Ratidarin

หวังใจว่าจะทำให้มีรอยยิ้มกันนะคะ ^^

ตอนที่ 12: จำเป็นต้องถาม

ชื่อตอน : ตอนที่ 12: จำเป็นต้องถาม

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 2.7k

ความคิดเห็น : 21

ปรับปรุงล่าสุด : 29 ก.ย. 2562 10:49 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 12: จำเป็นต้องถาม
แบบอักษร

 

ตอนที่ 12:  จำเป็นต้องถาม 

 

           “เข้าไปเลยจ้ะ” เป็นคำติดปากของพี่รุ้งไปแล้วในทุกเช้าที่เขาขึ้นมาส่งกาแฟ ถ้าไม่แกล้งทำตัวซื่อบื้อเกินไป ศีลเชื่อว่าความสัมพันธ์ระหว่างเขากับพีระพัฒน์กำลังค่อยๆ พัฒนา แม้พวกเขายังไม่เคยพูดหรือคุยเรื่องนี้กันตรงๆ 

             ชายหนุ่มเคาะประตู เดี๋ยวนี้เขาไม่ต้องรอเสียงอนุญาตแล้ว เพียงแต่ทิ้งช่วงสักครู่ก่อนผลักเข้าไป

             “กาแฟมาแล้วครับ” ศีลวางแก้วกาแฟลงบนโต๊ะ สิ่งที่เห็นจนชินตาคือไม่ว่าพีระพัฒน์จะจริงจังกับงานอยู่มากแค่ไหน อีกฝ่ายจะเงยหน้าขึ้นยิ้มให้เขาทุกครั้งและวางปากกาหรืออะไรก็ตามที่อยู่ในมือลง

             “ทำไมวันนี้มาเร็ว”

             “เดี๋ยวผมต้องออกไปส่งดอกไม้ครับ กลัวไม่ทัน”

             “กลับมาช่วงเที่ยงหรือเปล่า”

             “ครับ”

             “บอกคุณลิตว่าพี่จองตัวกินข้าวกลางวันเป็นเพื่อน อย่าเพิ่งรับงานช่วงพักกลางวัน”

             “ได้ครับ เดี๋ยวผมรีบโทรไปบอกเลยว่าพี่ภีมบอกจองตัวทั้งวัน ผมจะได้อู้ได้” ศีลตั้งใจพูดให้ขำ เป็นที่รู้กันว่าอะไรที่เกี่ยวกับพีระพัฒน์ลิลิตจะอนุญาติทั้งหมด

             “หึๆ ถ้าจองได้ก็อยากจอง แต่พี่ไม่อยากผิดใจกับคุณลิตเกิดย้ายร้านหนีจะทำยังไง”

             ศีลทำหน้าไม่ถูก เขาเขินแต่ไม่กล้ายิ้มออกมา มันเลยดูประดักประเดิด จนอีกฝ่ายหัวเราะขำเขา สนุกจังเลยนะครับคุณภีม ชอบหยอดผมแบบนี้อยู่เรื่อย

             เสียงเคาะประตูห้องดังสองสามครั้งก่อนประตูจะเปิดออกทำให้การสนทนาหยุดชะงัก ชายหนุ่มร่างสูงใหญ่เปิดประตูเข้ามา

             ศีลส่งสัญญาณบอกพีระพัฒน์ว่าเขาจะออกไปเลย ขณะเดินสวนกันศีลอดมองอย่างชื่นชมไม่ได้ เป็นผู้ชายที่ถือว่าหล่อมาก หล่อคนละแบบกับพีระพัฒน์ คนหนึ่งหล่อมีมาด ดูเป็นผู้ใหญ่ ส่วนอีกคนหล่อแบบผู้ชายเจ้าชู้ดูแพรวพราว

 

             ศีลยืนอยู่ในลิฟต์ เขาขยับชิดผนังเมื่อลิฟต์เปิดที่ชั้นยี่สิบสี่ หญิงสาวสองคนเดินเข้ามา

             “ได้ข่าวหรือเปล่าเรื่องข้างบน”

             “เรื่องไหน”

             “ก็เรื่องนั้นไง”

             “อ๋อ ที่บอกว่าพักนี้สนิทสนมกับเด็กส่งของหรือเปล่า” ศีลรีบดึงหมวกที่มีโลโก้ร้านติดอยู่ออก ไม่ใช่เพราะกลัวถูกจับได้ แต่เขาอยากได้ยินเรื่องที่ทั้งสองคนพูด

