Ratidarin

หวังใจว่าจะทำให้มีรอยยิ้มกันนะคะ ^^

ตอนที่ 14: คำตอบที่รอคอย

ชื่อตอน : ตอนที่ 14: คำตอบที่รอคอย

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 2.4k

ความคิดเห็น : 16

ปรับปรุงล่าสุด : 02 ต.ค. 2562 20:46 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 14: คำตอบที่รอคอย
แบบอักษร

 

ตอนที่ 14:  คำตอบที่รอคอย 

            

           ถึงแม้จะใช้เวลาคิดมาแล้วทั้งวัน แต่ศีลก็ยังเปลี่ยนการตัดสินใจไปมา มันเป็นเรื่องง่ายเมื่อเป็นเรื่องของคนอื่น มันเป็นเรื่องง่ายเมื่อเรายังไม่ผูกพันกับใครมากพอ แต่มันเป็นเรื่องยากเมื่อเรารักคนๆ หนึ่งขึ้นมา 

             ศีลพูดได้เต็มปากเต็มคำว่าเขารักพีระพัฒน์ และความรักนั้นกำลังทำให้เขาสับสน อนาคตเป็นเรื่องของวันข้างหน้า ศีลไม่เคยกลัวสิ่งที่ยังไม่ถึงมาก่อน แต่ตอนนี้เขากลับประหวั่นพรั่นพรึง

           เสียงเคาะประตูห้องดังติดๆ กัน ศีลลุกขึ้นจากเตียงด้วยท่าทางเฉื่อยชา เขาไม่เสียเวลามองตาแมว เปิดประตูออกไปทันที 

             “พี่ภีม!” ศีลเปิดประตูค้างเมื่อเห็นคนที่ไม่คิดว่าจะมา

             “พี่เข้าไปได้ไหม”

             “ขอโทษครับ เชิญครับ” ศีลขยับตัวหลบเปิดทางให้พีระพัฒน์เดินเข้ามา โชคดีที่ห้องของเขาสะอาดหมดจด เพราะศีลชอบทำความสะอาดห้องเวลาที่มีเรื่องให้คิดมาก

             พีระพัฒน์นั่งลงบนเตียง เงยหน้าขึ้นมองคนที่ยืนอยู่ด้วยสายตาอ่อนโยน

             “ดื่มน้ำไหมครับเดี๋ยวผมหยิบให้” ศีลรู้สึกว่าตัวเองกำลังเงอะงะแต่เขาคุมมันไม่อยู่

             “ไม่เป็นไร”

             “พี่ภีมทานอะไรมาหรือยังครับ หิวไหม”

             “ไม่หิว พี่ทานมาแล้ว”

             “ถ้าอย่างนั้น..”

             “มานั่งนี่เถอะ” พีระพัฒน์จับข้อมือของศีลดึงให้นั่งลงข้างกัน

             “แล้วเรากินข้าวหรือยัง” มือใหญ่ปัดเส้นผมที่ตกลงมาปรกหน้าผากออกให้

             “กินแล้วครับ”

             “แน่ใจนะ”

             “ครับ” ศีลพยักหน้า เขากินแล้วแม้จะนับคำได้ก็ตาม

             “พี่ภีมมามีอะไรหรือเปล่าครับ ไม่เห็นโทรบอกว่าจะมา”

             “ถ้าบอกจะเปิดประตูให้พี่ไหม”

             “เปิดสิครับ” เรื่องนี้ศีลมั่นใจว่าเขาพูดจริง

             “หลบหน้าพี่ทำไม”

             “ผมเปล่า” ศีลเม้มปากเมื่อพีระพัฒน์มองมาด้วยสายตารู้ทัน “ผมจะไปหาพี่ภีมพรุ่งนี้อยู่แล้วครับ”

             “คืนหนึ่งเลยนะคิดว่าพี่จะทนได้เหรอ”

             “พี่ภีม”   

