ตามไม่ทันเมื่ออีกฝ่ายเปลี่ยนอารมณ์อย่างรวดเร็ว 

“เอามาก่อนครับ เดี๋ยวผมบอก” 

พีระพัฒน์เปิดกระเป๋าสตางค์หยิบธนบัตรใบละหนึ่งร้อยออกมาส่งให้สองใบ เขามองร่างผอมค้นเงินในกระเป๋าได้เหรียญมาถอนให้เขาแปดสิบบาท 

“ตกลงบอกได้หรือยังว่าค่าอะไร” 

“ค่าดอกทานตะวันครับ” 

“หะ! ให้แล้วมีเก็บเงินด้วยเหรอ” พีระพัฒน์อดขำไม่ได้ ยิ่งเขาขำหน้าของศีลก็ยิ่งมู่ทู่ ดูไม่สบอารมณ์เท่าไหร่ 

“เก็บสิครับ รักชักไม่มั่นคงเราต้องเลือกเงินเพราะคงทนและแน่นอนกว่า” ศีลพับธนบัตรใส่กระเป๋า พีระพัฒน์ได้แต่ส่ายศีรษะด้วยความเอ็นดูความแสบของเจ้าตัว 

“ผมไปก่อนดีกว่า” 

            “เดี๋ยวสิ คุยกับพี่ก่อน” 

           “นี่ดูไม่ออกจริงๆ หรือครับ”  

             “ดูอะไร” 

             “งองูอออ่างนอหนู อ่านว่างอนครับ ถ้างอนแล้วต้องกลับ งอนแล้วอยู่เดี๋ยวเขาว่าให้ท่า” 

             พีระพัฒน์พยายามกลั้นขำแล้วแต่มันไม่อยู่จริงๆ มีใครเขางอนแล้วพูดปาวๆ แบบนี้บ้างไหม 

             “แล้วพี่ต้องทำยังไง” 

             “เฮ้อ เป็นผู้บริหารจริงหรือเปล่าครับ งอนแล้วก็ต้องง้อสิครับ เร็วๆ นะครับผมขี้เกียจรอนาน” คนพูดยักคิ้วก่อนฮัมเพลงเดินออกจากห้องไป แล้วอย่างนี้เขาจะเชื่อดีไหมว่างอน 

             “คุณรุ้งเข้ามาหาผมหน่อย” พีระพัฒน์กดเรียกเลขาเข้าในห้อง ในเมื่อเด็กอยากเล่นก็ต้องยอม 

 

• • • • • • • • 

 

             “ไหนว่างอนพี่” พี่ระพัฒน์มองคนนั่งทานก๋วยเตี๋ยวด้วยความเอร็ดอร่อย ไม่ทันไรศีลก็แวะมาชวนเขามาทานก๋วยเตี๋ยวเจ้าอร่อยเป็นมื้อกลางวัน 

             “งอนอยู่” เจ้าตัวพูดเสียงอู้อี้เพราะยังเคี้ยวลูกชิ้นอยู่ในปาก “แต่นี้ช่วงพัก เดี๋ยวงอนใหม่ได้” 

             “หึๆ ถามจริงๆ เถอะจบปริญญาตรีแล้วจริงหรือเปล่า อายุยี่สิบเอ็ดแล้วแน่นะ” 

             “ใช่สิครับ แต่คนเรามันก็ต้องทำตัวเป็นเด็กมาก ถ้าผมทำตัวแบบพี่ภีมพอยี่สิบเจ็ดผมก็ดูแก่สิครับคุณลุง” 

             คนอายุยี่สิบเจ็ดถึงกับชะงัก เอากับเจ้าตัวแสบสิ  

             “พี่ภีม” 

             “หือ” 

             “ผมจะลงสมัครเรียนต่อแล้วนะ จินก็ด้วย” 

             “คู่นั้นดีกันแล้วใช่ไหม” 

             “ใช่ครับ” ศีลพยักหน้า  

             “คิดหรือยังว่าอยากเรียนอะไร” 

             “บริหารครับ” 

             “จะมาช่วยพี่ทำงานเหรอ” 

             “ผมไม่ได้คิดไปถึงตรงนั้นหรอกครับ แค่คิดว่ามันน่าจะดี อยากคุยกับทุกคนรอบตัวพี่ภีมรู้เรื่องด้วย อีกอย่าง..” คนพูดเงียบลง พีระพัฒน์รอให้ศีลพูดต่อ ใบหน้าที่เงยขึ้นมองเขายิ้มกว้าง ดวงตามีความมุ่งมั่นอยู่ในนั้น 

             “อีกอย่างพวกผมจะเรียนต่อจนถึงปริญญาเอกเลยครับ” 

             “ปริญญาเอก?” 

