เหล่าปราชญ์พเนจร
email-icon

(◕ㅁ◕✿)ขอขอบคุณทุกกำลังใจนะเจ้าคะ

ตอนที่ 74 คราดาราพานพบความหมายชีวิต

ชื่อตอน : ตอนที่ 74 คราดาราพานพบความหมายชีวิต

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย แฟนตาซี

คนเข้าชมทั้งหมด : 41

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 26 ก.ย. 2562 12:30 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 74 คราดาราพานพบความหมายชีวิต
แบบอักษร

ตอนที่ 74 คราดาราพานพบความหมายชีวิต 

         ดวงเดือนสีแดงโลหิตลอยตระหง่านโดดเด่นเหนือสมรภูมิรบอันไร้กาลเวลา โลกแห่งความตายรายล้อมด้วยกองเพลิง และเสียงเพลงดาบดังระงม หยาดเลือดรินไหลลงดินบังเกิดธารเลือดไหลท่วมราวสุสานป่าช้ายามฝนตกลง กลิ่นควันไฟ กลิ่นคาวเลือด กลิ่นซากศพทหาร ร้อยพันชีวิตดับสิ้นไร้หลุมฝังสุสาน ร่างกายฉีกขาดกระจุยกระจาย และวางปล่อยทิ้งระเนระนาด โลกาอันไร้จุดสิ้นสุด แดนมรณะที่มักผุดขึ้นอย่างไม่มีรางบอกเหตุ ราวมันคือโชคชะตาที่มิอาจเปลี่ยนแปลงแปรผัน วันคืนแล้ววันคืนเล่าผ่านพ้นอย่างไร้ความหวัง แต่ละวันไม่มีสิ่งใดหรือผู้ใดสามารถหยุดยั้งนาง กระทั่งนางพบเขาคนนั้นผู้ยิ่งใหญ่ และสูงชันราวภูผา 

         เขาโค่นนางลงด้วยพลังแห่งชีวิตอันแข็งแกร่งเหนือศาสตราวุธ ศาสตร์ลับวิชาใด   

         ปักษาผู้ยืนบนยอดนภา ครองนามที่เป็นรองเพียงคนคนเดียว 

         “ข้าแพ้แล้ว” 

          นับตั้งแต่นั้น. พิรุณสัญญากับตนเองจะไม่แพ้ใครอีกเด็ดขาด.. 

         และสักวัน นางต้องเอาชนะเขาให้ได้.. 

         - 

         ท่วงทำนองดนตรีแห่งไฟบรรเลงปลุกเร้าอารมณ์คุกรุ่นกลิ่นไอมารร้ายนวลนุ่ม เรือนผมลอนยาวสลวยสีส้มอ่อนสาดลวดลายประกายเปลวเพลิงทระนง ณ ส่วนปลายราวส่วนยอดครบเพลิงที่มีไฟแผดเผา ดวงเนตรยักษ์กลมโตสีแดงฉานวาดรูปสัญลักษณ์ตามารทรงเสน่ห์เปี่ยมด้วยจิตสังหารทะมึน คิ้วหงส์เรียวยาววาดตวัดอย่างอ่อนช้อยทว่าหนักแน่นด้วยพลังอนุภาพที่พร้อมกดดันศัตรูให้หวาดประหวั่นพรั่นพรึง บนหน้าผากแต่งแต้มรอยขีดสีแดงราวนั้นคือตราจอมทัพปีศาจผู้ปกป้องขุมนรก ริมฝีปากแดงอวบอิ่มมีธาราไหลหลั่งจางๆอย่างผีร้ายวิญญาณอสูร เหนือศีรษะปรากฏเขาหนึ่งเขาแหลมสีดำแดงอันเป็นจุดร่วมพลังวิเศษ และจุดตายที่มีความสำคัญอย่างมาก  

         ปิ่นปักผมแห่งความตายสลักลายดอกฮิกันบานะ และผีเสื้อพญายมบินล่องทะเลแห่งวังวน  

         เกาะอกสีครามปักลายปักษาทักทอจากใยเหล็กดวงดาวสวรรค์ สายคาดเอวสีดำราตรีรัตติกาลผูกมัดอย่างแน่นหนาราวเครื่องป้องกันอาวุธหนักลูกปืนใหญ่ เกราะมือจรดแขนสร้างจากหนังพญามังกรวารีแฝงพลังปกป้องระดับผิวราชันมังกร ส่วนชายเสื้อยาวจรดพื้นทักทอด้วยใยไหมโลหิตแห่งป่ามารสาดออร่าสีดำนิลกาฬเงางาม ส่วนกระโปรงท่อนล่างสวมซ้อนทับสามชั้น หนึ่งชั้นนอกลายกินนารีเล่นน้ำ สองชั้นในกระโปรงสั้นปักลายดอกฮิกันบานะผลิบานในฤดูฝน สามชั้นในกางเกงสั้นเหมาะสำหรับการเคลื่อนไหวระดับมือสังหาร เครื่องดับข้อมือกำไลลูกประคำจากเมรัย  

         รองเท้าศึกอาชาพื้นรองหนาตีจากเหล็กกล้าแดนคนตาย  

         อาภรณ์จอมทัพแต่งเต็มยศ ไม่มีตราสัญลักษณ์เกียรติ กระนั้นแฝงพลังอำนาจเกรียงไกรมิว่าใครต้องสั่นเทิ้มเมื่อเผชิญหน้า 

         สะบัดนากิกาตะเล่มดำราวน้ำหมึก วาดประกายส่วนคมดาบวูบวาบ ละอองเลือดสาดแพรวพราว แลงดงาม และเยียบเย็นในคราเดียว  

         ณ สมรภูมิแห่งเปลวเพลิงปรโลก ดาบทหารร่วงหล่นปักดินพันหมื่นเล่ม ดอกฮิกันบานะเติบโต และเบ่งบานปานทุ้งดอกไม้แห่งความตาย หัวกะโหลกแตกร้าว และสะเก็ดไฟปลิดปลิวไสว  

         บรรยากาศชวนดำดิ่งสู่ขุมนรกอัคคี มนุษย์มิอาจหายใจ สรรพสัตว์มิอาจย่างกาย ไม่แม้แต่คนตายยังทรมาน แล้วใครกันจะหาญกล้ามีชีวิตต่อกรกับจ้าวมัจจุราชเช่นพิรุณ  

         โลกหลังความตาย ผู้ที่สามารถก้าวเข้ามา มิแยกว่าคนเป็นหรือคนตายยังก็ต้องตายอีกครั้ง.. 

         เพล้ง!!! 

         ลำแสงสีแดงฉานฟันวาดระยะพิฆาตร้อยแปดสิบองศา คมดาบตีกระทบเปลวเพลิงสีเขียวมรกตพลันบังเกิดประกายแสงแตกกระเซ็นระยิบระยับ วิญญญาณร้ายแย่งเขี้ยวพลันโยกตัวขึ้นด้านบน และตวัดกรงเล็บฝ่าเท้าตีกระหน่ำต้านคมดาบนากิกาตะ เพล้ง เพล้ง เพล้ง ร่างกายส่วนต่างๆของวิญญาณร้ายสามารถใช้เป็นอาวุธสังหารโหด ฝ่ามือ นิ้วแหลม ฝ่าเท้า ฟัน และศีรษะ นางสามารถพ่นไฟวิญญาณแฝงไอเย็นเพื่อจู่โจมพิรุณประหนึ่งอสรพิษพ่นพิษร้าย และมีพลังมากพอซัดพลังคลื่นวิญญาณออกจากฝ่ามือ  

         เพล้ง เพล้ง เพล้ง  

         พลังวิญญาณผสมผสานพลังมาโฮก่อกำเนิดเป็นพลังสองขุมที่ยากทำลายในคราเดียว  

         ยักษาสาวหน้านิ่ง คิ้วมิขยับ ต่อให้นางเริ่มตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบแล้ว 

         เพล้ง เพล้ง 

         “ตายซะที!!!” 

         เพล้ง 

         กรงเล็บมรณะพุ่งฟาดจากเบื้องบน ครั้นฟาดใส่ลำตัวหอกนากิกาตะ กึก พิรุณใช้เท้ายันพื้นดินยุบ ตั้งท่ารับแรงกดดันจากวิญญาณร้ายประหนึ่งสาวน้อยยันหยัดรับการโจมตีของพระเจ้า แม้นดูเหมือนแรงวิญญาณร้ายจะชนะ กระนั้นพิรุณใช้ไหวพริบ สลับกระบวนท่า และสลับท่าวางเท้าใหม่เพื่อเบี่ยงปลายหอกเอียงข้าง ครั้นกรงเล็บที่ทุ่มแรงมหาศาลไหลไปตามลำตัวหอก “ชิ” 

         วิญญาณร้ายชักกรงเล็บกลับ ทว่าในชั่ววินาทีนั้น พิรุณปล่อยมือซ้ายจากนากิกาตะ และยื่นมือไปคว้าดาบโลหิตที่ปักฝังดินข้างๆไม่ไกลนัก 

         นางคว้าดาบ และดึงกระชากจากพื้น ครั้นตวัดฟันใส่วิญญาณร้ายอย่างแรง 

         ฟิ้ว!!! 