             “เรื่องรามิลหรือเปล่า พี่ไม่ได้ช่วยเพื่อนปิดบังจินถ้าเราคิดอย่างนั้น พี่รู้ว่าสองคนนี้เคยเจอกัน เข้าใจผิดกัน แต่ไม่เคยรู้ว่ามันยืดเยื้อมาจนถึงขนาดนี้”

             “เปล่าครับไม่ใช่เรื่องนั้น”

             “ก็ยังดี พี่รู้ว่ารามิลผิดแต่พี่กล้ายืนยันว่าเพื่อนพี่ไม่ใช่คนเลวร้าย ถ้าจินจะให้โอกาส”

             “ผมไม่รู้เหมือนกันครับว่าจินจะตัดสินใจยังไง แต่คิดว่าอย่างน้อยก็คงได้นั่งคุยกัน” ศีลได้แต่หวังว่ามันจะเป็นอย่างนั้น

             “ถ้าไม่ใช่เรื่องนี้แล้วศีลโกรธพี่เรื่องอะไร”

             “เปล่าครับผมไม่ได้โกรธ ไม่เคยโกรธเลย”

             “คนไม่โกรธจะหลบหน้าพี่เหรอ เอากาแฟมาส่งก็ไม่เข้าไปหา พี่แวะไปที่ร้านก็ไม่ยอมคุยด้วย ตอนเย็นก็หายไปเลย”

             “ไม่ได้โกรธจริงๆ ครับสาบานเลย” ศีลชูนิ้วขึ้นสามนิ้วเป็นการยืนยัน

             “แต่ท่าทางเราไม่ใช่อย่างนั้น มีเรื่องอะไรบอกพี่มาเถอะ”

             ศีลสูดลมหายใจเข้าลึกๆ พูดพรุ่งนี้หรือวันนี้ก็คงไม่แตกต่างกัน

             “ผมแค่คิดว่ายี่สิบห้าชั้นมันสูงชะมัด สูงเกินไปหรือเปล่า โอ๊ย!” ศีลยกมือขึ้นแตะหน้าผากเมื่อร่างสูงดีดนิ้วใส่เต็มแรง

             “เจ็บครับ”

             “เจ็บสิดีจะได้ตื่น เกิดอะไรขึ้นกับศีลจอมล้นของพี่ เรื่องแค่นี้เคยกลัวด้วยเหรอ”

             “แต่ก่อนไม่เคย” ศีลส่ายหน้าไปมา “แต่พอรักแล้วถึงกลัว”

             “เมื่อกี้เราพูดว่าอะไรนะ!” พีระพัฒน์หรี่ตาลงมอง

             ไม่มีอะไรครับ” ศีลโบกมือไปมาตรงหน้าร่างสูง ก่อนที่มือของเขาจะถูกคว้าเอาไว้

พีระพัฒน์ออกแรงดึงมือข้างนั้น ร่างผอมของศีลถลาเข้าหาปะทะกับอกของเขา สองแขนของชายหนุ่มโอบไปรอบร่างผอม

“พูดจริงใช่ไหม”

ศีลเงยหน้าขึ้นมอง “ก่อนที่ผมจะตอบคำถามพี่ภีมผมต้องรู้บางอย่างก่อนครับ”

“อะไร”

“ความรักของเรามันเป็นไปได้ในเส้นทางของพี่ภีมไหมครับ”

“ทำไมถึงถามแบบนั้น”

“สำหรับผมแล้วการรักพี่ภีมถือเป็นเรื่องดี ผมมีความสุข คนรอบข้างต่างยินดี ว่าผมได้คนที่ดี มีความรักที่ดี แต่ผมอยากรู้ว่าเมื่อมีผมเข้าไปอยู่ในเส้นทางของพี่ภีมแล้วมันจะเป็นยังไงครับ มีผลกับงานหรือเปล่า คนในครอบครัวพี่ภีม สังคมของพี่ภีมจะเปลี่ยนแปลงไปไหม พี่ภีมจะขายหน้าคนอื่น จะถูกคนดูถูกหรือเปล่า ต้องเสียสละอะไรบ้างเพื่อให้ผมได้ยืนอยู่ตรงนั้น ถ้ามันมากเกินไปผมก็ไม่อยากให้พี่ภีมทำครับ”

