-[TAKE]-

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : ตอนที่ 12 [Rewrite]

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 35.8k

ความคิดเห็น : 44

ปรับปรุงล่าสุด : 22 ส.ค. 2561 18:13 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 5,112
× 53,700
แชร์ :
ตอนที่ 12 [Rewrite]
แบบอักษร

ตอนที่ 12

ขุนแผนลืมตามาอีกครั้งด้วยความรู้สึกอ่อนล้าไปทั้งตัว หันหน้าหนีไปอีกทางไม่อยากเจอคนที่ทำให้เขาเจ็บ หัวสมองเริ่มเบลอจนเห็นอะไรไม่ชัดกับดวงตาแดงที่แดงก่ำจากการร้องไห้อย่างหนัก เสื้อผ้าที่ถูกเปลี่ยนเป็นชุดใหม่ไม่ต้องเดาก็รู้ว่าใครทำให้ เคียวนั่งมองคนที่เพิ่งตื่นดูจากท่าทีแล้วคงจะเริ่มไม่สบายเอื้อมมือไปที่คนตรงหน้า เขาสะดุ้งตัว หันมองหน้าอีกคนด้วยสายตาหวาดระแวง แต่ก็ทำใจแข็งเก็บอารมณ์ไม่ให้สั่นจนเคียวอดที่จะขำในใจไม่ได้ แต่ไม่แสดงออก ขุนแผนหลับตาลงรอรับการกระทำของคนตรงหน้า ที่ไม่รู้ว่าจะทำอะไร แต่จนแล้วจนรอดก็รู้สึกถึงแค่ฝ่ามือที่ทาบลงมาที่หน้าผากของเขาเท่านั้น

“มึงไม่สบาย”

“อะไรนะ” ขุนแผนถามซ้ำ

“กูบอกว่ามึงกำลังไม่สบาย หรือมึงคิดว่ากูกำลังจะทำอะไร” เคียวเอ่ยพร้อมกับจับที่คางมนให้ร่างโปร่งหันมาสบตา

“ก็...เปล่า ไม่...ไม่ได้คิด” ขุนแผนตอบ แต่เสตาไปอีกทาง

“กูไม่ใจร้าย ขนาดเอาคนป่วย อ้อ แต่ถ้าอยากให้กูทำกูก็ไม่ขัดนะ” เคียวพูดขำๆ เหมือนทีเล่นทีจริงจนขุนแผนต้องหันหน้ามามองอีกครั้ง

“ไม่ต้อง กูไม่ต้องการ”

“งั้นมึงก็นอนไป อย่าให้กูเห็นว่ามึงลุกจากที่นอนเพื่อคิดที่จะหนีนะ กูไม่รับรองความปลอดภัย” เคียวอดไม่ได้ที่จะขู่

ขุนแผนรีบลงนอนกับที่นอนทันทีที่เคียวพูดจบ กลัวว่าร่างสูงจะทำอย่างที่พูด

“มึงนอนไปเดี๋ยวกูมา” เคียวพูดต่อ

“มึงจะไปไหน”

“กูจะไปเอาข้าวเอายาให้มึงกินไง มึงนี่!” เคียวพูดด้วยน้ำเสียงกึ่งโมโหแล้วหันหลังเดินออกไปเพียงไม่ถึงครึ่งชั่วโมงร่างสูงก็กลับเข้ามาอีกครั้งพร้อมกับข้าวต้มและยาที่อยู่ในมือ มองไปยังร่างโปร่งที่ยังนอนลืมตาอยู่โดยที่ยังไม่ขยับไปไหน

“มึงมากินข้าวได้แล้วจะได้กินยา”

“กูไม่ค่อยหิว รู้สึกปวดหัวด้วย” ขุนแผนตอบอีกฝ่าย

“มึงไม่หิวก็ต้องกิน”เคียวย้ำ

“แต่...”

“จะกินดีๆ หรือให้กูป้อน ถ้ากูป้อนมึงเจ็บ” เคียวขู่อีกครั้ง ขุนแผนคิดว่าตัวเองเป็นเด็กหรือไงนะถึงชอบให้ต้องเสียงดังใส่ถึงจะเชื่อ

ขุนแผนมองหน้าอย่างเคืองๆ ก่อนที่จะยันตัวเองให้ลุกขึ้นนั่ง เขามองดูอาหารที่อยู่ในจานก็ไม่นึกอยากสักนิด แต่ถ้าไม่กินคงมีหวังได้ถูกทำอะไรอีกแน่ ทว่าพอเห็นสีหน้าดุของคนตรงหน้า ขุนแผนก็รีบตักข้าวต้มเข้าปาก คำแรกก็ต้องชะงักกับรสชาติที่ได้ลิ้มลอง

