Ratidarin

หวังใจว่าจะทำให้มีรอยยิ้มกันนะคะ ^^

ตอนที่ 11: ได้พบเจอ

ชื่อตอน : ตอนที่ 11: ได้พบเจอ

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 2.8k

ความคิดเห็น : 14

ปรับปรุงล่าสุด : 27 ก.ย. 2562 13:59 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 11: ได้พบเจอ
แบบอักษร

 

 

ตอนที่ 11: ได้พบเจอ 

 

           “จินไปส่งให้หน่อยดิวะ ปากซอยเอง” 

             “ตอนทำไม่เขินแล้วมาเขินอะไรตอนนี้” จินเดินหนี ไม่ยอมไปส่งกาแฟแทนตามที่ศีลพยายามขอร้อง

             “ไม่รู้ รู้แต่ว่าไม่กล้าไปเจอหน้า ไปแทนให้หน่อยเถอะว่ะ ขอร้อง” ศีลยกมือไหว้เพื่อนประหลกๆ

             “ไม่ ถ้าวันนี้ศีลหลบหน้าคุณภีมต่อไปจะยังไงวะ ไม่ต้องหลบกันยาวเลยเหรอ”

             “ไม่ได้หลบแต่ขอทำใจแป๊บเดียว”

             ศีลหยุดพูดต่อเพราะเสียงข้อความเข้า เขาหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเปิดดูข้อความ

             ฝากสั่งคาบูชิโนให้พี่ด้วย  

           “จิน~คาบูชิโนของพี่ภีมด้วยแก้วหนึ่ง เดี๋ยวไปส่งเอง” 

             จินส่ายหน้าให้กับความร่าเริงของเพื่อนสนิท เมื่อกี้ยังจะเป็นจะตาย ได้รับข้อความหน่อยเดียวสู้ตายขึ้นมาซะงั้น

 

• • • • • • • • 

 

             “ขอบใจจ้ะ” รุ้งลาวัลย์ยิ้มให้ศีล การเจอหน้ากันทุกเช้าทำให้สนิทสนมกันไปโดยปริยาย  

             “อีกแก้วของใคร” 

             “ของคุณภีมครับ” 

             “อ๋อ มิน่าเช้านี้คุณภีมโทรสั่งงดกาแฟ งั้นเข้าไปเถอะจ้ะ” 

             “ครับ”  

             หัวใจของศีลเต้นเป็นกองรัว ถ้าเรื่องที่ลิลิตพูดเป็นเรื่องจริง การที่พีระพัฒน์ไปหาเขาถึงหอพัก ซื้อของที่อยากกินไปให้แปลว่าอีกฝ่ายชอบเขาใช่ไหม แล้วทีนี้จะทำหน้ายังไง เมื่อคืนไม่น่าหาเรื่องใส่ตัวเลย  

             “สวัสดีครับ” ศีลทักด้วยน้ำเสียงร่าเริงและคึกคัก ที่คือทางรอดที่เขาเลือกนำมาใช้ 

             “กาแฟของคุณภีมครับ” 

             “ศีล” คนเรียกลงเสียงหนัก 

             “ครับ? ผมสั่งมาผิดเหรอครับ” 

             “พี่ภีมไม่ใช่คุณภีม” 

             ศีลชะงัก ยิ้มเก้อ “ก็ผมยังไม่ชินปากนี่ครับ..เอ่อ...พี่ภีม”  

             คนฟังยิ้มพอใจ “นั่งก่อนสิ ขอคุยด้วยสิบนาที ไม่มีส่งของต่อใช่ไหม” 

             “ไม่มีครับ” 

พีระพัฒน์รอจนศีลนั่งลงเรียบร้อยแล้วจึงพูดขึ้น “ที่ร้านปิดทุกวันอาทิตย์ใช่ไหม” 

             ใช่ครับ”  

             “อาทิตย์นี้ไปทำธุระเป็นเพื่อนพี่หน่อยสิ ว่างไหม” 

             “ไปไหนครับ” 

             “งานเลี้ยงวันเกิดลูกค้า แค่ะแวะเอาของขวัญไปให้ อวยพรแล้วกลับเลย” 

             “อืม..” ฟังดูก็ไม่ยากเท่าไหร่ ถ้าไปแป๊บๆ เขาคิดว่าพอไหว “ผมไปได้ไม่มีปัญหาครับ แค่สงสัยว่าทำไมถึงชวนผมละครับ” 

             “เพราะอยากให้ไปด้วย” 