             “ใช่ครับ ถึงบ้านผมไม่รวย ถึงงานอาจไม่ค่อยดีเท่าไหร่ แต่อย่างน้อยถ้าผมมีคำว่าด็อกเตอร์นำหน้าพี่ภีมก็ไม่ต้องอายใครแล้ว เป็นไงครับผมฉลาดไหม ถึงเรารู้ว่าความจริงเป็นยังไงแต่เราก็เปลี่ยนแปลงให้มันดีขึ้นได้ใช่ไหมครับ” 

             “ใช่” พีระพัฒน์มองศีลด้วยสายตาอ่อนโยน “ขอบใจมากที่พยายามเพื่อพี่” 

             “เพื่อตัวเองด้วยครับ คนที่ได้เป็นด็อกเตอร์คือผม” 

คนตรงหน้าไม่เคยทำให้เขาผิดหวัง ศีลยังเป็นเด็กหนุ่มที่ทำให้เขาทึ่งในความคิดได้เสมอตั้งแต่วันแรกที่รู้จักจนถึงวันนี้ พีระพัฒน์คิดว่าเขาตกหลุมรักศีลซ้ำๆ และคงเป็นอย่างนี้ตลอดไป 

 

• • • • • • • • 

 

             ศีลจอดมอเตอร์ไซด์หน้าร้านหลังกลับจากแวะไปกินข้าวกับพีระพัฒน์ เขามองนาฬิกาที่ข้อมือ ชั่วโมงเดียวพอดิบพอดี สบายหูได้ไม่โดนบ่นแน่นอน 

             ชายหนุ่มเปิดประตูเข้าไปในร้าน เขาชะงักฝีเท้ามองไปรอบๆ ร้านก่อนหัวเราะออกมาเสียงดัง 

             “เป็นอะไรพี่ลิต วันนี้ไม่มีคนสั่งดอกไม้เหรอถึงเอามาตกแต่งร้านเล่นแบบนี้” 

             “ใครบอกวะ เหมาเกือบหมดต่างหากเหลือไว้นิดเดียว” ลิลิตชี้มือไปที่ตู้แช่ 

             “เดี๋ยวนะพี่หลักฐานคาตาขนาดนี้ จะบอกว่าเอาไปขายได้ยังไง” ทั้งบนเคาน์เตอร์กาแฟ หลังตู้ บนโต๊ะ ทุกที่เต็มไปด้วยดอกไม้ บ่อยครั้งที่ลิลิตนำดอกไม้มาตกแต่งร้านเพื่อเปลี่ยนบรรยากาศแต่ไม่เคยเอาออกมามากขนาดนี้ 

             “นี่แหละขายแล้ว คนสั่งอยากให้จัดให้เต็มร้าน คนได้รับจะได้อารมณ์ดี” 

             “คนสั่ง?” ศีลหรี่ตาลงก่อนเบิกกว้างขึ้น “คุณภีมเหรอ” 

             “เพิ่งนึกได้เหรอ เหนื่อยเจ้าจินอีก” 

             “ทำไมล่ะพี่”  

             “ก็เพราะคุณภีมจะเอาแต่ความหมายดีๆ ที่แปลว่ารักยังไงล่ะ เราเลยต้องเสิร์ชหาความหมายของดอกทุกชนิดที่มีอยู่ในตู้ว่าอันไหนจัดได้จัดไม่ได้” จินเดินเข้ามาหาเขา ในมือหอบช่อดอกทานตะวันออกมาช่อใหญ่ ใหญ่มากจนบังตัวของจินเกือบมิด 

             ศีลยื่นมือไปรับดอกไม้ มีการ์ดสีเหลืองมัสตาร์ดแบบเดียวกับที่เขาให้พีระพัฒน์เสียบอยู่ เขาเปิดมันออกอ่าน 

             ดอกไม้ไม่มั่นคงเท่าพี่ 

             ศีลหัวเราะออกมาเสียงดัง เขาทั้งซึ้งทั้งขำ ยิ้มจนแก้มบาน 

             “ยังไม่หมดแค่นี้นะ มีนี่ด้วย” 

             จินยื่นการ์ดอีกใบให้ แต่คราวนี้มันอยู่ในซองเล็กๆ สีฟ้าอ่อน 

             “แต่อย่าเพิ่งปิด คุณภีมสั่งมาว่าให้ไปเจอกันที่สวนสาธารณะที่เดิม” 

             “ตอนนี้เหรอ!” 