“หึ เป็นไงมึง ดีใจเอาไว้นะ นอกจากคนในครอบครัวกูและเพื่อนที่สนิทของกูเท่านั้นที่ได้กินกับข้าวฝีมือกู” เคียวตอบด้วยความภาคภูมิใจ

“ก็งั้นๆ พอกินได้”

ขุนแผนพูดด้วยท่าทีที่ไม่หยี่หระ แต่ผิดกับการกระทำที่ตักเข้าต้มเข้าปากอย่างเร็วจนไม่นานก็เกลี้ยงจาน มองหน้าคนร่างสูงที่ยังมองอยู่ก่อนที่จะส่งถ้วยเปล่าไปให้อีกฝ่ายก่อนที่จะกินยาตามทีหลัง

“กูไม่อยากจะเชื่อเลยว่ามึงไม่ค่อยหิว” เคียวพูดประชด

“เรื่องของกู” ขุนแผนพูด เบือนหน้าหนีไปอีกทางอย่างอายตัวเองที่ทำให้อีกฝ่ายเยาะเย้ยได้ แล้วล้มตัวลงนอนอีกครั้ง

ร่างสูงส่ายหัวให้กับความดื้อของเด็กโข่ง ก่อนที่จะเดินออกไปเก็บจาน อาจเป็นเพราะฤทธิ์ยาหรือเป็นเพราะพิษไข้ ทำให้ขุนแผนนอนหลับไปอีกครั้งอย่างง่าย โดยที่ไม่รู้สึกตัวว่ากำลังมีใครอีกคนที่เดินกลับเข้ามามองร่างโปร่งที่นอนหลับ เนื้อตัวที่มีเหงื่อชุ่มและหอบหายใจอย่างแรงทำให้รู้ว่านอนไม่สบายตัวเท่าไหร่ จึงจัดการปลดกระดุมเสื้อที่หน้าอก นับมือไปจับที่หน้าผากที่ร้อนเพราะพิษไข้

ร่างสูงจึงไปเอาผ้าชุบน้ำจัดการเช็ดตัวให้ขุนแผนอย่างเบามือจนกระทั้งความร้อนหายไปก่อนที่จะทำการวัดไข้อีกครั้ง

เสียงครางในลำคอดังเบาๆ อย่างสบายตัวเคียวมองคนตรงหน้า อดที่จะยิ้มไม่ได้ อาจเป็นเพราะรู้สึกผิดที่ดันไปทำรุนแรงไป เพียงแค่อยากสั่งสอนให้แม็ครู้สึกสำนึกกับสิ่งที่ตัวเองทำเลยพลั้งเผลอทำร้ายอีกฝ่ายจนเจ็บหนัก ร่องรอยที่เต็มไปด้วยบาดแผลที่ถูกทำร้ายและรอยจูบที่เต็มทั่วลำคอที่ร่างสูงเป็นคนทำ ยอมรับว่าขุนแผนเป็นคนที่หน้าตาดีแต่จะออกไปทางหวานเสียมากกว่าจะบอกว่าหล่อ รูปร่างที่ไร้มัดกล้ามและลำตัวที่ขาว เหมือนไม่เคยโดนแดด ไม่คิดว่าคนแบบนี้จะเป็นเพื่อนกับคนที่มันมาทำร้ายเป็นหนึ่งได้


หลังจากที่ตื่นมาอีกครั้งแต่ขยับตัวไม่ได้มองไปที่ข้างตัวพบว่าเคียวกำลังนอนกอดตัวเองอยู่ทำให้รู้สึกตกใจนิดๆ ไม่ได้ มองไปที่ร่างสูงที่ยังนอนหลับใบหน้าที่ห่างกันไม่ถึงคืบโดยที่หน้าของขุนแผนไปซุกอยู่ที่ลำคอของอีกฝ่ายจะขยับตัวก็ขยับไม่ได้รู้สึกว่ามือมันเกาะแน่นเหลือเกิน

ร่างสูงครางในลำคอเหมือนคนกำลังรำคาญ จนไม่กล้าที่จะขยับไปไหน เหลือบมองใบหน้าของเคียวอีกครั้ง ทั้งปาก จมูก และโครงหน้า จัดได้ว่าหล่อมาก ถ้าเป็นผู้หญิงคงจะตกหลุมรักได้ไม่ยากจนขุนแผนยังเกือบจะหลงใหลไปกับใบหน้าที่ชวนฝัน แต่ติดที่ว่าทุกอย่างที่ร่างสูงทำมันเกินที่คนอย่างเขาจะรับได้คิดถึงเมื่อวันก่อนที่ถูกจับไปซ้อมและข่มขืน ยิ่งคิดก็ยิ่งกลัว