             “ใช่ เห็นเล่ากันว่าเรื่องนี้มีอะไรแน่ๆ”

             “ไม่หรอกมั้งเด็กส่งของมาบ่อยก็ไม่แปลก มันไม่มีทางเป็นไปได้เลยนะเจ้านายกับเด็กส่งของ คนเอามาเม้าท์ไม่เข้าท่าเลย”

             “เป็นไปไม่ได้อะไรกันยะ ข่าวเอ็กซ์คลูซีฟจากชั้นยี่สิบห้าเลยนะ ว่ามาหากันทุกวัน แถมยังออกไปข้างนอกด้วยกันบ่อยๆ เห็นว่าเจ้านายเราก็ดูอารมณ์ดีขึ้นมาก”

             “จะเป็นไปได้เหรอ”

             “ที่สำคัญผู้ชายด้วยนะยะ”

             “ก็นั่นแหละถึงคิดว่าไม่น่าจะใช่”

             “ใครจะรู้”

             “จะลดตัวขนาดนั้นเลยเหรอ ถ้าจริงสาวๆ ในออฟฟิศอกหักตาย คิดว่าอยู่สูงส่งไม่มีใครกล้าเอื้อม ที่ไหนได้เด็กส่งของเอาไปซะงั้น”

             “ก็นั้นนะสิ ไม่อยากจะเชื่อเลยว่ามีรสนิยมแบบนี้ เลือกคนหน่อยก็ไม่ได้”

             ศีลรอให้ทั้งสองคนออกจากลิฟต์ไปก่อน เขาจึงเดินตามออกไปด้วยสีหน้าครุ่นคิดอย่างจริงจัง

 

• • • • • • • • 

 

             “มีอะไรหรือเปล่า” 

             ลิลิตมองลูกน้องคนสนิท ศีลดูเงียบผิดปกติตั้งแต่กลับมาจากส่งดอกไม้ ทำงานด้วยสีหน้าครุ่นคิดตลอดเวลา 

             “พี่ลิตผมอยากถามคุณภีมตรงๆ ว่าคิดอะไรกับผมหรือเปล่า” 

             “เฮ้ย! เอาจริงเหรอวะ คิดดีๆ ก่อน” ลิลิตรีบเบรกลูกน้อง 

             “นั่นสิ รอให้อะไรๆ ชัดเจนก่อนไม่ดีกว่าเหรอ” จินขยับเข้ามาร่วมวงทันที เป็นช่วงเวลาบ่ายที่ร้านเงียบสงบไม่มีลูกค้าเข้ามา 

             “ผมคิดดีแล้ว” ศีลสูดลมหายใจเข้าลึกๆ เพื่อเรียกความมั่นใจ เขาคิดเรื่องนี้กลับไปกลับมาเพื่อให้มั่นใจว่าตัวเองตัดสินใจได้ถูกต้อง แต่ไม่ว่าจะมองมุมไหนก็มีแต่วิธีนี้เท่านั้น 

             “เอาเถอะ ชีวิตเอ็งพี่ตามใจเอ็ง ถ้าคิดดีแล้วอยากถามก็ตามใจ แต่คิดไว้หรือยังว่าถ้าถูกติดป้ายห้ามเข้าตึกจะทำยังไง” ลิลิตพูดติดตลกแต่เขาหมายความอย่างนั้นจริงๆ อย่างน้อยก็ต้องเผื่อใจเอาไว้ ว่าถ้าพวกเขาเข้าใจผิดมาตลอดจะเป็นอย่างไร 

             “ไม่ต้องห่วงคุณภีมไม่ไล่ผมหรอกน่า” 

             “มั่นใจมากใช่ไหมว่าเขาจะชอบเอ็ง” เป็นห่วงก็เป็นห่วงแต่ลิลิตก็อดหมั่นไส้ลูกน้องไม่ได้ 

             “เปล่า แต่คุณภีมเป็นคนมีเหตุผล แล้วผมก็จะถามดีๆ ด้วย มันคงไม่น่าเกลียดเท่าไหร่มั้ง ใช่ไหมพี่” คนมั่นใจชักเริ่มไม่มั่นใจ  

             “ถ้าพูดอย่างนี้มันก็ใช่ ก็พูดกับคุณภีมดีๆ แล้วกัน แบบหยิกแกมหยอกก็ได้ จะได้กลับลำทัน” 

