Ratidarin

หวังใจว่าจะทำให้มีรอยยิ้มกันนะคะ ^^

ตอนที่ 13: หยุด..เพื่อคิด

ชื่อตอน : ตอนที่ 13: หยุด..เพื่อคิด

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 2.5k

ความคิดเห็น : 10

ปรับปรุงล่าสุด : 01 ต.ค. 2562 10:49 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 13: หยุด..เพื่อคิด
แบบอักษร

 

ตอนที่ 13:  หยุด..เพื่อคิด 

 

           “นึกยังไงถึงชวนมาเดินเล่น บอกจุดประสงค์มาดีๆ อย่าให้ต้องข่มขู่” ศีลคาดคั้นเพื่อนสนิท เมื่อจินชวนเขามากินข้าวและเดินเล่นที่ห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่งในวันอาทิตย์ซึ่งเป็นวันหยุดของร้าน 

             ศีลไมได้นัดกับพีระพัฒน์ เขาเจอชายหนุ่มเกือบทุกวันอยู่แล้ว ศีลจึงอยากให้อีกฝ่ายมีเวลาของตัวเองบ้าง และลิลิตบอกเขาว่าการปล่อยเวลาให้ความคิดถึงทำงานบ้างเป็นเรื่องดี

             “ไม่มีอะไร”

             “หน้าอย่างนี้มีชัวร์ จะบอกหรือไม่บอก” ศีลแกล้งยกมือขึ้นทำท่าจะจี้เอว จินรีบขยับตัวหนีเขา ใช้นิ้วดันขาแว่นขึ้นด้วยสีหน้าเขิน

             “บอกมาเร็ว เกี่ยวกับคนนั้นหรือเปล่า ที่ชื่ออะไรนะรามิลใช่ไหม”

             เงียบกริบ ศีลยิ่งกว่ามั่นใจว่าใช่แน่

             “ไม่เท่าไหร่เลยนะเพื่อนกู เร็วมาทำอะไร”

             “เราอยากซื้อเสื้อให้สักตัวเลยชวนศีลมาช่วยดู”

             “นั่นไง เดี๋ยวนี้สายเปย์เหรอ ไหนว่าคนนั้นเป็นเจ้าของตึกไง” ศีลแซวเพื่อนเล่น

             “กล้าพูด แฟนใครล่ะเป็นเจ้าของตึก”

             “ยังๆ ตอนนี้ยังไม่ใช่แฟน แต่ไม่ให้หนีไปไหนหรอกล็อคไว้แล้ว”

             “ดูพูดเข้า อยากให้คุณภีมมาได้ยินจริงๆ”

             “โอ้~” ศีลอุทานเบาๆ แถมยังหยุดเดิน จินจึงต้องหยุดตาม “จินแม่นจริงๆ”

             “แม่นอะไร”

              “โน่นไง” ศีลชี้มือเข้าไปในร้านกาแฟชื่อดัง ชายหนุ่มร่างสูงสองคนกำลังนั่งคุยกันอยู่ คนที่หันมาทางพวกเขาคือพีระพัฒน์”

             “ไปเร็ว” ศีลลากเพื่อนเข้าไปในร้าน

             “สวัสดีครับ” ศีลทักด้วยน้ำเสียงร่าเริง พีระพัฒน์เห็นตั้งแต่ทั้งสองคนเดินเข้ามา สีหน้าจึงไม่แปลกใจเท่าไหร่

             “ที่บอกว่าจะไปกับจินคือมาที่นี่เหรอ ถ้ารู้ว่านัดที่เดียวกันพี่แวะไปรับก็ได้”

             “ไม่เป็นไรครับพี่ภีม ต่างคนต่างมีนัดแยกย้ายกันมาดีแล้ว.. สวัสดีครับ” ศีลยกมือไหว้คนที่หันมามอง เขาจำชายหนุ่มได้ในทันที ผู้ชายหน้าตาหล่อเหลาที่เคยเจอในห้องทำงานของพีระพัฒน์

             แต่สายตาของชายหนุ่มไมได้มองเขา กลับจ้องอยู่ที่ใบหน้าของจิน ศีลเพิ่งสังเกตเห็นว่าหน้าของเพื่อนซีดเผือด