“มองหน้ากู หลงรักกูเหรอมึง เคลิ้มเชียว” เคียวถามอีกฝ่ายที่ตื่นก่อน

“เฮ้ย! มึง ปล่อยกู” ขุนแผนที่กำลังตกอยู่ในภวังค์ พูดขึ้นอย่างตกใจที่ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายตื่นมาเมื่อไหร่ ได้แต่ดิ้นอยู่ในอ้อมกอดของร่างสูงที่ไม่มีท่าทีที่จะปล่อย

“เมื่อกี้ยังจ้องหน้ากูอยู่เลย” เคียวพูดพร้อมกระชับร่างให้เข้ามากอดมากกว่าเดิม

“มึงตื่นมาตั้งแต่เมื่อไหร่ ปล่อยกู”

“ตั้งแต่มึงตื่น” เคียวหยักคิ้วให้อีกฝ่าย

ขุนแผนอ้าปากค้างที่รับรู้ได้ว่าโดนร่างสูงแกล้งก็ยิ่งดิ้นหนักมากกว่าเดิม เคียวหัวเราะในลำคอให้กับร่างโปร่ง ที่คิดว่าคงกำลังลืมสถานะตัวเองชั่วคราว

เสียงรอสายดังขึ้น กับแรงที่สั่นทำให้รู้ว่ามีคนโทรเข้ามา เคียวเอื้อมมือไปหยิบโทรศัพท์ที่หัวเตียง มองรายชื่อของคนที่โทรเข้า

เคียวมองคนร่างโปร่งที่ยังนอนอยู่ก่อนที่จะลุกยืนแล้วหันหลังออกมาจากห้อง เป็นจังหวะเดียวกับที่ขุนแผนลืมตามาพอดี เห็นเคียวกำลังปิดประตูเดินออกไปด้วยความที่ว่าเพิ่งตื่นและกระหายน้ำ

ขุนแผนจึงยันตัวเองให้ลุกนั่งเอื้อมมือไปหยิบแก้วน้ำที่อยู่ข้างเตียง แต่ก็พบกับความว่างเปล่าจึงต้องจำใจลุกจากที่นอนโดยที่ไม่ลืมถือแก้วน้ำไปด้วย ขณะที่เดินออกมาจากห้องด้วยอาการที่ปวดหัวอยู่เล็กน้อย นึกแค้นใจไอ้ตัวต้นเหตุที่ทำให้เป็นไข้ไม่ได้ สองขากำลังพาตัวเองเดินผ่านห้องนั่งเล่นในคอนโดได้ยินเสียงคุยโทรศัพท์ซึ่งไม่ต้องเดาว่าเป็นของใคร จนต้องชะงักก่อนที่จะหันหลังเดินกลับ

“ยังขุนแผนยังไม่รู้เรื่องนี้”

[มึงยังไม่บอกมันอีกเหรอวะ]

“แล้วไอ้ไรอันมันจะตาย กูไม่เห็นจะรู้สึกอะไร คนอย่างไรอันมันก็เหมือนเพื่อนของมัน ที่ต้องชดใช้ให้กับกู”

[เคียว มันไม่แรงไปเหรอวะ]

“หึ แต่นี้มันยังน้อยไปด้วยซ้ำ...แค่ไอ้ไรอันมันโดนรถชนจนต้องเข้าโรงพยาบาล”

เพล้ง!

เสียงแก้วน้ำกระทบลงพื้น ทำให้เคียวหันกลับมามองที่ด้านหลัง ขุนแผนกำลังยืนตะลึงด้วยความตกใจ ดวงตาเบิกกว้างในสิ่งที่ได้ยินสองมือที่ไร้แก้วน้ำกำลังสั่นอยู่ในท่าเดิม จากนั้นก็เริ่มขยับปากถามอีกครั้ง กลัวว่าตัวเองคงจะฟังผิดดวงตากำลังสั่นระริกอย่างเป็นกังวล

“มึงว่าไงนะ! ไรอันเป็นอะไร มึงบอกว่าไรอันอยู่โรงพยาบาล มึงทำอะไรเพื่อนกู!” ขุนแผนเดินมายังตัวของร่างสูงก่อนที่จะจับไปที่คอเสื้อของอีกฝ่ายเพื่อเค้นความจริง

“ก็อย่างที่มึงได้ยิน มึงยังจะถามอะไรกูอีก ไอ้ไรอันมันโดนรถชน” เคียวพูดเสียงเรียบส่งให้อีกฝ่าย