         “อ๊ากกกก” 

         แม้นมีพลังฟื้นฟูมหาศาล กระนั้นเวลาโดนดาบหรือหอกฟันก็เจ็บปวดเช่นคนปกติ ยิ่งอาวุธวิเศษของพิรุณมีอำนาจทำลายล้างระดับสังหารพระเจ้า มันไม่ใช่ธาตุบริสุทธิ์ กระนั้นมันสามารถฟันผ่าร้อยพันสรรพสิ่ง และยังสร้างความเจ็บปวดมากกว่าศาสตราวุธอื่นๆแปดพันเท่า  

         เจ็บจนต้องกรีดร้องครวญคราง เจ็บจนต้องยอมตาย  

         แม้นพิรุณมิใช่คนเลือดเย็นหรือคนชอบทรมานศัตรู กระนั้นอาวุธนางถ้าให้ดีอย่าโดนฟันเลยดีกว่า  

         “อ๊ากกก” วิญญาณร้ายเสียแขนอีกครั้ง นางใช้พลังฟื้นแขนคืนดั่งเดิม กระนั้นเปลวเพลิงวิญญาณรอบตัวนางกำลังหดหาย พลังเริ่มตกลงอย่างรวดเร็ว แม้นว่าเมื่อครู่นางได้ต่อสู้เดิมพันกับพลังต้นกำเนิดของตนเองในก้อนมณีต้นกำเนิดจนเอาชนะ และได้รับพลังที่แท้จริงมาครองในมือ กระนั้นพลังนี้ยังไม่มากพอโค่นยักษาสาว หากอยากโค่นพิรุณจำเป็นต้องมีพลังมากกว่านี้หลายเท่า  

         จะให้มากเท่าใด ก็ต้องมากพอลบล้างอาณาเขตสมรภูมิเปลวเพลิงของนาง  

         อาณาเขตกว้างไกลพอๆเมืองซีเคร็ทออฟวอร์ 

         “…” 

         พิรุณยืนเหนือสุสาน แอ่งน้ำค้าง และเศษโครงกระดูก นางวางกระบวนท่าปกป้องไร้ช่องโหว่ ศัตรูไม่สามารถเล็งโจมตีจุดอ่อนนางจากทุกมุม รัศมีการปกป้องเฉกเช่นจอมทัพ หากใครกล้าเข้าใกล้นาง มันต้องตายอย่างแน่นอน 

         “ท่านเมรัย..” 

         พลังวิญญาณร้ายลงต่ำกว่าครึ่งแล้ว แคทเธอรีนรับรู้ได้ จอมอาคมน้อยยังแอบซ่อนตัวเช่นเดิมในจุดปลอดภัย มิใกล้มิไกลสนามรบของสองตำนานโบราณ แคทเธอรีนยอมรับเจ้าตัวมีความอยากรู้อยากเห็นมิน้อย นางกำลังเจอกับสิ่งที่ไม่รู้ว่าคืออะไร กระนั้นเรื่องพวกนี้มันเกี่ยวข้องหลักไสยศาสตร์แน่นอน และเพราะเหตุนั้นจอมอาคมน้อยอยากรู้ว่ามันคือหลักการเช่นไร ศาสตร์ลับอะไร นางกลัวนะ กระนั้นเมื่อมองเมรัยแล้ว 

         รู้เลยว่าเมรัยไม่ทางแพ้ 

         ทว่าเรื่องราวของเมรัย วาสนามักนำทางศัตรูระดับตำนานมาเจอหมอผีน้อยมิเบื่อ  

         ไม่ว่าปักษานิลกาฬหรืออดีตบัญญัติแห่งตราบาป  

         ทุกๆคนมักมีพลังอำนาจสูงส่งเหนือวีรชนธรรมดา 

         และแน่แท้ว่า ตำนานแต่ละบท..มีความพิเศษของมัน 

         “เอาเถอะ..เอาเถอะ..” 

         อยากเก็บไว้ฆ่าเจ้านั่น… อยากเก็บเพื่อมันฆ่าพวกมัน.. แต่เอาเถอะ เอาเถอะ… 

         “แค่หาใหม่ก็ได้..พลังวิญญาณ..” 

         ความคิดชั่วร้ายของวิญญาณร้ายค่อยๆเผย และปลดปล่อยพลังทั้งหมด อากาศรอบด้านพลันหนาวเหน็บ ไอเย็นเอ่อล้นทะลักจากปีกวิญญาณ เปลวเพลิงสีเขียวมรณะระเบิด และแตกซ่านอย่างไฟความแค้นในหัวใจนางกำลังลุกไหม้!! “เอาเถอะ!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!” 

         เสียงกรีดร้องดังปานเสียงตะโกน วิญญาณกางแขน เหยียดขา ยืดตัวงอ และสยายปีกวิญญาณกว้างปานจักใช้พลังของนางทำลายล้างโลกทั้งใบ 

         “ศาสตร์ลับ “จำลองตราบาปแห่งตราบาป[บทจำลองของบทจำลอง] 

         “!!!” 

         แสงยานุภาพสาดรัศมีเป็นวงกว้างราวพระเจ้าแสดงฤทธิ์เดชชำระล้างความมืด พลังอำนาจสามขุมประสาน ชีวิต มาโฮ และวิญญาณ สุดยอดท่าไม้ตายของวิญญาณร้ายที่ทุ่มอัดพลังทั้งหมดของนางสร้างตัวตนของนางอีกหนึ่ง  

         “อะไรน่ะ” 

         แคทเธอรีนเบิกตากว้างตกตะลึง นางมองวิญญาณร้ายแยกร่างเป็นสองร่างราวเงาสะท้อนในกระจกมนตรา เปลวเพลิงสีเขียวแลเข้มข้นเนื่องด้วยพลังกำลังปะทุรุนแรงดั่งน้ำเดือด ไอร้อนปรากฏเห็นชัด ผสานไอเย็นที่ทำให้สายลมเย็นพัดดับกองเพลิงในสมรภูมิ พัดกรรโชกแรงซัดดอกฮิกันบานะแตกกระจาย กลีบร่วงโรยรา พิรุณยืนนิ่งไม่ไหวติ่ง นางกระชับอุ้งมือที่จับนากิกาตะ แม้นไม่ตกใจขวัญฝ่อ กระนั้นนางยอมรับความจริงที่ว่าวิญญาณร้าย 

         แข็งแกร่งมากๆ 

         “ให้ตายสิ” 

         พิรุณแอบหลุบตาโกรธเบาๆ สุรเสียงดุดันคำรามต่ำอย่างเย็นชา นางมองเห็นคลื่นพลังของวิญญาณร้ายชัดเจนโดยไม่ต้องอาศัยดวงตาพิเศษ พลังชีวิต พลังมาโฮ พลังวิญญาณ ขุมพลังทั้งสามหลอมรวมเข้าด้วยกันแปรเปลี่ยนเป็นขุมพลังที่สี่ “ขุมพลังมาร” ชื่อเรียกขุมพลังที่กำเนิดขึ้นใหม่จากการร่วมขุมพลังต่างๆเข้าด้วยกันโดยมากกว่าสองขุมพลัง การจักร่วมขุมพลังได้ต้องอาศัยฝีมือ และสิ่งสำคัญเหนืออื่นใดคือ 

         ความรู้สึกที่ราวจะระเบิด 

         แคทเธอรีนกลื่นน้ำลายผวา เสียวสันหลังวาบ คิดในใจว่าต้องมีความรู้สึกแค้นมากเพียงใดถึงสามารถเอาพลังต่างๆที่มีส่วนประกอบแตกต่างอย่างสิ้นเชิงมาร่วมเป็นหนึ่งเดียวกันได้..  

         ความแค้น..ที่ล้ำลึกดั่งก้นบึ้งนรกหรือ 

         “ฮาๆๆๆๆ” “ฮาๆๆๆๆ” 

         ความพินาศลืมตาตื่นจากการหลับใหล ศัตรูแห่งโชคชะตาแบ่งเป็นสองร่าง แต่ละร่างมีระดับพลังสูงเท่าเทียมกันราวกับแกะ วิญญาณร้ายสองตนกางปีกพญาวิญญาณลอยบนฟากฟ้าเหนือนครแห่งวิญญาณที่ล้มสลาย ใครที่เห็นภาพนี้อดไม่ไหวต้องยอมรับว่าสถานการณ์กลับมาสิ้นหวังอีกครั้งแล้ว.. 

         สำหรับคนอื่นอาจใช่ แต่สำหรับยักษาสาว นางไม่คิดว่าใช่เรื่องใหญ่โตอะไรนักหรอก 

         ไม่ใช่เพราะนางเคยชนะคนที่ใช้พลังแบบนี้ แต่เหตุผลที่นางจักชนะก็เพราะว่า.. 

         “ข้าจะไม่แพ้ใครอีกแล้ว..” 

         ความพ่ายแพ้คือความเจ็บปวดของพิรุณ.. นางเกลียดชังความเจ็บนั้นที่สุด  

         วูบ วาบ ฟิ้ว 

         พิรุณร่ายระบำนากิกาตะรอบตัวสร้างพายุลมกริบดั่งประกาศกร้าวว่านางพร้อมรับมือทุกเมื่อ เชิญอีกฝ่ายประจันหน้าเข้ามาเลย 

         “จัดให้” “จัดให้” 

         ระดับขุมพลังมารมีมากกว่าพลังปกติของวิญญาณร้ายสามเท่า ยิ่งนางยามนี้มีสองตน นั้นแปลว่าพลังนางสูงกว่าเดิมหกเท่า ความต่างของระดับพลังคือตัวชี้วัดผลแพ้ชนะ พิรุณยามนี้มีพลังน้อยกว่าวิญญาณร้ายมาก กระนั้นใช่ยักษาสาวจะพลาดพ่ายแพ้ง่ายๆอย่างบทละครที่ผู้อ่อนแอมักแพ้ผู้แข็งแกร่ง ยักษาสาวมีลูกไม้ และนิสัยนางแอบเจ้าเล่ห์เหมือนหมาจิ้งจอก 

         ตลอดเวลาที่เริ่มสู้กับวิญญาณร้าย หลายคนอาจคิดว่านางถนัดใช้อาวุธแค่นากิกาตะเท่านั้น ทว่าคิดผิดแล้ว 

         นักรบที่ร้ายกาจจะไม่เผยไพ่ตายให้ศัตรูรับรู้ พิรุณสู้โดยไม่ยอมเผยไพ่ตายจนกว่าจะถึงเวลาใช้ไพ่ตายจริงๆ 

         ในสถานการณ์จนตรอก เช่นยามนี้ที่นางตัดสินเผยไพ่ตายในมือ 

         สวบ หนึบ 

         เพล้ง เพล้ง 

         การจู่โจมของวิญญาณร้ายทวีความเร็วมากกว่าเดิม ทั้งยังมาพร้อมกันสองทางทั้งซ้าย และขวา บน และล่าง หน้า และหลัง การจะเอาชนะคนสองคนที่ฝีมือร้ายกาจระดับวีรชนมิเรื่องง่ายๆที่คนคนเดียวจะทำได้ ทว่าพิรุณมิวิตก แม้นศัตรูมีสี่แขน สี่เท้า สองหัว ต่อให้นางมีแค่สองมือ นางก็พร้อมรับมือศัตรูทุกทิศทาง  

         นางรับได้ เพราะอาวุธที่แท้ของนาง 

         เพล้ง 

         “!!” 