             “นั่งก่อนสิ เดี๋ยวพี่แนะนำให้รู้จักกัน” พีระพัฒน์ชี้มือไปยังเก้าอี้ที่ว่างอยู่

             ศีลดึงจินลงนั่ง เพื่อนของเขาไม่พูดอะไรสักคำ

             “นี่เพื่อนสนิทพี่ชื่อรามิล เป็นหุ้นส่วนทางธุรกิจด้วย”

             “สวัสดีครับ” ศีลยกมือไหว้อีกครั้งแต่จินกลับลุกพรวดขึ้นยืน

             “คุณภีมครับผมขอตัวกลับก่อน” ร่างเล็กของจินหันหลังกลับและเดินออกจากร้านไปอย่างรวดเร็ว ศีลจับต้นชนปลายไม่ถูกได้แต่วิ่งตามเพื่อนออกไป

             “จินเป็นอะไรวะ” ศีลคว้ามือของเพื่อนไว้ดึงให้หยุดเดิน

             “อย่าเพิ่งคุย กลับบ้านกันก่อน”

             “จิน” เสียงเรียกชื่อดังขึ้น พวกเขาหันไปมองพร้อมกัน เพื่อนสนิทของพีระพัฒน์ยืนอยู่ตรงนั้น ศีลมองทั้งสองคนสลับกันไปมา ทั้งคู่จ้องตากันนิ่ง ก่อนจินจะจับข้อมือเขาลากออกเดิน

             ศีลเลือกที่จะไม่พูดอะไร พวกเขาเรียกแท็กซี่กลับบ้านและนั่งเงียบมาตลอดทาง

 

             “ไปห้องกูก่อนอย่าเพิ่งกลับบ้าน” ศีลบอกทางคนขับเมื่อเพื่อนไม่พูดอะไร

             จินเดินตามเขาขึ้นห้องเงียบๆ ก่อนทิ้งตัวลงนอนบนเตียง ศีลวางของลงบนโต๊ะ โทรศัพท์ของเขามีเบอร์ที่ไม่ได้รับสายถึงสี่ครั้งล้วนเป็นพีระพัฒน์ทั้งสิ้น ของจินก็คงไม่ต่างกัน

             ศีลส่งข้อความไปหาพีระพัฒน์ว่าไม่ต้องเป็นห่วงไว้ค่อยคุยกัน ก่อนวางโทรศัพท์ลงบนโต๊ะ

             เขานั่งลงบนพื้น พิงหลังกับขอบเตียง ไม่ได้มองใบหน้าของเพื่อนแค่นั่งอยู่ใกล้ๆ

             “คนนี้ใช่ไหม”

             “อืม” เสียงตอบรับแผ่วเบา

             “ชอบเหรอ”

             ในห้องเงียบสนิท ศีลนั่งรอโดยไม่เร่งเร้าเอาคำตอบ

             “อื้อ”

             “ไม่เห็นบอกกันบ้าง”

             “ก็เพิ่งรู้ตัวเมื่อกี้ ตอนมันโคตรเจ็บนี่แหละ”

             “เป็นคนรวยจริงๆ สินะ”

             “คงอย่างนั้น เขาบอกแล้วแต่เราเอาแต่หัวเราะ แล้วเขาก็ยังปล่อยให้เราหัวเราะ เหมือนคนโง่เลยว่าไหม”

             “จิน” ศีลหันกลับไปมองเพื่อน สีหน้าของจินซีดเผือด ดวงตาแดงก่ำแม้ไม่มีหยดน้ำตาหล่นลงมา ศีลถอนใจเบาๆ

             “กินเบียร์ไหมเดี๋ยวหากับแกล้มอร่อยๆ มาให้”

             “อืม”

             “รอด้วยล่ะ กูกลัวผีอย่าทำอะไรโง่ๆ ในห้องนี้ ถ้าจะทำกลับไปทำที่บ้าน

             “ไอ้บ้า!” จินหัวเราะออกมาได้แม้เสียงจะฟังดูแย่เต็มที ศีลลุกขึ้นยืนจับศีรษะเพื่อนโยกเบาๆ

             “มึงไม่โง่หรอก มึงแค่เป็นคนดีเชื่อกู”

             “อืม”

             “เดี๋ยวกูมา”

             ศีลเดินออกจากห้องพัก เขาอยากปล่อยเพื่อนอยู่ตามลำพังสักพักจะได้เศร้าได้เต็มที่ จินคงไม่อยากให้เขาเห็นเท่าไหร่ถึงต้องกลั้นเอาไว้ ศีลหยิบโทรศัพท์ติดมือออกมาด้วย แต่เขาไม่ได้ติดต่อไปหาพีระพัฒน์ บางอย่างในเหตุการณ์นี้กระทบใจของเขาอย่างแรง