“โธ่เอ๊ย” พีระพัฒน์อดใจไม่อยู่กับความน่ารักนั้น เขาแตะริมฝีปากลงบนหน้าผากของศีล ก่อนจะเคลื่อนมาประทับลงบนริมฝีปาก ดวงตาของเด็กหนุ่มเบิกกว้าง มือยกขึ้นดึงรั้งเสื้อของเขา ก่อนดวงตาคู่นั้นจะหรี่ปรือลง

พีระพัฒน์วนเวียนดูดดื่มความหวานซ้ำแล้วซ้ำเล่า เขาติดใจในรสสัมผัสที่ได้รับ หลงใหลการตอบกลับแบบกล้าๆ กลัวๆ ของอีกฝ่าย มันน่ารักเกินกว่าที่เขาจะหักใจได้

“คุยกันก่อนครับ” ศีลกระซิบเสียงพร่า เขาใช้มือดันหน้าอกของพีระพัฒน์ออกห่าง

“ไม่เห็นมีอะไรต้องคุย พี่ไม่อยากคุยแล้ว”

“พี่ภีม” ศีลเรียกอย่างอ่อนใจ เขารีบขยับตัวออกห่างทั้งที่แขนขายังสั่น

“ไม่ได้ครับคุยกันให้รู้เรื่องก่อน”

“พี่ไม่เห็นมีอะไรต้องคุย”

“ก็เรื่องที่ผมถามไปเมื่อกี้” เมื่อกลับไปนึกถึงอีกครั้งศีลก็อดหงอยไม่ได้

พีระพัฒน์ถอนใจยาวดึงอีกฝ่ายเข้ามากอด “ได้ ถ้าศีลอยากคุยพี่ก็จะคุย ตั้งใจฟังดีๆ นะเพราะพี่จะพูดครั้งนี้ครั้งเดียว”

“ครับ”

“ถามว่าเราห่างกันไหม ถ้าเทียบอย่างที่ศีลชอบพูด ความสูงเจ็ดสิบห้าเมตรมันก็ต้องห่างกันมากอยู่แล้ว แต่ถามว่าแล้วมันยังไง เจ็ดสิบห้าเมตรก็คือเจ็ดสิบห้าเมตร พี่ไม่เห็นว่ามันจะเป็นอะไร”

“พี่ภีมครับ” ศีลอดสะกิดไม่ได้

“หือ”

“ไม่เอาเปรียบเทียบเหมือนผมก็ได้ครับ ฟังแล้วชักรู้สึกว่าตัวเองโง่” ศีลสารภาพไปตรงๆ

“หึๆ เจ้าเด็กล้นเอ๊ย” มือใหญ่สอดเข้าไปในผมนุ่มขยี้เบาๆ พีระพัฒน์รักที่เด็กหนุ่มเป็นแบบนี้ รักในความหลากหลายของอารมณ์และรักในจิตใจที่ดีงามของศีล

“มันแปลว่า..ใช่เราห่างกันมาก ศีลเป็นเด็กส่งของ ศีลขี่มอเตอร์ไซด์ และศีลก็ยังหางานประจำทำไม่ได้ พี่จะไม่ลุกขึ้นมาเถียงใครเพราะเรื่องนี้ในเมื่อมันเป็นความจริง เหมือนกับที่พี่รักศีลจริงๆ  ในเมื่อทุกอย่างเป็นเรื่องจริง เราก็แค่ปล่อยให้มันดำเนินไป ถ้าเราเข็มแข็งพอจะรับทุกคำพูดของคนอื่นได้ มันก็ไม่มีอะไรมากไปกว่านั้น เข้าใจที่พี่พูดไหม”

“นิดๆ ครับ ขออีกสักรอบ” ศีลพอเข้าใจแล้ว แต่เขาอยากฟังเสียงทุ้มอธิบายอีก มันทำให้พลังใจที่หายไปของเขากลับคืนมา