“ไอ้สัส! มึงใช่ไหม ที่ทำเพื่อนกู ไอ้ชั่ว ไอ้เลว”

ไม่รอให้อีกฝ่ายพูด ขุนแผนชกไปที่ใบหน้าของร่างสูงทันที ด้วยแรงชกแต่ไม่หนักมากของร่างโปร่งทำให้ต้องหันไปตามแรง คงเพราะพละกำลังของอีกฝ่ายที่ยังไม่กลับมาเต็มที่ทำให้ไม่รู้สึกเจ็บมากเท่าไหร่ แต่ก็ทำให้รู้ว่าปากแตก ได้กลิ่นเลือดนิดๆ และรสฝาดจากเลือดหันมามองหน้าคนชกที่กำลังโกรธจัดจนไม่ฟังอะไรทั้งนั้น

“ขุนแผน กูไม่ได้...” เคียวเอ่ยปากพูด ยังไม่ทันที่เคียวจะพูดจบประโยคขุนแผนก็พูดแทรกขึ้นมาทันที

“มึงจะบอกว่ามึงไม่ได้ตั้งใจงั้นเหรอ กูไม่เชื่อ!”

“มันไม่ใช่ ฟังกูก่อน”

“กูไม่ฟัง คนอย่างมึงทำได้ทุกอย่างอยู่แล้วนี่ ขนาดจับกูมาข่มขืนมึงก็ทำมาแล้ว แค่จ้างคนขับรถไปชนคนแค่คนเดียวทำไมมึงจะทำไม่ได้” ขุนแผนส่งเสียงดังใส่คนตรงหน้า ตาเริ่มแดงจนอยากจะร้องไห้

“ทำกับกูยังไม่สาแก่ใจมึงอีกเหรอวะ ถึงได้ไปลงที่เพื่อนกูอีกคน กูเกลียดมึง” ขุนแผนร้องไห้จนเหลืออด สองมือทุบไปที่หน้าอกของคนร่างสูงอย่างไม่ลืมหูลืมตา

“ทำไมมึงไม่บอกกู ฮึก ไอ้เลว ฮือ”

“เออกูทำแล้วไงยังไงเพื่อนมึงก็ต้องชดใช้ให้กู” ร่างสูงพูดด้วยสีหน้าเหี้ยมจับต้นแขนของร่างโปร่งแน่น ขุนแผนพยายามดึงออกแต่ก็ไม่สำเร็จ

“ปล่อยกู ฮือ ฮึก”

“มึงจะร้องทำไมนักหนาเนี่ย”

“กูจะร้องไห้มันก็เรื่องของกู มึงไม่ต้องมายุ่ง สะใจมึงแล้วใช่ไหมล่ะ ที่เห็นพวกกูเป็นแบบนี้ ฮือ”

ร่างโปร่งพูดด้วยน้ำเสียงที่โมโหใส่อีกฝ่าย เคียวมองไปที่ร่างโปร่งที่ยังเอะอะโวยวาย ใบหน้าเปื้อนด้วยน้ำตา ในใจก็อดที่จะสงสารไม่ได้

“ปล่อยกู กูไม่อยากอยู่กับมึง กูจะไปหาไรอัน”

ขุนแผนสะบัดแขนอีกครั้งอย่างแรงจนหลุด ไม่รอให้ร่างสูงจับอีกครั้งหันหลังวิ่งไปที่ประตูทันที แต่ก็ช้ากว่าอีกคนที่ไวกว่าคว้าไปที่ต้นแขนอีกครั้งแล้วดึงมากอด ขุนแผนทั้งดิ้นทั้งถีบ สองมือทุบไปที่หลังของอีกฝ่ายอย่างไม่หยุด

“ไอ้สัส! ปล่อย กูบอกให้ปล่อยกู มึงหูตึงหรือไงวะ”

“มึงกำลังไม่สบายอยู่ มึงจะไปได้ไง” เคียวดันขุนแผนออก สองมือก็ยังคงจับที่แขนไม่ปล่อย มองหน้าอีกฝ่ายที่ยังคงสะอึกสะอื้นแต่ไม่ส่งเสียงร้องกัดริมฝีปากจนบวมเจ่อเพื่อระงับเสียงเต็มที่ก่อนที่ขุนแผนจะเอ่ยปากพูดออกมา

“กูเป็นห่วงมัน เหมือนกับมึงที่เป็นห่วงครอบครัวของมึง เพื่อนมึง กูเองก็เหมือนกันที่เป็นห่วงไรอัน มึงไม่เข้าใจกูเหรอ”