 

• • • • • • • • 

 

             ศีลยิ้มให้กับประชาสัมพันธ์ที่นั่งอยู่ด้านหน้าของชั้นยี่สิบห้า แต่อาการสะดุ้งพร้อมกับลดโทรศัพท์ลงทำให้เขาอดสงสัยไม่ได้ว่าหรือเขาคือหัวข้อสนทนา 

             จากที่ไม่เคยสังเกต ศีลเริ่มเห็นสายตาที่มองมายังเขา ความสงสัย ความเคลือบแคลงอยู่ในดวงตาเหล่านั้น ศีลไม่สนใจว่าเขาเจอกับอะไร แต่เขาอยากรู้ว่าพีระพัฒน์ได้รับผลกระทบอะไรบ้างไหม  

             เสื้อผ้าที่เขาสวมใส่ทำความลำบากให้หรือเปล่า ศีลก้มลงมองชุดพนักงานส่งของของตัวเอง 

             “พี่รุ้งครับกาแฟ” 

             “ขอบใจจ้ะ คุณภีมไม่มีแขกเข้าไปได้เลย” 

             “พี่รุ้งครับผมมีเรื่องอยากถาม” 

             “ถามมาสิจ้ะ” รุ้งลาวัลย์เงยหน้าขึ้นมองศีลด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม 

             “พี่รุ้งคิดยังไงเรื่องผมกับคุณภีมครับ” 

             ดวงตาของเธอเบิกกว้าง “คือพี่..คือ..” รุ้งลาวัลย์ลำบากใจเพราะไม่คิดว่าจะถูกถาม  

             “ไม่เป็นไรครับ ผมฝากกาแฟให้คุณภีมด้วยนะครับ พอดีวันนี้ผมมีส่งของต้องรีบไป” 

             “ศีล” 

             “ไม่เป็นไรจริงๆครับพี่รุ้ง ผมเข้าใจ” 

             “พี่ไม่ได้อะไรนะจ้ะ พี่ชอบศีล สนับสนุนทั้งสองคน เพียงแต่พี่ไม่แน่ใจว่า..” 

             “ว่ามันจะเป็นไปได้ไหมใช่ไหมครับ” 

             พี่รุ้งนิ่งเงียบ ศีลส่งยิ้มปลอบใจเพื่อให้รู้ว่าไม่เป็นไร “ผมไปก่อนนะครับเดี๋ยวไม่ทัน” 

             “จ้ะ” ดูเหมือนพี่รุ้งโล่งอกที่ไม่ต้องคุยกับเขาต่อเรื่องนี้  

             ศีลเดินออกมาช้าๆ ในหัวของเขาเต็มไปด้วยความคิดมากมาย หรือว่าตึกนี้จะสูงเกินไปสำหรับเขา 

  

• • • • • • • • 

 

            ลิลิตเดินไปที่ประตูร้าน เขาจัดการหมุนป้ายปิดร้าน ก่อนเดินกลับเข้ามา 

             “พี่ลิตทำอะไร”

             “มานี่ทั้งสองคนเลย” ลิลิตเรียกลูกน้องออกมาจากหลังเคาน์เตอร์ เขานั่งรอที่โต๊ะกลางร้าน

           “นั่งลง มาคุยกันหน่อย” ลิลิตมองหน้าลูกน้องทั้งสองคนสลับกันไปมา 

             “เกิดอะไรขึ้น”

             “ไม่มีนี่พี่” ศีลเป็นคนตอบคำถามแต่เก็บอาการไม่อยู่

             “ไม่มี? เอ็งหลบหน้าคุณภีมอย่านึกว่าพี่ไม่สังเกต ตอนเช้าก็ไปส่งกาแฟก็กลับมาเร็วผิดปกติ คุณภีมมาหาถึงร้านเอ็งก็ทำตัวยุ่งวุ่นวายทั้งที่ไม่มีงานอะไรให้ทำ ส่วนจินยิ่งไม่ต้องพูดถึงหน้าซีดอย่างกับกระดาษ วันนี้ทั้งวันแทบไม่ยิ้ม ร้านอย่างกับป่าช้าพี่นึกว่าทำงานอยู่คนเดียว มีอะไรยังไงเล่ามา”