         คือพื้นที่ทั้งหมดในสมรภูมิ 

         ยักษาสาวสะบัดนากิกาตะกวาดฟันทิ้งระยะห่าง ครั้นนางยื่นมือซ้ายหยิบจับดาบเล่มหนึ่งในปักฝังดินขึ้นมาโต้กลับการโจมตีวิญญาณร้าย เพล้ง  

         คมดาบอาบเลือดสีแดงฉานส่องประกายความตายเงียบงันราวก้าวเท้ายมทูต 

         เย็นยะเยือก ร้อนระอุ และคมกริบดั่งฟันมังกร 

“ฮาๆๆๆ” 

         “ฮาๆๆๆ” 

         ถนัดห้าศาสตราวุธ หอก ดาบ ทวน กริช ธนู แต่ละอาวุธประกอบด้วยสิบกระบวนท่า พิรุณขว้างนากิกาตะพุ่งเฉียดเอววิญญาณร้ายตนที่หนึ่ง ครั้นยักษาสาวถีบเท้ากระโดดหมุนตัวกลิ้งๆๆ ไปหยิบธนูที่วางบนพื้นดินขึ้นมายิงใส่วิญญาณร้ายตนที่สอง ปัก ปัก ลูกธนูที่สร้างขึ้นจากเปลวเพลิงแฝงพลังทำลายล้างสูงปานกระสุนเงิน วิญญาณร้ายโดนยิงเต็มศร กระนั้นมันใช้พลังมารฟื้นฟูบาดแผลหายทันที 

         แลเห็นพลังฟื้นฟูนั้นแล้วช่างน่าใจหายนัก  

         พิรุณไม่สน 

         นางมีคลังอาวุธปักดินอยู่ทั่วทุกตารางสมรภูมิเปลวเพลิง นางสามารถสละอาวุธหนึ่งชิ้น และคว้าอาวุธใหม่ใช้ได้ในชั่วพริบตา “อย่าได้นัก!!” “เจ้าไม่รอดหรอก!!!” วิญญาณร้ายแบ่งเป็นสองร่างต่างช่วยกันคนละไม้คนละมือจัดการพิรุณที่มีตัวคนเดียว พวกนางมีความคิดเหมือนกัน และแตกต่าง กระนั้นเพราะอดีตพวกนางเกิดจากร่างเดียวกันทำให้พวกนางเข้าใจความคิดของกันและกัน ทำให้การโจมตีแต่ละครั้งแฝงประกายสังหารรุนแรง เฉียบคม และรวดเร็วปานพายุคลั่งพร้อมฉีกกระชากบ้านเมือง 

         เพล้ง เพล้ง เพล้ง 

         ซ้าย ขวา ซ้าย ขวา ขวา บน บน ล่างซ้าย ข้างหลัง ข้างหน้า  

         ดวงตาพิรุณกลอกกลิ้งมองการจู่โจมจากแปดทิศ สายตานางเคลื่อนเร็วพอๆกับอุ้งมือ อุ้งเท้า ที่หยิบอะไรก็หยิบมาใช้ปกป้องกรงเล็บทั้งสี่ของวิญญาณร้าย!! 

         เพล้ง เพล้ง เพล้ง 

         ความเร็ว และความเคลื่อนไหวของพิรุณไม่ลดระดับลง แต่เป็นความเร็วของสองวิญญาณร้ายที่เพิ่มขึ้นอีกระดับ  

         ฟิ้ว ฟิ้ว ฟิ้ว โครม 

         วิญญาณร้ายตนที่หนึ่งพุ่งสาดกรงเล็บเบื้องหน้า พิรุณพลิกตัวกระโดดหนีไปข้างหลัง ครั้นวิญญาณร้ายตนที่สองฉวยจังหวะพุ่งมาดักรอจุดที่พิรุณจะตกลงพอดิบพอดี “!!” พิรุณหันมองเห็นนะ แต่นางไม่สามารถเปลี่ยนท่าได้กลางอากาศ!!  

         “ตายซะ!!” 

         วิญญาณร้ายแสยะยิ้มกว้างพลันยกกำปั้นต่อยใส่ยักษาสาวจนนางพุ่งกระเด็นไปชนกระแทงบ้านเรือนพังทลายโครม!!!! 

         “!!” แคทเธอรีนมือกุมแก้มกรีดร้องไร้เสียง เมื่อครู่พิรุณโดนชกเต็มๆกำปั้น แน่นอนว่านางได้รับบาดเจ็บหนัก  

         อึก  

         ณ กองซากอิฐถล่มพังย่อยยับ พิรุณลุกยืนขึ้นอย่างองอาจคล้ายไม่สะทกสะท้าน กระนั้นมุมปากอวบอิ่มมีรอยเลือดไหลริน พิรุณยกอุ้งมือเช็ดหนึ่งคราว  

         “ให้ตายสิ…” 

         อย่างไรก็ดี นี่ร่างกายของเมรัย หากพิรุณได้รับบาดเจ็บมากกว่านี้คาดว่าคงส่งผลกระทบต่อเมรัยมิน้อยก็มาก “..” พิรุณถุยน้ำลายเลือดใส่กองเพลิง เปลวไฟพลันแตกส่งเสียงซู่ซ่า นางหรี่ตามารพลางก้าวเท้า มือซ้ายคว้าดาบโลหิต มือขวาคว้ากระบี่โลหิต “ก้าวที่เก้าร้อย..” 

         ตั้งแต่เริ่มก้าวแรกในสมรภูมิ พิรุณปล่อยสองเท้าฝากร่องรอยทั่วหนแห่งในนี้ รอยเท้าของนางเปรียบดั่งนาฬิกาจับเวลา เงื่อนไขของการใช้สรมภูมิเปลวเพลิง 

         ตามกำหนดขีดจำกัดพลังศึกคราวนี้ หากพิรุณก้าวเท้าครบหนึ่งพันก้าวเมื่อไหร่.. 

         พลังของนางจะสลายทันที… 

         “เหลืออีกร้อย” 

         พิรุณพึมพำ นางกำชับดาบในมือพลันพุ่งทะยานร่างหมายฟาดฟันปะทะสองวิญญาณร้ายอีกครั้ง!! เพล้ง เพล้ง เพล้ง ประกายดาบสีแดงโลหิตกวาดวาดฟันกระทบกรงเล็บมารร้ายสีเขียวเข้มแฝงไอเย็นเยียบ สองวิญญาณร้ายแสยะยิ้มเหมือนกัน และโจมตีพิรุณพร้อมกันจากสองด้าน ยักษาสาวปักหลักไม่ยอมเสียก้าวเท้าเพิ่ม นางยืนหยัดสู้อยู่กับทีอย่างจอมทัพผู้มิยอมถอย!!! เพล้ง เพล้ง เพล้ง 

         “ไม่ไหวหรือ..” 

         แคทเธอรีนมองเมรัยโดนกดดันอย่างหนักจากสองด้าน การต่อสู้ที่พลิกผันอีกครั้ง เมื่อสองฝ่ายมีระดับพลังเท่ากัน แรกเริ่มพิรุณเหนือกว่าด้านฝีมือ กระนั้นตอนนี้ฝีมือนางมิอาจรับมือศัตรูที่มีสองร่าง และแต่ละร่างยังแข็งแกร่งชนิดเทียบเท่าปักษาสวรรค์  

         ออร่าพลังมารแตกซ่านเป็นวงคลื่นเพลิงงามดั่งไฟนรกห้อมล้อมรอบพิรุณอย่างปีศาจกำลังขย้ำนกน้อย  

         ทั่วร่างพิรุณปรากฏร่องรอยบาดแผลกรีดบาดเลือดไหลซึม กระเซ็น  

         หยดโลหิตหลั่งรินตกจมสู่แอ่งน้ำใส..กระทั่งแอ่งน้ำขุ่นมัวด้วยสีแดง…  

         “ก้าวที่..” 

         พัน… 

         พิรุณหลับตา.. พลั่งพริบตาที่โลกของนางมืดดับลง สองวิญญาณร้ายยิ้มกว้างพลั่งใช้สี่กรงเล็บพุ่งแทงทะลุร่างเนื้อยักษาสาว!!! 

         สวบ สวบ สวบ สวบ 

         สี่กรงเล็บแทงทะลุส่วนลำตัวพิรุณ กรงเล็บซ้ายเจาะทะลุปอด กรงเล็บขวาเจาะทะลุซี่โครง อีกฝั่งหนึ่งกรงเล็บซ้ายเจาะทะลุท้อง กรงเล็บขวาเจาะทะลุหัวใจ.. 

         “..” 

         “..” 

         “..” 