“...” เคียวเงียบ ไม่ตอบ

“หึ กูลืมไปคนอย่างมึง คงไม่ห่วงเพราะคนที่ทำมันคือมึง” ขุนแผนพูดพร้อมจ้องตาอีกฝ่ายอย่างไม่ยอมแพ้เช่นกัน

“ขุนแผน! ถ้ามึงไม่หยุดพูด...” เคียวพูดผ่านไรฟันขู่อีกฝ่าย ขุนแผนยกยิ้มที่มุมปากอีกครั้งพร้อมกับขมวดคิ้วใส่คนตรงหน้า แต่สีหน้าไม่ได้กลัวหรือกังวลสักนิด

“ทำไม มึงจะทำอะไรกูอีก จะตบจะตีกูเหรอ หรือว่าจะฆ่ากูให้ตายคามือมึงอีกคน!”

ร่างโปร่งจับที่มือของเคียว พร้อมเขย่าอย่างแรง สีหน้าของร่างสูงบ่งบอกได้ว่าไม่พอใจ แต่ก็ยังระงับอารมณ์ไม่ให้พลุ่งพล่านด้วยความโกรธ

“โธ่เว้ย! ขุนแผนมึงมานี่” เคียวสบถอย่างดังด้วยแรงโมโหก่อนที่จะลากขุนแผนเข้าไปในห้อง

“มึงจะทำอะไรกู”

ร่างโปร่งได้แต่ดึงดันโยกตัวสุดฤทธิ์ฝืนไม่ให้ไปตามร่างสูง พร้อมกับส่งเสียงร้องไห้สะอึกสะอื้นไปตลอดทาง เคียวจับขุนแผนเหวี่ยงเข้าไปที่ห้องจนร่างโปร่งต้องเซไปตามแรงที่มากกว่าจนล้มลงไปกับพื้นอย่างแรง

ขุนแผนร้องออกมาเพราะความเจ็บจากแรงเหวี่ยง

เคียวยิ้มที่มุมปากเหมือนมีเลศนัยแล้วจัดการปิดประตูทันทีร่างโปร่งที่ยังนั่งนิ่งก็เริ่มรู้สึกตัวพุ่งไปที่ประตูทันที สองมือกำลูกบิดไว้แน่นพยายามหมุนออกแต่ดูเหมือนจะถูกล็อกจากด้านนอกจึงทำให้ไม่สามารถเปิดได้ จึงต้องเปลี่ยนเป็นทุบประตูแทนอย่างช่วยไม่ได้

“เคียว! ปล่อยกู อย่าทำกับกูแบบนี้ กูจะไปหาไรอัน ปล่อยกู”

ร่างโปร่งร้องไห้โวยวายที่โดนขัง ทุบประตูให้ร่างสูงเปิดอยู่ด้านในเคียวที่ยังยืนอยู่หน้าประตูไม่คิดที่จะทำตาม เลือกที่จะไม่พูด หันหลังเดินออกมานั่งที่โซฟาตัวใหญ่เสียงทุบประตูและเสียงร้องไห้ก็ยังคงดังไม่หยุดหย่อน เคียวจึงตัดสินใจออกไปข้างนอกทันที ไม่อยากทำอะไรขุนแผนในตอนนี้


เวลาผ่านไปได้เกือบชั่วโมงร่างสูงกลับมาอีกครั้งเดินไปที่ประตูห้อง เขาไม่เข้าใจตัวเองว่าทำไมต้องเป็นห่วงจึงต้องกลับมาอย่างช่วยไม่ได้ ทั้งๆที่ ตั้งใจจะไปข้างนอกแต่ก็ไม่ได้ไปไหนได้แต่นั่งอยู่ในรถจนเกือบชั่วโมง

เคียวรู้สึกว่า ไม่ได้ยินเสียงร้องไห้หรือเคาะประตู จึงเปิดเข้าไปแต่ก็ต้องชะงักเมื่อประตูเปิดไม่ออก จนต้องออกแรงผลักอย่างแรงพบว่าขุนแผนนอนขดตัวอยู่ที่พื้นหน้าประตูห้องใบหน้าที่เปรอะเปื้อนด้วยน้ำตากับดวงตาที่แดงก่ำที่ผ่านการร้องไห้มานาน