             ศีลมองหน้าเพื่อนเมื่อจินไม่เล่า เขาจึงรับหน้าที่เล่าเรื่องทั้งหมดให้ลิลิตฟัง

             “เฮ้อ” ลิลิตถอนใจออกมาเสียงดัง “เรื่องจินพี่เข้าใจแล้วแต่เอ็งล่ะยังไง ทำไมหลบหน้าคุณภีม”

             “ผมเปล่า”

             “ไอ้ศีล นี่พี่นะเว้ยจะโกหกกันจริงๆ เหรอวะ”

ศีลถอนใจออกมาดังๆ ปิดไปก็คงไม่มิด “ไม่รู้สิพี่ผมก็บอกเป็นคำพูดไม่ได้ แต่พอรู้เรื่องจินมันก็อดคิดไปเรื่อยเปื่อยไม่ได้”

             “คิดว่าอะไรลองเรียบเรียงคำพูดมา”

             “พี่คุยกับจินมันก่อนเถอะเรื่องผมไม่มีอะไร”

             “คุยแน่แต่เรื่องจินต้องคุยยาวๆ เอาเรื่องเอ็งก่อนจะได้ปิดเป็นเรื่องๆ ไป พูดมาอย่าท่ามาก”

             ศีลเม้มปากเข้าหากัน พยายามเรียบเรียงความคิดในหัว “ตั้งแต่เมื่อวานผมอดทบทวนเรื่องของผมใหม่ไม่ได้ บอกตามตรงก่อนหน้านี้ผมไม่ค่อยกังวลเรื่องความห่างของผมกับพี่ภีมเท่าไหร่ คนมันมองโลกในแง่บวกเกินไปก็อย่างนี้ แต่เมื่อวานมันบอกไม่ถูก เหมือนใครเอาคำว่าคนละโลกมาโยนใส่หน้า”

             “เอ็งเริ่มไม่มั่นใจในตัวเองใช่ไหม”

             “ใช่พี่ ผมอดคิดไม่ได้ว่ามันจะเป็นไปได้เหรอ แค่เรารักกัน เข้าใจกันมันจะเพียงพอจริงหรือเปล่า ที่ผ่านมาผมคิดว่ามันเป็นไปได้เพราะผมมองแต่ด้านผมด้านเดียว ผมไม่สนใจว่าใครคิดยังไง พ่อแม่ก็คงไม่ห้ามผม ทุกอย่างผ่านฉลุย แต่ผมลืมมองเผื่อด้านของพี่ภีม พ่อแม่ ครอบครัว สังคม คนในบริษัท ผลกระทบกับงาน ผมกำลังสงสัยว่าเรื่องของผมกับพี่ภีมเป็นนิยายฝันหวาน เป็นนิทานที่ไม่มีทางเป็นจริงหรือเปล่า”

             “พี่เข้าใจเอ็งนะ ยิ่งจินทำท่าเหมือนถูกหลอกเล่นเป็นเรื่องสนุก เอ็งก็คงรู้สึกว่าระหว่างเอ็งกับคุณภีมต่างกัน”

             “ความรักมันเข้าใจยากเหมือนกันนะพี่ จากคนที่ไม่เคยคิดมากเรื่องพวกนี้ ทำไมกลับคิดก็ไม่รู้”

             “ก็นี่แหละความรัก ถ้ามันเข้าใจง่ายๆ จะใช่เหรอวะ” ลิลิตถอนใจยาว มองหน้าลูกน้องที่เป็นเหมือนน้องจริงๆ ของเขา

             “พี่เข้าใจเอ็งสองคนนะ แต่ก็อยากบอกเหมือนที่เคยบอก ความรักมีคำว่าสาย ดังนั้นก่อนตัดสินใจอะไรคิดทบทวนให้ดี ว่าจะไม่มาเสียใจทีหลัง จิน..”