         กองเพลิงสลายหาย ซากกระดูกเลือนจางหายมลาย ดอกฮิกันบาะร่วงโรยอย่างหมดฤดูเบ่งบาน.. ความร้อนพลันมอดดับอย่างโศภา สภาพสรรพสิ่งพลันย้อนคืนสู่ความจริง และกลับเป็นดั่งเดิม บ้านเมืองพังทลาย สวนดอกไม้เละเทะ เสาไฟหักโค่น เมืองแห่งวิญญาณกลับสู่เมืองแห่งวิญญาณ ไม่มีสมรภูมิเปลวเพลิง…แล้ว 

         พิรุณสูญเสียพลังในการฟื้นฟู.. 

         “อึก” 

         สวบ สวบ สวบ สวบ 

         วิญญาณร้ายทั้งสองตนคลี่ยิ้มพราย และกระชากกรงเล็บถอดออกจากร่างพิรุณอย่างเลือดเย็น พวกนางถอยไปลอยเหนือนครเคียงคู่กัน และระเบิดหัวเราะ “ฮาๆๆๆๆๆๆๆๆ” “ฮาๆๆๆๆๆๆ” แม้นไม่รู้ต้องทำยังไงให้พิรุณตาย กระนั้นหากนางไม่ตายก็ฆ่าไปเรื่อยๆๆๆก็พอมิใช่หรือ “ฆ่าจนกว่าตาย” ฆ่าจนกว่าจะฟื้นไม่ได้” 

         ธรรมชาติไม่มีทางใจดีมอบพลังการฟื้นฟูอย่างไร้ขีดจำกัดให้ใครหน้าไหนหรอก!! แต่ละคนล้วนมีจุดอ่อน และจุดอ่อนของพิรุณคือนางมีเวลาจำกัด..  

         “ไม่จริง…ท่านเมรัยแพ้หรือ” 

         ตัดสินแล้วหรือ.. แคทเธอรีนไม่อยากเชื่อ กระนั้นภาพเบื้องหน้าบอกเล่าความจริงอันไม่อาจปฏิเสธ  

         ใช่แล้ว ผลแพ้ชนะตัดสินแล้ว 

         “…”  

         พิรุณก้าวโซเซถอยข้างหลัง ตามตัวนางมีบาดแผลฉกรรจ์ถึงตาย ใครเห็นก็ต้องคิดแน่ว่านางไม่ไหวแล้ว  

         “ยังไม่แพ้” 

         ยักษาสาวบอกตัวเอง บอกแคทเธอรีน และบอกวิญญาณร้าย พิรุณสูญเสียพลังสมรภูมิแห่งเปลวเพลิงก็จริง ใช่ เวลาของมันหมดแล้ว 

         “หมดเวลาของเดือนเลือดแล้ว..” 

         พิรุณหลับตาเจ็บใจ และพลันตาสีฟ้าใสกระจ่างราวหยาดน้ำฝน… 

         เมื่อควันไฟลอยสู่ฟ้าย่อมชักนำพาห่าฝนพายุฟ้าคะนองมาตามติด ยามใดสายพิรุณร่วงหล่นโปรยปราย ยามนั้นต่อให้พระเจ้าผู้สร้าง และผู้ทำลายล้างอยากลบล้างตัวตนของปักษาพิรุณก็มิอาจ..กระทำ 

         ปักษาสวรรค์ผู้มีโลหิตแห่งยักษาสวรรค์  

         เมื่อสายเลือดแห่งยักษ์เจือจางลง.. 

         เมื่อนั้นปีกปักษาที่แท้จริงจักปรากฏเพื่อดูดกลืน และซัดสาดสรรพสิ่งให้จมดิ่งสู่ก้นบึ้งแห่งห้วงวารีอันเย็นเยียบ 

         “..ป ปีกปักษา” 

         ร่างกายพิรุณค่อยๆแตกสลายประหนึ่งปักษาลอกคาบเป็นมัจฉา ปีกหยาดฝนสีน้ำใสกางสยายจากแผ่นหลังอวบอิ่ม หางปลางอกบริเวณสะโพกกลม เรือนผมลอนยาวแปรเปลี่ยนเป็นสีฟ้าอ่อนอมเขียวใบหญ้าอ่อน และใบหูแหลมเปลี่ยนหูนางเงือก แต้มโลหิตบนหน้าผากสลับผันเปลี่ยนเป็นสีน้ำเงินงดงาม หยาดโลหิตให้รินไหลเป็นหยาดน้ำตา อาภรณ์นักรบจอมทัพแปรเปลี่ยนโทนสีเป็นสีเย็น ฟ้ามหาสมุทร น้ำเงินราตรี ดำนิลกาฬ  

         อาวุธประจำกายเปลี่ยนเป็นกาสุราที่มีควันไอวิญญาณล่องลอยเหนือ 

         ปราศจากขุมพลังมาโฮ ทว่าพลังชีวิตพวยพุ่ง 

         มากมายมหาศาล 

         “เป็นไปไม่ได้ ทำไมท่านเมรัย” 

         แคทเธอรีนปิดปากตกตะลึงพลังชีวิตของเมรัยตอนนี้ หากวัดตามค่าปกติแล้วมันมากกว่ามนุษย์ธรรมดาแปดล้านเท่า มากกว่าสรรพสิ่งชนิดที่เทียบไม่ติด  

         สิ่งที่มีพลังชีวิตสูงในตำนานมีกล่าวว่ามันคือแหล่งกำหนดชีวิตที่แท้จริง ในประวัติศาสตร์มีเพียงสัตว์วิเศษหรือกิเลน พญานาค พระเจ้าที่แท้จริง และต้นไม้โลกเท่านั้นที่มีพลังชีวิตสูง กระนั้นพิรุณยามนี้มีพลังชีวิตสูงมาก แคทเธอรีนไม่รู้ว่ามันสูงเท่าสัตว์ในตำนานหรือไม่ 

         กระนั้นเจ้าตัวผู้มีมีพลังรู้ดีว่าพลังชีวิตระดับนี้มีมากกว่าสี่สัตว์เทวาผู้สร้างจักรวาลนี้แปดล้านเท่า 

         อำนาจที่ทักเทียมกับปักษานิพาน อำนาจที่แท้จริงของปักษาสวรรค์ที่เคยเหยียบย่ำขุมนรก… 

         ฟ้ามืดดำมีสายฝนโปรยปราย ปรอยๆ กระนั้นเป็นเพียงช่วงเวลาสั้นๆ.. 

         เพราะแค่กระบวนท่าเดียวก็พอแล้วสำหรับกำจัดวิญญาณร้าย 

         “ร่ายยาว : บทกลอนฤดูฝนเดือนหนึ่ง[ชำระล้างมหานครา] 

         ปักษาพิรุณเงื้อฝ่ามือพลันสะบัดเบาๆไปทางวิญญาณทั้งสองตน ครั้นหยาดน้ำฝนนับล้านเปลี่ยนทิศไปตามวิถีฝ่ามือพิรุณ พุ่งถล่มถาโถมซัดใส่พวกวิญญาณร้ายประหนึ่งคลื่นยักษ์ซัดกวาดล้างเมืองกรุงเทพ  

         “!!” 

         ตูม!!!!!!!!!!!!!!!!! 

         พิรุณกดพลังทำลายล้างให้ต่ำสุดเพื่อรักษาสภาพภูมิประเทศให้สงสภาพเดิม กระนั้นน้ำท่วมที่นางสร้างนั้นพัดถล่มใส่บ้านเรือนพังพินาศ..ทั้งเมืองแห่งวิญญาณ 

         แอบเห็นฉลาดน้อยแหวกว่ายสำราญใจ 

         “…” 

         เงียบกริบ.. พิรุณไม่แสดงอาการหน้าแตกใดๆให้แคทเธอรีนตบมุข ปักษาพิรุณใจแข็ง ใจด้านพอยืนเท่แม้นนางทำเรื่องงามหน้า 

         ยืนนิ่งไม่ช่วยพวกแคทเธอรียนที่โดนลูกหลงถูกคลื่นน้ำฝนซัดถล่มเกือบลอยไปติดท่อระบายน้ำด้วย 

         “ช่วยด้วย..” 

         ขนาดจอมอาคมน้อยร้องขอความช่วย พิรุณก็นิ่ง 

         อย่าเพิ่งหาว่านางใจร้าย ที่ปักษาพิรุณไม่ช่วยเพราะใช่เพราะไม่อยากช่วย แต่เพราะลึกๆในใจนางมีเสียงเมรัยบอกว่าอย่าช่วยต่างหาก..  

         แว่วเสียงขบขันแผ่วเบา พิรุณหลับตาระอาพลางยกฝ่ามือใช้พลังวิเศษช่วยยกร่างแคทเธอรีน และสีนวลขึ้นจากน้ำวนด้วยสภาพเปียกปอนปานลูกหมาตกน้ำ ม่อมแม่ม  

         “ท่านเมรัยใจร้าย..” 

         เมินเสียงตัดพ้อจอมอาคมน้อย ปักษาพิรุณกะพริบตาพร่างพราว และร่อนตัวลงจากฟ้า เท้าเปลือยเปล่าเหยียบลงพื้นอย่างแผ่วเบา ครั้นปรากฏระลอกคลื่นน้ำตีกระจาย.. ติ๋ง.. นางคือปักษาพิรุณ กระนั้นพิรุณไม่เคยชื่นชอบปีกของตนเอง ไม่ชอบชื่อตนเอง นางเลยมักสวมชุดเกราะ และดำรงตัวตนในฐานะจอมทัพปีศาจ แม้นพลังของชาติจอมทัพจะไม่ได้แข็งแกร่งเท่าชาติปักษา กระนั้นพิรุณหลงรัก และรักสายโลหิตของยักษ์มากกว่า 

         เพราะนางภูมิใจที่ได้เกิดเป็นลูกครึ่งยักษ์ นางจึงไม่อยาก และไม่ยอมใช่พลังของปักษา 

         ให้นางแพ้ในฐานะยักษ์ ดีกว่าให้นางชนะด้วยพลังของปักษา นั้นล่ะความภาคภูมิใจของนาง 

         ปักษาพิรุณหลับตา และก้าวเท้าไปหาวิญญาณร้ายที่บาดเจ็บสาหัส ร่างกายเปลวเพลิงสีเขียวค่อยๆหมองมัวลง ร่างกายที่แยกเป็นสองกลับคืนเป็นหนึ่งอีกครั้ง เพียงเพราะโดนหนึ่งฝ่ามือของพิรุณ การโจมตีที่อัดพลังชีวิตมหาศาล เข้มเกินกว่าวิญญาณร้ายรับไหว.. 