เคียวอุ้มร่างโปร่งไปที่เตียง เขาจ้องมองไปที่ใบหน้าขาวขอบตาแดงจนเห็นได้ชัด เหลือบมองไปที่มือเห็นเป็นรอยแดงไปที่ทั่วนิ้วคงเกิดจากทุบประตูอยู่นาน ยอมรับว่าโกรธที่ขุนแผนไม่ยอมรับฟัง โกรธที่รู้สึกว่าเป็นห่วงใครอีกคนเคียวจูบไปที่หน้าผากอย่างแผ่วเบาเพียงแค่ริมฝีปากที่สัมผัสก็รับรู้ได้ว่ายังคงเป็นไข้อ่อนๆ หันไปห่มผ้าให้ร่างโปร่งก่อนที่จะลุกออกมา

ขุนแผนลืมตาขึ้นมาด้วยความรู้สึกที่หนักหน่วงและปวดเมื่อยไปตามตัว อดแปลกใจไม่ได้ว่าทำไมถึงได้มานอนที่เตียง ขมวดคิ้วเป็นปมอย่างสงสัย คิดว่าถ้าจำไม่ผิดตนเองหลับตรงหน้าประตูแต่คงไม่ต้องเดาว่าใครพามานอน ยิ่งคิดก็ยิ่งสมเพชตัวเองไม่น้อยไม่คิดว่าจะมาบ่อน้ำตาแตกร้องไห้ฟูมฟายให้กับคนอย่างเคียวยิ่งคิดก็ยิ่งอายตัวเอง

ร่างสูงเดินเข้ามาอีกครั้ง ขุนแผนเหลือบตามองก่อนที่เบือนหน้าหนีไปอีกทางไม่อยากเห็นหน้าไม่อยากพูดคุยแม้แต่เสียงก็ไม่อยากได้ยิน เคียวมองหน้าขุนแผนที่ไม่ยอมหันมามองหน้าอดไม่ได้ที่จะโมโห จับไปที่ต้นแขนอย่างแรงจนรางทั้งร่างหันไปตามแรงจับ ร่างโปร่งมองใบหน้าที่เต็มไปด้วยความโกรธของคนตรงหน้าส่งสายตาเชิงน้อยใจและผิดหวังไปให้

“จะเล่นสงครามประสาทกันใช่ไหม”

“ปล่อย! อย่ามายุ่งกับกู!”

ขุนแผนตะคอกอย่างเหลืออด ตาเริ่มแดงอีกครั้งร่างโปร่งไม่ได้อยากร้องไห้แต่ไม่รู้ทำไมอดไม่ได้เมื่ออยู่ต่อหน้าคนที่แสนจะชิงชังและเกลียด เป็นห่วงเพื่อนก็เป็นห่วงไม่รู้ว่าเป็นอะไรบ้าง แต่ก็ไม่สามารถไปหาได้

เคียวมองขุนแผนด้วยสายตาที่ไม่เข้าใจกับอารมณ์ที่โมโหกำลังเข้ามาอีกครั้ง ทั้งๆที่พยายามใจเย็น แต่เห็นอีกฝ่ายทำท่ารังเกียจก็อดไม่ได้

“โธ่เว้ย! มึงทำตัวมึงเองนะขุนแผน” เคียวพูดเสียงเรียบก่อนที่จะผลักร่างโปร่งลงนอนอีกครั้ง สองมือพันธนาการคนตรงหน้าไม่ไห้ดิ้น แต่ก็ผิดคาดแทนที่ขุนแผนจะดินหนีและร้องขอเหมือนอย่างเคย

“ทำไมถึงไม่ต่อต้าน” เคียวถามเสียงเรียบจ้องหน้าอีกฝ่ายเพื่อหาคำตอบ

“มึงจะทำอะไรก็ทำ ในเมื่อกูสู้มึงไม่ได้อยู่แล้วนี่...ยังไงกูก็คงไม่รอด ถ้ากูหนีกูจะต้องเจ็บตัว มึงเองก็ถนัดไม่ใช่เหรอที่ทำร้ายคนอื่นน่ะ”

เคียงมองหน้าอีกฝ่ายที่ยังคงร้องไห้สะอึกสะอื้น ลุกขึ้นนั่งก่อนที่จะเดินออกไปโดยที่ไม่พูดอะไรสักคำมีแต่เสียงสบถที่ดังออกมา


ขุนแผนถูกขังอยู่ในห้องไม่ให้ออกไปไหนสองวัน ตั้งแต่วันนั้นคียวก็ไม่ได้แตะต้องร่างโปร่งอีกเลย มีแต่ยกข้าวยกน้ำมาให้แล้วก็กลับออกไป รู้สึกเหมือนตัวเองถูกกักขังทั้งอึดอัดจนแทบอยากจะบ้าตาย ไม่ร้องไห้ ไม่โวยวายปล่อยตัวไปกับการกระทำที่ใครอีกคนมอบให้