             “ครับ”

             “เท่าที่ฟังถ้าให้พี่มองแบบเป็นกลาง จินเองต่างหากที่พยายามจะยัดเยียดให้เขาเป็นคนธรรมดา ในเมื่อเขาปฏิเสธแล้วเราไม่เชื่อการยอมรับไปเลยก็ง่ายกว่า สิ่งเดียวที่คุณรามิลผิดคือปล่อยให้เรื่องมันเลยเถิดมาถึงตอนนี้  เลยดูเหมือนตั้งใจหลอกล้อเราเล่น ความผิดไม่หายไปหรอกแต่พอจะยกโทษให้ได้ไหม ถือเสียว่าเราเองก็มีส่วนผิด พี่ก็พูดได้แค่นี้ จินลองเอาไปคิดดูเอง จะตัดสินใจยังไงพี่ก็พร้อมจะอยู่ข้างๆ อยู่แล้ว”

             “ครับ” จินรับคำเสียงแผ่ว ในหัวเขาเต็มไปด้วยความคิดมากมาย

             “ส่วนศีล เอ็งคิดเผื่อคุณภีมก็ดี ใส่ใจเขาเป็นห่วงเขาก็ดี แต่รู้เหรอว่ามันจำเป็นไหม ไปถามคุณภีมก่อนไป๊ พี่เห็นหน้าคุณภีมแล้วบอกตรงๆ พนันพันเอาบาทเดียวเลยเขาไม่ปล่อยเอ็งไปไหนแน่”

             “แล้วพี่ว่าเรื่องของผมมันเป็นไปได้เหรอ” ศีลยอมรับตรงๆ ว่าสีหน้าของรุ้งลาวัลย์ทำให้เขาขาดความมั่นใจ

             “พี่ไม่เชื่อในปาฏิหาริย์ แต่พี่เชื่อในตัวคุณภีม เอ็งก็ควรเชื่อเหมือนกัน”

             “ครับ”

             “เอาเถอะ ไหนๆ วันนี้อารมณ์มันก็ไม่ได้กันแล้ว ปิดร้านยาวไปเลย พรุ่งนี้ค่อยมาเริ่มกันใหม่ ใครอยากไปไหนอยากทำอะไรก็ทำ ลองให้เวลาตัวเองได้คิดทบทวนดู”

             “ขอบคุณมากครับพี่ลิต” จินยกมือไหว้ญาติสนิทและเจ้านาย ศีลเองก็เช่นกัน

             “พวงเอ็งไม่ใช่ลูกน้องแต่เป็นน้องชายแท้ๆ ของพี่จำเอาไว้”

             “ขอขึ้นเงินเดือนได้เปล่า”

             “ไอ้ศีล! อย่ามาเล่นทีเผลอ พี่จะหมดตัวแล้วโว้ย”

             “ฮ่าๆ นึกว่าจะตอบตกลง”

             “ไปไป๊ เบื่อขี้หน้าพวกเอ็งแล้วเดี๋ยวพี่ปิดร้านเอง เฮ้ย!” ลิลิตร้องเสียงหลงเมื่อศีลโถมเข้ามากอเขา

             “ขอบคุณครับพี่ลิต”

             “แค่นี้เอง ไม่มีปัญหา” ลิลิตตบมือลงบนหลังของศีล ได้แต่หวังว่าทุกเรื่องจะผ่านไปได้ด้วยดี

 

• • • • • • • • 

 

             “ศีลแยกกับจินที่หน้าร้าน คิดว่าเพื่อนคงอยากใช้เวลาคิดอะไรเงียบๆ เป็นช่วงเวลาที่พวกเขาต่างก็อยากอยู่กับตัวเอง เขาจอดรถมอเตอร์ไซด์ไว้ที่ร้าน เลือกที่จะเดินไปเรื่อยๆ คิดอะไรไปเรื่อยเปื่อย กว่าจะรู้ตัวก็มาหยุดที่สวนสาธารณะข้างตึกของพีระพัฒน์ 

             ศีลนั่งลงบนชิงช้าตัวเดิม แหงนหน้าขึ้นมองตึกสูง ที่อยู่สูงลิบลิ่วตรงนั้นคือห้องทำงานของพีระพัฒน์ ความสูงเจ็ดสิบห้าเมตรทำให้มองไม่เห็นอะไรเลย  

             เสียงข้อความเข้าดังเบาๆ ศีลหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเปิดดู 

             ฝนทำท่าจะตก ถ้าออกไปส่งของอย่าลืมเสื้อกันฝน  

ศีลคลี่ยิ้มออกช้าๆ แหงยเงยหน้าจนคอตั้งบ่า มองจากตรงนี้มันสูงมากจริงๆ  

ขอเวลาผมคิดอีกนิดนะครับพี่ภีม แล้วพรุ่งนี้ผมจะตอบคำถามที่พี่อยากรู้ ถึงเวลาที่ผมควรให้คำตอบพี่เสียที 

ความคิดเห็น