         นางกำลังจะตาย..อีกครั้ง.. 

         “ขอบคุณนะคะ..” 

         พิรุณปิดตา แลตั้งใจฟังเสียงเมรัย “รักษาตัวด้วยเมรัย…พวกเราเป็นห่วง” 

         ต่อให้เจ้าไม่ยินเสียงพวกเรา.. กระนั้นจงจำไว้ว่าพวกเราห่วงใยเจ้า.. ไม่มีใครอยากเห็นเจ้าเจ็บอีกแล้ว.. 

         สรรพางค์กายเมรัยคืนสภาพเป็นร่างเมรัยเช่นเดิม อาภรณ์หลายชั้น พุงอ้วนๆ ใบหน้ากลมนิ่ม และดวงตาสีส้มกลมโตใสกระจ่าง หมอผีน้อยบอกขอบคุณผู้ที่คอยอยู่เคียงข้างนางเสมอมา คราเมรัยลืมตา และก้าวไปหาวิญญาณร้าย และสะดุดเท้าตนเองล้มหัวทิ่ม แปะ 

         .. 

         . 

         . 

         “เกือบเท่..อีกนิดเดียว” 

         ถ้าไม่มีเสียงแปะนะ เมรัยยิ้มขำแห้ง นางลืมไปเลยว่าตนเองบาดเจ็บนี่นา ฮาๆ…  

         เมรัยคืบคลานไปบนพื้นอิฐ ทิ้งรอยเลือดไหลไว้เป็นหลักฐานความเจ็บปวดที่แม้นเจ็บจนอยากกรีดร้อง กระนั้นเมรัยยังหวัง และพยายามคืบคลานโดยใช้ข้อศอกดันๆ ขยับร่างกายอันหนักอึ้งราวก้อนหิน.. ไปใกล้ๆวิญญาณร้าย และยื่นมือจับมืออีกฝ่าย.. 

         “นี่ ได้ยินเสียงข้าไหม..รองโรน่า” 

         พลันพริบตา.. โลกทั้งใบพลันขาว--- 

-- 

         จุดเริ่มต้นของเรื่องราวทั้งหมด.. เริ่มเปิดเผย..  

         ภาพต่างๆค่อยๆผุดขึ้นบนผืนผ้าสีครีมนม หยาดสีน้ำอุ่นหยดร่วงหล่นจากปลายพู่กันสู่ผืนผ้าสร้างสรรค์ภาพเหตุการณ์ต่างๆเริ่มบอกเล่าที่มา และที่ไปของเรื่องราวที่ไม่มีใครอยากจำหรืออยากรู้จักมัน เรื่องราวของสาวน้อยตัวเล็กตัวน้อยนางหนึ่งที่ไร้เดียงสา และเต็มเปี่ยมด้วยความรักอันใสซื่อบริสุทธิ์ สาวน้อยที่ไม่เคยฝันอยากเป็นนักทอผ้าหรือนักตกปลา นางคือลูกคุณหนู นางมีเงินทอง มีเสื้อผ้าสวยๆ มีตุ๊กตาน่ารักๆเต็มห้องนอน นางมีท่านแม่ผู้ใจดี และมีท่านพ่อผู้เคร่งครัดกฎระเบียบ ท่านพ่อของนางรักนาง นึกทะนุถนอมนาง กระนั้นพอท่านแม่คลอดน้องสาวมากมาย ความรักที่เคยมีให้นางคนเดียวก็ค่อยๆลดลง… ท้ายที่สุดก็หมดสิ้นลงพร้อมความตายของมารดา.. 

         นางเติบโตเป็นสาวสวย เป็นพี่ใหญ่ ท่านพ่อแต่งงานใหม่ และแต่งงานเรื่อยๆจนกระทั่งนางมีท่านแม่เพิ่มขึ้นหลายคน น้องชายน้องสาวเพิ่มจำนวน กระทั่งนางยืนอยู่จุดที่ไม่มีใครเหลียวแล นางกลายเป็นสิ่งไร้ค่าในบ้านที่ไม่มีใครรักนาง..  

         ความโดดเดี่ยวของนางชักนำไปรู้จักกับบุรุษผู้หนึ่ง.. คนที่ต่อมากลายเป็นสามีที่รักของนาง 

         “สัญญาจะรักเจ้าเพียงผู้เดียว 

         นางตกหลุมรักเขา เขามอบความรักให้นาง วาสนาด้ายแดงเกี่ยวพันนาง และเขาเข้าด้วยกันทำให้ชีวิตนางกลับมามีความสุข และยิ้มได้อีกครั้ง พบเจอสิ่งดีๆ สนุกหัวเราะไปตามเรื่องราวแห่งความสุขมากมายที่ใช้เวลาร่วมกับเขา ช่วงเพลานั้นราวว่าโลกทั้งใบมีเพียงนาง และเขา ทุกอย่างๆของเขาสลัก และฝังลึกในกาย และหัวใจนางราวตราประทับที่อัดแน่นด้วยรสชาติความหอมหวานกลมกล่อม ละมุนละไม และหนักแน่น.. 

         มันเป็นช่วงเวลาที่ล้ำค่า.. และมีความหมายกับนางมาก.. 

         นางค้นพบสิ่งสำคัญยิ่งกว่าชีวิตนาง… และนางตัดสินใจอยู่เคียงเขา  

         กระนั้นกาลเวลาค่อยๆเคลื่อนผ่าน ตะวันลาลับขอบฟ้า ดวงเดือนลอยเด่นกลางนภา ฤดูหนาวเคลื่อนผ่านท่ามกลางปุยหิมะ ฤดูร้อนอบอุ่นด้วยไอรัก ฤดูฝนมีหยาดน้ำตาแห่งความสุข และเพียงไม่กี่ปีมีเรื่องราวเลวร้ายมากมายเกิดขึ้นต่อเนื่อง มันเริ่มจากเรื่องเล็กๆที่ไม่น่าหยิบยกมาคุย และจากเรื่องเล็กๆที่สั่งสมทุกวันให้ระเบิดกลายเป็นเรื่องใหญ่ที่ทำให้เขา และนางทะเลาะ ผิดใจ หนักขึ้น แรงขึ้น สภาพสังคมรอบนอกเริ่มเลวร้ายเนื่องจากผลกระทบสงคราม และ เศรษฐกิจย่ำแย่ ชาวบ้านเดือดร้อน พระราชาป่วย ปัญหาการก่อกบฏ หลายอย่างๆเลวร้ายกระทั่งมันส่งผลกระทบต่อคนที่นางรักที่สุด 

         ความรักมั่นคงค่อยๆห่างเหิน ด้ายแดงที่คิดว่าเหนียวแน่นค่อยๆฉีกขาดสะบั้นอย่างเจ็บทรมานราวใจจะขาด.. 

         “ไสหัวไป!!” 

         นางที่เป็นสตรีมิรู้จักทำเช่นไรให้เขาสบายใจนอกจากทอดกายให้เขาย่ำยี นางเริ่มหวาดกลัวเขา เขาเริ่มเปลี่ยนไป จากคนที่อ่อนโยนกลายเป็นคนที่แข็งกร้าว เขาไม่ทะนุถนอมนางเช่นเมื่อก่อน และเหนือสิ่งเหนือใด เขาไม่รักลูกของเขา  

         “ท่านแม่ ท่านพ่อไม่สบายหรือ” 

         ลูกสาวจับมือคุณแม่ และเอ่ยถามเพราะสงสัย คุณแม่เพียงยิ้ม และส่ายหน้า  

         นางอยากกลับไปเป็นเด็กอีกครั้ง… เด็กน้อยที่ไม่ต้องสัมผัสความทุกข์หรือกังวลเรื่องใดๆ… 

         ทว่าไม่มีใครสามารถย้อนเวลา เปลี่ยนแปลงอดีต.. นางยอมรับชะตากรรมอันเลวร้าย และมีชีวิตอยู่เพื่อเลี้ยงดูบุตรสาว หวังให้ลูกสาวเติบโตไปเจอคนรักที่ดีกว่า..ท่านพ่อของลูก หาคนที่นิสัยดี และมั่นใจว่าจะเคียงข้างลูกกระทั่งแก่เฒ่า… 

         ความหวังนั้นช่างมีค่า… และมันเจ็บเหลือเกินเมื่อรู้ว่าความหวังแตกสลายอย่างง่ายดายราวเรื่องตลก.. 

         “ท่านเอาลูกไปทำอะไร!!” 

         “ขายไปแล้ว!!!” 

         เขาเปลี่ยนไปราวคนละคน.. “ท่านทำได้อย่างไร!!!” 

         “ข้าจะทำอะไรนางก็เรื่องของข้า นางเป็นของข้า!!” 

         “นางไม่ใช่สิ่งของ นางเป็นมนุษย์ นางเป็นลูกของเรา!!” 

         ทำไมเป็นเช่นนี้… นางร่ำไห้ และกราบแถบเท้าของเขาเพื่อขอลูกสาวคืนมา แต่จะเป็นไปได้อย่างไร..  

         “น่ารำคาญ..” 