             คำตอบที่ได้รับเหมือนกำปั้นทุบดิน แต่สงสัยว่ามันจะเป็นดินเหลวเพราะเขาดันละลายซะงั้น ศีลต้องเก๊กอย่างอดทนเพื่อไม่ให้แสดงอาการเขินออกมา 

             “ไม่มีใครว่างใช่ไหมครับผมรู้น่าทำมาเป็นพูดเอาใจ ได้สิครับเดี๋ยวผมไปเป็นเพื่อนเอง ค่าตัวไม่ต้องขออาหารมื้อเดียวก็พอ” 

             ได้ ตกลง” 

             “พี่ภีมรีบตกลงเองนะครับ เสร็จโจร เพราะผมยังพูดไม่จบเลย ผมขอเป็นหนวดเต่า เขากระต่าย ปีกนกยูง..” 

             “ได้สิ” 

             “หะ!” ศีลถึงกับสะดุด คนรวยซื้ออาหารแพงๆ ได้เกือบทุกอย่างเขาเข้าใจ แต่ที่มันไม่มีจริงจะซื้อยังไง “มันมีขายซะที่ไหนครับ” 

             “พี่ไม่ได้บอกว่าจะหาให้ เราอยากกินก็ไปหามาพี่จะจ่ายเงินให้เอง” 

             ศีลจ้องตาเจ้าเล่ห์ของคนพูด พีระพัฒน์หัวเราะในลำคอ ขำสีหน้ามู่ทู่ของอีกฝ่าย 

             “แต่ถ้าเรายอมลดลงมาหน่อย เหลือแค่ของอร่อยพี่พอหาให้ได้” 

             “ตกลงครับ นี่เห็นแก่คำว่าของอร่อยนะ” 

             ศีลแอบโล่งอก ที่การพูดคุยระหว่างพวกเขาเป็นไปได้ด้วยดี ไม่มีอาการเก้อเขินหรือประดักประเดิดจากเหตุการณ์เมื่อคืน 

             “แล้วผัดไทยอร่อยไหม” 

             !!! 

             นั่นไงเขาถึงบอกว่าทำอะไรอย่าเพิ่งรีบตื่นเต้นดีใจเร็วเกินไปควรรอให้แน่ใจก่อนว่ามันเป็นอย่างนั้นจริงๆ  

             “อร่อยครับ” วิธีแก้ปัญหาของศีลคือ ถามอะไรมาตอบอันนั้น อย่าไปคิดถึงความหมายแฝงหรือข้อความที่อีกฝ่ายต้องการสื่อ อย่าไปคิดว่ากำลังถูกแซวให้คิดว่าโดนถามจริงๆ  

             “งั้นผมกลับไปร้านก่อนนะครับ” ศีลลุกขึ้นยืน 

             “วันอาทิตย์พี่ไปรับที่หอตอนเช้า งานมีช่วงกลางวัน” 

             “ครับผม” ศีลพยักหน้า เขาส่งยิ้มให้พีระพัฒน์ก่อนเดินออกมา 

 

• • • • • • • • 

 

             “พอใช้ได้ไหมครับ” ศีลถามร่างสูงด้วยสีหน้าไม่มั่นใจนัก พีระพัฒน์มาถึงที่หอพักตามเวลาที่ได้นัดกันไว้ พอเห็นร่างสูงกับรถยนต์ที่อีกฝ่ายขับมา ศีลก็เริ่มคิดหนักจนต้องถามอีกฝ่ายให้แน่ใจ 

             พีระพัฒน์มองร่างผอมด้วยสายตาพิจารณา เสื้อเชิ้ตสีน้ำเงินเข้มติดกระดุมเรียบร้อยสอดปลายไว้ในกางเกงสแลคสีเดียวกัน รองเท้าหนัง ทำให้ศีลในวันนี้ดูแปลกตา  

             “ไม่ดีเหรอครับ” ศีลประเมินจากสายตาของพีระพัฒน์ เพราะอีกฝ่ายมองนิ่งไม่พูดอะไรเลย 

             “เปล่าแค่ไม่ชินตาน่ะ” 

             “หรือพี่ภีมจะให้ผมใส่เสื้อยืดกางเกงยีนส์ไปละครับ” ศีลมองค้อน ตัวเองใส่สูทมาเสียเต็มยศ ถึงจะเป็นสูทลำลองก็เถอะ 

             “ไปกันเลยไหม” 