ขุนแผนนั่งเหม่อลอยที่เตียงคิดถึงร่างบางที่ถูกทรมาน จะรู้สึกแบบเดียวกันไหม? อยากได้อิสระ ไม่อยากถูกขังเหมือนนกในกรง

เคียวเข้ามาที่ห้องอีกครั้งเหมือนเช่นทุกวัน ร่างโปร่งเหลือบมองด้วยหางตาก่อนที่จะเบือนหน้าหนีไปอีกทางถึงแม้จะมองไม่เห็นแต่ก็รู้สึกได้ว่ากำลังนั่งลงข้างๆ สองมือแกร่งจับไปที่หัวไหล่ของร่างโปร่งให้หันมาสบตา ดวงตาที่ว่างเปล่าเหม่อลอยจ้องไปที่ใบหน้าอีกฝ่าย ไม่แสดงความรู้สึกอะไร

“มึงจะทำอะไรก็ทำ กูพร้อมแล้ว” ขุนแผนพูดเสียงเบา ก่อนที่จะก้มหน้าลงกับพื้น

“ขุนแผน...สิ่งที่มึงอยากได้คืออะไร” เคียวถามเจ้าของร่างที่เหมือนไร้วิญญาณ ด้วยเสียงที่ราบเรียบทำให้เคียวต้องเงยหน้าหันมามองอีกครั้ง

“มึงให้กูได้งั้นเหรอ...กูต้องการอิสระ มึงให้กูได้ไหมล่ะ”

“...” เคียงเงียบ ไม่ตอบ

“เห็นไหม! มึงก็ให้กูไม่ได้ แล้วมึงจะถามกูทำไม อย่ามาให้ความหวังกู ถ้ากูมีโอกาสกูก็จะหนี”

“มึงไม่ต้องหนี พอแล้ว กูเบื่อมึงแล้ว”

ขุนแผนหน้ามามองร่างสูงอีกครั้งกับคำตอบที่คิดว่าตัวเองฟังผิดไป

“กูจะปล่อยมึง”

“ทำไม” ร่างโปร่งขมวดคิ้วอย่างสงสัย

“เรื่องของกู มึงไปเตรียมตัวได้แล้วเดี๋ยวกูไปส่งมึงที่โรงพยาบาล”

“ไม่ต้อง...กูไปของกูเองได้” ขุนแผนรีบปฏิเสธทันที

“แล้วมึงจะไปยังไง เงินก็ไม่มี อยู่โรง’บาล ไหน มึงรู้เหรอ”

“มึงก็บอกกูมา แล้วมึงเองไม่ใช่เหรอที่เอาของๆ กูไปทั้งเงินทั้งโทรศัพท์ มึงก็คืนกูมาซิ” ขุนแผนก็ไม่ยอมแพ้อีกเช่นกัน เคียวมองร่างโปร่งที่ยังคงดื้อดึง ก่อนที่จะปล่อยมือออก

“มึงเลือกเอา ระหว่างให้กูไปส่งแล้วไปดีๆ แล้วกูจะคืนของให้มึง กับไม่ได้ไปเพราะกูจะจับมึงขังไม่ให้ออกไปไหน”

ร่างโปร่งเสหน้าหนีไปอีกทางไม่ยอมสบตา รู้สึกเจ็บใจที่ตัวเองทำอะไรไม่ได้ ถ้าปะทะกันด้วยกำลังยอมรับว่าตอนนี้อาจแพ้ไม่เป็นท่า ด้วยสภาพร่างกายที่ยังไม่หายดีจากอาการไข้ถึงแม้จะหายเจ็บที่ช่วงล่างแล้วก็ตาม

เคียวจ้องมองที่ใบหน้าหวานของขุนแผน พอได้มองอีกฝ่ายแบบนี้แล้วเขาก็เริ่มไม่เข้าใจตัวเองว่าทำไมต้องเป็นห่วงเวลาไม่ร่างโปร่งไม่สบายจนต้องดูแลทั้งๆ ที่ปล่อยไปก็ได้ ทำไมต้องนึกโกรธที่อีกฝ่ายเป็นห่วงใครอีกคนจนไม่ยอมรับฟัง เคียวรู้สึกว่าอยากเป็นเจ้าเข้าเจ้าของจนต้องสร้างรอยเต็มตัว ยิ่งเห็นเจ้าตัวเล่นสงครามประสาทไม่พูด ไม่คุยไม่มองหน้า ก็แทบอยากจะบ้าตาย

‘ให้ตาย! มึงทำอะไรกับกูวะขุนแผน!’