         เขาปิดประตูห้องหนี เขาขับไล่นาง เขาแต่งงานใหม่ และใช้ชีวิตอย่างมีสุขกับสตรีอื่น เขาลืมคำสัญญาในอดีต ไม่มีใครเห็นค่าคำสัญญา และไม่มีใครเห็นค่านาง.. นางกลับมาโดดเดี่ยวอีกครา โดยคราวนี้นางเจ็บปวดเกินทน.. สูญเสียสิ่งที่รัก สูญเสียควาหวัง ชีวิตพังไม่มีชิ้นดี ชีวิต..ที่ไร้ค่าไม่ต่างจากเศษแก้วที่แตกละเอียด นางทนไม่ไหว  

         นางอยากทวงคืนความสุขของนาง นางพยายามรักเขา พยายามขอความรักจากเขาเพื่อสานต่อลมหายใจโดยที่ไม่รู้จะอยู่เพื่ออะไร? นางเริ่มหวาดกลัว นางกลายเป็นขี้ขลาดที่หวาดระแวงสิ่งต่างๆ   

         นางพยายามเกาะขาเขา นางพยายามแสร้งว่าเขายังรักนาง เรื่องเลวร้ายในชีวิตนางมันไม่ใช่เรื่องจริงใช่หรือไม่? นางยิ้มนะ นางพยายามทำทุกอย่างให้คนอื่นเห็นนางในสายตา กระนั้นไม่ว่านางจะทำอะไร พวกเขาที่ทีแรกสนในนางก็เลิกสนใจ..  

         “ก็แค่ผู้หญิงบ้าคนหนึ่ง 

         ฮะ นางบ้าจริงๆ.. 

         บ้าไปแล้ว.. ฮะๆๆ 

         นางหัวเราะเบาๆน้ำเสียง…ไม่เคยได้ยินใครเศร้าเสียใจเพียงนี้ 

         วันหนึ่งชายคนนั้นกลับมาหานางอีกครั้ง เขามาเพราะคิดว่านางต้องการเขา และแน่นอนว่ายามนี้เขาต้องการนางเช่นกัน.. 

         “ตายเพื่อข้าได้ไหม 

         “เอ๊ะ..” 

         เขายิ้มพลันเอามีดแทงอกนาง ฉึก “ต้องการมันมากมิใช่หรือ” ข้าเอ่ยเสียงเย็นตอบรับความรักของนาง และใช้ความตายขอนางเป็นเครื่องพิสูจน์ความรักนั่น นางยอมตายเพื่อเขาหรือไม่ ใช่ นางอยากตอบเขา..ว่านางพร้อมตายเพื่อเขา กระนั้นเขาเมินนาง ไม่สนใจเหลียวแลนาง นางกลายเป็นสิ่งของที่เขาใช้เพื่อทำพิธีกรรมโบราณบ้าบอ เขา ชายที่นางทุ่มเทความรักให้มิมีเหลือ.. ในระหว่างทางนั้นเขาได้พบรักกับชายหนุ่มอีกคน และทั้งสองตกลงร่วมรักกัน  

         ชายคนนั้นเป็นคนชั่วร้ายที่แย่งชิงความรักไปจากนาง เขาทำลายชีวิตนาง เขาใช้ชีวิตลูกสาวนาง ชายคนนั้น และชายคนที่นางรัก 

         “ฮะๆๆ..” 

         นางพยายามคืบคลานด้วยความเจ็บปวดเต็มอก พยายามดิ้นรนต่อสู้เพื่อให้มีชีวิตรอด แต่นางไม่ไหว.. 

         นางตาย.. 

         นางที่ทั้งชีวิตไม่มีช่วงเวลาใดมีความสุขเลย…นอกจากเวลาที่ได้ใช้ร่วมกับชายที่นางรัก.. ครอบครัวที่นางคิดว่ามันอบอุ่นดั่งเตาไฟ.. 

         ราวเวลาไหลย้อนกลับ ภาพต่างๆปรากฏซ้ำทับกันเป็นฉากเล่าเรื่องราวแต่ละช่วงเวลาที่ได้อยู่กับเขา นอนด้วยกัน เล่นด้วยกัน วาดรูปด้วยกัน สอนลูกด้วยกัน ความทรงจำต่างๆนับร้อยนับพันที่ระบายด้วยรอยยิ้มแห่งความสุข โดยใจกลาง ท่ามกลางภาพมีสาวน้อยนางหนึ่งกำลังยื่นมือเพื่อหวังไขว่คว้าภาพเหล่านั้น.. อยากหยุดภาพนั่นเอาไว้ แค่ภาพเดียวก็ยังดี อยากกลับไปยังช่วงเวลานั้น อยากสัมผัสช่วงเวลานั้นอีกครั้ง… 

         เวลาที่นางยิ้มจากหัวใจมันรู้สึกดีจริงๆนะ 

         “เหมือนคนบ้าใช่หรือไม่…” 

         โลกสีขาวโพลนอันว่างเปล่า ปราศจากแสงแดด ไร้แสงจันทรา ไม่มีสายลม ไม่ดำรงในช่วงกาลเวลาแห่งความจริง โลกแห่งจิตใจอันเงียบสงบ และมีเสียงท่วงทำนองเปียโนดังแผ่วจางอย่างอ่อนโยนนุ่มนวล สาวน้อยหนึ่งนั่งสงบเสงี่ยมบนระเบียงบ้านไม้ ด้านใต้ต้นหลิวที่นางจำได้ขึ้นว่ามันเป็นเพื่อนเล่นนางสมัยนางยังตัวจิ๋ว และมีสาวน้อยอีกคนหนึ่งยืนไม่ใกล้ไม่ไกล ด้านในห้องอันมืดมิด แลมีเงาทาบทับสลัว   

         หมอผีน้อยยืนข้างหลังของวิญญาณร้ายที่นั่งมองอดีตของตนอย่างหงอยเหงา  

         “ทำไมเจ้ายังมีชีวิตหรือ?” 

         วิญญาณร้ายถามเมรัย นางหันหน้ามามองหมอผีน้อย คำถามที่วิญญาณร้ายอยากรู้? ทำไมคนที่หัวใจเจ็บปวด และมีรอยแตกอย่างเมรัยถึงอยากมีชีวิต 

         ทั้งที่มันทรมาน.. และไม่ต่างจากต้องเดินเล่นในขุมนรกแท้ๆ..   

         เมรัยยืนอย่างผู้ผ่านมา.. นางยกมุมปากบาง  

         หมอผีน้อยมิรู้จักตอบคำถามวิญญาณร้ายอย่างไรดีนะ… หากเป็นเมื่อก่อนอาจตอบไม่ได้นะ แต่ตอนนี้ 

         “เพราะข้าอยากให้คนจับพุง” 

         เมรัยยกอุ้งมือนวดหน้าท้อง วิญญาณร้ายฟังคำตอบแล้วนิ่งพักหนึ่ง 

         “ฮะ..ฮาๆๆ” 

         “ฮาๆๆๆ” 

         และพวกนางก็หัวเฉย 

         วิญญาณร้ายยกพัดปิดปากหัวเราะอย่างกุลสตรีสมัยโบราณ นางเป็นสาวน้อยขี้อาย และไม่กล้าสบตาใคร กระนั้นตอนนี้นางโตแล้ว และกล้าพอสบตาผู้อื่น  

         แม้นนั้นจะทำให้ผู้อื่นรู้วานางกำลังเจ็บเจียนตาย… 

         “ข้าอยากกอดคนที่ข้ารัก… ข้ายังมีความฝันที่ยังทำไม่สำเร็จ” 

         “เช่นนั้นหรือ..” 

         น้ำเสียงวิญญาณร้ายแอบเหงาหน่อยๆ ตอนนางยังมีชีวิต นางไม่เคยมีความฝันเลย… บางครั้งเวลายินคนอื่นพูดเรื่องความฝันนางแอบอิจฉาคนพวกนั้นที่มีเป้าหมายชีวิต.. แตกต่างจากนางที่ไม่มีอะไรดี 

         “เจ้ายังรัก..เขารึเปล่า” 

         เมรัยเดินส่ายสะโพกมาหย่อนก้นอวบลงนั่งข้างๆวิญญาณร้าย และแหงนหน้ามองภาพวาดสีน้ำต่างๆที่เล่าเหตุการณ์ในอดีตของวิญญาณร้าย เมรัยตกใจนะเมื่อรู้ว่ามีคนแบบวิญญาณร้ายบนโลก และนางเศร้ามากด้วย… 

         ไม่รู้ว่าเศร้าเพียงใด กระนั้นน้ำตานางไหล 

         “..” 

         วิญญาณร้ายตกใจเมื่อเห็นหมอผีน้อยนั่งเฉยๆแล้วน้ำตาไหลโดยที่เจ้าตัวยังมิรู้ตัว คนแบบเมรัยเวลาเจอเรื่องอะไรที่มีส่วนแตะกระทบอดีตของนาง นางมักร้องไห้โดยที่ไม่รู้สึกตัว 

         อย่างเช่น เมื่อตอนนางนอน.. 

         เพียงแค่สิ่งเล็กๆที่แตะกระทบบาดแผลนาง.. นางก็สั่นกลัว และนิ้วมือสั่นเทิ้ม  

เหมือนวิญญาณร้ายเลยนะ..  

“ไม่…” 

         วิญญาณร้ายหลุบตา และบอกนางเคยรักเขามาก รักมากกว่าลูกสาว กระนั้นตอนนี้นางกลับไม่รู้สึกรักเขาเลย… “แต่ว่า..ทำไมข้าอยากแก้แค้นเขา..” วิญญาณร้ายยอมรับว่าเกลียดชังเขา ไม่รู้เพราะเขาทำกับนางเช่นนี้หรือไม่ หรือเพราะนางคิดบ้าไปเอง กระนั้นนางเคยรู้สึกอยากฆ่าเขา… อยากล้างแค้นให้ลูกสาว อยากบีบคอเขา อยากจับเขากดน้ำ อยากเอามีดแทงอกเขาเหมือนที่เขาทำกับนาง อยากให้เขารู้ว่านางเจ็บ เจ็บปวดเพียงใด.. 