             “ครับ” ศีลพยักหน้า เมื่อคืนเขาตื่นเต้นจนนอนไม่หลับ รู้สึกโง่มากที่รับปากไปเป็นเพื่อนพีระพัฒน์ ด้วยครั้งแรกที่ฟังเขาไม่ได้คิดอะไรมาก คิดภาพงานวันเกิดผู้ใหญ่ธรรมดาทั่วไป ก็แค่เข้าไปอวยพรแล้วก็กลับตามที่อีกฝ่ายบอก แต่เมื่อลิลิตเจ้านายของเขารู้เข้า สถาณการณ์ที่ถูกต้องจึงถูกอธิบายให้เขาฟัง งานวันเกิดแบบนี้ก็เหมือนนักธุรกิจนัดเจอกันนอกสถานที่ เต็มไปด้วยสายตาที่ถูกจับจ้อง ยิ่งพีระพัฒน์เป็นนักธุรกิจรุ่นใหม่ไฟแรงก็ยิ่งเป็นที่จับตา จากที่คิดจะใส่เสื้อผ้าดีๆ เท่าที่มี ศีลจึงต้องเปลี่ยนใจ เสื้อผ้าชุดนี้ก็ได้ลิลิตช่วยจัดการให้ 

             “พี่ภีม” ศีลเรียกเมื่อขึ้นมานั่งบนรถเรียบร้อยแล้ว “ผมนั่งรออยู่บนรถก็ได้นะครับ” 

             ร่างสูงหันมามองหน้าเขา รอยยิ้มเอ็นดูถูกยกขึ้นที่มุมปาก “เป็นอะไรไป ไม่เคยเห็นเราไม่มั่นใจ” 

             “ไม่ใช่ไม่มั่นใจครับ แต่ไม่แน่ใจว่าผมจะเผลอไปทำตัวน่าขายหน้าเข้าหรือเปล่า ไม่อยากให้เสียถึงพี่ภีม” 

             “เช่นอะไรบ้าง”  

             “ก็อย่างเช่นผมไม่รู้เรื่องธุรกิจเลย ไม่รู้ว่าเขาคุยอะไรกัน ไม่รู้จักอาหารดีๆ เครื่องดื่มแพงๆ เท่าไหร่ ผมกลัวกินผิดกินถูกให้พี่ภีมขายหน้าเล่น” 

             “ก็แค่ถาม อันไหนที่ไม่รู้ก็ถามพี่ได้ ไม่มีใครรู้จักมาตั้งแต่เกิด” 

             “ผมก็คิดแบบนั้นครับว่ามันไม่ผิดเพราะไม่มีใครรู้จักมาตั้งแต่เกิด” ดวงตาของศีลปรากฏรอยยิ้มจาง “แต่ไม่ใช่ทุกคนที่คิดเหมือนเรา ผมว่ามันเป็นเรื่องตลกร้ายเรื่องหนึ่งเลยนะครับ เรามาจากจุดที่ไม่รู้เหมือนกัน แต่ถ้าเมื่อไหร่ที่เรารู้ขึ้นมา บางคนกลับมองคนที่ยังไม่รู้ว่าทำไมโง่จัง เรื่องง่ายๆ แค่นี้เอง โดยลืมมองไปว่าครั้งหนึ่งเราก็ก็เคยไม่รู้เหมือนกัน” 

             “เป็นเรื่องธรรมดา”  

             “ที่ไม่ควรปล่อยให้เป็นเรื่องธรรมดาเลยว่าไหมครับ แต่เพราะเราเปลี่ยนคนอื่นไม่ได้ เราก็เลยต้องเปลี่ยนที่ตัวเอง ดังนั้นผมรออยู่ในรถดีไหมครับ” 

             “หึๆ วนกลับมาได้ยังไง” 

             “ก็ผมเก่งนี่ครับ” ศีลยิ้มทะเล้น เขาไม่ได้น้อยเนื้อต่ำใจใดๆ ที่คิดหนักเพราะเป็นห่วงภาพลักษณ์ของพีระพัฒน์เท่านั้น 

             “ไปด้วยกันเถอะพี่อยากให้เราไป อะไรที่ศีลเป็นห่วงพี่ไม่กังวลสักนิด ไม่ได้แปลว่าจะกดดันว่าเราทำได้ดีแน่ แต่หมายความว่าต่อให้ศีลทำอะไรไม่ถูกพี่ก็ไม่สนว่าคนอื่นจะมองยังไง เพราะพี่รู้ว่าศีลมีดีกว่าเรื่องพวกนี้เป็นพันเท่า” 

             พีระพัฒน์หันไปมองเมื่อเห็นคนฟังเงียบไป คิ้วของศีลขมวดเข้าหากัน 

             “มีอะไรหรือเปล่า” 