             “ครับ” 

             “จะคุยตอนไหน” 

             “เย็นนี้เลยพี่ ผมนัดไว้แล้ว” ศีลโทรไปเลื่อนนัดกับพีระพัฒน์ อ้างว่าติดส่งของด่วนขอเลื่อนเป็นมื้อเย็นแทน เขาอยากมีเวลาคิดถึงเรื่องนี้ให้ดีๆ  

             “อืม เอาเบียร์สักกระป๋องไหม ย้อมใจหน่อย” 

             “ฮ่าๆ ไม่ต้องพี่สบายมาก” 

             “ศีล” 

             “หือ” ศีลหันไปมองหน้าเพื่อนสนิท จินตบบ่าเขาสองสามที  

             “ถ้ามันไม่ใช่อย่างที่คิดโทรมาเลยนะ เดี๋ยวขนเบียร์ไปหาที่ห้อง ให้แม่ทำกับแกล้มให้ด้วย” 

             “เยี่ยม” เขายกนิ้วโป้งให้เพื่อน มั่นใจว่าถึงจะตกลงมาจุกก็คงไม่เป็นไร เพราะคนรอบข้างจะช่วยประคองเขาไว้เอง 

 

• • • • • • • • 

 

             “ศีลเลือกทานอาหารร้านใกล้ตึก สั่งอาหารคนจะจาน เป็นมื้ออาหารที่เรียบง่ายและผ่านไปอย่างรวดเร็ว 

             “ไปเดินเล่นในสวนกันไหมครับ” 

             “ตอนนี้เหรอ” พีระพัฒน์ยกข้อมือขึ้นดูเวลา เกือบหนึ่งทุ่มตรง 

             “ครับ ต้องขอบคุณคนสนับสนุนงบ ที่สวนมีไฟสว่างเปิดถึงสองทุ่มทุกวัน” ศีลพูดแซวเพราะต่างรู้ดีว่าเงินสนับสนุนมาจากไหน 

             “เอาสิ” 

             ชายหนุ่มชวนพีระพัฒน์คุยไปเรื่อยเปื่อยระหว่างเดินย่อนอาหารจนถึงสวนสาธารณะ เขามองหาทำเลดีๆ สุดท้ายก็เป็นชิงช้าตัวเดิมกับวันแรกที่พาพีระพัฒน์มา 

             พวกเขานั่งลงข้างกัน ศีลไกวชิงช้าช้าๆ ขณะที่พีระพัฒน์นั่งพิงสายโซ่เอนตัวมามองเขา 

             “พี่ภีมครับ” 

             “หือ” 

             “ผมอยากเล่นยี่สิบคำถาม” 

             “ได้” 

             “แต่ผมจะถามแค่คำถามเดียว” 

             “อะไรของเรา” พีระพัฒน์ยิ้มขำ คิดว่าอีกคนคงทะเล้นไปตามประสา เพราะใบหน้าของศีลมีรอยยิ้มกว้าง 

             “เริ่มเลยไหมครับ”  

             “เอาสิ” 

             “พี่ภีมจีบผมอยู่หรือเปล่าครับ” 

             พีระพันธ์ชะงัก มองใบหน้าของศีลด้วยสายตาประหลาดใจ เขารู้ว่าศีลเป็นคนตรงและซื่อ แต่ก็เป็นคนถ่อมตน การที่อีกฝ่ายถามว่าเขาจีบอยู่หรือเปล่าทำให้พีระพัฒน์แปลกใจ เขาไม่รู้เลยว่าสีหน้าของเขาทำให้อีกคนใจเสียแต่ต้องทำเป็นยิ้มสู้ 

             “ทำไมคิดจะถามพี่เรื่องนี้” 

             “เรากำลังเล่นยี่สิบคำถามกันอยู่นะครับตามกฎคนตอบห้ามถามกลับ” 

             พีระพัฒน์ขยับตัวจากท่าทางสบายๆ เป็นนั่งหลังตรง เขารู้สึกได้ถึงความจริงจังในสีหน้าของอีกฝ่าย มีบางอย่างผิดปกติ 

             “ถามพี่อีกทีสิ” 