         ทว่ามันแค่ความรู้สึกชั่ววูบ.. ความปรารถนาก่อนตายที่สับสน และไม่ชัดเจนราวภาพมายาในหยาดน้ำตาของนาง 

         “เป็นข้าเจองี้ก็อยากเอาลูกประคำปาดึกหัวเหมือนกัน” 

         เมรัยตอบหน้าตายแถมรอยยิ้มจริงใจ ลูกประคำในมือนางนี่สั่นเลย 

         “ฮึๆ” 

         ฟังเสียงวิญญาณร้ายขำ หมอผีน้อยยิ้มอ่อน “อยากลืมเขาไหม” 

         “อือ อยาก แต่ว่าข้าขอจดจำเขาดีกว่า” 

         “ทำไมหรือ ไม่ใช่เขาทำเจ้าเศร้าหรือไร” 

         “เพราะนอกจากช่วงเวลาที่ได้อยู่กับเขา ไม่มีช่วงเวลาใดที่ข้ามีความสุขเลย..” 

         “..” เมรัยฟังคำตอบแล้วอึ้ง นางเผยอปาก 

         วิญญาณร้ายรู้ว่าคำตอบนั้นมันฟังแปลกๆกระนั้นมันคือความจริง.. ความจริงของชีวิตคนหนึ่งคน.. ชีวิตที่มิอาจลิขิตด้วยมือตนเอง ณ ยุคสมัยที่สตรีเป็นเพียงสิ่งของของบุรุษ.. โลกแห่งขนบธรรมเนียม ความเชื่อ และความบริสุทธิ์ อิสระหรือ.. ของพันธุ์มันจะไปมีได้อย่างไร.. 

         ชีวิต..ไม่เคยสามารถควบคุมอะไรได้สักอย่าง.. วิญญาณร้ายหลับตาซ่อนน้ำตา 

“มันเศร้า..” 

         เมรัยกอดเข่า กำมือแน่นคล้ายอดกลั้นความรู้สึกที่กำลังเอ่อล้นในอก  

         “เศร้า..เกินไปแล้ว 

         วิญญาณร้ายเข้าใจ นางไม่รู้จะทำอย่างไรเช่นกัน 

         แอบรู้สึกแย่เหมือนกันที่โดนคนอื่นบอกว่าชีวิตนางน่าเศร้า 

         “ท่านหมอผีอย่าคิดมากเลย” 

         วิญญาณร้ายยกมือลูบหลังปลอบเมรัยปานปลอบใจคนแก่ขี้เหงา  

         เมรัยสะอื้นพลางใช้ผ้าเช็ดหน้าเช็ดน้ำตา และสั่งขี้มูก 

         “..” 

         วิญญาณร้ายหน้าแข็งค้าง คนสุดท้ายที่ต้องเจอในชีวิตนี้… คนแบบนี้? 

         “โทษที และก็ขอบใจนะ” 

         เมรัยยิ้มขออภัย ครั้นนางยิ้ม และเอื้อนเอ่ย 

         “เจ้าปรารถนาอันใดหรือ” 

         “อือๆ” 

         วิญญาณร้ายฟังคำถามแล้วส่ายหน้า นางยามนี้ไม่อยากแก้แค้น ไม่อยากทำอะไรแล้ว 

         นางเหนื่อยล้า… เหนื่อยเหลือเกินที่ต้องมีชีวิตโดยแบกความแค้นไว้บนบ่าบางๆ 

         “รู้อะไรไหม ข้าเคยมีคนรักเหมือนกัน 

         “…” 

         เมรัยเล่นปอยผมลอน ดวงตานางฉายแววหวนระลึกความหลังที่ไม่มีภาพประกอบใดๆให้ใครล่วงรู้ว่าคนคนนั้นที่นางว่าคือใคร กระนั้นนางเอ่ยคำพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนละมุน อ่อนโยนละม่อมอย่างที่สุด.. ทว่ามิไม่สามารถลบล้างหรือกลบฝังความเศร้าลึกๆที่แอบแฝงในแต่ละคำพูดเบาๆของนาง หากบอกว่าช่วงเวลาแห่งความสุขของวิญญาณร้ายคือเวลาอยู่เคียงข้างกับชายที่รัก เมรัยก็อยากว่านางรู้สึกเช่นกัน ความสุขของนาง… ความรักของนาง.. ความเศร้าของนาง.. ในความทรงจำอันชัดเจนยิ่งกว่าความทรงจำใด มันมีความรู้สึกมากมายอัดแน่ด้านใน..ราวนิทานเรื่องหนึ่งที่ตอนจบ..  

         “แม้นมันจะเป็นตอนจบที่เศร้ามาก….” 

         เมรัยยิ้มทั้งน้ำตา.. 

         “แต่ข้าก็มีความสุขทุกครั้งๆ และยิ้มอกมาได้เสมอเมื่อนึกถึงมัน 

         นางอยากเจอ นางอยากกอด นางอยากเล่าเรื่องต่างๆให้ฟัง นางอยากใช้ชีวิตร่วมกันอีกครั้ง ทุกสิ่งของคนคนนั้นสูญสลาย ไม่มีสิ่งใดหลงเหลือนอกจากแหวนที่นางกำมันไว้ในอุ้งมือน้อยๆ เก็บรักษามันไว้เสมอมิเคยห่างกาย กระนั้นมีบางครั้งที่เมรัย.. หมอผีน้อยทนไม่ไหว.. ความปรารถนาของนางมันรุนแรงเกินเก็บงำไว้ด้านในลึกๆจนบางครั้งนางร้องไห้อยากเจอ อยากเจอ อยากเจออีกครั้ง ทว่ามันเป็นไม่ได้แล้ว 

         ต่อให้นางวิงวอนต่อสวรรค์ ต่อให้นางอธิษฐานต่อดวงดาวตก ต่อให้เดิมพันด้วยชีวิต หรือไม่แม้แต่ต่อให้นางก้าวได้อีกครั้ง 

         “ข้ากลัว.. ข้ายอมแพ้.. ข้าสูญเสียคนที่ข้ารักที่สุด ช่วงเวลานั้นข้าไม่รู้จะทำเช่นไร ได้แต่ร้องไห้ ร้องไห้ ร้องไห้ ทุกวันๆทุกคืนๆ ครวญครางเฝ้ามองหา และยื่นมือคว้าอย่างสุดกำลัง อยากเจอคนคนนั้นอีกครั้งตลอดเวลา ข้าเสียสติเหมือนเจ้า ข้าคงบ้าเหมือนกัน กระนั้นข้ายังหวัง.. หวังเสมอว่าความฝันนี้จะเป็นจริงแม้นมันไม่มีทางก็ตาม ข้าเชื่อมั่น ข้าอยากมีชีวิตเพื่อคนคนนั้น ชีวิตข้าตอนนี้ที่มีวันนี้ได้ก็เพราะคนคนนั้นบอกให้ข้ามีชีวิต บอกให้ข้ามีความสุข บอกให้ข้ายิ้ม.. บอกให้ข้าเดินไปตามทางที่ต้องการ..” 

         มองหาคนรัก.. มองหาครอบครัว.. มองหาสิ่งสำคัญ และรักษามันไว้.. อย่าให้ใครทำร้าย อย่าให้ใครช่วงชิงมันไปจากหัวใจ… 

         “ข้าไม่อยากตาย… ต่อให้ชีวิตมันทรมาน มันลำบาก มันมีแต่เรื่องบ้าๆ ข้าไม่อยากให้คนคนนั้นผิดหวัง… ข้าอยากให้คนคนนั้นเห็นข้ามีความสุข ข้าอยากให้ฟังเสียงข้า และมองดูข้าว่าข้านี้ยิ้มได้แล้ว… อยากบอกว่าข้ายังไม่ยอมแพ้ อยากบอกว่าข้าจะพยายาม พยายาม พยายาม… มีหลายสิ่งที่ข้าอยากบอก.. อยากเล่าให้ฟัง ..อยาก..เยอะแยะเลย ฮาๆ” 

         เมรัยหยิบผ้าเช็ดเรไร และใช้เช็ดน้ำตา นางมีความรักใหม่ ที่สำคัญตอนนี้นางมีน้องสาวด้วย ฮาๆ  

         คิดว่าคนคนนั้นต้องดีใจแน่ๆเมื่อรู้เมรัยมีความสุขมากมายเพียงนี้ แล้วคงอยากต่อยนางเมื่อรู้นางหื่นเหลือเกิน 

         นั้นแหละ ชีวิตของนางยามนี้.. ชีวิตในฐานะสาวน้อยที่พ่ายแพ้ และกำลังจักก้าวไปตามความฝันอีกครั้ง..  

         วิญญาณร้ายรับฟังเรื่องราวของหมอผีน้อยเงียบๆ แม้นไม่เข้าใจเลยว่าอีกฝ่ายเอ่ยถึงใคร กระนั้นนางรู้ว่าคนคนนั้นมีค่ากับเมรัยอย่างมาก แม้นตอนนี้เขาหรือนางไม่อยู่เคียงข้างเมรัยแล้วก็ตาม.. “ยินดีกับท่านด้วยนะคะ” แม้นเมรัยจะยังบ้าบอ ปญอ สมองนุ่มนิ่ม กระนั้นยามนี้นางมีคนรักคอยประครองแล้ว ต่อให้นางทำตัวบ้าบออย่างกัดกับหมา พวกเรไรกับนารีก็ไม่ช่วยเมรัยหรอก 

         เดี๋ยวนะ 

         “ฮาๆ” 

         “..” 