“หึๆ สิ่งที่พี่อยากบอกเราก็คือไม่มีอะไรสำคัญไปกว่าการยอมรับความเป็นจริง ยอมรับว่าเราต่างกัน ยอมรับว่าเรารักกัน ไม่มีอะไรสู้ความจริงได้แม้แต่คำดูถูกหรือคำนินทา สักวันเมื่อคนเริ่มเบื่อ คำพูดเหล่านั้นจะหายไปตามกาลเวลา ไม่มีใครสนใจพวกเราอีก เหลือเพียงสิ่งเดียวที่ยังคงอยู่ตลอดไปคือพี่กับศีลรักกัน เข้าใจหรือยัง”

“เข้าใจแล้วครับ พี่ศีลพูดเหมือนที่พี่ลิตเคยคุยกับผม อันที่จริงผมก็เคยคิดได้เมื่อนานมาแล้ว แต่พอคิดมากขึ้นมาก็ลืมไปเลย” ศีลยิ้มเขิน มานั่งย้อนคิดแล้ว เขาโคตรอายที่ลุกขึ้นมาทำตัวงี่เง่าแบบนี้

“ดีแล้ว”

“ดีแล้วเหรอครับ” ศีลเงยหน้าขึ้นมองคนพูดด้วยสายตาแปลกใจ ไม่เห็นดีตรงไหนเลย เขาจิตตกอยู่เป็นวันๆ

“ดีสิ เพราะไม่อย่างนั้นไม่รู้อีกนานแค่ไหมกว่าพี่จะได้ยินเราบอกว่ารัก”

“ใครครับ ใครพูด!” ศีลทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้ รอยยิ้มกวนๆ กลับมา

“หึๆ อารมณ์ดีแล้วเล่นตัวเหรอ” จมูกของเขาถูกพีระพัฒน์บีบเบาๆ

“จีบครับ จีบก่อนอย่าข้ามขั้นตอน”

“จูบแล้วใครเขากลับไปจีบ”

ศีลหน้าแดงเรื่อ รีบเม้มริมฝีปากเข้าด้วยกัน เมื่อสายตาของพีระพัฒน์ตกลงมอง

“ทีนี้ให้คำตอบพี่ได้หรือยัง”

ศีลส่ายศีรษะไปมาแต่ไม่ยอมเปิดปากที่เม้มไว้

“แน่ใจนะ” ใบหน้าของพีระพัฒน์ก้มลงมาใกล้ หัวใจของศีลราวกับเพิ่งผ่านการวิ่งร้อยเมตรมา มันเต้นแรงจนกลัวว่าจะทะลุออกมาจากอก

“พี่ให้โอกาสอีกที จะบอกดีๆ หรือจะถูกจูบ” เสียงพูดชิดริมฝีปาก ดวงตาของพีระพัฒน์เป็นประกายวาววับ ศีลรีบระล่ำระลักพูด

“ผมรักพี่ภีมครับ โคตรรักเลย”

“หึๆ พี่ก็รักเราครับ”

ริมฝีปากของพีระพัฒน์ปิดทับลงมาอย่างรวดเร็ว ศีลอยากค้านว่าอีกฝ่ายขี้โกงแต่ไม่มีเรี่ยวแรง มือไม้ของเขาอ่อนไปหมด ได้แต่ตอบรับสัมผัสที่อีกฝ่ายมอบให้ คนเราควรยอมรับความจริงนั่นคือสิ่งที่เขาได้เรียนรู้ ดังนั้นเขาจะยอมรับว่าเขาชอบจูบของพีระพัฒน์มากและอยากได้มันอีก

ไม่สำคัญหรอกว่าเขาจะเป็นใคร ไม่สำคัญว่าพีระพัฒน์จะยิ่งใหญ่แค่ไหน ขอเพียงอ้อมกอดนี้ยังอบอุ่นสำหรับเขา ศีลสัญญากับตัวเองว่าเขาจะไม่จากไปไหน

ในที่สุดศีลก็ได้ข้อสรุปว่า..ความรักของเขาไม่ใช่นิยาย ไม่ใช่นิทานกล่อมเด็กก่อนนอน แต่มันคือเรื่องจริง

ความคิดเห็น