             “พี่ภีมชอบผมหรือเปล่า” ศีลเปลี่ยนคำถามเล็กน้อย เขาอยากรู้ความจริง 

             สายตาสองคู่สบตากันนิ่ง แววตาของศีลไหววูบด้วยความกังวล พีระพัฒน์จ้องดวงตาคู่นั้น ก่อนริมฝีปากจะเคลื่อนออกเป็นรอยยิ้มบาง 

             “พี่ว่า..ความรู้สึกของพี่มันเลยคำว่าชอบไปแล้ว ศีลต้องถามใหม่ว่าพี่รักเราหรือเปล่า” 

             ใบหน้าของชายหนุ่มร้อนผ่าว เขาทำหน้าไม่ถูก ไม่รู้จะยิ้ม จะโล่งอก หรืออยากร้องไห้กันแน่ 

             “ใช่คำตอบที่คิดไว้ไหม” ดวงตาของพีระพัฒน์ที่มองมายังเขาทั้งอบอุ่นและอ่อนโยน 

             ศีลพยักหน้าหงึกหงัก รอยยิ้มเหยเก ร่างสูงหัวเราะออกมาเบาๆ ยกมือขึ้นจับศีรษะเล็กโยกไปมา 

             “มีคำถามเพิ่มอีกไหม” 

             “ไม่มีแล้วครับผมอยากรู้แค่นี้” 

             “งั้นพี่ถามกลับได้ไหม” 

             “ได้ครับ แต่ผมไม่ตอบ” 

             “โกงพี่เหรอ” 

             “โกงที่ไหนครับ” ถึงจะเขินแค่ไหนแต่ศีลก็ยังเป็นศีล พอโล่งอกก็กลับมาทะเล้นได้อีกครั้ง 

             “พี่ภีมเข้าใจคำว่าจีบไหมครับ จีบแปลว่าอยู่ในช่วงพยายาม พี่ภีมต้องจีบผมให้ติดก่อนค่อยมาถามเอาคำตอบ” ศีลยันเท้าผลักให้ชิงช้าไกวขึ้นสูง พอใจมันโล่งทุกอย่างก็ดูรื่นรมย์ไปหมด 

             พีระพัฒน์มองความเคลื่อนไหวนั้นด้วยรอยยิ้ม เขาอยากรู้คำตอบแต่ไม่คิดจะเร่งร้อน ถูกของศีลพวกเขาควรให้เวลาในการศึกษากันให้มากกว่านี้ เมื่อคิดได้แบบนั้นกลับมีคำถามหนึ่งเกิดขึ้นมา ถ้าศีลอยากค่อยเป็นค่อยไปทำไมถึงถามเขาขึ้นมา 

             “หยุดคุยกับพี่ก่อน” มือของพีระพัฒน์วางทาบลงไปบนมือของศีลออกแรงดึงให้ชิงช้าหยุดไกว 

             “อะไรครับ” 

             “ทำไมถึงถามพี่เรื่องนี้” 

             “ก็ผมอยากรู้” 

             “ศีล” 

             ศีลเม้มปากเข้าหากัน ก่อนถอนใจออกมาเบาๆ 

             “วันนี้ตอนผมลงลิฟต์ที่ตึกจะกลับร้าน มีพนักงานผู้หญิงสองคนเดินเข้ามาแล้วคุยกันว่ามีข่าวลือว่าพี่ภีมกำลังอะไรๆ อยู่กับเด็กส่งของ” 

             “ใครพูด”  

             “ใครพูดไม่สำคัญหรอกครับแต่มีคนพูดถึงแล้ว และเท่าที่ฟังก็คงไม่ใช่แค่คนสองคน ผมต้องการเวลาคิดเลยโกหกพี่ภีมว่าผมติดงานตอนเที่ยง รอจนแน่ใจว่าควรทำยังไงถึงมาเจอ” 

             “อยากให้พี่จัดการให้ไหม” 

“เปล่าครับ ที่ผมตัดสินใจถามผมมีเหตุผลแค่ข้อเดียว” 

             “เล่าให้พี่ฟังหน่อย” 

             “ก็ถ้าพี่ภีมจีบผมจริงมันก็ไม่มีอะไร เราคงห้ามไม่ให้คนนินทาไม่ได้อยู่แล้ว แต่ถ้าพี่ภีมไม่ได้ชอบผมหรือกำลังจีบผมอยู่ ผมก็อยากให้พี่ภีมรู้ตัวแล้วรีบแก้ข่าวหรือทำให้เรื่องที่ไม่จริงนี้มันจบไป ผมไม่อยากให้ใครมองพี่ภีมไม่ดี” 