         เมรัยเล่าเรื่องพวกนารีให้วิญญาณร้ายฟังเพื่อให้อีกฝ่ายหัวเราะสนุกสนาม ดีจังนะ เวลาได้ยินเสียงคนอื่นหัวเราะเนี่ย.. 

         ดีจังนะ ที่นางทำให้อีกฝ่ายยิ้มได้ 

         “ท่านใจดี..จัง” 

         ไม่เคยมีใครเห็นอดีตวิญญาณร้าย ไม่เคยมีใครสนใจเรื่องราวของสัตว์ประหลาดแสนชั่วร้ายที่ไล่เข่นฆ่าผู้คนหรอก.. 

         นางตายแล้ว กระนั้นวิญญาณกลับมิยอมเกิดใหม่ นางเลือกตกสู่ความมืดมิดเพื่อกลายเป็นปีศาจร้าย เป็นฆาตกร สัตว์ประหลาด ผีร้าย ใครจะใจดีเห็นใจสิ่งชั่วร้ายเช่นนาง 

         เมรัยเดาความคิดวิญญาณร้าย และตอบคำถามนั่นด้วยเสียงนุ่มนวล 

         “นั้นสินะ ไม่ใครเห็นใจหรือสงสารคนที่ทำร้ายผู้อื่นหรอก 

         หมอผีน้อยเคยอยู่ในยุคสังคมเสื่อมถอยนะ พบเจอเรื่องราวมากมายไม่น้อย ส่วนมากแล้วคนเรามักตัดสินคนอื่นอย่างโน่นอย่างนี้ คนที่ทำชั่วก็ไล่ให้ไปตาย คนที่ทำดีก็ชื่นชอบแปปๆ(พอเขาชั่วนิดหน่อยก็ไล่ให้ไปตายเหมือนเดิม) นั้นคือหลักความจริงในการอยู่ร่วมกันในสังคมที่สงบสุขปลอมๆ คนที่ทำร้ายผู้อื่นไม่ใช่คนที่สังคมยอมรับ พวกเขาเลยตัดสินขับไล่หรือลงโทษคนกลุ่มนั้นเพราะหวาดกลัวว่าคนคนนั้นจะทำร้ายคนอื่นอีก  

         เพื่อความปลอดภัยของชีวิต… ย่อมต้องผลักไสสิ่งอันตรายออกไปให้หมด  

         เหมือนมนุษย์หวาดกลัวปีศาจเลยต้องจ้างหมอผีมากำจัด 

         “กำจัดสิ่งที่เป็นภัยอันตราย..” 

         “..” 

         วิญญาณร้ายก้มหน้ามือสั่น รู้สึกเกลียดชังตัวเองที่กลายเป็นสิ่งอันตราย กลายเป็นสัตว์ประหลาดที่ทำร้ายคนอื่นอย่างมิลืมหูลืมตา จมปักกับความแค้นมหาศาล  

         สมควรแล้วที่นางต้องโดนกำจัด.. วิญญาณร้ายยิ้มทุกข์ กรรมใดใครก่อกรรมนั้นย่อมคืนสนอง 

         “แต่ข้าไม่สนหรอก 

         “เอ๊ะ” 

         “ฮาๆ” 

         เมรัยอ้าปากขำ “ที่ข้าเห็นก็แค่เด็กขี้แยคนหนึ่งนี่นา” 

         พูดไม่วายยกนิ้วจิ้มแก้มวิญญาณร้าย “เวลาเห็นเด็กร้องไห้ ข้าปวดใจนะ” 

         เมรัยหลุบตางาม ร้องไห้เพราะโดนเพื่อนแกล้งนี่เมรัยปวดใจ แต่จะปวดใจกว่าถ้าเด็กร้องเพราะโดนนางแกล้ง… 

         “ข้าไม่สนหรอกคนอื่นจะว่าอย่างไร ข้าอยากทำข้าก็ทำแหละ เรื่องของเจ้า อือจะหาว่าข้าชอบเสือกก็ได้” 

         “..” 

         วิญญาณร้ายพูดไม่ออกบอกไม่ถูก เมรัยกลั้นขำ ตัวสั่น 

         “ดูเจ้าทำหน้าสิ โอ๊ย เห็นแล้วอยากกอดเลย” 

         “…” 

         วิญญาณร้ายมองเมรัยแบบ เจ้าอยากกอดหรือ เอาจริงข้าอยากกัดคอเจ้ามากเลย!!! 

         “ฮึ” 

         นางเบือนหน้าแก้มป่อง เมรัยยิ้มอ่อน “ข้าแค่อยากอยู่ข้างๆเจ้าน่ะ ในวาระสุดท้าย…อย่างน้อยข้าก็อยากทำเช่นนั้นนะ” 

         เวลาอยู่คนเดียวมันเงียบนี่นา.. ว้าเหว่ อ้าวว้าง หายไปเงียบๆโดยไม่ใครเหลียวแล จุดจบเช่นนั้นเมรัยไม่อยากเจอหรอก นางไม่อยากให้คนอื่นเจอด้วย.. 

“..เพราะกลัวข้าเหงาหรือ” 

         “ใช่” 

         เมรัยจับมือวิญญาณร้าย.. 

         “อย่างน้อยข้าอยากให้รู้ว่าข้าจะจำเรื่องของเจ้า..จะจำไว้ไม่มีวันลืม” 

         “..” 

         อบอุ่นจังนะ.. 

         อุ้งมือนี้.. 

         ติ๋ง.. 

         “ขอบคุณนะ 

         “ข้าเป็นหมอผีนี่นา” 

         หมอผีน่ะ มีหน้าที่ช่วยเหลือวิญญาณที่หลงทาง.. มีหน้าที่.. 

         ไม่ใช่เพราะหน้าที่หรอก 

         “เพราะข้าอยากทำต่างหาก” 

         อยากอยู่ตรงนี้ อยากอยู่ตรงนี้กับนาง ชีวิตที่ไม่มีใครมาส่งไปสู่สุขติน่ะมันอ้างว้างนะ.. วิญญาณร้ายที่ไม่มีใครเหลียวแล แท้จริงคือสาวน้อยที่น่าสงสารที่ชีวิตไม่เคยพานพบกับความสุข อย่างน้อยในช่วงเวลานี้ เมรัยอยากให้นางมีความทรงจำดีๆ แม้นอีกไม่นานนางจะหายไปตลอดกาล.. กระนั้นวาระสุดท้ายขอแค่นี้ 

         “เจ้าชื่ออะไรหรือ” 

         ร่างกายวิญญาณร้ายค่อยๆสลาย.. สลายไปพร้อมโลกแห่งจิตใจนาง.. แตกระยิบนะยับเป็นละอองดวงไฟอุ่นๆ 

         “..” 

         ชื่อของข้า..หรือ? 

         นานเพียงใดแล้วนะที่ไม่มีใครเรียกชื่อข้า..  

         “คราซาดร้า..ข้าชื่อคราซาดร้า” 

         “คราซาดร้าหรือ..เป็นชื่อที่น่ากินจังนะ” 

         ‘ชื่อเจ้าน่ากินจังนะ 

         พริบตานั้นเสียงของชายหนุ่มพลันดังซ้อนทับเสียงเมรัย คำพูดแรกเมื่อนางเอ่ยชื่อให้เขารู้จัก และเขากลับตอบรับด้วยคำชมชวนหน้าแดง 

         ///// 

         “ขอบคุณ..” 

         หนึบ 

         ครั้นหมอผีน้อยอ้าแขนโอบกอดวิญญาณสาวน้อย อ้อมแขนอบอุ่นเต็มเปี่ยมด้วยความห่วงใย ความรัก ราวกับอ้อมกอดของคนรัก “ข้าเมรัย” “เมรัย..” ช ชื่อเจ้าก็น่ากินเช่นกัน.. คราซาดร้าอยากชมคืน แต่นางใจไม่ด้านพอ สองสาวน้อยกอดลากัน กระทั่งร่างกายวิญญาณสาวน้อยค่อยๆจางหายไปในที่สุด โลกแห่งจิตใจแตกสลาย..เป็นเศษร้าวราวกระจกแตก 

         หวนกลับคืนสู่โลกแห่งความจริง 

         “ขอรองโรน่าคืนนะ” 

         “ฝากขอโทษเด็กคนนั่นด้วยนะ ไม่หวังให้นางให้อภัย” 

         คราซาดร้ายึดร่างรองโนร่า ช่วงเวลาระหว่างนั้นทั้งสองไม่เคยสื่อสารพูดคุยกันเลยแม้แต่น้อย… กระนั้นเมื่อเรื่องทุกอย่างพ้นผ่านไป วิญญาณสาวน้อยรู้สึกผิดเหลือเกินที่ดึงสาวน้อยรองโรน่ามาเกี่ยวข้อง คนอื่นๆที่ต้องตายด้วยน้ำมือนางเช่นกัน 

         “ไว้ข้าบอกนางให้” 

         เมรัยกล่าวลาคราซาดร้าเป็นครั้งสุดท้าย 

         และแล้วเปลวเพลิงวิญญาณร้ายให้มอดดับลงตลอดกาล…  

         สะเก็ดปลิดปลิว และจางหายไปกับความสุขครั้งสุดท้าย… 

         “ขอให้วาสนานำพาเจ้าพานพบคนที่รักเจ้า..” 

         เมรัยนอนปิดตา เลือดโชก ริมฝีปากซีดขาวพึมพำ..เสียงอ้อนวอนแห่งวาสนา 

         … 

         .. 

         . 

         . 

. 

. 

. 

ขอให้ท่านมีความสุขกับความรักครั้งใหม่ด้วยนะ..ท่านเมรัย 

         ขอบคุณสำหรับช่วงเวลาดีๆ และพุงนิ่มๆ.. 

          -- 

       

แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น