             “ใช่ ไปสิ” 

             ศีลหันไปมองเจ้านาย 

             “เอ็งไปไกลๆ เลยพี่อิจฉา” คนไล่ทำเสียงโวยวาย แต่ใบหน้ากลับเต็มไปด้วยรอยยิ้ม 

             “ขอบคุณครับ เดี๋ยวผมรีบกลับมา”  

             ศีลส่งดอกทานตะวันช่อใหญ่ให้จิน “ฝากดูแลด้วยนะ” 

             “พี่ทำร้านดอกไม้เว้ย พูดอย่างนี้ดูถูกกันนี่หว่า” ลิลิตตะโกนตามหลังลูกน้อง เขาส่ายศีรษะไปมา ก่อนถอนใจด้วยความสุข 

 

• • • • • • • • 

 

             ศีลจอดมอเตอร์ไซด์ไว้ในลานจอด กิ่งเดินกึ่งวิ่งเข้าไปในสวนสาธารณะ เขามองหาร่างสูงและพบพีระพันธ์ยืนแหงนหน้าขึ้นมองชิงช้าสวรรค์ 

             “พี่ภีม” ศีลหอบเล็กน้อย เขาแวะไปดูที่ชิงช้าตัวโปรดมาแล้วก่อนวิ่งต่อมาที่นี้ 

             “ไปกันเถอะ” มือของเขาถูกมือใหญ่สอดเข้ากระชับ ชิงช้าจอดนิ่งให้พวกเขาขึ้น ในจังหวะที่พอดีจนศีลคิดว่ามีการบอกกันไว้ก่อนแล้ว 

             “ทำอะไรครับ”  

             “หึๆ” 

             “หัวเราะ เล่นเอาผมหัวใจเกือบวาย” 

             “ชอบไหม” 

             “ชอบครับดอกไม้สวยมาก” ถึงเห็นดอกไม้อยู่ทุกวัน แต่มันไม่เหมือนวันนี้ ไม่ให้ความรู้สึกพิเศษแบบนี้ 

             “แล้วทำไมถึงนัดผมให้มาหาที่นี่ละครับ” 

             “เพราะ..” พีระพัฒน์ชี้การ์ดที่ศีลถืออยู่ “เปิดอ่านสิ” 

             “ครับ” ศีลหยิบการ์ดใบเล็กออกมาจากซอง เขาอ่านช้าๆ ทีละคำ 

             เป็นแฟนพี่นะครับ ตกลงไหม 

             ศีลเงยหน้าขึ้น ริมฝีปากเผลอน้อยๆ ดวงตาเบิกกว้าง พีระพัฒน์จับมือของเขาไปกุมไว้ ส่งยิ้มอ่อนโยมาให้ 

“พี่รักศีล เป็นแฟนพี่ได้ไหม”

“ ได้ครับ ได้!” ศีลระล่ำระลักพูด เขาตื่นเต้นจนควบคุมตัวเองไม่อยู่ “ตกลงครับ ผมตกลง”

“หึๆ” พีระพัฒน์เอื้อมมือไปจับต้นคอของศีล ดึงใบหน้านั้นเข้ามาใกล้ก่อนริมฝีปากจะประทับลงบนริมฝีปากของเขา บนจุดสูงสุดของชิงช้าพอดี

             ศีลยิ้มเขินเพื่อชายหนุ่มปล่อยเขาเป็นอิสระ ความสุขเอ่อล้นเต็มหัวใจ ทุกอย่างพองฟู ดูนุ่มนวลไปหมด

             “เป็นแฟนกันแล้วนะ”

             ศีลพยักหน้าเขาเขินจนไม่กล้าพูด

             “ต่อไปก็ขยันเรียนเข้า”

             “ครับ” กำลังใจของเขาเต็มเปี่ยม ต้องทำได้แน่นอน

             “ต่อไปพี่จะได้ขอเราเป็นอย่างอื่นแทน”

             ศีลเหมือนลูกโป่งที่ระเบิดออก หน้าของเขาแดงไปจนถึงหู ไม่รู้กระทั่งว่าตัวเองถูกจมูกโด่งขโมยหอมแก้ม เขามีความสุขจนบรรยายออกมาเป็นคำพูดไม่ถูก

             “นั่งเล่นอีกสักพัก รอให้หน้าเราหายแดงก่อนค่อยกลับดีไหม” เสียงพูดกลั้วหัวเราะ ดวงตาของพีระพัฒน์พราวระยับ ศีลย่นจมูกใส่ เพราะใครล่ะทำให้เขาเป็นแบบนี้ แต่ก็....

             “ขอบคุณครับ” ศีลหันไปมองนอกกระเช้า ด้วยใบหน้าแดงก่ำ ได้ยินเสียงพีระพัฒน์หัวเราะเบาๆ โอ๊ยยย การจูบคนอื่นก่อนมันเขินแบบนี้นี่เอง

ความคิดเห็น