             “ผมลองนับแล้วผมว่ามีดีไม่ถึงพันนะครับ ขอต่อเหลือแค่หลักสิบหลักร้อยได้ไหมครับ มันกระดากใจ” 

             “หึๆ” ก็เพราะแบบนี้เขาถึงตกหลุมรักเด็กหนุ่มได้อย่างง่ายดาย 

             “ตกลงจะเข้าไปด้วยกันไหม” ชายหนุ่มไม่อยากบังคับ ถ้ามันทำให้อีกฝ่ายไม่สบายใจ 

             “ไปครับ” ศีลยิ้มรับ น้ำเสียงของเขาหนักแน่น ความเชื่อใจของพีระพัฒน์ทำให้เขามั่นใจขึ้นมาเต็มเปี่ยม 

 

• • • • • • • • 

 

             พีระพัฒน์พาศีลเข้าไปในงาน เกือบครึ่งของแขกที่มาเป็นคนคุ้นหน้าคุ้นตากันดีในวงการธุรกิจ ชายหนุ่มไม่ได้แนะนำศีลกับทุกคนที่เขาทักทาย เพราะแขกบางท่านก็รู้จักกันเพียงผิวเผิน 

             ชายหนุ่มลอบสังเกตศีลตลอดระยะเวลาที่อยู่ในงาน ศีลวางตัวสุภาพ ไม่มีอาการล้นหรือร่าเริงให้เห็นมีเพียงรอยยิ้มอ่อนบนใบหน้า เนื่องจากงานจัดแบบค็อกเทล ศีลจะเลือกหยิบเฉพาะของพื้นๆ ที่มั่นใจทาน ไม่หยิบเครื่องดื่มในแก้วรูปทรงแปลกๆ ไม่หยิบอาหารที่มีเครื่องเคียงวางรอบ ศีลพูดน้อยลงมาก ไม่พูดในเรื่องที่ตนเองไม่แน่ใจ มีวิธีพูดเลี่ยงในเรื่องที่ไม่รู้ และรู้จักการพูดที่ทำให้คนฟังยิ้มได้ มันทำให้ศีลไม่ดูแปลกแยก ดูกลมกลืนกับแขกคนอื่นที่มา 

             “คุณภีมมาตั้งแต่เมื่อไหร่คะทัศไม่เห็นเลย” เสียงใสนำมาก่อนตัว พีระพัฒน์ยิ้มทักทายทัศศิกาลูกสาวของเจ้าของงานวันเกิด ทัศศิกาแวะไปเชิญเขาด้วยตัวเองที่บริษัท แต่นั่นไม่ใช่เหตุผลที่เขาตัดสินใจมา มีบางอย่างในใจของพีระพัฒน์ที่มีเขาเพียงคนเดียวที่รู้ 

             “เพิ่งมาได้สักครู่ครับ” 

             “ได้พบคุณพ่อหรือยังคะ เดี๋ยวทัศพาไปค่ะ” 

             “พบแล้วครับ แต่ผมฝากคุณทัศเรียนท่านด้วยวันนี้ผมติดธุระสำคัญเลยต้องขอตัวกลับก่อน” 

             “อย่าเพิ่งกลับสิคะ งานยังเริ่มไม่ถึงไหนเลย ทัศอยากแนะนำคุณภีมให้เพื่อนๆ รู้จัก” 

             “เอาไว้โอกาสหน้านะครับ พอดีผมต้องไปทำธุระเป็นเพื่อนศีล” พีระพัฒน์แตะมือลงบนแผ่นหลังของศีล ดันให้ขึ้นมายืนข้างกัน 

             “ศีลนี่คือคุณทัศศิกาเป็นลูกสาวของคุณสุธนเจ้าของวันเกิด” 

             “สวัสดีครับ” ศีลยกมือไหว้ เขาส่งยิ้มเป็นมิตรไปให้ 

             “น้องคุณภีมหรือคะ” 

             “จะเรียกว่าน้องก็ได้ครับ”  

“คุณภีมอยู่อีกนิดแล้วค่อยไปไม่ได้เหรอคะ” ทัศศิกาสนใจเฉพาะชายหนุ่ม จึงไม่สงสัยในตัวของศีล 

“ต้องขอโทษจริงๆ ครับ” 

“งั้นก็ได้ค่ะ แต่คราวหน้าห้ามปฏิเสธทัศแล้วนะคะ” 