             “ศีล” ความรู้สึกรักใครคนหนึ่งมากเป็นอย่างไรพีระพัฒน์เพิ่งได้สัมผัสเดียวนี้เอง 

             “เฮ้อ ค่อยโล่งอก” ศีลถอนใจออกมาเฮือกใหญ่ “รู้ไหมครับว่าอะไรที่ผมกลัวที่สุด” 

             “อะไร” 

             ศีลหันไปมองคนที่นั่งอยู่เคียงข้างด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม “กลัวว่าพรุ่งนี้ผมจะไม่ได้ขึ้นไปส่งกาแฟให้พี่ภีมอีก” 

             “มันไม่มีทางเกิดขึ้น” 

             “ขอบคุณครับพี่ภีม” 

             “ขอบคุณพี่เรื่องอะไร” 

             “ที่ชอบผม”  

             “ไม่เอาคำขอบคุณได้ไหม พี่อยากได้อย่างอื่นมากกว่า” ดวงตาของพีระพัฒน์กรุ่มกริ่ม ผู้ชายนิ่งๆ หายไป 

             “จีบครับจีบ กรุณาจีบต่อไป” ศีลเขินแต่ก็ยังยิ้มทะเล้น  

             “หึๆ ที่พูดนี่ถือว่าเป็นการอ่อยพี่ได้หรือเปล่า” 

             ชายหนุ่มตาโต หน้าตาดูตลกจนพีระพัฒน์อดหัวเราะขำไม่ได้ 

             “ถามจริงๆ ชอบพี่บ้างไหม ขอกำลังใจนิดก็ยังดี” 

             ศีลแกล้งทำท่าคิด 

             “อืม...” ยิ่งเห็นอีกฝ่ายตั้งใจฟังเขาก็ยิ่งแกล้ง 

             “อืมม..โอ๊ะ!” ศีลตาเบิกกว้าง เมื่อจมูกของพีระพัฒน์จรดลงที่แก้มของเขาอย่างรวดเร็ว  

             “พี่ภีม!” คนโดนขโมยหอมแก้มร้องประท้วง 

             “ก็ถ้ากำลังใจเป็นคำพูดมันยากนัก พี่ก็ขอกำลังใจอย่างอื่นแทนก็ได้” 

             “โห~ ขี้โกงนี่ครับ ผมยังไม่ได้อนุญาตเลย เล่นงี้ได้ไง แบบนี้มันไม่ถูก” ศีลยกมือขึ้นจับแก้มตัวเอง เขาเขินจนหน้าแดง เลยกลบเกลื่อนด้วยการโวยวายเสียงดัง 

             “ศีล”  

             พีระพัฒน์ยื่นมือมาจับไหล่ของเขา 

             “อะไรครับ” 

             “อย่าตื่นเต้นจนสติแตกเหมือนในลิฟต์ พี่แค่หอมไม่ได้จูบ” 

             จูบ!  

          จูบ! 

             พี่ภีมพูดคำว่าจูบอย่างนั้นเหรอ!  

             “หึๆ ไม่ใช่วันนี้แต่พี่ไม่ยอมพลาดแน่” ใบหน้าที่ยื่นเข้ามาใกล้ทำให้คนตื่นเต้นง่ายอย่างศีลลุกพรวดขึ้นยืน เขาหันซ้ายหันขวาด้วยท่าทางเงอะงะ  

             “สวนใกล้จะปิดแล้วเราไปเดินเล่นกันเถอะครับ เดี๋ยวไม่ทัน” 

             พีระพัฒน์มองตามด้วยสายตาเอ็นดูปนขำและเต็มไปด้วยความรักมากมาย  

             ถ้ามีคนถามว่าเขารู้ตัวว่าชอบศีลตอนไหน เขาอาจหาคำตอบได้ยากสักนิด มันคือความผูกพัน ความรู้สึกดีๆ ที่มีต่อกัน ความสบายใจ อุ่นใจ ทุกอย่างค่อยๆ ซึมเข้ามาในชีวิตอย่างช้าๆ แต่ถ้าถามว่าเขารู้ตัวว่ารักศีลมากมายเมื่อไหร่ เขาสามารถตอบได้ทันทีว่าคือวันนี้ ในทุกวินาทีที่เดินผ่านไป เขาไม่เหลือสายตาไว้มองใครอีกเลย 

ความคิดเห็น