ทันทีที่มาถึงโรงพยาบาลขุนแผนก็ตั้งท่าจะวิ่งออกจากรถแต่เปิดประตูไม่ได้ เขาหันมามองร่างสูงที่ยังนังนั่งโดยที่ไม่คิดว่าจะเปิดให้แต่อย่างใด

“เปิดประตู!”

ไร้เสียงตอบรับมีแต่ร่างสูงหันหน้ามามองอีกฝ่ายเท่านั้น สายตากวาดมองไปทั่วร่างจนขุนแผนสะท้านและลักคิ้วด้วยความสงสัยว่าอีกฝ่ายต้องการอะไร แต่ก็ข่มความกังวลไว้ไม่ให้แสดงออก

“จำเอาไว้ว่าร่างกายของมึง ตัวมึงเป็นของกูอย่าร่านไปให้ใครเอา”

เคียวจับไปที่ท้ายทอยอีกฝ่ายอย่างไม่ทันตั้งตัว บีบแรงจนขุนแผนต้องทำหน้านิ่วเพราะความเจ็บ สองมือจับไปที่ต้นแขนของร่างสูงพยายามที่จะดึงออก แต่มันก็ไม่เป็นผล

“ปล่อยกู...อุ๊บ”

ยังไม่ทันที่ขุนแผนจะพูดอะไร ร่างสูงก็เข้ามาประกบปากอย่างเร็ว ด้วยความตกใจและกำลังอ้าปากพูดทำให้เคียวส่งลิ้นเข้ามาอย่างง่าย ลิ้นหนาตวัดไปทั่วลิ้นของร่างโปร่งจนต้องหลับตาปี๋

ขุนแผนไม่ยอมแพ้ดันลิ้นหนี แต่ก็สู้ความชำนาญของคนตรงหน้าไม่ได้ กลับยิ่งเพิ่มความรุนแรงขึ้นไปอีกจนลิ้นของทั้งคู่แทบจะพันกัน เสียงบดจูบที่ดังไปทั่วรถ ร่างสูงยังคงไม่มีท่าทีที่จะปล่อยไปง่ายๆ จนขุนแผนเริ่มหายใจไม่ออก ต้องเอื้อมมือไปดึงเสื้อของร่างสูงจากด้านหลัง เคียวผละปากเล็กน้อยเพื่อให้ขุนแผนหายใจเข้าปอด จากนั้นก็ก้มลงจูบอีกครั้ง

ร่างของขุนแผนเริ่มหมดแรงต่อต้านและด้วยเทคนิคลีลาของร่างสูงก็ไม่อยากที่จะทำให้ร่างโปร่งรู้สึกเคลิ้มตามไปด้วย สองมือที่พยายามดึงร่างสูงออกในตอนแรกแปลเปลี่ยนเป็นโอบไปรอบคออย่างว่าง่าย ได้แต่ปล่อยให้เคียวจูบอย่างใจชอบจนหายอยาก

เสียงหอบหายใจเข้าปอดอย่างแรงกับเสียงหัวเราะของเคียวทีดังสลับกันเกิดขึ้นมาทันทีที่ร่างสูงปล่อยให้ปากของร่างโปร่งเป็นอิสระ หน้าของขุนแผนเริ่มแดงเพราะความอายแต่ก็ยังคงส่งสายตาดุมาให้ร่างสูงไม่ได้

เคียวแลบลิ้นเลียไปที่มุมปากอีกครั้งทำสายตาและสีหน้าที่หื่นกระหายใส่อีกฝ่ายจนขุนแผนต้องเขยิบตัวหนีไปชิดริมกระจก

“มึง-เป็น-ของ-กู อย่าคิดที่จะไปเอาใคร ถ้ากูรู้...มันจะต้องเจ็บตัวไม่เว้นแม้แต่มึง!”

เคียวขู่อีกครั้งก่อนที่จะปลดล็อกประตูออก ไม่รอที่จะตอบคำถามอีกฝ่ายขุนแผนก็รีบวิ่งออกจากตัวรถทันที หันมามองร่างสูงอีกครั้งแต่ก็ไม่มีท่าทีที่จะหยุดก่อนจะหันหลังเดินต่อไป

เคียวที่ขับรถออกมาเหลือบสายตามองไปที่กระจกหลัง เห็นร่างโปร่งกำลังวิ่งเข้าไปในตึก คิดถึงคำพูดของคนบางคนที่เคยถามเอาไว้ก่อนที่จะปล่อยขุนแผนให้เป็นอิสระ มันทำให้เขาที่ทำให้รู้สึกตัว รู้ตัวว่าผิดแต่ก็ไม่สามารถกลับไปแก้ไขได้ สิ่งที่ทำได้คือเดินหน้าต่อไป


แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น