พีระพัฒน์เพียงแค่ยิ้มโดยไม่ตอบอะไร ยืนคุยกับหญิงสาวอีกครู่หนึ่งจึงเอ่ยขอตัว 

“ผมต้องกลับแล้วครับ ฝากขอโทษคุณสุธนด้วยที่ไม่ได้อยู่จนจบงาน” 

“ได้ค่ะเดี๋ยวทัศบอกคุณพ่อให้ เอาไว้ถ้าทัศผ่านไปทางบริษัทคุณภีมจะแวะไปให้เลี้ยงข้าวนะคะ” 

“ได้ครับ”  

ศีลยกมือขึ้นไหว้หญิงสาวเมื่อพีระพัฒน์เอ่ยขอตัว เขาเดินตามร่างสูงออกมาจากงาน  

 

“ค่อยหายใจโล่งหน่อย ผมเกร็งจนนึกว่าตะคริวจะกินแล้วครับ” ” ศีลพ่นลมหายใจออกยาวๆ หันไปยิ้มทะเล้นให้กับพีระพัฒน์ 

ชายหนุ่มมองรอยยิ้มนั้นด้วยสายตาเอ็นดู เพียงครู่เดียวศีลก็เปลี่ยนกลับมาเป็นเด็กหนุ่มร่าเริงได้เหมือนเดิม 

“พี่ภีม” 

“หือ” 

“ผมหิวครับ” 

“หึๆ” 

“ผมพูดจริงนะครับไม่ได้อำ ไปหาอะไรกินกันไหมครับ ตอนนี้ผมกินช้างได้ทั้งตัวเลย” 

“ไปสิ อยากกินอะไร อย่าบอกว่าหนวดเต่าเขากระต่ายนะ” 

“โอ๊ยวินาทีนี้ข้าวไข่เจียวยังได้เลยครับ” 

“อดทนอีกนิดไหวไหม” 

“ทำไมเหรอครับ” 

“จะพาไปนั่งกินข้าวริมแม่น้ำ ทนหิวไหวไหม” 

“ผมไม่หิวสักนิดเลยครับบ่นไปอย่างนั้นเอง ขับไปเลยชั่วโมงสองชั่วโมงจนถึงอยุธยาเลยก็ได้ครับ ผมสบายมาก” 

“หึๆ อยากไปขนาดนั้นเลย” 

“แน่สิครับ ยิ่งมีเจ้ามือยิ่งอยากไปใหญ่ กุ้งแม่น้ำตัวโตๆ แค่คิดก็น้ำลายไหลแล้ว” 

“งั้นก็ขึ้นรถ” พีระพัฒน์บอกเมื่อพวกเขาเดินถึงลานจอดรถพอดี 

ศีลยิ้มร่าเริง เดินอ้อมไปขึ้นรถฝั่งข้างคนขับ พีระพัฒน์ถอนใจออกมาเบาๆ แต่ด้วยความสุขใจ  

ความรักเป็นสิ่งสำคัญแต่ก็ควรตั้งอยู่บนความเป็นจริง คนรักของเขาไม่จำเป็นต้องมีเท่าเทียมแต่อย่างน้อยต้องเดินเคียงข้างกันได้  

เป็นความตั้งใจของชายหนุ่มที่พาศีลมาด้วยในวันนี้ ก่อนที่เขาจะเดินหน้าต่อไปเขาต้องแน่ใจว่ามันมีทางเป็นไปได้ ซึ่งศีลก็ได้พิสูจน์ให้เขาเห็นแล้วว่าเขามองคนไม่ผิด 

 

“เก่งมาก” พีระพัฒน์วางมือลงบนศีรษะของศีลเมื่อขึ้นนั่งบนรถเรียบร้อย เจ้าตัวหันมามองเขาด้วยความสงสัย 

“เรื่องอะไรครับ” 

“ทุกเรื่อง” 

“แหมผมก็ไม่อยากยอมรับเท่าไหร่เพราะไม่รู้ว่าพี่ภีมพูดถึงเรื่องอะไร แต่รับคำชมไว้ก็ได้ครับผมชอบ” 

             “หึๆ” 

             “อย่ามัวแต่หัวเราะครับ สตาร์ทรถเลยผมหิวแล้ว เคยได้ยินเรื่องกล่องข้าวน้อยฆ่าแม่หรือเปล่าครับ” 

             “เดี๋ยวนี้ขู่พี่เหรอ” 

             “เปล่าครับ แค่บอกว่าหิวมากกก” คนไม่ได้ขู่ทำตาวาวๆ ใส่เขา พีระพัฒน์หัวเราะเสียงดัง  

ในที่สุดเขาก็ได้เจอคนของเขาแล้ว  

ความคิดเห็น